Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2555
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
21 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 
ถาม - ตอบ (ห้องแพนิค)

 

 

 

ฉันเปิดห้องนี้ขึ้นมา เพื่อรวบรวมคำถามของเพื่อนๆ

และคำตอบที่ฉันได้ตอบมารวบรวมไว้

 เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านท่านอื่นๆด้วยค่ะ

แอมอร

เนื่องจากคอมเมนท์เกินหนึ่งร้อย..ทำให้การโหลดช้ามาก

ขณะนี้ได้เปิดห้องถามตอบสองขึ้นอีกห้องค่ะ

ตามลิงค์ด้านล่างนะคะ

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=aracha&month=08-04-2013&group=30&gblog=29




Create Date : 21 มิถุนายน 2555
Last Update : 9 เมษายน 2556 6:50:12 น. 165 comments
Counter : 9386 Pageviews.

 
ไม่ทราบว่าเกสรทั้ง 5 นี่หมายถึงอะไรค่ะ หาซื้อได้ที่ไหนบ้างค่ะ เพราะบอกตรง ๆๆ ว่าไม่อยากกินยาหมอมาก กลัวติดค่ะ ขอบคุณค่ะ


โดย: ธรรม IP: 101.109.177.151 วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:14:36:05 น.


โดย: peeamp วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:18:28:46 น.  

 
คุณธรรมคะ

เกสรทั้งห้า ซื้อได้ที่ร้านขายยาแผนโบราณค่ะ
ขอซื้อสักยี่สิบบาทก็พอ

นำมาใส่แก้วอย่างละหยิบมือเล็กๆ
แล้วเทน้ำร้อนใส่ คนๆให้หายร้อนแล้วจิบไปเรื่อยๆ
คล้ายๆจิบชาจีนนั่นแหละค่ะ



โดย: peeamp วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:18:29:12 น.  

 
เป็นแพนิคเหมือนกันค่ะ เวลาเป็นทรมานมาก ไม่สบายตัวเลย อยากหายมาก ๆๆๆ ก็เหมือนคุณแอมอรค่ะกินยาหอม แต่ก็มีหาหมออยู่ค่ะ กินยาแต่ก็เหมือนยังไม่ดีขึ้น เพื่อนคนไหนรักษาที่ไหนแล้วหายบ้างค่ะ

โดย: แดง IP: 101.109.177.151 วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:14:08:09 น.


โดย: peeamp วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:18:29:59 น.  

 
คุณแดงคะ

เราสามารถรักษาอาการแพนิคได้ด้วยตัวเองค่ะ
ลองเล่นกีฬาที่เราชื่นชอบ
หรือร้องเพลงสนุกๆและเต้นให้ได้เหงื่อ

หัวเราะและยิ้มบ่อยๆแกล้งหัวเราะก็ได้นะคะ
โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ะ คล้ายเสียงเรียกสุนัข
เพื่ออัดอากาศเข้าปอด
หายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆ
เพื่อให้อากาศเข้าไปเลี้ยงสมอง ลดอาการใจสั่น
ใจอ่อน วูบวาบ


ทานอาหารเช้า เพราะอาหารเช้าสำคัญต่อสมองมากๆ
ปล่อยใจสบายๆในช่วง 11.00-13.00 เพราะหัวใจกำลังทำงาน
ผ่อนคลายมากๆ หากทำงานที่ต้องเร่งรีบลุกลน
จะทำให้หัวใจเต้นรัว
หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำใจสบายๆไม่ต้องรีบร้อน

หลีกเลี่ยงการนั่งนิ่งๆเป็นเวลานานๆหน้าจอคอม
ออกไปเดินยืดเส้นยืดสาย
พักเบรค ให้สมองผ่อนคลายบ้าง

เข้านอนก็วางความกังวลทิ้งไป หากปล่อยให้ความคิดวิ่งวนในสมอง
จะทำให้หลับไม่สนิท หลับไม่เพียงพอ
และฝันเลอะเทอะไปตลอดคืน ตื่นมาคล้ายยังไม่ได้นอน


กราบพระสวดมนต์ให้ใจสงบ ทำสมาธิได้ยิ่งดี
บอกตัวเองว่า จงผ่อนคลาย หลับสบายไปทั้งคืนๆๆๆๆๆ
จะหลับสบาย หลับลึก หลับอย่างมีคุณภาพ
ทำที่กล่าวมาทั้งหมดนี้
อาการแพนิคจะไม่กลับมาอีกแน่นอนค่ะ



โดย: peeamp วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:18:30:36 น.  

 


พี่ค่ะ น้องเริ่มเป็นตั้งแต่กันยาปีที่แล้วล่ะมั๊ง เพิ่งลาออกงานต้นปีค่ะ ไปทำงานอยู่หน้าคอมไม่ได้เลย อาการกำเริบ และไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร เพิ่งมาเข้าใจตัวเอง เข้าใจโรคมากขึ้นค่ะ ช่วงนี้ค่ิอยยังชั่วเยอะเลยค่ะ แต่จะมีอาการเมื่ออยู่ในที่แออัด ที่ห้าง ที่คนเยอะๆ ที่ของเยอะๆ ที่ดูแล้วลายตาค่ะ

โดย: ต้นกล้าต้นนี้ วันที่: 8 พฤษภาคม 2555 เวลา:6:44:29 น.





โดย: peeamp วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:18:35:16 น.  

 
ลองหากิจกรรมและงานที่ต้องใช้กำลังดูบ้าง
เช่นทำสวน ปลูกต้นไม้ อยู่กับธรรมชาติมากขึ้นนะคะ
ลองสังเกตุดูว่าช่วงไหนที่อาการกำเริบ
ของพี่จะมีอาการช่วงก่อนมีรอบเดือนค่ะ

มีอาการซึมเศร้าเข้าร่วมด้วย
บางทีร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ รู้สึกหดหู่ขึ้นมาเฉยๆ
เปิดเพลงสนุกๆฟังและร้องตามทั้งเต้นด้วย
ให้ร่างกายตื่นตัว
ถนัดแบบไหน ชอบแบบไหน ลองทำดูนะคะ
อาการต่างๆจะหายไปเองค่ะ


โดย: peeamp วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:18:37:12 น.  

 
ขอบคุณขอมูลดีๆค่ะคุณพี่ เดี๋ยวถ้ามีเวลาน้องก็ว่าจะแชร์ประสบการณ์เป็นเหมือนกันค่ะ แต่อาการน้องยังไม่หายนะค่ะ กว่าจะรู้ว่าเป็นก็จากค้นคว้าข้อมูลในเน็ตนะแหละค่ะ หมอยังไม่รู้เลย เอาไปตรวจหัวใจ ตรวจอย่างอื่นจะวุ่นเลย ก็ไม่เจอความผิดปกตืใดๆ ใจไม่ดีใจสั่นจะเป็นลมเข้ารพ เป็นว่าเล่น หมอกลับบอกไม่มีความผิดปกติใดๆ ไม่เห็นบอกเราเลยว่าเป็นแพนิค แต่พอเรามีอาการขึ้นมาแทบแย่ เหมือนใครๆไม่เชื่อเราเลยค่ะ

โดย: ต้นกล้าต้นนี้ วันที่: 7 พฤษภาคม 2555 เวลา:11:23:50 น.


โดย: peeamp วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:18:38:04 น.  

 


โดย: new pek วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:18:43:45 น.  

 
น้องต้นกล้าคะ

คุณหมออายุรกรรมทั่วไปบางท่านก็ไม่ทราบค่ะ
เพราะที่เมืองไทยโรคนี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก
พี่บังเอิญไปพบคุณหมอที่เคยเป็นโรคนี้

สมัยที่เป็นนักศึกษาแพทย์คร่ำเคร่งกับตำราเรียน ดูหนังสือจนดึกดื่น
หลับพักผ่อนน้อย เคร่งเครียดจัด
ไม่ได้ออกกำลังกายด้วย สมองจึงล้าและไฟฟ้า
หรือสารสื่อในสมองผิดปกติเกิดรัดวงจร


พี่นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหัวหน้าทำความเข้าใจ
และขอย้ายไปทำงานด้านอื่นเป็นการชั่วคราว
จากที่ทำงานเกี่ยวกับตัวเลข อยู่หน้าจอทั้งวัน
ขอไปเก็บกวาดทำความสะอาดค่ะ

ช่วงที่อาการกำเริบ ต้องพักสมองไปทำงานที่ต้องใช้กำลัง
หลังจากนั้นไม่นาน ประมาณหนึ่งเดือน

ก็สามารถมานั่งทำงานได้เหมือนเดิม
หัวหน้าส่งผู้ช่วยมาให้อีกหนึ่งคน
นับว่ายังโชคดี ที่มีคนเข้าใจค่ะ



โดย: peeamp วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:18:57:01 น.  

 
ตอนนี้ผมกำลังเป็นอยู่ทรมาณมาก อาการเหมือนกันกับคุณเลย
อยากปรึกษาพูดคุยกับคุณจัง
นี้เป็นเบอร์ของผม ถ้าคุณกรุณาติดต่อ
ผมคงมีเเนวทางการรักษาได้ดีเเน่
087-4457***

โดย: เเมน IP: 180.183.68.9 วันที่: 18 มิถุนายน 2555 เวลา:17:20:52 น.


โดย: peeamp วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:21:20:45 น.  

 
หลังจากได้เบอร์ก็โทรไปค่ะ
เขาขอเป็นฝ่ายโทรกลับมา เราได้คุยกัน
การได้โต้ตอบ และรับรู้ถึงรายละเอียดปลีกย่อย

ปูมหลังเมื่อครั้งเป็นเด็ก
และพฤติกรรมในการใช้ชีวิตต่างๆ
ทำให้สามารถมองเห็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการได้
อาการอาจคล้ายๆแต่ไม่ถึงกับเป็นแพนิค
อาจเป็นเพียงความเครียดสะสมเท่านั้น
รู้สึกกดดันอยู่ภายใน รู้สึกคับข้องใจ
ทำให้รู้สึกตึงเครียด ขาดความมั่นใจ
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอาการวิตกกังวล ย้ำคิดย้ำทำ

แนะนำให้ปลดปล่อยมันไป ด้วยการปล่อยวาง
ช่างมันซะบ้าง ไม่ต้องสมบูรณ์แบบนักหรอก
หัวเราะให้กับความผิดพลาดบ้าง
เพราะเราไม่ใช่เทวดานางฟ้ามาจากไหน

ฝึกอภัยให้ตัวเองและผู้อื่นบ่อยๆ
มองโลกในแง่บวก แม้เป็นเรื่องร้ายๆ
ก็สามารถมองในแง่ดีได้

หากปล่อยไว้นานไม่ได้รับการแก้ไข
พอมีปัจจัยอื่นมาเสริม เช่น นอนหลับไม่เพียงพอ นอนหลับไม่สนิท
ขาดการออกกำลังกาย ก็มีโอกาสเป็นแพนิคได้ค่ะ



โดย: แอมอร IP: 101.108.181.62 วันที่: 22 มิถุนายน 2555 เวลา:0:07:57 น.  

 
เรียนคุณแอมอร
ขอทราบวิธีรักษาโดยไม่ใช้ยาค่ะ ตอนนี้เป็นแพนิค
เหมือนกันค่ะ แต่พยายามไม่ทานยาค่ะ แล้วเกสรทั้ง5 มีอะไรบ้างค่ะ (ร้านยาเค้าถามมาค่ะจะได้จัดถูก) ตอนนี้ถ้ามีอาการก็จะพยายามหายใจเข้าออกช้าๆ อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น คุณหมอให้ยา
T-FLUOXETINE 20 ทานหลังอาหารเช้าครั้งละ1เม็ด และ T-ALPRAXOLAM 0.25 ให้ทานครั้งละ 1 เม็ดเวลาเกิดอาการ ไปพบหมอมาตั้งแต่วันที่ 17/7/55 จนถึงวันนี้ยังไม่ได้ทานยาเลยค่ะ
และถ้าเราไม่ทานยาจะทำให้เป็นอะไรหรือไม่อันตรายไหมค่ะ
ขอขอบคุณมากค่ะ รออ่านคำตอบอยู่ค่ะ
นิชา


โดย: นิชา IP: 124.121.223.9 วันที่: 25 กรกฎาคม 2555 เวลา:11:32:48 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณนิชา

ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ไม่ได้แวะเข้ามานานหลายวัน
ขอตอบเรื่องเกสรทั้งห้าก่อนนะคะ

ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกพิกุล ดอกมะลิ
และเกสรบัวหลวงค่ะ

ขณะที่มีอาการใจสั่นและรู้สึกกังวลใจและรู้สึกกลัว
ทานยาแผนปัจจุบันก็ไม่ได้มีอันตรายใดๆค่ะ
ทานไปก่อน เมื่ออาการทุเลา เราค่อยมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงที่อาการจะกำเริบในภายหลังค่ะ



โดย: peeamp วันที่: 2 สิงหาคม 2555 เวลา:7:51:01 น.  

 
กลไกของสมองและสารสื่อประสาททำงานผิดปกติ
หากว่ามีอาการและรู้สึกทรมานมากๆ
ยาต้านเศร้าก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่คุณหมอแนะนำ


โทรศัพท์มาพูดคุยกันหลายคน
บอกว่ายังเกิดอาการแบบเป็นๆหายๆ
อาการดังกล่าวยังแวะมาทักทายเป็นประจำ
แม้จะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม

คุณป้าท่านหนึ่งแนะนำผู้เขียนมาอีกที
บอกว่าชาชงจากเกสรทั้งห้า เป็นคล้ายตัวยาตัดตอน
ไม่ให้อาการกลับมากำเริบใหม่
เห็นว่าไม่มีอันตรายอะไร ลองทานดู
จากวันนั้นเดือนเมษายนปี2554ถึงวันนี้
อาการต่างๆหายไป อย่างนั้นจริงๆ

คุณนิชาพกยาที่คุณหมอให้มาติดตัวไว้นะคะ
เพื่อสร้างความมั่นคงให้จิตใจ
เผื่อเกิดอาการจะได้หยิบมาใช้ได้ทันท่วงที

ส่วนยาหอมและเกสรทั้งห้า ทานต่างน้ำชาได้ไม่มีอันตรายใดๆ
ลองสังเกตุตัวเองด้วยค่ะ
ว่าทานแล้วรู้สึกสบายไหม หากว่ารู้สึกสบายทานต่อไปได้เรื่อยๆ

พี่ทานเดือนเดียวช่วงที่ยังมีอาการ
พอหายแล้วลืมไปเลยค่ะ
ครบหนึ่งปีไปเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา
อาการต่างๆหายหน้าไปคล้ายไม่เคยเป็นมาก่อน

ขอให้คุณนิชาผ่านพ้นช่วงนี้ไปโดยเร็ว
หายไวไวนะคะ


โดย: peeamp วันที่: 2 สิงหาคม 2555 เวลา:8:28:02 น.  

 
ขอขอบคุณมาก ๆ ค่ะสำหรับคำแนะนำดี ๆ ที่มอบ
ให้... วันนี้จะไปหาซื้อเกสรทั้ง5 ค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ
นิชา


โดย: นิชา IP: 171.96.29.177 วันที่: 5 สิงหาคม 2555 เวลา:20:13:21 น.  

 
ลางเนื้อชอบลางยา
คุณนิชาลองทานดูนะคะ

ยินดีค่ะ


โดย: peeamp วันที่: 6 สิงหาคม 2555 เวลา:20:58:20 น.  

 


หนูอายุ 19 ปีค่ะ
เป็นมาประมาณ 3 อาทิตย์แล้วค่ะ
แต่อาการตอนนี้ดีกว่าตอนที่เป็นแรกๆมาก
ตอนแรกไม่ทราบว่าเป็นอะไร อยู่ก็รุสึกเครียด อึดอัดใจ กังวล เท้าเย็น คิดมาก ขึ้นมาเฉย ๆ
รู้สึกหายใจไม่อิ่ม อยากจะร้องไห้ จิตอ่อน อยู่ๆก็กลายเป็นคนขี้กลัวขึ้นมาค่ะ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ใช่คนแบบนี้เลย
แล้วก็กลัวตายด้วย รู้สึกแบบ ทำบุญมามากพอยังนะ เมื่อก่อนทำอะไรไว้หรือเปล่า
เวลาที่อาการกำเริบ (แรกๆที่เป็น) ซึ่งมันก่รู้สึกเกือบตลอดเลยนะคะ ว่าหายใจไม่อิ่มน่ะค่ะ บางทีเป็นถึงเจ็บหน้าอกเลย

นอนหลับสนิทนะคะ แต่ตื่นมาแล้วไม่มีความสุขเลย เหมือนคิดอะไรอยู่ตลอด แล้วก่ไม่อยากนอนต่อน่ะคะ
บางทีก็นึกว่า เอ เมื่อก่อนเวลานี้เราทำอะไรนะ ทำไมมันว่างจัง แล้วบางทีนึกถึงอดีตก็รุ้สึกหดหู่ อยากกลับไปเป็นเด็กบ้างละ

ทานข้าวทุกเช้าค่ะ
ออกกำลังกายไม่ค่อยได้ออกค่ะ

หนูไม่ทราบว่าหนูเป็นแพนิคหรือเปล่า แต่หนูลองอ่านบล๊อกของคุณ รู้สึกว่าใกล้เคียงมากน่ะคะ

ขอบคุณนะคะ


โดย: peeamp วันที่: 6 สิงหาคม 2555 เวลา:20:59:17 น.  

 
คำถามและคำตอบนี้จากในเมล
.
.

ตอบคุณหนูอายุ 19 ปีค่ะ
อาการแพนิคเกิดจากฮอร์โมนลดกะทันหัน ทำให้สารสื่อในสมองผิดปกติค่ะ
สารสื่อในสมองผิดปกติ คล้ายกระแสไฟกระตุก
ส่งผลให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดพลาด จึงรู้สึกคล้ายคนตกใจอย่างแรง
ทำให้หายใจไม่ออก ใจสั่น ใจอ่อน บางคนก็รู้สึกชา ตามแขนตามขา และกลัวตาย
ทั้งๆที่ก่อนหน้า ไม่ได้เป็นคนแบบนี้

ลองหายาหอมมาทานดูก่อนนะคะ จากนั้นออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านบ้าง
อยู่าหมกตัวอุดอู้อยู่แต่ในห้อง อาการที่เล่ามา คล้ายๆจะมีซึมเศร้านิดๆ
เพราะหวลคิดเรื่องอดีต ผสมไปด้วย ยิ้มและหัวเราะ ฝึกมองโลกในแง่บวกดูนะคะ
มองเรื่องที่เป็นความทุกข์ในแง่บวก เช่น เรื่องที่เป็นแพนิค

มองว่าเป็นโรคที่ทันสมัย เราเป็นมนุษย์ชุดแรกของเมืองไทยที่ได้เป็น
นี่ยังโชคดีที่ไม่เป็นมะเร็ง แล้วก็หัวเราะและยิ้มแบบไม่ต้องบิ๊ว ยิ้มกับกระจกเงา การยิ้มและหัวเราะจะทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมา จะทำให้อาการต่างๆที่ไม่พึงประสงค์หายไป

ปกติเป็นคนช่างคิดช่างฝันมีจินตนาการสูงหรือเปล่าคะ
หรือเป็นคนที่จริงจังกับชีวิตและชอบทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันหรือเปล่า
เรียกว่ามีโปรเจ็กเต็มสมองไปหมด สมองก็คล้ายคอมพิวเตอร์ ประมวลผลมากๆ
ใช้งานหนักเกินไป ก็เลยน็อคไปดื้อๆ ลองหยุดเรื่องยุ่งๆแล้วทำให้เสร็จทีละอย่างๆ

ไม่ต้องกลัวนะคะ แพนิคเรื่องขี้ประติ๋ว เมื่อฮอร์โมนคงที่แล้ว อาการต่างๆจะหายไปเอง
ตอนนี้ทำใจสบายๆ ออกกำลังกาย ทำใจให้เบิกบาน หายใจเข้าลึกๆดื่มน้ำเปล่า จิบบ่อยๆ
เต้นแร้งเต้นกา ปลดปล่อยตัวเองจากเรื่องเศร้าๆปล่อยวางเรื่องที่กังวลซะบ้าง
ในช่วงมีอาการ พยายามหาเพื่อนคุย อะไรต่างๆจะดีขึ้นค่ะ
ลองทำดูนะคะ หากมีอะไรสงสัยยินดีตอบให้ค่ะ


โดย: peeamp วันที่: 6 สิงหาคม 2555 เวลา:21:03:28 น.  

 
อายุ 38 ปีป่วยด้วยโรคแพนิคค่ะ รักษามา 1 ปีที่ศูนย์ศรีพัฒน์เชียงใหม่ กินยาโซลอฟท์ค่ะ ครั้งละ 1 เม็ด จนอาหารทุเลา จากนั้นได้ซื้อโสมเกาหลีมากินเม็ดละ 40 กว่าบาทอาการดีขึ้นมากซึ่งปรึกษาหมอว่าอยากหยุดยา หมอบอกให้ลดยาและหยุดในที่สุดได้ อาการเหมือนโรคกลับมา รู้สึกกลัว ทรมานเหมือนกัน ได้ซื้ออาหารเสริมของแอมเวย์มาลองกินชื่อ นิวทริไลท์ ดับเบิ้ลเอกซ์ อาการดีขึ้นแต่ไม่หายขาด ยังมีอยู่ ใช้พระธรรมของพระพุทธองค์เวลาเกิดอารมณ์กลัว โดยถามตัวเองว่ากลัวอะไร กลัวตาย กลัวทำไม ใครๆ ก็ต้องตาย กลัวเป็นบ้า ควบคุมสติไม่ได้ ก็คิดว่าถ้ามันจะเป็นอย่างนั้นก็คงเพราะเป็นกรรมเก่า แล้วถ้าเป็นมันอาจจะไม่ต้องทรมานใจ ไม่เครียดลองคิดในแง่บวกว่าทุกสิ่งที่เราประสบมันเป็นสิ่งที่ท้าให้เราผ่านมันให้ได้ ใช้พระธรรมคำสอน อย่าอยากได้ อยากมี อยากเป็น อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง สุข ทุกข์ ลาภ ยศ สรรเสริญ นินทา ล้วนอนิจจัง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา เราจงอย่าไปยึดติดกับมายาชีวิตนี้ให้จิตใจเป็นทุกข์อยู่เลย จงให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนารักษาสติให้อยู่กับปัจจุบันเสมอ ถ้าความกลัวมันเกิดขึ้นให้กล้าเผชิญมัน ถามมันว่ากลัวอะไร กลัวทำไม ในเมื่อคนเมื่อเกิดมาก็ล้วนต้องจากไป ไม่มีอะไรให้ยึดครองได้นิรัน่ดร์ เรามาพบปะกันเพื่ออาศัยกันและกัน ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด จากนั้นก็ล้วนเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทุกสิ่งทุกอัน ทุกชีวิต ขอให้ท่านจงหายจากโรคนี้ด้วยเถิด


โดย: muay IP: 118.172.51.65 วันที่: 9 สิงหาคม 2555 เวลา:13:43:09 น.  

 

ขอบคุณคุณ muay มากนะคะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 9 สิงหาคม 2555 เวลา:21:14:31 น.  

 
คุณแอมอรคะ

พี่อายุ 50 เพิ่งพบว่าตัวเองเป็นโรคแพนิคเมื่อปีที่แล้ว เวลามีอาการมันจะร้อนวูบที่ศีรษะ ต้นคอและหลัง ตอนเริ่มเป็น อาการร้อนวูบนี้จะต่อเนื่องไปตลอดวันตลอดคืน น่ากลัวมาก จนไปพบจิตแพทย์รับยามาตลอด อยากหายไม่ต้องกินยาซึ่งเป็นเคมีนี้ไปตลอดชีวิต ปัจจุบันพี่เหมือนคนปกติ แต่ยังมีอาการสะดุ้งและกลัวการนอนไม่หลับ ใช้วิธีนั่งสมาธิ และเวลานอนต้องผ่อนคลายตัวเองด้วยลมหายใจ ช่วยได้ดี แต่ก็ต้องใช้ยาที่หมอให้ร่วมด้วย มีวิธีแนะนำพี่ให้หายไม่ต้องรับยาไหมคะ



โชคดีที่ได้อ่านกระทู้ของคุณ

ขอบคุณค่ะ


โดย: peeamp วันที่: 9 สิงหาคม 2555 เวลา:21:35:51 น.  

 
ตอบคุณพี่อายุ 50

อาการร้อนวูบที่ศีรษะ ต้นคอและหลังน่าจะเป็นอาการวัยทองค่ะ
บางคนมีอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาวเข้าร่วมด้วย
บางคืนนอนในห้องปรับอากาศ แต่เหงื่ออกท่วมตัว
สะบัดผ้าห่มทิ้ง ประเดี๋ยวก็หนาวจนสั่น
อาการวัยทองเป็นสักระยะช่วงฮอร์โมนปรับตัว
ก็จะหายไปเองค่ะ
ลองทานน้ำเต้าหู้และผลิตภัณท์จากถั่วเหลืองดูนะคะ
หรืออาหารเสริมสำหรับคนวัยทอง น่าจะช่วยได้

ผลมาจากหลายสาเหตุุ คือช่วงที่ฮอร์โมนปรับตัว
ทำให้นอนหลับไม่สนิท มีความวิตกกังวลแบบไม่รู้ตัว
ส่งผลให้สารสื่อในสมองผิดปกติ เกิดอาการแพนิค
ลองทานยาหอมหรือชงเกสรทั้งห้าดื่มดูนะคะ
เพื่อลดอาการใจสั่นจากแพนิค
ช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติผ่อนคลาย

หายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆ
เพื่ออัดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
หัวเราะก็ช่วยได้ หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ
สมองจะหลั่งเอ็นโดรฟินออกมา ทำให้รู้สึกสงบขึ้น
หัวเราะเห็นผลเร็วกว่าการทำสมาธิอีกค่ะ
ลองนำไปทำดูนะคะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 9 สิงหาคม 2555 เวลา:21:55:30 น.  

 
ทานยามา1ปีแล้วและคิดว่าจะกินไปตลอดอยากรู้ว่าจะมีผฝอะไรมั้ย


โดย: น้อง IP: 110.49.224.166 วันที่: 18 สิงหาคม 2555 เวลา:22:49:10 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณน้อง

จากการที่ได้พูดคุยกับคุณหมอ
ท่านบอกว่าไม่มีผลข้างเคียงอะไรนะคะ
แต่ผู้ที่กินยาส่วนใหญ่ บอกว่าอาการแพนิคก็ยังกลับมาได้อีก

อยากให้คุณน้องลองใช้วิธีทางธรรมชาติร่วมด้วย
แพนิคสามารถหายได้แน่นอนค่ะ


แอมอร



โดย: peeamp วันที่: 20 สิงหาคม 2555 เวลา:23:55:35 น.  

 
http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L12779822/L12779822.html

เราตั้งกระทู้นี้ไว้ค่ะ เราคิดว่าตัวเองเป็นแพนิค แต่เพราะออกกำลังกายทุกวัน ตั้งแต่เริ่มอาการพีคสุดๆ ทุกวันนี้ดีขึ้นค่ะ แต่ยังไม่หายดี บางทีทนไม่ไหวอยากไปหาหมอมาก แต่พอมันไม่มีอาการก็คิดว่าไม่ไปดีกว่า และยิ่งมาอ่านบล็อคนี้ ก็คิดว่าจะไม่ไปหาหมอแล้วค่ะ จะรักษาตัวเองเราเชื่ออยู่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจค่ะ

เพราะถ้าพูดถึงอาการซึมเศร้า แต่ก่อนเราเคยเป็น แต่ตอนนี้เราว่า เราไม่เศร้าแล้วค่ะ ตอนนี้เครียดที่ตัวเองกลัวทั้งๆที่ไม่รู้กลัวอะไรมากกว่า ตอนนี้ ผีก็ไม่กลัว อยู่คนเดียวได้ ปิดไฟนอนก็ได้ มีผวาอยู่บ้างค่ะ ถ้าได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ แต่ไม่ถึงกับช็อคหัวใจวาย เราคิดว่าเราไม่บ้าแน่นอนค่ะ

แต่ปัญหาตอนนี้เรามีอาการทางกายคือ มึนหัว โคลงเคลงหัว หน้ามืด เหมือนคนจะเป็นลมตลอด แลดูเหมือนคนอ่อนแออ่ะตลอด มันเป็นเพราะอะไรอ่ะคะ จะแก้ยังไงดี กินยาหอมช่วยได้ใช่มั๊ยคะ ช่วยตอบด้วยนะคะ

ปล.เราดีใจมากที่มาเจอบล็อคของคุณ เราไม่อยากไปหาหมอเลยค่ะ อยากรักษาด้วยตัวเอง เรามั่นใจและเชื่อว่า สิ่งที่เราเป็นมันต้องผ่านไปได้แน่ๆค่ะ


โดย: นอหนู IP: 180.180.178.175 วันที่: 14 ตุลาคม 2555 เวลา:22:32:54 น.  

 
คิดว่าเป็นไม่รู้เกี่ยวกับฮอร์โมนหรือเปล่า เพราะตอนที่เราไปปฏิบัติธรรม เรากินยาเลื่อนประจำเดือนค่ะ กินล่วงหน้าเป็นอาทิตย์เลย และตอนปฏิบัติธรรมกินอาหารน้อยมาก ร่างกายมีอาหารไปเลี้ยงไม่เพียงพอ แถมอดนอนเพราะความกลัวไม่กล้านอนอีก แถมยังเจอความกลัวสุดขีดอีก เลยยิ่งไปกันใหญ่ พอออกจากปฏิบัติธรรมประจำเดือนก็มา ร่างกายไม่แข็ง เสียเลือด เครียดเพราะมาเจออาการกลัวสุดๆอีก

จำได้ว่าตอนแรกที่กลัว อาการนี้เราเพิ่งเริ่มเป็นมาประมาณอาทิตย์เดียวค่ะ เรากลัวว่าตัวเองจะเป็นบ้า กลัวการนั่งสมาธิ กลัวผี กลัวบาปเวรกรรม ฝันว่าตัวเองบ้าก็มี ตื่นมายิ่งกลัวหนักเลย ใจเต้น เหงื่อแตก เราเล่าให้พี่ฟัง พี่ถามเรากลัวอะไร เราก็ตอบไม่ถูกว่าเรากลัวอะไร เราบอกแค่ว่ารู้สึกเหมือนตัวเองจิตจะหลุด เหมือนตัวเองกำลังจะวิกลจริต ถ้าให้เรารักษาด้วยการนั่งสมาธิ ตอนนี้เราคงยังไม่กล้าอ่ะค่ะ ขอออกกำลังกายแทนดีกว่า ตอนนี้อาการดีขึ้นตามลำดับค่ะ ไม่กลัวผีแล้ว นอนปิดไฟได้แล้ว อยู่คนเดียวได้ แต่ยังมีอาการอยู่บ้าง สะบัดร้อนสะบัดหนาวนี่เหมือนเป็นไข้หรือเปล่า เพราะเรานอนห้องแอร์ เหงื่อออกอ่ะ ตอนเช้าตื่นมาก็เหมือนคนเป็นไข้ เพลียด้วยค่ะ มึนหัวด้วย เวลาเดินไปไหน ก็เหมือนคนจะเป็นลม โคลงเคลง หน้ามืด มึนๆ

แต่เรากำลังใจดีมากค่ะ พี่กับแม่ช่วยกันสุดฤทธิ์ ไม่ให้หมกมุ่น ไม่พูดถึงเรื่องปฏิบัติธรรมให้เราฟังอีกเลย ฮ่าๆๆ พาไปช้อปปิ้ง คุยนั่นนี่เบี่ยงเบนประเด็นตลอด เพราะยิ่งกลัวยิ่งฟุ้งซ่านค่ะบังคับให้ออกกำลังกายด้วย เขาไม่อยากให้เราไปหาหมอเท่าไร เราก็ไม่อยากไปหรอกค่ะ ไม่อยากกินยาที่เป็นเคมี เราเชื่อว่าอาการนี้มันต้องหายได้ด้วยใจเราเองค่ะ แต่เราจะลองทำตามคำแนะนำของคุณเจ้าของบล็อคด้วยค่ะ


โดย: นอหนู IP: 180.180.178.175 วันที่: 14 ตุลาคม 2555 เวลา:23:01:47 น.  

 

ตอบคุณนอหนู

หัวใจเต้นแรง หายใจไม่ออก อาการคล้ายๆเวลาที่เราตกใจสุดขีด
หรือตอนที่เราโกรธจัดๆทั้งๆที่ขณะนั้น
ฉันไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นแม้แต่เพียงนิดเดียว
ฉันบอกตัวเองว่า จงผ่อนคลายๆๆๆๆและพยายามหายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆ
เหมือนทุกครั้งที่ฉันรู้สึกตกใจหรือว่ารู้สึกตื่นเต้น
เวลาที่ฉันต้องไปปรากฎตัวต่อหน้าคนหมู่มาก
หรือเมื่อที่ต้องออกไปกล่าวอะไรหน้าชั้นเรียนฉันจะสูดหายใจเข้าปอดลึกๆๆๆๆๆ
หายใจออกยาวๆๆๆๆๆอาการดังกล่าวจะค่อยลดลง

อาการในสี่อย่างต่อไปนี้ ที่บ่งชี้ว่าคุณเป็นแพนิคเข้าแล้ว

ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

•เหงื่อแตก

•ตัวสั่น

•รู้สึกหายใจไม่อิ่มหรือไม่ออก

•เจ็บหรือแน่นหน้าอก,คลื่นไส้ มวนในท้อง

•มึนงง โคลงเคลง วูบ คล้ายจะเป็นลม

•มีความรู้สึกกึ่งฝันและรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป

•กลัวควบคุมตัวเองไม่ได้ กลัวจะเป็นบ้า

•กลัวจะตายในขณะนั้น

•ชาตามตัว แขนขาหรือเสียว

•หนาวหรือสั่น หรือสะบัดร้อนหรือหนาว

อาการต่างๆจะต้องเกิดขึ้นจนเต็มที่ภายใน 10 นาที แล้วค่อยดีขึ้นมาเอง

จากคุณ : peeamp
เขียนเมื่อ : 15 ต.ค. 55 05:19:28




โดย: peeamp วันที่: 15 ตุลาคม 2555 เวลา:7:14:44 น.  

 
สิ่งที่ฉันใช้ก็มี เช่น

หัวเราะ หัวเราะเพื่ออัดอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
เพื่อเป็นการกลั่นเอาเอ็นโดรฟินมาใช้อย่างเร่งด่วน

ยาหอม ซดยาหอมชงกับน้ำอุ่น
เกสรทั้งห้า ชงคล้ายๆชา จิบไปทั้งวันแทนน้ำเปล่า
เพื่อช่วยบำรุงประสาท ลดอาการใจสั่น

ร้องเพลง หรือว่าเต้นรำ ช่วยลดความตึงเครียด

งดการนั่งนิ่งๆหน้าจอครั้งละนานๆหรือหมกตัวอยู่แต่ในบ้านช่วงนั้นงดหมด
เดินออกจากบ้าน ไปดูโลกภายนอกบ้าง
เดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ๆให้รางวัลตัวเองบ้างค่ะ
เพื่อให้สมองได้พักจากความเคร่งเครียดจากภาระทั้งปวง ปลดปล่อย
และปล่อยวางจากสิ่งต่างๆ ท่องเอาไว้



ช่างมันๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

จากคุณ : peeamp
เขียนเมื่อ : 15 ต.ค. 55 06:29:41




โดย: peeamp วันที่: 15 ตุลาคม 2555 เวลา:7:15:25 น.  

 
ฉันไม่ได้ไปพบแพทย์ด้านจิตเวช ไม่ใช่เพราะกลัวเสียประวัติ
แต่เพราะคุณหมอด้านอยุรกรรมท่านหนึ่ง ที่ฉันไปพบเพื่อตรวจอาการ
ท่านบอกว่ายาที่ใช้กับผู้ที่เป็นแพนิคที่โรงพยาบาลของเราไม่มี
ต้องไปโรงพยาบาลที่มีแผนกจิตเวชเท่านั้น
ก่อนวันมหาสงกรานต์หนึ่งวันที่มีอาการ จากนั้นเป็นวันหยุดยาว
ฉันจึงต้องรอให้ผ่านไปก่อน
และระหว่างรอ ฉันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ

หาวิธีมากมายที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อขจัดปัดเป่าตัวเอง

หากไปพบแพทย์อายุรกรรมท่านอื่น
อาจไม่รู้จักก็ได้ อาจคิดว่าเราเป็นโรคหัวใจไปโน่นเลย
ท่านกรุณาเล่าให้ฟังว่าสมัยที่ท่านเป็นนักศึกษาแพทย์เคยเป็นแพนิคมาก่อน
ขณะที่เกิดอาการ ต้องเดินตามอาจารย์แบบประชิดติดตัว
เพราะกลัวการอยู่คนเดียว

ขอย้ำคุณไม่ได้บ้านะคะ

ฉันดีใจมากที่เจอคุณหมอ จึงสอบถามถึงที่มาที่ไป
ว่าสาเหตุเพราะอะไรจึงเป็น ท่านกรุณาเล่าให้ฟังว่า
ท่านเป็นคนเอาจริงเอาจังมาก เคร่งเครียดกับตำรา ไม่ยอมหลับยอมนอน
วิตกกังวลเกรงว่าจะสอบไม่ผ่าน จากนั้นไม่นานอาการต่างๆจึงเกิดขึ้น

มาย้อนคิดก่อนหน้าที่จะเป็นแพนิค ตอนนั้นฉันเคร่งเครียดกับงานมากกกกก
มีกิจกรรมหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบวิ่งวนอยู่ในหัว

สลัดไม่ออก ทั้งๆที่ปกติพอหัวถึงหมอนก็หลับสบายมาตลอด
บางคืนสะดุ้งตกใจตื่น เหงื่อชุ่มไปหมดรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาว
คุณหมอบอกว่าเป็นเพราะฮอร์โมนด้วยช่วงนี้ คงมีภาวะวัยทอง

แกร่...ว่างั้น อิ อิ

นั่นคือสาเหตุแรกทำให้นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
อ่อนเพลียมากต่อมาก็รู้สึกหดหู่
และมีอาการซึมเศร้า ร้องไห้อย่างไร้สาเหตุ
ประมาณนางเอก อะไรนิดอะไรหน่อยก็อินไปหมด ฮา ฮา


ฉันเลือกที่จะใช้วิธี ออกไปจากสิ่งที่รุมเร้า วิตกกังวล
นอนไม่หลับก็หาอะไรทำ ซักผ้าถูบ้าน ทำงานที่ต้องใช้กำลัง
ปลูกผัก ทำสวน(ผักจริงๆไม่ใช่ผักใน fb)

และก็จดทุกอย่าง ลงสมุดบันทึก
สังเกตุตัวเอง จากการบันทึก
ว่าอาการต่างๆมีอะไรเป็นตัวกระตุ้น ก็หลีกเลี่ยงไปก่อน

ก็หลีกเลี่ยง

จากคุณ : peeamp
เขียนเมื่อ : 15 ต.ค. 55 06:43:47




โดย: peeamp วันที่: 15 ตุลาคม 2555 เวลา:7:15:58 น.  

 
มาว่ากันต่อ>>

ในระหว่างที่ใช้ทุกวิธีที่กล่าวมา อาการต่างๆก็ดูเหมือนว่าจะทิ้งระยะห่างไปเรื่อยๆ
แต่อาการนอนไม่หลับก็ยังเป็นอยู่
กระทั่งไปพบแพทย์ทางเลือก ให้ขูดกัวซาให้
ฉันก็กลับมานอนหลับได้เป็นปกติ

ฉันหายจากอาการตื่นตระหนกดังกล่าว ภายในหนึ่งเดือน
ต่อจากนั้นยังรู้สึกโคลงเคลงๆและมึนๆมือชาๆต่อมาอีกหลายเดือน

ปัจจุบัน ฉันมานั่งประจการอยู่ที่ bloggang
เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเอง

ว่าฉันหายจากอาการแพนิคได้ด้วย วิธีธรรมชาติที่กล่าวมาข้างต้น
หากต้องการอ่านอย่างละเอียด ว่ามีวิธีอะไรบ้าง

เชิญที่บล็อกนะคะ
เพราะที่นั่นฉันได้รวบรวม วิธีต่างๆมากมายที่ฉันใช้ไปไว้ที่นั่น
เผื่อว่าวิธีของฉัน จะสามารถนำไปใช้จริงและเห็นผลก็ได้ค่ะ

จากคุณ : peeamp
เขียนเมื่อ : 15 ต.ค. 55 06:50:14




โดย: peeamp วันที่: 15 ตุลาคม 2555 เวลา:7:16:33 น.  

 


โดย: peeamp วันที่: 15 ตุลาคม 2555 เวลา:7:21:27 น.  

 
ต่ออีกนิดนะคะ

กว่าที่จะผ่านพ้นวันหยุดยาว ฉันก็หายจากอาการตื่นตระหนก
กลับมานอนหลับได้เป็นปกติ จากนั้นอาการต่างๆก็ทอดระยะออกไป
จากหนึ่งเดือนเป็นครั้ง สามเดือนครั้ง และค่อยๆทิ้งระยะห่างไปเรื่อยๆ

ฉันเคยร้องขอต่อบอส ขอลาพักงานที่ต้องใช้สมองและต้องเกี่ยวข้องกับภาวะตึงเครียด
ไปทำงานในส่วนที่ใช้แรงกาย ได้ออกกำลังแทนอยู่ช่วงสั้นๆ
ประมาณหนึ่งเดือน หลังจากนั้นก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม
แต่มีข้อแม้ว่า ขอผู้ช่วยหนึ่งคน ฮา ฮา ฉวยโอกาสขอซะเลย
เพราะจะได้ลาพักร้อนหรือลาหยุดได้สะดวกๆลดอาการห่วงงานลงได้
เพราะมีคนมาแบ่งเบา


ปัจจุบัน ฉันกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ
ขับรถยนต์เข้า กทม.ได้ในชั่วโมงเร่งด่วน

ทำงานที่ต้องใช้สมาธิมากๆเกี่ยวกับตัวเลขได้เหมือนเดิม

รับมือจากภาวะเครียดจากงานด้านบริการ ที่ต้องพบปะกับผู้ใช้บริการ
ที่หลากหลายอารมณ์อย่างมีสติได้แล้ว

ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ในวันที่สมาชิกไปทำงานต่างจังหวัดหลายๆวัน

เป็นผู้ให้คำปรึกษาผู้ที่เป็นแพนิค
ทั้งจากในเมล peeamparacha@gmail.com

และใน bloggang




http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=aracha


PANIC ROOM ด้วยวิธีธรรมชาติ

แพนิครักษาได้ด้วยวิธีธรรมชาติค่ะ
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะคะ


แอมอร

จากคุณ : peeamp
เขียนเมื่อ : 15 ต.ค. 55 07:10:51


โดย: peeamp วันที่: 15 ตุลาคม 2555 เวลา:7:22:10 น.  

 
โรคแพนิคในเมืองไทยยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ก็มีคนเป็นกันมากขึ้นทุกที
แต่ตามเมืองใหญ่ๆโดยเฉพาะที่สหรัฐเขารู้จักกันดี
.
.
.

ตอนนี้ พาตัวเองให้หลุดพ้นจากอาการตื่นตระหนกเพราะโรคแพนิคก่อนนะคะ
ยังไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายในตอนนี้

"หายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆบอกตัวเองว่า จงผ่อนคลายๆๆๆๆ"

การรักษาด้วยวิธีทางธรรมชาติอาจเห็นผลช้า หากว่ายังรู้สึกกลัว
อยากไปพบจิตแพทย์เพื่อรับยา มาพกติดตัวไว้เพื่อความสบายใจก็ได้ค่ะ
คุณจะได้รู้สึกอุ่นใจ เผื่อเวลาที่เกิดอาการ หยิบยามาทานได้ทันท่วงที

พกติดตัวไว้คล้ายยันต์กันผี อาการต่างๆอาจหายไป
เป็นกุศโลบายไว้หลอกตัวเอง จะได้ไม่กลัว คล้ายคนแขวนพระไว้ที่คอ
จะได้รู้สึกปลอดภัยไงคะ ไม่มีอาการอะไรก็ไม่ต้องกิน
ใช้ทั้งยาและวิธีทางธรรมชาติควบคู่กันไป
น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ลองดูนะคะ

แก้ไขเมื่อ 15 ต.ค. 55 10:56:17

จากคุณ : peeamp
เขียนเมื่อ : 15 ต.ค. 55 10:04:28




โดย: peeamp วันที่: 15 ตุลาคม 2555 เวลา:11:03:32 น.  

 
สวัสดีค่ะ
อายุ 34 ปีค่ะ และเพิ่งทราบวันนี้ว่าตัวเองเป็นโรคแพนิคค่ะ จากการคุยกับคุณหมอด้านจิตเวช คุณหมอให้ทานยาและออกกำลังกาย และให้ควบคุมตัวเองให้ได้เวลาอาการกำเริบ ก่อนหน้านี้เวลาอาการกำเริบทุกครั้งจะคิดทุกครั้งว่าตัวเองจะตาย แต่่คุณหมอแนะนำว่าเวลาอาการกำเริบให้เราคิดว่าเป็นมาหลายครั้งแล้วไม่เห็นจะตาย ครั้งนี้ก็จะไม่ตาย และจะต้องไม่เป็นแล้ว มันก็จะทำให้อาการเรากำเริบน้อยลง และระยะเวลาในการเป็นแต่ละครั้งก็จะน้อยลงด้วย ซึ่งก่อนที่จะพบคุณหมอด้านจิตเวช พบหมอทั่วไปมาหลายครั้งแล้ว เวลาเป็นเข้าห้องฉุกเฉินหมอก็จะบอกว่าปอด หัวใจ ออกซิเจน ความดันปกติ มันเกิดจากสมองไปสั่งให้ทุกอย่างปั่นป่วนไปหมด เกิดมาจากการเครียดซึ่งตอนที่เป็นครั้งแรกก็เกิดจากการเครียดจริงๆ แต่หลังจากนั้นก็เป็นอีกเพราะอยู่คนเดียวกลัวว่าจะเป็น มันก็เป็นขึ้นมาจริงๆ จนอยู่คนเดียวไม่ได้ และได้ค้นพบว่าถึงแม้ว่าเราจะมีเพื่อน อยู่กับสามี หรือไปเที่ยวเปลี่ยนสถานที่ ถ้าเราคิดเรากลัวจะเป็นขึ้นมาอาการก็กำเริบขึ้นมาอยู่ดี ไม่มีใคนช่วยเราได้นอกจากตัวเราเองค่ะ สำคัญที่สุดคือการออกกำลังกายค่ะ ตอนนี้รู้สึกโล่งใจเพราะรู้แล้วว่าเราเป็นโรคอะไร หมอบอกว่าถ้าทานยาต่อเนื่องก็จะหายค่ะ เป็นกำลังให้ทุกคนที่เป็นโรคนี้นะคะ เพราะเวลาอาการกำเริบรู้ว่ามันทรมานแค่ไหน สู้ สู้ นะคะ


โดย: Maream IP: 27.130.119.33 วันที่: 18 ตุลาคม 2555 เวลา:20:13:37 น.  

 
ขอบคุณค่ะคุณMaream



เพราะอาการจะทรงตัวอยู่ประมาณไม่เกินสิบนาที
จงอย่ากลัวค่ะเพราะอาการที่เกิดไม่ทำให้เราถึงตายหรอกค่ะ
หากเราเข้าใกล้กับความกลัว และทำใจยอมรับ
ว่าเขาจะอยู่กับเราไม่นาน สุดท้ายเขาก็พ่ายไปเอง

แพนิคหายได้แน่นอน
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 18 ตุลาคม 2555 เวลา:23:11:11 น.  

 
เราไปหาหมอมาแล้วค่ะ ไป รพ.จุฬา หมอบอกว่ามีอาการแพนิค ซึมเศร้า และวิตกกังวล หมอให้ยามาสองตัวค่ะ มี Sertaline กับ Prenarpil กินยามาสองวันแล้วค่ะ จริงๆไม่ค่อยอยากกินยา ถามหมอว่าถ้าไม่มีอาการหนักหนาไม่กินได้มั๊ย หมอบอกแกมขอร้องว่ากินเถอะค่ะ

กินยาแล้วรู้สึกมึนๆง่วงนอนทั้งวัน ทังๆที่กินยาตอนหลังอาหารเย็นมื้อเดียว แต่ทำไมฤทธิ์ยามันนานจัง หรือว่ามันเป็นนิสัยเราเอง เพราะเราชอบนอนกลางวันอ่ะค่ะ เหอะๆ เลยไม่รู้ว่าง่วงเพราะยาหรือง่วงเพราะความเคยชิน

กินยามาสองวันแล้วค่ะ ตอนนี้อาการกลัวๆ หวาดๆ ยังมีอยู่ค่ะ แต่ยังพอควบคุมไม่กระเจิดเจิงได้เหมือนตอนแรกๆ แต่เห็นว่ายาจะออกฤทธิ์ช้า ต้องรอประมาณสองอาทิตย์ หมอนัดพอดีค่ะ

ตอนนี้เราอยากได้คนที่เคยใช้ยา Sertaline กับ Prenarpil อยากให้มาช่วยเล่าประสบการณ์ให้ฟังทีว่ากินแล้วมีผลอย่างไรบ้าง เราพยายามหาข้อมูลในเนต มีบอกเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยมีคนมีประสบการณ์ตรงมาเล่าสู่กันฟังเลย อยากรู้ว่าอาการมึนๆนี่ เมื่อไรจะหายมึน หรือกินแล้วต้องมึนตลอด อยากรู้จริงๆค่ะ แล้วมีอาการอย่างอื่นอีกมั๊ย เช่น ง่วงนอนอ่ะค่ะ

Steraline เรากิน 50 mg วันละเม็ด หลังอาหารเย็น
ส่วน Prenarpil เรากิน 2 mg ครึ่งเม็ด ก่อนนอนค่ะ

แล้วขอบคุณพี่แอมมากนะคะ ที่ช่วยไปตอบในกระทู้ให้ ^^


โดย: นอหนู IP: 125.25.40.112 วันที่: 20 ตุลาคม 2555 เวลา:19:53:10 น.  

 
แวะมาอ่าน เรื่องราวคนเป็นโรคแพนิค เมื่อก่อน เคยเป็นเดี่ยวนี้ดีขี้นมาก แทบจะไม่เป็นอีก เลย พี่แอมน่ารักมาก เลยค่ะ อนุโมทนา สิ่งที่พี่แอมทำนะคะ ได้ช่วยเหลือ คนหลายคนให้คลายกังวล ให้พี่มีแต่ความสุข นะคะ


โดย: ไหมสีตอง วันที่: 22 ตุลาคม 2555 เวลา:11:48:59 น.  

 
สวัสดีค่ะน้องไหมสีตอง

ยินดีด้วยนะคะ ขอให้มีความสุขเช่นกันค่ะ

แอมอร



โดย: peeamp วันที่: 23 ตุลาคม 2555 เวลา:11:07:30 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณนอหนู

ยาตัวที่มีผลกับอาการแพนิคคงยังไม่ออกฤทธิ์มังคะ
คงต้องรอให้ครบกำหนดสองสัปดาห์ไปก่อน
ส่วนยาที่ออกฤทธิ์น่าจะเป็นประเภทยาให้หลับพักผ่อน
จึงมีอาการมึนๆงงๆบ้างในระยะเริ่มแรก
คุณนอหนูลองสอบถามคุณหมอที่รักษาดูอีกทีนะคะ

เพราะเรื่องยาพี่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยค่ะ
ตอนที่อาการแพนิคกำลังพีคสุดๆ
พี่เพียงทำใจยอมรับกับมัน
ว่าเดี๋ยวก็จะหายไปเอง

จากนั้นก็จิบน้ำชาเกสรทั้งห้ากับยาหอม
เพื่อบรรเทาอาการใจสั่นและบำรุงประสาท
ดูรายการตลกให้ได้หัวเราะ เพื่อกลั่นเอ็นโดรฟินออกมา
ทำให้คลายความกังวลต่ออาการต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น

เมื่ออาการต่างๆลดลง กลับมาเป็นปกติดี
พี่ก็เริ่มต้นฟื้นฟูสมองด้วยวิธีต่างๆ

จิบน้ำบ่อยๆ (Drink water very often)
กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3)
นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day)
ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention)
หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile)
เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday)
ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress)
เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day)
ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath)



จัดระเบียบชีวิตกันใหม่
ทำเป็นประจำ ในรอบเกือบสองปี
อาการแพนิคหายหน้าไป ยังไม่เคยแวะมาทักทายอีกเลย

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 23 ตุลาคม 2555 เวลา:11:31:35 น.  

 
ยินดีที่ได้เข้ามาพบบล็อกของคุณเอมอรเป็นแพนิคมาปีครึ่งแล้วค่ะรักษาและรับยาอยู่ตอนนี้เริ่มปรับลดยาแต่ที่ผ่านมาก็มีอาการบ้างเมื่อรู้สึกเหนื่อยจากการอ่อนล้าของร่างกายเช่นการนอนไม่เพียงพอหรือหิวจะมีอาการเหมือนน้ำตาลในเลือดต่ำวิงเวียนมึนงงแต่ไม่ได้ใช้ยาระงับอาการนะคะจะทำสมาธิหายใจยาวๆลึกๆถ้าอยู่บ้านจะเปิดลิเกเพราะตัวเองหายได้โดยใช้ลิเกบำบัดก็เปิดลิเกกลบเสียงและความรู้สึกอื่นๆที่เป็นสิ่งเร้าน่ะค่ะโดยปกติตัวเองเป็นคนร่าเริง คุยเก่งยิ้มหัวเราะได้ตลอดชอบการพบปะผู้คนชอบให้ความรู้คนอื่นด้านการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจเพราะมีอาชีพเป็นพยาบาลค่ะไม่อายที่จะบอกว่าเป็นแพนิคก็เราไม่ได้บ้านี่นาขนาดอยู่ในวงการสาธารณสุขยังถูกดูแคลนจากแพทย์และพยาบาลรุ่นใหม่บางคนเลยค่ะนี่แหละค่ะคนไม่เคยไม่รู้หรอกว่าความกลัวมันทรมานแค่ไหนแพทย์บางคนรู้ว่าเป็นแพนิคเดินหนีเลยเคืองนะจะบอกให้ทุกวันนี้สบายๆกับเจ้าแพนิคเวลามีอาการก็จะหาที่สงบๆเพื่อดูจิตตัวเองจะบอกตัวเองว่าไม่ได้เป็นไรนี่มือเย็นเท้าเย็นก็นวดมือนวดเท้าเดี๋ยวก็หายเราต้องมีความสุขกับแพนิคค่ะไม่กลัวมันแล้ว อยากเป็นสมาชิกคุณเอมอรค่ะสมัครสมาชิกตรงไหนคะหาแล้วงงค่ะ


โดย: Kero-Kero IP: 125.26.29.132 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2555 เวลา:16:26:17 น.  

 
เธ‚เธญเธ›เธฃเธถเธเธฉเธฒเธ„เธธเธ“เนเธญเธกเธฃเธ„เธฐเธ„เธธเธ“เธžเนˆเธญเธญเธฒเธขเธธ86เธซเธ™เธนเธ„เธดเธ”เธงเนˆเธฒเธžเธžเธญเนˆเน€เธ›เน‡เธ™เน‚เธฃเธ„เนเธžเธ™เธดเธ„เธ„เธฐเธ”เธนเธˆเธฒเธเธญเธฒเธเธฒเธฃเธžเนˆเธญเนเธฅเน‰เธงเธญเธฒเธเธฒเธฃเธ„เธธเธ“เธžเนˆเธญเนเธ™เนˆเธ™เธซเธฒเธขเนƒเธˆเน„เธกเนˆเธญเธญเธเน€เธซเธกเธทเธญเธ™เธ•เธฑเธงเธˆเธฐเธ•เธฒเธขเธ—เธธเธเธ„เธฃเธฑเนˆเธ‡เธ—เธถเนˆเน€เธ›เน‡เธ™เธ‹เธฑเธเธžเธฑเธเธญเธฒเธเธฒเธฃเธˆเธฐเธ”เธตเธ‚เธถเน‰เธ™เน€เธญเธ‡เนเธ•เนˆเธžเนˆเธญเธเธˆเธฐเน„เธ›เธซเธฒเธซเธกเธญเนเธ—เธšเธ—เธธเธเธงเธฑเธ™เน€เธ„เน‰เธฒเธเธฅเธฑเธงเธงเธฃเธฒเธกเธฑเธ™เธˆเธฐเน€เธ›เน‡เธ™เธญเธตเธเธญเธขเธฒเธเธŠเนˆเธขเธžเนˆเธญเนƒเธซเน‰เธซเธฒเธขเธˆเธฒเธเธญเธฒเธเธฒเธฃเธ—เธตเนˆเน€เธ›เน‡เธ™เธญเธขเธนเนˆเธ—เธธเธเธงเธฑเธ™เธ™เธตเน‰เธ„เธธเธ“เธญเธฒเธกเธฃเธŠเธงเนˆเธขเนเธ™เนˆเธ™เธณเธซเธ™เนˆเธญเธขเธ„เนˆเธฐเธชเธ‡เธชเธฒเธฃเธžเนˆเธญเธžเนˆเธญเธ„เธ‡เธˆเธฐเธ—เธฃเธกเธฒเธฃเธกเธฒเธ7950


โดย: เธžเธดเธŠเธเนŒเธชเธดเธ™เธต IP: 125.24.5.135 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2555 เวลา:23:16:48 น.  

 
เธ‚เธญเธ›เธฃเธถเธเธฉเธฒเธ„เธธเธ“เนเธญเธกเธฃเธ„เธฐเธ„เธธเธ“เธžเนˆเธญเธญเธฒเธขเธธ86เธซเธ™เธนเธ„เธดเธ”เธงเนˆเธฒเธžเธžเธญเนˆเน€เธ›เน‡เธ™เน‚เธฃเธ„เนเธžเธ™เธดเธ„เธ„เธฐเธ”เธนเธˆเธฒเธเธญเธฒเธเธฒเธฃเธžเนˆเธญเนเธฅเน‰เธงเธญเธฒเธเธฒเธฃเธ„เธธเธ“เธžเนˆเธญเนเธ™เนˆเธ™เธซเธฒเธขเนƒเธˆเน„เธกเนˆเธญเธญเธเน€เธซเธกเธทเธญเธ™เธ•เธฑเธงเธˆเธฐเธ•เธฒเธขเธ—เธธเธเธ„เธฃเธฑเนˆเธ‡เธ—เธถเนˆเน€เธ›เน‡เธ™เธ‹เธฑเธเธžเธฑเธเธญเธฒเธเธฒเธฃเธˆเธฐเธ”เธตเธ‚เธถเน‰เธ™เน€เธญเธ‡เนเธ•เนˆเธžเนˆเธญเธเธˆเธฐเน„เธ›เธซเธฒเธซเธกเธญเนเธ—เธšเธ—เธธเธเธงเธฑเธ™เน€เธ„เน‰เธฒเธเธฅเธฑเธงเธงเธฃเธฒเธกเธฑเธ™เธˆเธฐเน€เธ›เน‡เธ™เธญเธตเธเธญเธขเธฒเธเธŠเนˆเธขเธžเนˆเธญเนƒเธซเน‰เธซเธฒเธขเธˆเธฒเธเธญเธฒเธเธฒเธฃเธ—เธตเนˆเน€เธ›เน‡เธ™เธญเธขเธนเนˆเธ—เธธเธเธงเธฑเธ™เธ™เธตเน‰เธ„เธธเธ“เธญเธฒเธกเธฃเธŠเธงเนˆเธขเนเธ™เนˆเธ™เธณเธซเธ™เนˆเธญเธขเธ„เนˆเธฐเธชเธ‡เธชเธฒเธฃเธžเนˆเธญเธžเนˆเธญเธ„เธ‡เธˆเธฐเธ—เธฃเธกเธฒเธฃเธกเธฒเธ7950


โดย: เธžเธดเธŠเธเนŒเธชเธดเธ™เธต IP: 125.24.5.135 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2555 เวลา:23:30:03 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณKero-Kero

ไปสัมมนาห่างหายจากหน้าจอไปหลายวัน
ต้องขอโทษด้วยค่ะ ที่ทำให้รอนาน

หากต้องการเป็นสมาชิก bloggang
ต้องสมัครเป็นสมาชิกของ pantip ก่อนค่ะ
หากต้องการพูดคุย ลองไปที่ facebook peeamp ยินดีรับแอดนะคะ

หรือจะทิ้งคำถามไว้ที่ peeamparacha@gmail.com ก็ได้ค่ะ

แพนิคเป็นได้ในทุกสาขาอาชีพค่ะ
ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน แพทย์และพยาบาล
แวะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
หลายท่านเล่าว่าเคยเป็นเมื่อสมัยที่เป็นนักเรียนแพทย์
เพราะคร่ำเคร่งกับการเรียนและการสอบค่ะ

หรือผู้ที่มีโปรเจ็คมากมายวิ่งวนอยู่ในสมอง
เรียกว่าเกิดการ multitasking กันอย่างรุนแรง
นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ประกอบกันเข้าไปด้วย
ทำให้สารสื่อในสมองทำงานผิดปกติ

เป็นกำลังใจให้นะคะ
คุณเดินมาถูกทางแล้วค่ะ

แอมอร





โดย: peeamp วันที่: 27 พฤศจิกายน 2555 เวลา:5:27:00 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแอม เป็นแพนิคเหมือนกันค่ะ ตอนนี้ก็ทานยาคุณหมอ 2 ตัว แต่ไม่ทราบชื่อยา เป็นยาเม็ดกลมเล็กสีส้มอ่อนๆๆๆ คุณหมอบอกว่าผ่อนคลาย อีกตัวเป็นแคบซูลเล็กสีเทาแดง พอดีไปหาหมอที่คลีนิค เป็นหมอจุฬาค่ะเลยไม่มีชื่อยา ทานมานานแล้วเหมือนกันประมาณ8 เดือน แล้วลองหยุดยาดู ตอนแรกก็ไม่เป็นไร พอซัก 5 วัน แล้วเริ่มมีอาการอีก คุณหมอก็ให้กินใหม่ แต่ทำไมเหมือนไม่ดีขึ้น ไม่ทราบว่ามีใครเป็นบ้างค่ะ เพราะเวลาเป็นแล้วมันไม่อยากทำอะไรเลย แล้วหู้มีเสียงวิ้งตลอดเวลา มึน ๆๆ ทั้งวัน ไม่สดชื่น แล้วมีอาการเหมือนหายใจไม่ออกตลอดเวลา ทรมานจริง ๆๆ ช่วยตอบด้วยค่ะ


โดย: แดง IP: 101.109.243.65 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:10:35:26 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแดง

ขณะที่รู้สึกมึนๆลองทานยาหอมดูนะคะ
ยี่ห้ออะไรก็ได้ จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
หากไม่ชอบยาหอม ลองไปร้านขายยาแผนโบราณ
ซื้อเกสรทั้งห้ามาสักยี่สิบบาท
เกสรทั้งห้าประกอบด้วย
ดอกมะลิ พิกุล บุนนาค สารภีและเกสรบัวหลวง
ชงกับน้ำร้อน นำมาดื่มแบบชาจีน
จิบไปเรื่อยๆเพื่อบำรุงประสาท
จะลดอาการใจสั่น ลดอาการมึนงงโคลงเคลง

จากนั้นลองออกไปรับอากาศบริสุทธิ์นอกบ้าน
หรือเดินทางท่องเที่ยวบ้าง
ปลดปล่อยตัวเองจากความวิตกกังวล

จิบน้ำบ่อยๆ (Drink water very often)
กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3)
นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day)
ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention)
หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile)
เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday)
ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress)
เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day)
ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath)

ฟื้นฟูสมองด้วยวิธีดังกล่าว
รับรองว่าใช้เวลาไม่นาน อาการต่างๆจะหายไป
ขอเพียงอย่ากังวลใจ ว่าอาการเหล่านั้นจะกลับมาใหม่
ยิ่งกลัวยิ่งคล้ายไปกระตุ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวค่ะ

ลองอ่านหลายๆวิธีในเอนทรี่ต่างๆ
แล้วนำไปปรับใช้ดูนะคะ


แอมอร



โดย: peeamp วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:21:56:24 น.  

 
ขอบคุณค่ะคุณแอมสำหรับคำแนะนำดี ๆๆ จะลองดูนะค่ะ เผื่อจะดีขึ้น บางทีไม่รู้จะบอกใครว่าเราเป็นอะไร เพราะอาการมันบอกไม่ถูก บางคนก็บอกว่าเราเครียด แต่เราไม่ได้เครียด คงเป็นความกังวลกับอาการที่เป็นมากกว่า คิดอยู่เสมอว่าเมื่อไหร่เราจะหาย ทุกวันนี้ก็พยายามทำใจให้สบายเมื่อมีอาการ ทั้ง ๆๆ ที่บางครั้งมันก็ทรมานและต้องพยายามฝืนต้านกับอาการ คุยกับคนที่เค้าไม่เป็นเค้าจะไม่เข้าใจว่าเรารู้สึกอย่างไร บางคนก็บอกว่าพักผ่อนเยอะ ๆๆ ทำงานจะได้ไม่ว่าง แต่เวลามันเป็นแทบจะไม่อยากทำอะไรเลย คุณแอมโชคดีจังค่ะที่หายจากโรคแพนิค จะพยายามทำแบบที่คุณแอมบอกนะค่ะ ไม่ทราบว่าคุณแอมเป็นนามมากมั้ยค่ะถึงจะรู้ว่าตัวเองเป็นแพนิค แล้วตอนแรกรักษาอย่างไร ขอบคุณค่ะ


โดย: แดง IP: 101.109.243.120 วันที่: 4 ธันวาคม 2555 เวลา:11:43:38 น.  

 
ตอบคุณแดงค่ะ

ก่อนที่จะมีอาการ กังวลเรื่องงานหลายอย่าง
ทำให้ตาค้างนอนไม่ค่อยหลับ
กระสับกระส่ายติดต่อกันหลายคืน

วันนั้นไม่ได้ทานอาหารเช้า ตะลุยทำงาน
ไปถึงบ่าย อดข้าวยาว
อยากทำงานให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกิน
ใช้สายตามาก เพ่งมองตัวเลขจนตาลาย
คล้ายๆจะเป็นลม ตกกลางคืนเกิดอาการใจสั่น
หายใจไม่ออก เป็นติดต่อกันเก้าวันเก้าคืนค่ะ

โชคดีที่พบคุณหมอท่านหนึ่ง
มาส่งของที่ทำงาน พอเล่าอาการให้ฟัง
บอกว่าอาการแบบนี้เป็นแพนิค

คุณหมอเล่าว่าเป็นแพนิคครั้งที่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์
เพราะเคร่งเครียด กับตำรับตำรา ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ
จึงเป็นสาเหตุทำให้สารสื่อประสาททำงานผิดปกติ


เป็นช่วงสงกรานต์วันหยุดยาวไม่ได้ไปหาหมออ
ดูตลกหน้าม่าน ทานยาหอม จิบชาชงจากเกสรทั้งห้า
แล้วก็ขูดกัวซา เพื่อทำให้นอนหลับได้
อาการแพนิคหายไปในหนึ่งเดือนค่ะ

จากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ
กลับมาเขียนหนังสือได้ ทำงานเกี่ยวกับตัวเลขได้
ขับรถไปไหนๆตามลำพังได้ นอนคนเดียวได้

แต่ก็ยังรู้สึกโคลงเคลง มึนงง หายใจไม่อิ่มติดต่อมาหลายเดือน
ต้องฟื้นฟูอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น
กว่าที่สมองจะกลับมาสดชื่นดังเดิมค่ะ

คุณแดงสามารถหายได้เช่นกัน ลองดูนะคะ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 7 ธันวาคม 2555 เวลา:21:50:19 น.  

 
เพิ่มเติม
ถ้าเป็นไปได้ลองปล่อยวางภาระที่อยู่ตรงหน้าในระยะสั้นๆ
ลาหยุดพักผ่อนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
และสิ่งแวดล้อมบ้าง
เพื่อเพิ่มพลังให้สมองค่ะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 7 ธันวาคม 2555 เวลา:21:59:37 น.  

 
มีอาหาร เหนื่อย หายใจไม่เต็มทอง ซักพักชาที่แขนหัวและขา หลังจากที่อาหารชาหายก็จะมึนกัวตลอดเวลาไม่ทราบว่าเป็รแพนนิกหรืิอเปล่าหมอไใ่บอกให้กินยk amitriptyline


โดย: nana IP: 202.143.143.227 วันที่: 11 ธันวาคม 2555 เวลา:11:51:44 น.  

 
มีอาหาร เหนื่อย หายใจไม่เต็มทอง ซักพักgเริ่มชาที่แขน ตัวและขา หลังจากที่อาการชาหายก็จะรู้สึกมึนหัวตลอดเวลา ไปหาหมอหมอไม่บอกว่าเป็นอะไร ไม่ทราบว่าเป็น แพนนิกหรืิอเปล่า หมอไม่บอกให้กินย amitriptyline 10 mg กินครั้งละ 1 เม็ดก่อนนอนกินแล้วง่วงมาก ศึมทั้งวัน เวลาเป๋นจะกลัวเพราะมันชาไปหมดทั้งตัว หายใจเหนื่ยมาก หมอจะเอาถุงที่เจาะรูมาครอบที่จมูกไว้ งงว่าเป็นอะไร เป็นมาหลายครั้งแล้ว


โดย: nana IP: 202.143.143.227 วันที่: 11 ธันวาคม 2555 เวลา:11:57:35 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณnana

อาการที่คุณเล่ามาไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่
ยังไม่แน่ใจว่าเป็นแพนิคหรือเปล่าค่ะ
คุณลองทบทวนคำถามคำตอบด้านบน
แล้วลองนำไปทำตามดูนะคะ

เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน
เพื่อลดอาการชาค่ะ


1. หวีผมบ่อยๆ:

หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง
(ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรงเบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด)


2. ถูใบหน้าบ่อยๆ:
ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน
หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างถูหน้าเบาๆ บ่อยหน่อย
เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง


3. คลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ:
ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง
หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ
โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตา
ด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง


4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ:
การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย
ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม)
ซึ่ งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ)
สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู ทำให้แรงดี
ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว


5. ขบฟันบ่อยๆ: ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ)
ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย


6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ:
การใช้ปลายลิ้น กระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม
เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น
ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย
ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย


7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ:
การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย
และกระตุ้นการย่อยอาหาร


8. หมั่นขับของเสีย: หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ
กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก
เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น
การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ
และการดูดซึมสารพิษ ( กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย


9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ:
ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ
เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อยๆ:
การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก


11. เคลื่อนไหวทุกข้อ:
การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย
ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน
ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง
ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ



12. ถูผิวหนังบ่อยๆ:
ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ
มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี

แอมอร




โดย: peeamp วันที่: 12 ธันวาคม 2555 เวลา:22:55:37 น.  

 
ขอบคุณมากครับ K.แอมอร
บังเอิญ (ตอนที่1)...คืนนี้(14ธ.ค.55เวลา02.00น.)
อาการแพนิค ของผมกำเริบสืบสานใหญ่(มันชักเอาใหญ่)
เลยทำให้นอนไม่หลับ. ใจสั่น หัวใจเต้นแรง ตัวสั่นหงึกๆ
จนต้องลุกขึ้นนั่ง. จากนั้นก็ลุกขึ้นเดิน ประกอบกับพอคิดว่า
พรุ่งนี้มีประชุม9.30น.ที่สีลม บ้านอยู่เทพารักษ์...
(เลยแถมโรคเครียดมาอีกโรค....ร่างกายนี้เป็นรังโรคแท้ๆ
แต่ก็จำเป็นต้องใช้มันดำรงชีพต่อไป)

บังเอิญ(ตอนที่2)....เมื่อหลายปีก่อน เคยไปหาจิตแพทย์(เพิ่งจบ)
ท่านก็เคยแนะนำ ให้เรามาค้นคว้าข้อมูลเองใน Internet
แต่ไม่กล้า กลัวเจอ...คำตอบ/ความจริงที่ทำให้ไม่สบายใจ
เลยคิดว่า..ไม่เอาดีกว่า

ย้อนกลับไปที่ เรื่องบังเอิญ(ตอนที่1)....
คืนนี้เลยตัดสินใจ. หลังทำใจอยู่พักใหญ่ .....
"ช่างมันฟ่ะ เจอไรก็เจอ"
.....ฟ้าเปิดทางโดยแท้ หรือเป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวร
ให้อภัย ก็เป็นได้ ท่ได้มาเจอ blog ของคุณแอมอร

อ่านแล้วเคลียร์เลยอ่ะ...ขอชื่มครับ ที่คุณแอมอร
สามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาการแพนิค ได้ตรงจุดมากๆ
ผมเคยลองรวบรวมอาการพวกนี้ไว้เหมือนกัน. แต่ปะติดปะต่อไม่ได้เลย. อาจเป็นเพราะคุณแอมอร ได้มีโอกาสเจอคุณหมอเก่ง และเคยผ่านโรคนี้มาแล้ว แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร. ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ที่สิ่งเคารพบูชาของคุณแอมอร ดลบัลดาลให้คุณแอมประสบแต่ความสำเร็จดังที่หวัง ด้วยอานิสงค์แห่งความดี ที่ทำให้คนเป็นโรคนี้ได้หายป่วยเป็นอัศจรรย์เทอญ

...ว่าแล้ว. พรุ่งนี้จะไปซื้อยาหอม กับเกสรทั้ง5มาเก็บไว้ซะหน่อย. เผื่ออาการจะกำเริบอีก


โดย: MaxTheRapee IP: 125.24.195.93 วันที่: 14 ธันวาคม 2555 เวลา:2:38:09 น.  

 
ขออนุญาตตอบ คุณนอหนูครับ
เนื่องด้วยเราเคยเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน(รพ.จุฬา)
ได้ยามาเหมือนกัน แต่จำไม่ได้ว่ายาอะไร
ตอนคุยกับแพทย์(จบใหม่+ใกล้เลิกงาน...พอดีผมเป็นคนไข้รายสุดท้ายของวัน) ท่านให้ทานยาก่อนนอน1เม็ด
(เม็ดเล็กๆ) แต่ตอนไปรับยาหน้าเค้าเตอร์ พยาบาลบอกให้ทาน1เม็ด หลังอาหารเช้า...ก็เลยงง บอกพยาบาลว่า คุณหมอให้ทานครึ่งเม็ดก่อนนอนมิใช่รึ๊...พยาบาลก็เลยเอาใบตรวจมาให้ดูว่าคุณหมอสั่งมาอย่างนี้จริงๆ ....เออ ่แฮ่ะ 1เม็ดหลังอาหารจริงด้วย...แต่โชคดีที่เป็นแพนิคไงครับ
เลยขอเถียงซะหน่อยว่า. เรายืนยันเหมือนกันว่าคุณหมอให้ทานครึ่งเม็ดก่อนนอน(ยังไม่รู้เลยว่ายาอะไร ทานแล้วจะเป็นอย่างไร. เถียงกันซะแล้ว) คิดไปคิดมา(เป็นอาการอย่างหนึ่งของคนเป็นแพนิค)คุณหมออาจให้ยาหลอกก็ได้ เคยเห็นในหนังเค๊าทำกัน ก็เลยรบเร้าให้พยาบาลเช็คกับคุณหมออีกครั้งเพื่อความสบายใจ พยาบาลบอกว่าคุณหมอกลับไปแล้ว แต่อาจเป็นเพราะรูว่าเรามารักษาแพนิค
และเห็นเรายืนยันหนักแน่น(มากๆ). พยาบาลเลยตัดสินใจ
โทรกลับไปถามคุณหมอ ...คุณหมอก็ยืนยันหนักแน่น(ทางโทรศัพท์)ว่า...ให้ทาน-หนึ่ง-เม็ด-ก่อน-นอน...
...แต่คุณหมอเขียนว่าให้ทาน1เม็ดหลังอาหารเช้านะคะ...พยาบาลบอก
คุณหมอบอกว่า...งั้นคุณแก้ให้หน่อย. เป็น1เม็ดก่อนนอน
....yes! เป็นงัยล่ะ. บอกแล้วว่าเราจำได้....
ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือป่าวที่ความจำดี. แต่ขอบอกว่าโชคดีที่สุดครั้งนึงในชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะ....
คืนนั้นเอง ก่อนทานยา อาการแพนิคเริ่มออกอาการฺ...กังวลว่าถ้าไม่หายอีกจะทำงัยดี. กลัวๆๆๆๆๆ... เลยทานแค่ครึ่งเม็ดก่อนนอน (เผื่อไม่หายจะได้มีข้ออ้างบอกตัวเองได้ว่า. ทานไม่ครบโดส)
ปรากฏว่า เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่กำลังจะลุกจากเตียง มีอาการคล้ายๆกับ แมนนี่. ปาเกียว ก่อนที่จะลงไปนอนทำแพลงกิ้งให้กรรมการนับ ยังไงยังงั้นเลยครับ. คุมขาตัวเองไม่ได้ จะล้มตลอดเวลา ต้องใช้เวลาตั้งหลักพักใหญ่ๆ. แล้วก็มึนทั้งวัน ขับรถไม่ได้เลย ....เลยอุทานบอกตัวเองขณะออกไปทำงานว่า....โชคดีที่กรูไม่กิน1เม็ดหลังอาหารเช้า..
ยาที่ว่าไม่รู้ว่ายาอะไร. แต่รู้ว่าแรงมากและออกฤทธิ์ได้ทั้งวัน. นี่ขนาดกินแค่-ครึ่ง-เม็ด-ก่อน-นอน นะเนี๊ย
ดีนะที่เป็นแค่แพนิค. ไม่ได้เป็นบ้าด้วย. ไม่งั้นคงกินตามหมอสั่งไปแล้ว อ้อ. ลืมบอกไปว่าหมอสั่งให้กินต่อเนื่อง2สัปดาห์ครับ. นึกแล้วขนชูชัน...ถ้ากินต่อกันอาจจะหายจากโลกนี้ไปแล้ว
....นึกย้อนไปแล้วก็ขำๆดีครับ....
มีความสุขมากๆกับแพนิคน้อยนะครับ(ส่วนหนึ่งของชีวิตของพวกเราทุกคน). อย่าลืมครับว่าเราไม่เป็นคนเดียว เป็นกันทั้งบ้านทั้งเมืองครับ


โดย: MaxTheRapee IP: 125.24.181.22 วันที่: 14 ธันวาคม 2555 เวลา:7:47:48 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณ MaxTheRapee

ขอต้อนรับสู่ชมรมคนเป็นแพนิคนะคะ อิ อิ
ขออนุญาติหัวเราะก่อนค่ะ
อ่านเรื่องราวของคุณแล้ว ทำให้เบาใจได้ว่าคุณสามารถรับมือกับแพนิคได้แน่นอน

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 16 ธันวาคม 2555 เวลา:12:37:28 น.  

 

สารสื่อประสาทตัวนี้ อ่อนไหวมาก
เมื่อเคยเกิดอาการครั้งหนึ่งแล้ว โอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกก็เป็นไปได้สูง
เพราะฉะนั้น เราจึงต้องฟื้นฟูเขา และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเอง

ฝึกปล่อยวางสิ่งต่างๆลงซะบ้าง
ไม่ต้องนำเขาขึ้นเตียงนอนไปด้วย
ประเภทจินตาการสว่างวาบ จนกระทั่งตาค้าง

ฝึกปิดสวิทต์ความคิด ด้วยการสวดมนต์ก่อนนอน
วางมือไว้บนท้อง วางความคิดไว้บนความไหวกระเพื่อมของการพองการยุบ
ไม่ต้องส่งใจวอกแวกไปที่อื่น
กระทั่งหลับไปได้ยิ่งดี เพราะสมองที่ตื่นอยู่ตลอดเวลา
เพราะมีเรื่องราวของความกังวลวิ่งวนอยู่ในหัว
จะทำให้คุณภาพการนอนลดลง อาจทำให้ฟุ้งฝัน
กระทั่งคล้ายๆว่ายังไม่ได้นอนค่ะ
หัวเราะให้กับชีวิต ลดความเอาจริงเอาจังลงซะบ้าง

คนที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกคล้ายๆกันคือ
กลัวว่าอาการจะกลับมาอีก
บางคนกลัวแบบขึ้นสมอง จนไม่กล้าอยู่คนเดียว

แพนิคน้อยก็เลยย่ามใจ กลัวใช่ไหม ก็เลยคอยมาซ้ำเติม
เรียกว่ายิ่งกลัวก็เท่ากับไปกระตุ้นให้เขากลับมาใหม่

ทุกครั้งที่เกิดอาการ บอกตัวเองว่า จงผ่อนคลายๆๆๆ
นอนไม่ได้ก็ไม่ต้องนอน ลุกออกจากเตียง
เปิดเพลงสนุกๆ ร้องไปด้วยแล้วเต้นให้สุดเหวี่ยง
หัวเราะเสียงดัง รับรองว่าอาการแพนิค
จะวิ่งหนีป่าราบ

หรือที่อยากแนะนำคือจดบันทึกค่ะ
เขียนด้วยปากกากับสมุดธรรมดานี่แหละค่ะ
เขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น โดยละเอียด
นี่เป็นอีกวิธีที่เห็นผลมากๆจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง


แพนิคน้อยทำได้เพียงแค่ให้เรารำคาญนะคะ
แต่ไม่ทำให้ถึงกับตายหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวค่ะ

คนที่จะเป็นแพนิคได้นี่ไม่ธรรมดานะคะ
ส่วนใหญ่ที่ได้เคยพูดคุย
จะเป็นผู้ที่มีจิตนาการสูง เจ้าความคิดมีสัมผัสที่หก มีอารมณ์ศิลปิน
เพราะฉะนั้นปิดสวิตต์ซะบ้างค่ะ


แอมอร





โดย: peeamp วันที่: 16 ธันวาคม 2555 เวลา:13:12:31 น.  

 
กลับมาอ่านโดยละเอียดอีกครั้ง
สรุปว่าตังแต่ตีสองครึ่งมาถึงเจ็ดโมงเกือบแปดโมงนี่
คุณMax ยังไม่ได้หลับเลยใช่ไหมคะ
แล้วที่บอกว่ามีประชุมตอน 9.30 ไปไหวหรือเปล่าเนี่ยยยย


แอมอร



โดย: peeamp วันที่: 16 ธันวาคม 2555 เวลา:13:30:07 น.  

 
เพิ่งจะว่างกลับมาอีกครั้ง

มาตอบคำถามที่ยังค้างไว้
พอรู้ว่าเป็นโรคแพนิค ทุกอย่างก็เคลียร์
หายกลัวเป็นปลิดทิ้ง เพราะรู้ว่าโรคนี้ไม่มีอันตราย

นับว่าฟ้าเปิดทางให้เช่นกัน ที่ได้พบคุณหมอท่านนั้น
และพบคุณป้าท่านหนึ่งแนะนำให้ทานยาหอมและเกสรทั้งห้า

ได้รับเกียรติสัมผัสกับโรคนี้แบบเต็มๆ
เพราะความบังเอิญที่เคยเรียนแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกมาก่อนค่ะ

นำมาปะติดปะต่อ วิเคราะห์เจาะลึกถึงที่มาที่ไป
โชคดีเขียนบันทึกไว้ทุกขั้นตอน ช่วยให้มองเห็นต้นตอของโรคได้ชัดเจนขึ้น
ไปอบรมเกี่ยวกับสมองกับท่านอาจารย์วัลลภมาอีก

นำศาสตร์ที่ได้ร่ำเรียนมา บวกผสมกันเข้าไป
จึงผ่านมาได้ เหมือนเป็นปาฏิหารห์
คุณลองเดินตามตัวอักษร และนำไปปฏิบัติจริงก็จะเห็นผลค่ะ


โดย: แอมอร IP: 101.108.198.181 วันที่: 16 ธันวาคม 2555 เวลา:17:16:54 น.  

 
แงๆๆๆๆๆๆๆ. พิมพ์ไปตั้งเยอะ. หายหมดเลย
เด๋วจะไปเปิดnotebook แล้วจะนั่งพิมพ์ใหม่ครับ


โดย: MaxTheRapee IP: 1.2.198.41 วันที่: 19 ธันวาคม 2555 เวลา:23:48:01 น.  

 
มาแร่ะ...
ตอนนี้กำลังดูคนอวดผีอ่ะ กะลังหนุก
กลัวก็กลัว...เดี๋ยวก็แพนิคอีก
...แต่ก็อยากดูอ่ะ...ดูทุกอาทิตย์เลย


โดย: MaxTheRapee IP: 1.2.198.41 วันที่: 19 ธันวาคม 2555 เวลา:23:56:54 น.  

 
เอาล่ะครับ...โฆษณาแร่ะ
มาต่อกันที่ ข้อมูลในลำดับที่ 58 นะครับ

ก่อนอื่นต้องขอบคุณคุณแอมอรนะครับ ที่กรุณาสื่อสารกลับมาครับ....และขอบคุณที่ห่วงว่าผมจะไม่ได้นอนก่อนไปประชุม...แต่
หายห่วงครับ เพราะแพนิคที่ผมเป็น..ออกจะเป็นสายพันธุ์ที่แปลกๆหน่อยนึงคือ ถ้าคืนไหนแพนิคและหลับไป ยาวชัยครับ ไม่มีฝันให้วุ่นวาย ...ที่สำคัญแม้นอนน้อย ตื่นมา...เหมือนนอนยาวมาทั้งคืนเลยครับ เคยเป็นจนถึงขั้นคิดไปว่า ตัวเองเป็นยอดมนุษย์หรือป่าวนี่...แต่ถ้าคืนไหนไม่มีแพนิค นอนทั้งคืน ตื่นมาเหมือนยังไม่ได้นอนเลยอ่าาาา....5555+
...นี่มัน แพนิคสายพันธุ์ไหนกันแน่หว่า....


โดย: MaxTheRapee IP: 1.2.198.41 วันที่: 20 ธันวาคม 2555 เวลา:0:03:29 น.  

 
สำหรับผมวันนี้ มีแนวทางการแก้ไขอาการนอนไม่หลับที่เกิดพร้อมอาการแพนิคครับ....

ใครลองเอาไปใช้แล้วได้ผล แบ่งปันประสบการณ์กันหน่อยนะครับ

ก่อนอื่นอยากให้ทำความเข้าใจก่อนว่า เจ้าแพนิคน้อยนี้นั้น เค๊าฉลาดพอๆกับเราเลยครับ
สำหรับแพนิคสายพันธุ์ที่ผมเป็นนะครับ ประเภทที่ว่า ทำสมาธิ สวดมนต์ ผ่อนคลาย ฟังเพลงปรับคลื่นสมอง ฯลฯ อะไรทำนองนี้ เอาไม่อยู่ครับ เหมือนเค๊าจะรู้ว่าทั้งหมดที่เราทำ ทำไปเพื่อจะนอนให้หลับ ไอ้เจ้าแพนิคน้อยตัวนี้ ม๊านก็เลยสกัดกั้น คอยไปดักความคิดเราเป็นระยะว่า เอ็งจะนอนแร้วชิมิ...แล้วมานก็แสดงอิทธิฤทธิ์ ให้แข็งทั้งคืน...ก็เคยมี(ตาแข็ง)

ส่วนวิธีรับมือ ที่ผมเคยใช้...
1.ปรับเวลานอน จากที่เราเคยนอนเที่ยงคืน
รีบเคลียร์ทุกอย่างให้จบๆ แล้วนอนสัก 2 ทุ่ม
(หรือไม่เกิน 4 ทุ่ม)...งงครับพี่น้อง แพนิคงง...เกิดไรขึ้น?????
...อยากบอกว่า(ตามทฤษฎีผมเองนะครับ) แพนิคน้อยของพวกเรา เค๊าฉลาดพอๆกับที่เราฉลาดเลยครับ รู้ทุกอย่างที่เราทำ และที่เราจะทำ...
...นอน 2 ทุ่ม ช่วยได้อย่างไร ...ถ้าจะถามว่า เจ้าแพนิคน้อยเค๊าไม่รู้เหรอว่า เราจะนอนเร็ว
คำตอบคือ...รู้ครับ แต่เค๊าไม่คุ้นชิน เค๊าเลยควบคุมให้เราแพนิคไม่ได้ครับ
2.ติดกล่อง gmm grammy หรือ psi ก็ได้หรือกล่องดาวเทียมไหนก็ได้ครับ ที่มีช่องกีฬา(ถ้าสดได้ยิ่งดี) แพนิคไม่ชอบอะไรที่สดๆครับ....เมื่อเราทำอะไรที่เค๊าไม่คุ้นชิน และเค๊าไม่ชอบ เค๊าก็จะไม่แสดงตัวครับ ...ทำไมต้อง "กีฬาสดๆ" เพราะแพนิคน้อย เค๊าชอบเสพสิ่งซ้ำๆ เดิมๆ เจอกีฬาสดๆ งงครับ...เดาไม่ถูกใครจะชนะ(อ้อลืมบอกว่า ดูกีฬาที่เราชอบและเราดูรู้เรื่องด้วยนะครับ)
...ดูหนังได้ไหม๊ ส่วนใหญ่ หนังเอาไม่อยู่ครับ เพราะหนังส่วนใหญ่เราเดาทางถูก ดูไปก็กังวลไป

สรุปแว้...แพนิคน้อยสายพันธุ์ที่ผมเป็นนั้น ไม่ชอบพฤติกรรมซ้ำซาก แปลง่ายๆว่า....
....มันชอบซาก ไม่ชอบสด.....

คุณแอมอร ขอบคุณอีกครั้งครับ
เข้ามาอยู่ใน Blog ของคุณแล้ว ...สนุกจัง...

ครั้งหน้ามีปัญหามาถามเพิ่มครับ....
ตอนนี้อยู่ในช่วงทำTHESIS เก็บอาการแปลกๆ ที่เกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากแพนิคหรือไม่

ขอบคุณครับ


โดย: MaxTheRapee IP: 1.2.198.41 วันที่: 20 ธันวาคม 2555 เวลา:0:19:54 น.  

 

อ่านมาถึงตรงแข็งทั้งคืน
ขอบคุณที่วงเล็บไว้ด้วยว่าตาแข็ง กร๊ากกกก
ตาแข็งเพราะดูพิธีกรในคนอวดผีชิมิ
ฮาซะก่อน ยกนึง
.
.

เคยอ่านในหนังสือ เขาบอกว่าสมองไม่ชอบ
การทำอะไรซ้ำๆซากๆที่เก่าเวลาเดิมประมาณนั้น
น่าจะเข้าข่ายแพนิคสายพันธุ์ใหม่ของคุณนี่แหละค่ะ
เช่นเคยขับรถไปทางนี้ทุกวัน
ขับไปแบบอัตโนมัติ สมองก็จะเฉื่อยๆเผลอๆเบลอๆละเมอๆ
ถึงบ้านแบบไม่รู้ตัว เรียกว่าทำไปตามความเคยชิน

แต่หากวันไหนเปลี่ยนเส้นทางใหม่
สมองจะตื่นตัว
เรียกว่ากรุบกริบ กุ๊กกิ๊ก ระริกระรี้ กระดี๊กระด๊า ลัลลา
สดชื่นตื่นตัวขึ้นมาในทันที
พฤติกรรมแบบนี้คงจะดีกับสมองนะคะ

เดี๋ยวต้องหาอะไรใหม่ๆทำบ้างแล้ว
ลองเขียนหนังสือมือซ้ายดูบ้างน่าจะดี

ขอบคุณนะคะที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
และดีใจที่คุณมาที่นี่แล้วสนุก
มาอีกนะคะ blog นี้ยินดีต้อนรับค่ะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 20 ธันวาคม 2555 เวลา:20:22:08 น.  

 
สวัสดีครับ K.แอมอร
...มีข่าวมารายงานครับ
ช่วงนี้กำลังเพลินกับอาการแพนิค ชนิดเจือจาง
(ประมาณว่าเหมือนจะมีอาการ แต่ก็ไม่ปรากฎให้ชัดเจน) คือว่า...
ผมได้ไปอ่านคอลัมน์นึงในนิตยสาร
Secret ฉบับวันที่ 10 พ.ย.2555 (ลงทุนซื้อย้อนหลังอ่ะ)
หน้าปกขึ้นด้วยรูปของ 2 ยอดมนุษย์ล้อ
.....คุณกฤษณะ และน้องชมพู่...
ที่ชีวิต..ที่เหลือต้องนั่งรถเข็น ไปจนตลอดชีวิต
...อ่านแล้วเหมือนจะเศร้า แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจได้ดีทีเดียว (โดยเฉพาะพวกที่แพนิคอย่างเราๆนะ 555+)
....เพราะทุกๆครั้งที่เราหายจากแพนิค(เหมือนฝันร้ายชั่วขณะ)
เราก็จะกลับมาเป็นคนเดิม แต่....
คุณกฤษณะและน้องชมพู่ แม้ตื่นจากฝันร้าย
ก็ยังต้องนั่งรถเข็นอยู่ดี...โฮ่...ทุกข์กว่าเราเย๊อะ
...แต่พอเหลือไปดูที่หน้าปกแล้ว เค๊าก็ยังยิ้มได้อ่ะ แถมยังสู้ชีวิตอีกตะหาก....
....ที่สำคัญ กว่าเขาจะผ่านช่วงที่เลวร้ายมาได้ ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

....เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ยัง มีเพื่อนแพนิคน้อย ไปเยี่ยมอยู่บ้างเป็นครั้งคราวครับ
.....ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวเดียวเค๊าก็ไปแร่ะ....

คิดดูอีกมุมนะครับ..เวลา 24 ชั่วโมง แพนิคอยู่กับเราอย่างเก่งก็ไม่เกินชั่วโมงต่อวัน (ส่วนใหญ่อยู่แค่ 10-15 นาที...นี่แถมให้ตั้งชั่วโมง)

เวลาที่ดี เวลาที่สนุก เวลาที่ไม่แพนิค มีตั้ง 23 ชั่วโมงต่อวัน....ทีนี้ทราบหรือยังว่า ส่วนใหญ่คนที่เป็นแพนิค มักเป็นคนที่ เก่งเรื่องคิดลบ เก่งเรื่องจ้องจับผิด ฯลฯ

....ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมครับ โดยการเริ่มต้นที่
ฝึกคิดบวก ฝึกชื่นชมกับทุกๆสิ่งรอบตัว ฝึก..ฝึก แล้วก็ฝึกครับ คุณทำได้...ทันทีที่เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยนทั้งชีวิต

....จะหาเวลามาเจอกันอีกนะครับ

ปล.ว่างๆ เราจัด meetting ชมรมคนรักแพนิคกันดีไหมครับ น่าสนุกเนอะ....5555+ แพนิคกันทั้งงาน...มันส์ แน่ๆเลย...พ่ะย่ะค่ะ


โดย: MaxTheRapee IP: 125.24.217.57 วันที่: 27 ธันวาคม 2555 เวลา:21:35:17 น.  

 
สวัสดีครับ คุณแอมอร
วันนี้เป็นวันพิเศษครับ แพนิคส่งท้ายปีเก่า
ตั้งแต่ตีสามครึ่งครับ บังเอิญไปต่อยอดเรื่อง
เสียงวิ้งๆ คล้ายจิ้งหรีด ที่อยู่ในหูเข้าให้เท่านั้นแหละ
งานเข้าครับ...

ต้องบอกว่าปกติก็เป็นอยู่แล้ว
แต่สนใจบ้างไม่สนใจบ้าง ทำลืมๆ มันไป
แต่คืนนี้ ...อยากรู้ !!!
เลยเข้าไป search ในเน็ต ...โอ้ว หัวใจจะวาย
ยิ่งหา ยิ่งมันส์ ....ยิ่งมันส์ ยิ่งแพนิค
ผลที่ตามมาคือ...

...นอนไม่หลับ ใจสั่น โอ๊วว์ แม่เจ้า....
ข่มตานอน...ไม่หาย
นั่งดูทีวี ...ไม่หาย
ลุกขึ้นช่วยแม่ล้างจาน ตอนตีห้าครึ่ง...ดีขึ้นบ้าง
ที่แปลกคือ ตอนนี้ หกโมงเช้าแล้ว พระอาทิตย์
ยังไม่ขึ้นอีก ...อุ๊บส์...หรือว่า วันนี้พระอาทิตย์
หยุดเที่ยวปีใหม่ งง..

และนี่ก็คือ ที่มาของการมานั่งพิมพ์อยู่นี่ครับ
อาการก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ....คิดว่ามันน่าจะ
เป็นอย่างนั้นนะ เพราะโลกนี้อนิจจัง ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้นานๆ ซักอย่าง...แม้แต่ แพนิคเพื่อนรัก

สรุปคือว่า...มีคุณแอมอร เคสเพื่อนๆ ท่านไหนบ้างไหมครับ ที่ได้ยินเสียงในหูตลอดเวลา
เวลาอยู่เงียบๆ

ผมกำลังหาวิธีรักษาอยู่ครับ
และที่ผ่านมา...บรรเทาโดยการไม่นึกถึงมัน
เบี่ยงเบนความสนใจไปเรื่องอื่นแทน
คือว่า ถ้าไม่นึกถึงมัน มันก็จะค่อยๆเงียบไป
แต่พอได้สติ นึกถึงปุ๊บ มันก็มาปั๊บ อั๊ชช่ะ..ไรกันเนี่ยะ....

ประเด็นคือ นึกถึงนานๆ แล้วแพนิคเกิดครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ


โดย: MaxTheRapee IP: 49.0.68.208 วันที่: 31 ธันวาคม 2555 เวลา:6:13:35 น.  

 
สวัสดีวันส่งท้ายปีค่ะคุณ MaxTheRapee

หนีไปอ่าวมะนาว เที่ยวทะเลหน้าหนาวมาค่ะ
เมื่อคืนก็หลับยาว เพราะยังเมื่อยๆปวดๆ
เพราะลงไปเล่นน้ำนานไปหน่อย
.
.

อย่าเพิ่งตกใจเรื่องหูแว่วนะคะ
ช่วงที่เป็นก็เคยหูแว่วเหมือนกัน
แว่วเสียงพระสวดมนต์ค่ะ แว่วแบบธรรมะธรรมโมซะด้วย
แรกๆก็ไม่รู้ว่าหูแว่ว ถามใครๆในบ้าน ก็ไม่มีใครได้ยินค่ะ
เสียงสวดมนต์ตามไปทุกที่ แม้กระทั่งยามนอน
รู้สึกสุขสงบดีค่ะ เพลินๆกันไป ฮา

เราก็คบหาดูใจกันมาสักพักแล้วนะคะ
ขอถามคุณMax ว่าใช้สายตามากหรือเปล่า

เช่นดูทีวี เล่นเกม นอนอ่านหนังสือ
หรือเพ่งอะไรเป็นเวลานานๆ
คุณหมอไพรแพทย์แผนจีน เขียนไว้ในหนังสือค่ะ
ว่าการใช้สายตามากๆมีผลต่อจิตประสาท

จิตประสาทนี่ในภาษาด้านประสาทวิทยา
น่าจะหมายถึงสารสื่อประสาทที่อยู่ในสมอง
หากเราใช้สายตามาก ประสาทจะอ่อนล้า และอ่อนแรง
ทำให้สารโดปามีนลดลง ซึ่งส่งผลให้ประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ
บางคนจะรู้สึกอารมณ์อ่อนไหวและซึมเศร้า เหงารัก

บ้างก็ฉุนเฉียว น้อยใจเสียใจ รู้สึกเปราะบางมาก
กระทบกระทั่งนิดๆหน่อยๆก็มีน้ำตา คล้ายๆเด็กนอนไม่เต็มอิ่มแล้วงอแง

บางคนที่เป็นหนักๆยังส่งผลต่อการนอนไม่หลับ แล้ววนกลับมาเกิดอาการแพนิคได้ค่ะ
เป็นวงจรซ้ำซากๆที่น่ารำคาญมาก

ลองหยุดใช้สายตาสักระยะ มองใบไม้เขียวๆ
กระพริบตาถี่ๆ แล้วหลับตาลง ลูบตรงเปลือกตาเบาๆ
จากนั้นลองหวีผมบ่อยๆเพื่อปลดปล่อยความตึงเครียดในระบบประสาท

ระยะนี้ลอง ลด ละ เลิก กับหน้าจอต่างๆที่ต้องทารุณสายตา
หากต้องการเข้ามาบ้าง ก็อย่าให้เกินครั้งละชั่วโมงนะคะ

แอบเข้ามาตอบคุณคนเดียวเลยนะคะนี่
เพราะคืนนี้ยังต้องไปทำงานส่งท้ายปีที่หน่วยงานจัดค่ะ

สวัสดีปีใหม่นะคะ



โดย: แอมอร (peeamp ) วันที่: 31 ธันวาคม 2555 เวลา:13:23:50 น.  

 
เป็นมานานหลายปีแระทุกวันนี้ก็ยังเป็นใจสั่นเหงื่อแตกเหนื่อยง่ายขับรถไกลๆก็ยังกลัวอยู่ขับคนเดียวนี่ไม่ได้เลยช่วงนี้ก็ได้แต่ทำใจยอมรับมันนึกถึงคำของคุณหมอไว้ว่าไม่เคยมีคัยตายด้วยโรคนี้..^^..ทุกวันนี้ก็เลยรับแพนิคไว้เป็นเพื่อนและก็บอกกะมันว่าเป็นเพื่อกันแล้วแต่มีข้อแม้ว่าอย่าออกมาบ่อยนะ...^^..รบกวนถามนิดนึงครับยาหอมที่ว่านี้คือยาหอมที่มีขายอยู่ที่ร้ายขายยาทั่วไปหรือป่าวครับ...ขอบคุณครับ....dae-ma@hotmail.com...คัยที่เป็นโรคนี้อยู่เมลมาคุยกันได้นะครับแลกเปลี่ยนความรู้กันครับ...ขอบคุณครับ


โดย: Timmy IP: 110.168.243.55 วันที่: 7 มกราคม 2556 เวลา:12:14:46 น.  

 
ตอบคุณTimmyค่ะ

ยาหอมมีขายตามร้านยาทั่วไปถูกแล้วค่ะ
ที่คนแก่ๆกินแก้เป็นลม มีชนิดแคปซูลกลิ่นไม่แรงทานง่าย
และซื้อเกสรทั้งห้ามาชงเป็นน้ำชาดื่มดูบ้าง
เพื่อช่วยบำรุงประสาท

ปกติผู้ที่มีอาการแพนิค จะเป็นผู้ที่มีอารมณ์อ่อนไหวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ในช่วงที่มีอาการลองฝึกเรื่องการหายใจดูนะคะ เล่นโยคะได้ยิ่งดี
หายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆเพื่อนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงสมอง
จะช่วยลดอาการใจสั่น เพราะสารสื่อประสาททำงานผิดปกติ

และการนอนที่เพียงพอทำให้อารมณ์ดี
มองโลกในมุมบวกหัวเราะให้กับความล้มเหลว ลดความเป็นคนจริงจังกับชีวิตลงบ้าง
ออกไปชมโลกกว้าง อย่าเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไปสวนสนุก เล่นสนุกแบบเด็กๆ

เพื่อให้สมองมีชีวิตชีวา...ปล่อยวางอย่างคนพุทธ หรือแล้วแต่พระประสงค์....
ปล่อยไว้ในมือพระเจ้าอย่างคริสต์ซะบ้าง

จงผ่อนคลายๆๆๆๆๆ

สายตาก็สำคัญค่ะ อย่าใช้งานอย่างทารุณจนเกินไป
สายตาพร่าเพราะล้า ใช้สายตามาก นี่ก็เป็นตัวกระตุ้นอาการแพนิคค่ะ
พักสายตา มองใบไม้ใบหญ้า ให้สายตาได้ผ่อนคลาย

หลีกเลี่ยงการนอนอ่านหนังสือที่ที่แสงสว่างไม่เพียงพอ
การอ่านหนังสือในรถขณะรถวิ่ง เพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเล่นเกม งดได้งดไปก่อนค่ะ
การใช้สายตาส่งผลต่อระบบประสาทในสมองอย่างมาก

ช่วงที่เป็นก็พยายามเลี่ยงใช้สายตาเป็นเวลานานๆ นอนแต่หัวค่ำ
ให้สมองและสายตาได้พักเบรคเป็นระยะๆระหว่างทำงาน
ออกไปมองท้องฟ้าใบไม้ใบหญ้าชมธรรมชาติบ้างค่ะ
อยู่ใกล้ๆธรรมชาติแพนิคก็จะสงบลงเอง
หากรู้สึกซึมเศร้า ลองหัวเราะและยิ้มบ่อยๆค่ะ

มองโลกในมุมบวก ฝึกมองเรื่องทุกข์ในแง่ดีดูบ้าง หากทำไม่ได้หาตลกมาดูค่ะ
บิ๊วกันหน่อย แกล้งทำว่าขำ แกล้งๆหัวเราะ ก็ใช้ได้
เพื่อกลั่นสารเซโรโทนิน เอ็นดรอฟินมาใช้
สมองหลอกง่ายค่ะ เคยทำมาแล้วได้ผลค่ะ ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ

แอมอร




โดย: แอมอร IP: 182.52.174.189 วันที่: 10 มกราคม 2556 เวลา:7:02:22 น.  

 
ได้อ่านเรื่องของเพื่อนๆแล้วรู้สึกว่าเราโชคดีจัง เพราะหลังจากรักษาโรค Panic มา1ปีกับอีก4เดือนเราก็หายซะที (จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้หายก็ได้นะคะ แต่เราไม่ได้เป็นมา3เดือนแล้ว)
ตอนที่เป็นแรกๆเราเกิดอาการในรถ ขับอยู่ดีๆ ก็เริ่มตื่นเต้นไม่ทราบสาเหตุ มือชา เท้าชาลามมาทั้งขา หน้าก็ชา เลยจอดรถ โชคดีที่โทรหาเพื่อนได้ เพื่อนขับรถมาตามหาจนเจอ พาไปส่งโรงพยาบาล แต่หมอบอกไม่เป็นอะไร
ต่อมากลายเป็นคนอยู่ในรถไม่ได้ ขึ้นรถแล้วจะเป็นลมตลอด ขับรถไม่ได้ ไปทำงานไม่ได้ อยู่คนเดียวไม่ได้ทรมาณที่สุด
สงสารแม่มาก ต้องอยู่กับเราตลอดเวลา ในขณะที่เมื่อก่อนเราเป็นแอร์ เดินทางไปไหนมาไหน หรืออยู่คนเดียวได้มาตลอด
จนเราทนตัวเองไม่ไหวหลังจากรักษา และหาสาเหตุไม่เจอ หมดเงินไปหลายแสน สแกนสมอง ฉีดสีดูการทำงานของหัวใจ อุลตร้าซาว์ดมดลูก ทำสารพัด ก็ไม่หาย ในที่สุดหมอก็พูดขึ้นมาว่า หมอสงสัยว่าคุณจะเป็น Panic disorder
เราก็เลยต้องเปลี่ยนหมอ พอมาพบคุณหมอท่านใหม่ ท่านก็อธิบายการรักษาว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง เป็นขั้นเป็นตอน 1เดือนแรกต้องทำอย่างไร ต้องคุมตัวเอง และต้องทานยาและปรับยาเพื่อการรักษาไปเรื่อยๆ ความที่เราอยากหายอยากกลับไปทำงานซะที เราก็ทำตามคุณหมอแนะนำทุกอย่าง แม้กระทั้งคุณหมอบอกว่าถ้าอยู่บ้าน แล้วเกิดอาการขึ้นมาอีก อย่ากลัว ให้ไปขัดห้องน้ำ ขัดๆๆให้มันสะอาด แล้วจะลืมอาการไปเอง 2เดือนแรกห้องน้ำเราสะอาดสุดๆ เพื่อนๆอย่าคิดว่าเราบ้าจี้ตามคุณหมอ แต่ขอบอกว่าหายจริงๆ พอเดือนที่3คุณหมอก็ปรับยาอีก ทีนี้แฟนเราไม่อยู่ไปต่างประเทศ 1เดือนเต็มๆ เราก้ออยู่บ้านคนเดียวได้ นอนคนเดียวได้ ไม่กลัวเลย รักษาอย่างนี้มาอีก 7เดือน คุณหมอนัด3เดือนครั้ง คุณหมอบอกว่าต่อไปเป็นการทดสอบทีนี้ค่อยๆ นั่งรถไปต่างจังหวัดคนเดียว (ทำได้ไหม) พอดีแฟนไปธุระเชียงใหม่ เค้าบินไปก่อน เราขึ้นรถทัวร์คนเดียวตามไป เราก็ไป-กลับได้จนถึงโดยไม่มีอาการ คุณหมอบอกว่าสอบขั้นแรกผ่านแล้ว มีสิทธิจะหายแต่ต้องใช้เวลาและใจเย็นๆ เราก็ปฏิบัติตัวตามที่หมอสั่งตลอด
จนเดี๋ยวนี้เรากลับไปทำงานแล้ว ขับรถคนเดียวได้ ขึ้นเครื่องบินไปต่างจังหวัดคนเดียวได้ คุณหมอลดยาแล้ว จนเหลือครั้งสุดท้ายทานยาแค่ครึ่งเม็ด
แต่เราโชคดียิ่งกว่านั้นเพราะอยู่ดีๆ เราก็ฝันถึงเหตุการณ์ตอนเด็กๆว่าเราเคยถูกคุณพ่อทิ้งไว้ในรถแล้วขึ้นไปทำธุระตั้งแต่เย็นจนค่ำ เมื่อก่อนแถวๆมีนบุรียังมีพวกต้นตาล ต้นมะพร้าวเยอะ พอเริ่มมืดลมแล้วใบไม้มันก็ไหว ตอนนั้นเราประมาณ4ขวบ จำได้ว่ากลัวสุดขีด กรีดร้องอยู่คนเดียวในรถเป็นชั่วโมงกว่าจะมีคนมาช่วย เราก็ใกล้จะช็อคเต็มทีแล้ว
เราเล่าเรื่องนี้ให้คุณหมอฟัง ท่านบอกว่าคุณหายแล้วหละเพราะปมที่อยู่ในใจมาตั้งแต่เด็กได้ถูกค้นพบแล้ว ต่อไปนี้คุณก็จะไม่ต้องกลัวอีกต่อไป คุณหมอยังเล่าอีกว่าบางคนตอนเด็กๆเจอฝนตกหนัก ฟ้าผ่าต้นไม้ จนตัวเองไปหลบอยู่ข้างตุ่มกลัวมากๆ หลังจากนั้นพอได้ยินเสียงฟ้าร้องก็จะPanic กว่าจะเจอสาเหตุก็รักษากันอยู่นาน
ที่เล่ามายาวนานทั้งหมด ก็อยากมาให้กำลังใจเพื่อนๆว่า อย่ากังวลไปมากนะคะ คุณเองก็มีสิทธิที่จะหายจากโรคที่แสนทรมาณนี้ได้ เอาใจช่วยค่ะ เพราะโรคนี้ใครไม่เป็นไม่มีวันเข้าใจว่ามันทรมาณขนาดไหน สู้ๆนะคะ^^v


โดย: Yanis IP: 110.49.248.162 วันที่: 12 มกราคม 2556 เวลา:20:19:46 น.  

 
ตอบคุณyanis
ก่อนอื่นต้องขอบคุณมากๆที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
ตอนที่พี่เกิดอาการแพนิค ก็ลองย้อนไปในวัยเด็กเหมือนกัน
เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่า ประสบการณ์ในวัยเด็ก
อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดแพนืคได้
ก็ลองมองย้อนไปดู

เพราะรู้สึกกลัวที่แคบๆในห้องที่ปิดม่านหนาทึบรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก
จำได้ถึงฝันร้ายที่มีมาตั้งแต่เด็กคือเห็นคนจำนวนหนึ่ง
พาใครบางคนไปทิ้งไว้ที่ท้ายวัด
จากนั้นพวกเขาก็เดินจากไป…ฉันตะโกนเรียกจนสุดเสียง
แต่ไม่มีใครได้ยิน…ในฝันรู้สึกตกใจกลัวมาก…รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก..
กระทั่งตกใจตื่น….มีเหงื่อท่วมตัว
เป็นปมปัญหาในวัยสองขวบเศษ….
ที่เห็นในฝัน น่าจะเป็นภาพในความทรงจำ..ที่ฉันเห็นเขาหามศพแม่ไปวัด
อาจจะเห็นตอนที่นอนในโลงด้วย แต่จำม่ได้...
จากคำบอกเล่าของป้า..ตอนนั้นพ่อร้องไห้ฟูมฟายจะกระโดดเข้ากองไฟตายตามไปอีกคน

ไม่นานพ่อทนต่อความเหงาไม่ไหว แต่งงานใหม่ และแยกบ้านไปอยู่กับครอบครัวตัวเอง
ฉันเฝ้าแต่รอ..เป็นความหลังฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว….
ฉันคงจะหวาดกลัว เศร้าใจและเสียใจมาก เพิ่งขาดแม่ก็ต้องมาไกลจากพ่ออีกคน
….สารสื่อประสาทจึงอ่อนไหวเป็นพิเศษ กระทั่งเจอสิ่งกระตุ้นอีกครั้ง………
ปมปัญหาครั้งนั้นได้รับการแก้ไขแล้วค่ะ..ด้วยการเข้าใจชีวิตและความตายรู้สึกห็นใจพ่อ…

แพนิคหายไปสองปีกว่าแล้วด้วยวิธีธรรมชาติ
นำหลากหลายวิธีมาผสมผสานกัน…วันที่ 1เมษายนปี56 ก็จะครบสามปีเต็ม..
ปรับพฤติกรรมและวิธีมองชีวิตเสียใหม่..เลี่ยงสิ่งที่จะไปกระตุ้นต่างๆ
เชื่อว่า…แพนิคน้อย..จะเป็นดังเส้นขนาน….จะไม่มีวันที่จะเดินมาพบพานกันอีก…..
ขอให้เพื่อนๆทุกคนโชคดีค่ะ



โดย: peeamp วันที่: 12 มกราคม 2556 เวลา:23:23:42 น.  

 
เหอะๆๆๆ ขอร่วมแจมด้วยครับ เพราะตอนนี้เป็นหนักเลย แน่นหน้าอกไม่หายเลย ต้องคอยถอนหายใจแรงๆตลอด แขน ขา ชา น่าจะใช่ไหมอะครับ และจะแก้ยังไงดี กะจะอ่านข้อความข้างบน อ่านแล้วมันท้อ แน่นหน้าอก เฮ้อหมดแรงอ่าน พรุ่งนี้กะจะไปหาหมอ เป็นถึงขนาดส่วนล่างชาเลย ตั้งแต่เอวลงไหม ยังไงรบกวนช่วยตอบด้วยนะครับ


โดย: Nobu IP: 58.9.104.47 วันที่: 16 มกราคม 2556 เวลา:0:31:12 น.  

 
วันนี้ไปหาหมอมาแล้วครับ ไม่ได้จะใช้ประกันสังคม แต่กะต้องใช้ พอไปคุยกะหมอ บอกอาการ หมอสรุปให้ว่าเป็นโรคกระเพาะ+กรดไหลย้อน ยิ่งเซ็งเข้าไปใหญ่เฮ้อ


โดย: Nobu IP: 58.9.235.141 วันที่: 16 มกราคม 2556 เวลา:17:19:51 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณ Nobu

อาการที่คุณเล่ามา..รายละเอียดน้อยไปค่ะ
ยังไม่สามารถฟังธงได้ว่าใช่แพนิคหรือเปล่า

ลองพักสายตาบ้างนะคะสังเกตว่าจะนอนไม่พอ
ลองทานยาหอมดูนะคะ เพื่อบำรุงประสาทและลดอาการใจสั่น

หากหายใจไม่อิ่ม ลองหายใจเข้าลึกๆพักไว้สักสามวินาที
แล้วผ่อนลมหายใจออกช้าๆ
ทำไปเรื่อยๆสักสิบห้านาที จะรู้สึกดีขึ้นมาเอง

ลูบหน้า..คลี่ใบหู..ลูบแขน...ลูบขา...ลูบตัว
คล้ายๆชะโลมครีมทาผิว
จากนั้นก็แปรงผม ขูดๆบริเวณกระหม่อมและทัดดอกไม้
เพื่อกระตุ้นให้เลือดลมไปเลี้ยงสมอง
จะทำให้สารสื่อประสาททำงานได้ดีค่ะ

ลด ละ เลิก ความเครียดลงบ้าง
เดินชมธรรมชาติ มองใบไม้เขียวๆ
พักสายตาเป็นระยะๆนะคะ อย่าทารุณจนเกินไป

แอมอร


โดย: แอมอร IP: 101.108.184.92 วันที่: 17 มกราคม 2556 เวลา:23:39:45 น.  

 
ขอบคุณครับที่แนะนำ จะทำตามคับ แต่พูดจริงๆนะ ไม่ได้เครียดเลย มันหดหู่เอง แต่คงไม่ได้โรคแพนิคหรอกครับ ยังไงจะลองทำดูครับ ขอบคุณอีกครั้ง


โดย: Nobu IP: 115.87.146.95 วันที่: 18 มกราคม 2556 เวลา:21:10:03 น.  

 
ผมชิษณุ ขอบคุณมากราคบ



โดย: ชิษณุ IP: 113.53.164.215 วันที่: 28 มกราคม 2556 เวลา:12:00:03 น.  

 
แพลนนิก ไม่ทำให้คนเป็นบ้า แต่คนเป็นจะทรมาน
แต่แปลกนะเราชอบเป็นตอนกลางคืน บางทีกินข้าวไปแล้ว คิดว่าไม่น่ากินลงไปเลยอยากเอาออกมา แต่ทำไม่ได้ เคียดกระวนกระวาย นอนไม่ได้ความคิดนั้นไม่ปล่อยวาง มันลอยขึ้นมาแล้วสะดุ้งตอนเคลิ้มจะหลับ ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบท แล้วค่อยมานอนใหม่ อาการแบบนี้ไม่นานก้อหายแต่ทรมาน ต้องปล่อยวางนะ คิดว่าใครๆเค้าก้อกินกันไม่เหนตายนิ เราเคยกินยานะ ฟูออกซิติน กับโซเเลม ตอนนี้ไม่กินละ เปนไม่มาก กินไปก็ไม่หาย จับจุดได้แล้วเป็นที่ใจเราเท่านั้นต้องแก้ที่ใจเราคิด


โดย: ทราย กีต้า IP: 180.180.118.195 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:12:01:42 น.  

 
สวัสดีค่ะ
โรคแพนิคเพิ่งเคยได้ยินและเริ่มทำการรู้จักกับมันนี่แหล่ะค่ะ เนื่องจากคนข้างกายมีอาการใจสั่น เหงื่อแตก มือเท้าชา หายใจไม่อิ่มโดยไม่ทราบสาเหตุ ไปตรวจโรคทางกายแล้ว ก็พบว่าทุกอย่างปกติดี แต่สำหรับเรา เขาดูไม่ปกติค่ะ ก็เลยกังวลไปต่างๆนาๆ จนทำให้เราเครียดเพราะเป็นห่วงเขา โชคดีที่มาเจอห้องนี้ค่ะ ควรเริ่มต้นยังไงคะ กับการตรวจหาโรคแพนิค ปรึกษาหมอจิตเวชถูกต้องหรือไม่คะ จะได้พาคนข้างกายไปรักษาที่ถูกต้องค่ะ เพราะตัวเราเองก็เครียดมากตามไปด้วย ขอคำแนะนำด้วยค่ะ


โดย: Tubtong IP: 203.158.238.56 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:16:41:04 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณTubtong

หากว่าไปตรวจทางกายมาแล้ว..ทุกอย่างเป็นปกติดี
แนะนำไปพบแพทย์ด้านจิตเวชดูบ้างก็ดีนะคะ..บางทีอาจไม่ได้เป็นแพนิค
แต่เป็นภาวะตึงเครียดธรรมดาๆก็เป็นได้
แต่หากต้องการใช้วิธีของดิฉันมีด้วยกันสามวิธีค่ะ

1. ใช้ยาหอมกับเกสรทั้งห้า...และขูดกัวซา
ยาหอมที่ผู้สูงวัยทานแก้อาการเป็นลม หน้ามืดตาลายใจสั่นนั่นแหละค่ะ
เกสรทั้งห้านำมาชงกับน้ำร้อนเหมือนชาจีน
จิบแก้อาการใจสั่น
ส่วนกัวซาเป็นวิธีขูดเพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก
เป็นศาสตร์ที่สามารถนำมาทำเองเพื่อใช้ร่วมกัน
(ลองหาอ่านวิธีขูดในเวปต่างๆดูนะคะ)

2. การใช้จิตบำบัด (Psycho Therapy)ด้วยตัวเอง
ออกไปจากความวิตกกังวลและความตึงเครียด
ด้วยการปล่อยวาง
มองโลกในแง่บวก...หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ
ปลดปล่อยตัวเองออกจากภาระต่างๆ
หรือเดินทางท่องเที่ยว...ชมนกชมไม้อยู่กับธรรมชาติค่ะ

3. ใช้พฤติกรรมบำบัด (Behavior Therapy) ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกาย
เพื่อลดความกังวล ควบคุมระบบหายใจหายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆ
และทำให้จิตใจสงบ ด้วยการสวดมนต์ ทำสมาธิ เล่าโยคะหรือชี่กง
และปรับเวลาของการนอน นอนแต่หัวค่ำๆตื่นแต่เช้าๆเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์
พักสายตาจากการเพ่งมองหน้าจอเป็นระยะๆ
เพราะสายตากับระบบประสาทเชื่อมโยงถึงกัน
อาจทำให้เกิดอาการตึงเครียดได้ค่ะ

ลองอ่านคำถามและคำตอบอื่นๆด้านบนดูนะคะ

แอมอร



โดย: peeamp วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:15:24:15 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณแอม สบายดีนะค่ะ ช่วงนี้อาการก็ยังมีอยู่ค่ะ กินยารักษาอยู่ คุณหมอบอกว่ากินไปก่อน เพราะเป็นยาแบบอ่อนที่สุด แต่ก็รู้สึกว่ารักษามาเป็นปีแล้วทำไมยังไม่หาย คุณหมอบอกว่าบางคนต้องรักษา3-4 ปี ทุกวันนี้ก็พยายามปล่อยวางอย่างคุณแอมบอก เพราะไม่อยากกินยา กลัวว่ามันจะติด บางทีตื่นขึ้นมาก็เหมือนเหนื่อยแล้ว ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ง่วงนอนทั้งวัน สมองมันตื้อ ๆๆ มีใครมีอาการแบบนี้บ้างค่ะ...ขอบคุณค่ะ


โดย: แดง IP: 101.109.243.222 วันที่: 1 มีนาคม 2556 เวลา:10:56:31 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแดง

อาการเหนื่อยอ่อนไม่มีเรี่ยวแรงง่วงนอนทั้งวัน
น่าจะเป็นอาการข้างเคียงจากยามังคะ
ลองฝืนตัวเองออกกำลังกายเบาๆดูบ้าง
เช่นเดินเล่นในสวนหรือโยคะ..ชี่กง...

คุณแดงดื่มชาจากเกสรทั้งห้าหรือยังคะ
แปรงผมบ่อยๆลูบหน้า...นวดตัว...ไปสปา...เข้าร้านเสริมสวย
ไปนอนให้ช่างสระผมนวดศีรษะ
กระตุ้นความสดชื่นด้วยการหัวเราะและร้องเพลง
อย่าปล่อยให้ซึมเซาอยู่อย่างนั้น...ไม่ดีค่ะ
ขอเอาใจช่วยนะคะ


แอมอร



โดย: peeamp วันที่: 2 มีนาคม 2556 เวลา:12:59:47 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณแอมอร

รู้สึกดีใจมากที่เจอบล็อคของคุณแอมอร เพราะที่ผ่านมา คุยกับคนรอบตัว ไม่มีใครเข้าใจซักคน เขาก็บอกแต่ว่า ให้เราหยุดคิดให้ได้ ทุกอย่างก็จบ แต่เขาคงไม่รู้หรอกค่ะ ว่า การหยุดคิดมันยากขนาดไหน เพราะโรคนี้มันเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติ

จะว่าทำยากมันก็ยาก จะว่าทำง่ายมันก็ง่าย เพราะสังเกตุอาการของตัวเอง บางวันอาการช่วงเช้าไม่ค่อยดี จะมีความกังวล กลัว ไม่มั่นใจที่จะอยู่คนเดียว คิดฟุ้งไปต่างๆนานา นั่งรถก็กลัวอุบัติเหตุ กลัวตัวเองจะคิดสั้นทำร้ายตัวเอง พอได้สติคิดหาเหตุผลก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำอย่างนั้นเลย พอหยุดฟุ้งได้ก็โอเค สักพักก็กลับมาอีก หรือบ้างครั้งทำโน่นทำนี่วุ่นวายอาการก็หายไปเอง พอเช้ามาก็เป็นอีก ดิฉันเป็นอย่างนี้มาจะ 4 เดือนแล้ว ยอมรับเลยว่าโรคนี้เป็นแล้วไม่เจ็บปวดทางกาย และทางใจมันทรมานมากค่ะ จากคนที่เคยไปไหนมาได้ได้อย่างมั่นใจ คิดว่าหลายๆ คนที่มีอาการนี้คงเข้าใจลึกซึ้งดีล่ะค่ะ

อันที่จริงดิฉันเริ่มมีอาการระบบประสาทอัตโนมัติทำงานไว ตั้งแต่เมื่อคราวน้ำท่วมกรุงเทพปีก่อน ตอนนั้นมีอาการเย็นวูบวาบที่หน้าอก เป็นอยู่เป็นสัปดาห์ไปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจไม่พบความผิดปกติ หมอให้ยาลดความดันมากิน อาการก็หายไปตอนนั้นคงเครียดเพราะน้ำท่วมและนอนน้อย เฝ้าระวังน้องน้ำค่ะ... 5555 ผ่านมาอีก 1 ปี อาการก็เป็นอีกครั้ง ช่วงนั้นยอมรับว่าเครียดมาก นอนดึก พักผ่อนน้อย ทำงานเยอะ มีปัญหาครอบครัวเพราะเราตั้งกำแพงขึ้นมาเอง บวกกับพ่อแม่จากไปในระยะเวลาใกล้ๆ กัน ทำให้ดิฉันรู้สึกเคว้งคว้างมาก ไม่ปรึกษาใคร ทำให้คิดเอง เออเองคนเดียว เครียดมากโดยไม่รู้ตัวเลย ไม่เคยออกกำลังกายเลย ตั้งแต่ลูกออกมาก็เกือบ 7 ปี เวลาอารมณ์ไม่ดีก็อาละวาดลงกับลูก ใช้เงินแก้ปัญหาไม่มีสติเอาซะเลยค่ะ แล้วหนำซ้ำยังเกิดอาการหลักยอกทำอะไรก็ไม่สะดวก ต้องไปหาหมอนวดบำบัดอยู่ครึ่งปี แล้วยังมาเป็นกรดไกลย้อนอีก ช่วงนั้นดิฉันเครียดมาก คิดในใจว่า อะไรมันจะมารุมเร้าขนาดนี้ เลยยิ่งทำให้มีความเครียดเพิ่มทวีคูณ แต่ข้อดีของกรดไหลย้อนก็มีนะคะ ตอนนี้ นน.ลดมา 12 โลแล้วค่ะ ผอมลงแต่ นน.ก็ยังเกินเกณฑ์มาตรฐานอยู่ --"

เดือน ต.ค. 55 มีอาการระบบประสาทอัตโนมัติทำงานไวอีก ตรวจทุกอย่างปกติเหมือนเดิม หมอให้ตรวจไทรอยด์เพิ่มเพราะมือสั่น ปรากฎว่าไม่เปนไทรอยด์ แต่มีฮอร์โมนตัวหนึ่งมีค่าสูงกว่ามาตรฐานนิดหน่อย ซึ่งส่อเค้าว่า ฮอร์โมนในสมองทำงานผิดปกติแล้ว เดือน ธ.ค.55 เลยตัดสินใจไปพบจิตแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา คุณหมอบอกว่าเราเป็นแพนิค ให้ยามากิน แต่ทานได้แค่ 3 วัน ดิฉันรู้สึกไม่ถูกจริตกับการกินยาของหมอเอาซะเลย ทั้งง่วง ซึม หวาดกลัวมากขึ้น เลยขอคุณหมอหยุดยาและขอใช้วิธีธรรมชาติบำบัดดูก่อน ตอนนี้คุยกับคนที่บ้านเข้าใจกันดีแล้วค่ะ ไม่คาดหวัง ไม่ยึดติด มีห่วงบ้างเพราะเรามีกันอยู่แค่ 3 คนพ่อแม่ลูก ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็อาศัยการปลง พยายามจะอุเบกขาให้ได้ ไม่คาดหวังจะได้ไม่ทุกข์

สิ่งที่ดิฉันปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้คือ การสวดมนต์ นั่งสมาธิ กำหนดลมหายใจ ซึ่งยังอยู่ในขั้นพื้นฐานมากๆ หลับตานับ 1 ไม่ถึง 3 สติฟุ้งอีกแล้ว ... 5555 ออกกำลังกายโดยการวิ่งและเดินเร็วบ้างแต่ไม่สม่ำเสมอเอาซะเลยซึ่งไม่ดีเลยใช่ไหมคะ อ่านจากบล็อคคุณแอมอรแล้ว คิดว่าต้องพยายามสม่ำเสมอแล้วค่ะ

นอกจากนี้ก็พยายามไม่ทำอะไรแบบ multi tasking ค่อยๆ ทำแต่ละอย่างด้วยสติ
พยายามมองโลกในแง่บวก หากิจกรรมสันทนาการให้ชีวิต ไปเที่ยวในที่ๆ ไม่เคยไป และเพิ่งเริ่มต้นเขียนบันทึกชีวิตประจำวันใหม่อีกครั้งค่ะ บางคืนที่นอนไม่หลับก็เปิดวิทยุคลื่นธรรมะฟัง อ่อไปตรวจเลือดซ้ำ ฮอร์โมนลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้วค่ะ

เร็วๆ นี้หากมีโอกาสจะลองหาเกสรทั้งห้ามาชงชาดื่มค่ะ

สัปดาห์ที่แล้ว เริ่มท้อแท้กับอาการที่ไม่หายไปซะที แต่หลังจากอ่านบล็อคย้อนหลังของคุณแอมอรแล้วดิฉันมีพลังในการสู้กับอาการแพนิคมากขึ้นค่ะ อ่านคอมเม้นต์จากหลายๆท่านแล้ว เริ่มทำใจได้ค่ะว่า ถ้ามันไม่หายไปจากเรา เราก็ต้องหาวิธีอยู่กับมันให้ได้ ครั้งหนึ่งเคยตั้งเป้าไว้ว่า ถ้าเดือน ตุลา ไม่หาย ดิฉันจะยอมเข้ารับการรักษาจากแพทย์แต่ก็นั่นล่ะ นั่นคือทางสุดท้าย โรคทางใจก็ต้องรักษาด้วยใจ ใช่ไหมคะ อ่านจากที่หลายๆ ท่านคอมเม้นต์ เพิ่งรู้ว่ามันไม่ได้จากเราไปง่ายๆ เลย ต้องใช่้เวลาหลายเดือน

ดิฉันพยายามไม่อยากรู้อะไรเพิ่มค่ะ ทั้งๆ ที่อยากรู้ว่า ต้องบำบัดนานขนาดไหนอาการถึงจะดีขึ้น (แต่ดิฉันคิดว่า มันแล้วแต่บุคคลมากกว่า ใช่ไหมคะ .... รู้คำตอบแล้วจะถามทำไมล่ะ ยัยคนนี้...555) ดิฉันเป็นคนประเภทรู้เยอะแล้วฟุ้งค่ะ ไม่รู้อะไรเลยดีที่สุด อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

คิดว่าคงไม่มีคำถามอะไรรบกวนให้คุณแอมอรตอบค่ะ เพราะยังไม่ได้ทำตามคำแนะนำในระยะเวลาที่เหมาะสม แต่หลักๆ อยากได้เป็นกำลังใจมากกว่าค่ะ คนที่เคยมีประสบการณ์น่าจะเข้าใจกันดีใช่ไหมคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ปล.ขออภัยที่เขียนมายาวมากค่ะ


โดย: แม่บ้านลูกหนึ่ง IP: 202.28.7.219 วันที่: 6 มีนาคม 2556 เวลา:10:52:14 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแม่บ้านลูกหนึ่ง

ขอต้อนรับเข้าชมรมแพนิคน้อยนะคะ
หลังจากอ่านเรื่องราวที่คุณเล่ามา
..มั่นใจว่าคุณจะสามารถพิชิตแพนิคได้แน่นอน
อย่าลืมนะคะว่าคุณยังมีเพื่อน..
ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ...


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 11 มีนาคม 2556 เวลา:21:24:13 น.  

 
สวัสดีึ่ะ คุณแอมอร

ช่วงนี้งานยุ่งไหมคะ
แม่บ้านลูกหนึ่งงานยุ่งเช่นกันค่ะ เอาลูกมาที่ทำงานด้วย เลยลืมอาการแพฯ ไปได้เยอะเลย

ได้ลองดื่มชาจากเกสรทั้งห้าแล้ว กลิ่นมันเหมือนดอกไม้แห้งทั่วๆ ไปอ่ะค่ะ ไม่หอมหวลชวนดื่มซักเท่าไหร่ แต่ก็ดื่มได้เรื่อยๆ ค่ะ หวานเป็นลมขมเป็นยาค่ะ ^^



โดย: แม่บ้านลูกหนึ่ง IP: 202.28.7.219 วันที่: 13 มีนาคม 2556 เวลา:11:11:00 น.  

 
สวัสดียามเช้าค่ะคุณแม่บ้านลูกหนึ่ง

ช่วงนี้ร่างกายและจิตใจสบายดีค่ะ
แต่งานกำลังยุ่งมากๆเลยทำให้ไม่ค่อยได้อัพบล็อก
ว่าจะเขียนเกี่ยวกับการกอดเด็กเล่นกับเด็ก
สามารถช่วยลดอาการแพนิคได้
เหมาะเลยนะคะ...
พาลูกมาทำงานด้วยก็ฉวยโอกาสกอดกันหอมกันให้ชุ่มชื่นหัวใจไปเลย

เกสรทั้งห้า...ดอกพิกุลกลิ่นจะแรงมาก
ลองเติมใบเตยเสริมเข้าไปอีกอย่างนะคะ..
กลิ่นจะละมุนๆและชวนดื่มมากเลยค่ะ...ลองดูนะคะ

แอมอร




โดย: peeamp วันที่: 15 มีนาคม 2556 เวลา:6:16:13 น.  

 
ต่อ....

กอดกันหอมกันแล้ว...ช่วงปิดเทอมนี้พาลูกไปเที่ยวเล่นบ้างนะคะ
ลดความกังวลเกี่ยวกับการเรียนของลูก
เรื่องเรียนพิเศษเพลาๆลงบ้างนะคะ
ทั้งคุณลูกคุณสามีและตัวคุณเอง..จะได้มีเวลาพิเศษๆด้วยกัน
เติมพลังสมองด้วยพักผ่อน
..วางทุกสิ่งเป็นระยะๆพาความวิตกกังวลไปโยนทะเลบ้างนะคะ

ลองดึงจินตนาการที่คุณมีอยู่มาใช้ในมุมบวกดูบ้าง
มองโลกให้เป็นสีชมพูสดใส...เลือกมองในส่วนดีของลูกและสามี
รับรองว่าโลกจะเปลี่ยนสีจริงๆค่ะ

แม้ว่าโลกของความเป็นจริงจะมีสองด้านก็ตาม
ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเถอะค่ะ
อย่าไปกังวลล่วงหน้า..เพราะมันจะกัดกินความรื่นรมย์ของเรา

พูดมาซะยาว..ขอโทษด้วยนะคะ
จะพูดในสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว..ทำไมเนี่ย..อิ อิ
ที่เล่ามาล้วนเป็นเรื่องที่ตัวเอง..เป็นมาแล้วทั้งสิ้น ประมาณอยากเล่ามั่ง


วันนี้วันศุกร์(สุข)หรรษา..ขอให้มีความสุขมากๆค่ะ
เตรียมตัวไปทำงานก่อนนะคะ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 15 มีนาคม 2556 เวลา:6:45:57 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณแอมอร

ดีใจมากที่ถึงวันศุกร์เสียที เอาลูกมาทำงานด้วยเหนื่อยมาก แต่ก็อุ่นใจดี ว่าเรามีลูกเป็นเพื่อน เวลาท้อๆ เรื่องแพฯน้อย ก็กอดลูกค่ะ

ช่วงนี้อาการแพนิคนี่เป็นแบบสามวันดีสี่วันไข้ยังงัยไม่รู้ค่ะ บางวันทั้งวันไม่มีเรื่องให้หนักอกหนักใจรกสมองเลย แต่อย่างวันนี้เริ่มแต่เช้าเลยค่ะ คิดไปเองว่าอาจจะเกี่ยวกับการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ คือ ตื่นกลางดึกมาสองคืนติดกันแล้วค่ะ ตื่นมาแล้วก็บอกตัวเองว่า ไม่ต้องกังวลอะไร นอนต่อไปไม่งั้นเช้ามาจะเพลีย ก็นอนต่อได้นะคะ แต่ไม่รู้ทำไม ตื่นทุกๆ 3-4 ชั่วโมงเลย อาการนี้สัมพันธ์กับวันที่สามีไม่อยู่บ้านค่ะ บางวันเค้าต้องไปทำงานต่างจังหวัดค่ะ // ก็ปลอบตัวเองนะคะว่า life must go on เมื่อก่อนเค้าก็ไม่อยู่เรายังอยู่ได้เลย และที่สำคัญยังมีลูกนอนอยู่ข้างๆ นี่หน่า

แต่ก็ยังไม่แน่ใจนะคะว่า จู่ๆ วันนี้กลับมามีอาการอีกเพราะเมื่อวานขึ้นตึกสูงหรือเปล่า แค่ชั้น 5 เอง แต่หวาดเสียวมากค่ะ (ก่อนหน้านี้ จะมีอาการกลัวตึกสูง กลัวของมีคม กลัวตัวเองจะดิ่งลงไป) แต่อาการมันหายไป3-4 วันแล้วค่ะ หายไปขนาดลองคิดว่า เอ้ะ ตอนนั้นเราคิดกลัวอะไรยังงัยบ้างนะ ก็ยังนึกไม่ออก

ช่วงนี้ยังสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน แต่ไม่ได้นั่งสมาธิไม่ได้เลยค่ะ พอจะนั่งๆ ลูกก็กวนอยู่ข้างๆ กำลังจะนิ่งๆ ก็หลุดค่ะ ทำสมาธิไม่ได้เลยจริงๆ การงานก็ยุ่งเหยิง ทำโน่นทำนี่ แบบ multi tasking ของจริงเลย

กับลูกและสามีนี่ คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ เมื่อก่อนกับลูกนี่ จะเม้งกันตลอด แต่ตอนนี้จะพูดกับเค้าดีดี มีเหตุผลค่อยๆ สอน ค่อยๆ พูด ส่วนกับสามีนั้นดีผิดหูผิดตา จนเพื่อนๆ บอกว่าข้าวใหม่ปลามัน เวลาอยู่กันครบ3คนพ่อแม่ลูกดิฉันเลยมีความสุขมากเป็นพิเศษ แต่พอขาดใครไปมันก็เหงาค่ะ

แต่มองโลกในแง่ดีนะคะ ประเมินตัวเองแล้ว สัปดาห์นี้ดีกว่าสัปดาห์ก่อนเกินครึ่งค่ะ คิดว่าต่อไปน่าจะดีกว่านี้ (อันนี้ พูดจากประสบการณ์กรดไหลย้อนค่ะ ช่วงที่ใกล้จะหายก็เป็นแบบนี้ล่ะ สามวันดีสี่วันแน่นจุกอก มันก็ยังดีกว่าเป็นทุกวันเนอะ ช่วงนี้ก็ยังมีบ้างแต่นานๆ ที)

ขอให้คุณแอมอรมีความสุข หรรษาเช่นกันค่ะ

ยิ้มๆ ^______________________^


โดย: แม่บ้านลูกหนึ่ง IP: 202.28.7.219 วันที่: 15 มีนาคม 2556 เวลา:10:32:34 น.  

 
พอดีอ่านเจอบทความย้อนหลัง เรื่อง ต่อมอไมกดาล่า ที่คุณแอมอรเขียนไว้ แล้ว ทำให้เข้าใจแนนิคน้อยมากขึ้นเลยค่ะ

เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ร่างกายมีระบบเตือนภัยของตัวเองทุกระบบ คราวเปนกรดไหลย้อนนั่นก็เพราะเราทำระบบย่อยอาหารเสียศูนย์
มาคราวนี้ดิฉันคิดว่าระบบกลไกการทำงานของสมองคงจะบอกว่า เราเครียดเกินไปแล้ว ใช้อารมณ์ตัดสินทุกอย่างมากกว่าเหตุผลที่ถูกที่ควร ต่อมควบคุมเหตุผลเลยฝ่อ ต่อมอไมกดาล่าเลยได้ใจ ทำงานใหญ่เลย... 55555

วิธีการบำบัดด้วยพฤติกรรมตัวเองน่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด การนั่งสมาธิ ออกกำลัง ฯลฯ ต่างๆนานา แต่ก็ยังสงสัยว่า ทำไมคุณหมอส่วนใหญ่ถึงยังอยากให้คนไข้กินยาล่ะคะ ทั้งๆ ที่การกินยาเป็นปี มันก็ไม่ได้เห็นผลเร็วไปมากกว่าการบำบัดจิตเลย แล้วการที่เราบำบัดจิตตัวเองได้น่าจะให้ผลระยะยาวด้วยซ้้ำไปโน๊ะ ปล.หมอที่ดิฉันเคยไปคุยด้วย ไม่แนะนำให้ใช้การบำบัดทางจิตใจเลย เอ้ะอะจะให้กินยาตลอด

ทีเขียนมาแบบนี้เพราะทีแรกเริ่มลังเล ว่าจะไปหาหมอดีไหมอ่ะค่ะ แต่สังเกตอาการตัวเองแล้ว อาการมันก็ลดลงนะคะ เพียงแต่มันยัง มีขึ้นๆ ลงๆ นิดหน่อยตามแต่สถานการณ์ความเครียดที่เจอในแต่ละวัน แต่เทียบแล้วก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยค่ะ

คิดว่าตอนนี้เริ่มพอเห็นทางสว่างแล้ว ก็คงต้องพยายาม อดทน เข้มแข็ง มีสติ และปล่อยวาง กันต่อไป ค่ะ


โดย: แม่บ้านลูกหนึ่ง IP: 202.28.7.219 วันที่: 20 มีนาคม 2556 เวลา:14:32:56 น.  

 
วันนี้แวะเข้ามาอ่านที่คุณแม่บ้านลูกหนึ่งเล่าไว้แล้วชื่นใจ
แสดงว่าคุณเริ่มเข้าใจแพนิคน้อยแล้วใช่ไหมคะ

คนบางคนเกิดมาเพื่อจะใช้อารมณ์
สร้างสรรค์งานด้านศิลปะ

แต่กลับต้องทำงานในภาวะกดดันตลอด
อีกทั้งสถานะทางสังคมเป็นรอง เช่นนักบริการ
ที่ผู้ใช้บริการเป็นพระเจ้า..หรือต้องอยู่ในภาวะเร่งรีบตลอด

สารสื่อในสมองมักจะหลั่งอะดรีนาลีนมากเกินปกติ
ทำให้เซโรโทนินและโดปามีนลดลงแบบกระทันหัน
ทำให้หัวใจเต้นแรง...เป็นประจำ
เมื่อมีสิ่งมากระตุ้น..มักเป็นสาเหตุให้แพนิคกำเริบ

บอกตัวเองเบาๆว่าจงผ่อนคลาย
แล้วหายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆ
เพื่อนำอ๊อกซิเจนไปหล่อเลี้ยงสมอง.

ลองอ่านเรื่องการดื่มน้ำอย่างถูกวิธีดูนะคะ
สมองมีส่วนประกอบของน้ำถึง80%ค่ะ
และการดื่มน้ำผิดวิธีเป็นที่มาของหลายโรค
รวมถึงการเป็นกรดไหลย้อนด้วย

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 23 มีนาคม 2556 เวลา:16:02:59 น.  

 
คุณแอมอร

อัพเดทอาการนิดหน่อยค่ะ ตอนนี้ ใช้ชีวิตทั่วๆไปพอได้แล้ว แต่ยังไม่มั่นใจที่จะอยู่คนเดียวอะค่ะ เมื่อวันก่อน ต้องขับรถคนเดียวก็หวั่นๆ ใจสั่นๆ แต่ก็ผ่านมันไปได้ค่ะ ตอนไปศูนย์การค้า ลองแยกเดินกับสามี ปรากฎว่ารู้สึกมึนๆ เวียนหัว หายใจไม่สะดวกเลยค่ะ ไม่ถึงสิบนาทีต้องรีบกลับไปหาสามี 55555

บางวันอาการก็ดี๊ดี ไม่มีตระหนก สดชื่นร่าเริงดี แต่บางวันก็ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเร้ย อยากให้สามีอยู่ด้วยตลอดเวลา เพราะมันรู้สึกว่าอุ่นใจ
อันนี้ไม่แน่ใจว่า เพราะว่าอ้อนสามีหรือเปล่า เพื่อนๆ แซวว่ายังงั้นน่ะค่ะ ... อิอิ

เพื่อนร่วมงานแนะนำว่าให้ดิฉัน ฝึกตัวเอง โดยการพยายามแยกตัวออกมาจากสามีบ้าง ครั้งละน้อยๆ แต่ลองพยายามบ่อยๆ เพื่อจะฝึกใจให้เข้มแข็ง

ช่วยให้กำลังใจด้วยนะคะ ดิฉันจะสู้ต่อไปค่ะ :)


โดย: แม่บ้านลูกหนึ่ง IP: 202.28.7.219 วันที่: 25 มีนาคม 2556 เวลา:13:30:24 น.  

 
ผมเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ขยันเรียนตั้งแต่เด็ก มีพรสวรรค์ด้านภาษา ผมเรียนสถาบันสอนภาษาตั้งแต่เด็กจนได้เกรดนิยมทั้งสองภาษาคือ จีนและอังฤกษ และได้ทุนไปศึกษาที่ต่างประเทศ แต่ทุกอย่างกลับสิ้นหวังไม่เป็นไปตามฝันที่คาดไว้ เพราะตัวเองเป็นโรคแพนิคยังคุมอาการตัวเองไม่ได้จึงไม่สามารถขึ้นเครื่องได้กลัวเกิดอาการบนเครื่องแล้วไม่มีใครช่วยเราได้ ผมเป็นอาการแพนิคมาเป็นสิบกว่าปีแล้วครับ ปัจจุบันอายุยี่สิบห้าปี ตลอดช่วงเวลาสิบกว่าปี้ที่ผ่านมานี้ผมรู้สึกทรมานกับอาการแพนิคมากจึงไม่สามารถบรรยายด้วยคำเขียนได้ครับมันเป็นอุปสรรค์ต่อการดำเนินชีวิตไม่ว่าด้านการเรียนและการงาน ช่วงแรกๆที่เป็นผมนึกว่าตัวเองกำลังจะตายเลยทำให้ผมไม่กล้าออกจากบ้านเป็นเดือนครับและที่สำคัญคือตลอดระยะเวลาที่ผมเป็นโรคแพนิคมานั้นไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นโรคอะไรเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นโรคแพนิจมาแค่ปีเดียวเอง ปัจจุบันรักษามาได้เกือบปีแล้ว กินยาตามแพทย์สั่งแต่ก็รู้สึกมันยังไม่หายขาด เป็นๆหายๆ เวลาเกิดอาการแพนิคจะแสดงพฤติกรรมที่น่าละอายเพราะกลัวควบคุมตัวองไม่ได้ เหมือนคนบ้าอยากวิ่งหนีเหมือนมีคนกำลังจะมาทำร้ายตัวเองอย่างงั้น แต่ก็ต้องคอยต่อสู้กับตัวเองเสมอมาและเคยท้อแท้เกือบร้อยพันครั้งกะโรคนี้ แต่ผมก็ไม่เคยได้เล่าให้ใครฟังกลัวคนอื่นเค้ามองว่าเรามันผิดปกติไม่เข้าใจถึงอาการที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้เรารู้สึกท้อ แท้ เบื่อหน่ายกับขีวิต ไม่มีความสุขในการดำเนินชีวิต อยากหายจากโรคแพนิคครับ อยากให้ให้คุณแอมอรช่วยแนะนำวิธีรักษาให้หายขาดหน่อยครับ จะเป็นการขอบใจอย่างยิ่งครับ



โดย: สวัสดีค่ะ คุณแอมอร ผมขื่อหลงครับ IP: 110.171.124.50 วันที่: 26 มีนาคม 2556 เวลา:21:36:09 น.  

 
คุณแม่บ้านลูกหนึ่ง

ที่คุณยังมีอาการ..แสดงว่าสารเคมีในสมองยังผิดปกติอยู่
อะดรีนาลีนยังขยับตัวสูงเป็นระยะๆ
เซโรโทนิน โดปามีนและเอ็นโดรฟินลดต่ำมาก
อยากทราบว่าได้ออกกำลังกายกันบ้างหรือเปล่าคะ
หรือว่าร้องเพลง เต้นรำ หัวเราะร่าเริงสนุกสนานบ้างหรือเปล่า

และใช้หวีขูดกัวซาดูหรือยัง..หากว่ายังลองดูก่อนนะคะ
ขูดบริเวณศรีษะ..ทัดดอกไม้...ท้ายทอย
และไหล่ทั้งสองข้าง..ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลาย

การเผชิญหน้ากับความกลัวคือการขยับเข้าหาความกลัวทีละนิดๆ
อย่างที่เพื่อนคุณแนะนำนั่นแหละค่ะ
ครั้งแรกอาจยากหน่อย...เหมือนสมัยที่เราเป็นเด็ก
วันแรกที่เราไปโรงเรียนก็มีอาการกลัวกันบ้าง..
หลายวันผ่านไป..ไปได้สบายๆ
อาการขาดความมั่นใจก็คล้ายกันค่ะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 26 มีนาคม 2556 เวลา:22:32:40 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณหลง

แพนิคเป็นโรคที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก
ต้องการรักษาให้หายขาด..ต้องปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตหลายอย่าง
ทั้งพฤติกรรมบำบัด...จิตบำบัด...กัวซาบำบัด

คุณลองอ่านในหลายๆบทความที่บันทึกไว้
แล้วลองนำไปใช้ผสมผสานกันดูนะคะ

เช่น ขูดพิษด้วยการกัวซา..ทานยาหอมและเกสรทั้งห้า

ฝึกมองโลกในมุมบวก...มองโลกอย่างเข้าใจ
โรคนี้สามารถหายได้...ฝึกหัวเราะทำตัวสดใสเข้าไว้
เป็นคนเก่งบางทีก็ทำให้สมองไม่เคยหยุดพัก
หยุดให้เป็นค่ะ..พักซะบ้าง..ปล่อยวางให้เป็น
เล่นกีฬาประเภท ตีแบ็ดและปิงปอง เพื่อให้สายตาและสมองผ่อนคลาย
งดดื่มกาแฟ..ยาลดความอ้วน..สารกระตุ้นทั้งหลาย
หยุดทานเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมชั่วคราว
ทานไก่และปลาแทน...

เรื่องมันยาว...คุณอยู่จังหวัดไหนคะ
เรามาพบปะพูดคุยกันดีไหมคะ
ยินดีให้คำปรึกษา...โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆค่ะ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 26 มีนาคม 2556 เวลา:23:02:12 น.  

 
ผมเป็นคนเชียงใหม่ครับ พ่อแม่เป็นคนจีนพูดไทยไม่คล่องคับ ผมอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับโรคแพนิจมากเลยครับ เพราะเคยไปพบจิตแพทย์มาหลายครั้งแต่ก็ได้คำตอบแบบเดิมๆผมอยากได้คำแนะนำจากคุณแอมอรครับ ถ้าไม่ถือสา ผมขอรบกวนทิ้งเบอร์โทรไว้ได้ไหมครับ
เผื่อจะได้ข้อคิดและรายละเอียดที่มากกว่านี้ครับ
089-136-9968 หวังว่าคงจะได้คุยกันนะครับ
ขอบพระคุณมากเลยครับ คุณแอมอร สำหรับคำแนะนำที่ได้แชร์ให้กันครับ


โดย: หวัดดีครับ คุณแอมอร ผมชื่อหลงครับ IP: 180.183.93.216 วันที่: 27 มีนาคม 2556 เวลา:23:39:04 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณแอมอร
ช่วงนี้ชีวิตประจำวันก็คือ
ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 วันค่ะ ออกกำลังกายด้วยการวิ่งและเดินเร็วค่ะ บางวันที่เวลาไม่อำนวยก็อาศัยโยคะในบ้านเอง

ส่วนเรื่องร้องเพลง เต้นรำก็ทำบ้าง เวลาเปิดเพลงในรถก็ร้องตาม คุยเล่นสนุกกับลูกไปเรื่อยๆ ค่ะ

เขียนบันทึกประจำวันก่อนนอนทุกคืน เรื่องที่เขียนก็น้อยลงเรื่อยๆ แต่เข้มข้นด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับความสุขและการวางเป้าหมายในชีวิต หลีกเลี่ยงเรื่องทุกข์ๆ ชั่วคราวค่ะ งดดูข่าวอาชญากรรมไปเลยด้วยซ้ำ

ก่อนนอนก็ผ่อนคลายระบบประสาทด้วยการงดใช้คอมพิวเตอร์ ไอโฟน ไอแพด (เอามันไว้ห่างๆ ตัวได้ยิ่งดีเลยค่ะ) เปิดเพลงบรรเลงผ่อนคลายระบบประสาทและช่วยเรื่องการนอนหลับ แล้วก็สวดมนต์ก่อนนอนเป็นประจำทุกคืน อ่านหนังสือสนุกๆ ละทิ้งหนังสือสุขภาพอะไรที่ทำให้เราเครียด และสุดท้ายก็นอนทำสมาธิจนหลับไป

ดื่มชาจากเกสรทั้ง 5 เป็นประจำ บางวันก็เสริมด้วย ชาคาโมมายด์ เพราะอ่านในเนท เหนเค้าบอกว่า ชาคาโมมายช่วยเรื่องการผ่อนคลายของระบบประสาท ทำให้เรานอนหลับได้ดี

ซื้อหนังสือ 52 วิธีผ่อนคลายความเครียดมาอ่าน ซึ่ง ดิฉันคิดว่าอ่านแล้วช่วยได้มากๆ เลยค่ะ ช่วงนี้ดิฉันก็เลย ใช้กิจวัตรประจำวันอื่นๆ ที่ควรทำมาเสริมทำให้ลืมแพนิคน้อยไปได้เยอะเลยค่ะ

กินวิตามินเสริม ทั้งวิตามินซี วิตามินรวมสำหรับผู้หญิง แล้วก็ FBC บำรุงเลือดเพราะว่าเลือดจางด้วยค่ะ

ช่วงนี้ก็ดีขึ้นนะคะ สามีไม่อยู่บ้าน 3 วันก็อยู่กับลูกได้สบายๆ แต่เหนื่อยมาก เพราะลูกพูดเก่ง และจะเอาแต่ใจตัวเองโดยเฉพาะกับแม่ เราก็พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง คุยกับลูกดีดี สังเกตว่าเราอารมณ์เย็นลงเยอะ พยายามไม่กดดันตัวเองด้วยค่ะ


รู้สึกว่าช่วงนี้สภาพร่างกายค่อยๆ ปรับไปในทางที่ดีค่ะ นอนหลับยาวทั้งคืน ความดันขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผมไม่ร่วงแล้ว แถมยังขึ้นใหม่อีกเยอะเลย (เมื่อเดือนที่แล้วผมร่วงเยอะค่ะ) สองสามวันมานี้แทบจะลืมอาการแพนิคน้อยไปเลยค่ะ

มันแปลกนะคะ เวลาเรานั่งคิดถึงเรื่องในอดีตเราจะจำได้เฉพาะเรื่องความสุขเรื่องดีดีในชีวิต แต่เรื่องอาการแพนิคน้อยว่าเกิดเมื่อไหร่อะไรยังงัย เราแทบจะนึกไม่ออกเลยค่ะ

ดิฉันเป็นคนประเภทเข้าใจอะไรง่ายๆ ถ้าเข้าใจแล้วจะปรับตัวง่ายอย่างเช่น การรู้ที่มีของอาการแพนิคว่าเกิดจากการทำงานไม่ปกติของต่อมอไมกดาล่าอันเนื่องจากเคมีในสมอง สิ่งที่ทำได้เองไม่ยากคือ การทำให้เคมีมันปกติ ด้วยตัวเองเองนี่ล่ะค่ะ อาจจะใช้เวลานานหน่อยแต่ก็ต้องเข้าใจว่าเราสะสมมันมานานแล้วนี่หน่า

ทุกอย่างมีเหตุและปัจจัย มีที่มาที่ไป มีกรรมซึ่งเป็นผลของการกระทำ ที่ผ่านมาเราละเลยการดูแลความเครียดของตัวเอง ปล่อยให้มันลุกลามและท้าทายตัวเองด้วยการสร้างความกดดันดูว่าตัวเองจะจัดการความเครียดได้ขนาดไหน สุดท้ายเราก็แพ้มัน ดูซิ มนุษย์นี่ช่างน่าตีจิงๆ เลยใช่ไหมคะ 5555

สุดท้าย สิ่งหนึ่งที่จำขึ้นใจคือ "กล้าหาญ อดทน และปล่อยวาง" ค่ะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ช่างมัน มนุษย์ไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบเพราะความสมบูรณ์แบบไม่มีในโลกนี้หรอกค่ะ นานจิตตัง ต่างคนต่างมุมมอง โน๊ะ ^^


โดย: แม่บ้านลูกหนึ่ง IP: 202.28.7.219 วันที่: 28 มีนาคม 2556 เวลา:13:50:34 น.  

 
อ่อ มีคำถามค่ะ

เห็นโฆษณาเครื่องดื่มบำรุงคลื่นสมอง เบป... น่ะค่ะ เหนประโยชน์แล้วมันก็น่าลองกิน แต่ไม่รู้ว่ามันจะส่งผลดีหรือไม่ดีต่อคลื่นสมองเราหรือเปล่า

คุณแอมอรเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับประโยชน์หรือโทษของการดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้บ้างไหมคะ



โดย: แม่บ้านลูกหนึ่ง IP: 202.28.7.219 วันที่: 28 มีนาคม 2556 เวลา:14:12:36 น.  

 
"กล้าหาญ อดทน และปล่อยวาง"
^
^
ม๊วฟๆๆๆๆๆๆ

หากอยู่ใกล้ๆจะกอดๆๆๆขอจุ๊บๆๆๆๆสักสองฟอดใหญ่ค่ะ
ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ
สิ่งที่คุณเล่ามา..คิดว่าคุณมาถูกทางแล้วค่ะ

เรื่องเครื่องดื่มบำรุงคลื่นสมอง
เคยได้อ่านบทความจากผู้รู้ท่านหนึ่ง..มันคือสารสกัดชนิดเข้มข้นจากถั่วเหลืองค่ะ
หากในแต่ละวันเราทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
เช่นเต้าหู้ เต้าฮวย ก็สามารถผลิตสารที่ว่านั้นได้

แต่หากวันใดที่คร่ำเคร่งกับงานกับตำรับตำราจนดึกดื่น
ตื่นเช้ามาสมองมึนงง เฉื่อยชา คิดช้า
แต่ว่าต้องไปห้องสอบ...เขาบอกว่า...
สิ่งนี้ช่วยให้เครือข่ายในสมองเชื่อมโยงถึงกันได้
รวดเร็วคือสามารถทำให้ดึงข้อมูลมาใช้ได้ทันท่วงทีค่ะ

เราๆท่านๆใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
คงไม่จำเป็นสักเท่าไหร่มังคะ
อาหารเช้า ปลาทะเล และนมเปล่า นมถั่วเหลือง ผักสดผลไม้ ก็น่าจะเพียงพอ แหะ แหะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 28 มีนาคม 2556 เวลา:15:21:54 น.  

 
คุณหลงคะ

ในระหว่างนี้ลองอ่านที่คุณแม่บ้านลูกหนึ่งได้กรุณาเล่าไว้
ไปพลางๆก่อนนะคะ...
คืนนี้มีงานเลี้ยงรับรองผู้ใหญ่
หากกลับมาไม่ดึกจนเกินไปจะโทรไปนะคะ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 28 มีนาคม 2556 เวลา:15:42:02 น.  

 
คุณเเอมค่ะ ดิฉันอายุ20ค่ะ มีอาการคล้ายๆเเพนิค
หาวไม่ออก หาวไม่สุด หายไจไม่อิ่ม คลื่นไส้ มวนท้อง ชาตามขาบ้าง จุกเเน่นที่คอ เจ็บคอ คอเเห้งนอนไม่หลับค่ะ รู้สึกกลัวไปหมด กลัวการอยู่คนเดียว ทั้งๆที่ก่อนหน้าก็ไม่เป็นนะคะ กลัวความมืด กลัวรถ พยายามมีสติ ดูหนังฟังเพลง ไห้อารมณดี พยายามไม่เครียดค่ะ คุณเเอม เเต่อาการตอนนี้หาวไม่ออก คุณเเอมช่วยหนูด้วยนะคะ มันจะหายได้มั้ย หนูเพิ่งมาเป็นสองอาทิดเเล้วจากสอบเสร๊จนะคะ หนูเป็นเเพนิคป่าวค่ะ


โดย: บีบี IP: 1.179.160.14 วันที่: 29 มีนาคม 2556 เวลา:22:50:10 น.  

 
สวัสดีค่ะน้องบีบี

อาการหาวที่เล่ามาน่าจะเกิดจากความตึงเครียด
ของระบบประสาท..จากการสอบก็ได้ค่ะ
ลองหายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆ
เพื่อส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง เพราะความเครียด
อาจทำให้หายใจเพียงสั้นๆตื้นๆ
ทำให้อากาศไปเลี้ยงสมองน้อยเกินไป

ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ
..สมองมีส่วนประกอบของน้ำถึง80%
ช่วงนี้อากาศร้อน...น้ำสำคัญกับสมองมาเช่นกัน

สวดมนต์ไหว้พระ..เพื่อให้ระบบประสาทผ่อนคลาย
ออกกำลังกายเบาๆด้วยโยคะ
ใช้หวีแปรงผมนานๆขูดให้ทั่วศีรษะ..ท้ายทอย
และบ่าทั้งสองข้าง..ทำครั้งละนานๆประมาณห้าถึงสิบนาที
หยุดพักการใช้สายตาหน้าจอบ้างนะคะ
เพราะสายตากับระบบประสาทเชื่อมโยงถึงกันได้ค่ะ

หากยังสงสัย...โทรมาพูดคุยกันได้ที่เบอร์..0874079154

แอมอร



โดย: peeamp วันที่: 30 มีนาคม 2556 เวลา:21:37:40 น.  

 
ผมมีอาการของโรคแพนิคครับ แต่ก่อนไม่เป็นมาก แต่หลังๆนี่มีอาการเกือบตลอดเลยครับ จะรักษายังไงดีครับ got789456@yahoo.com


โดย: กันต์ IP: 115.67.228.183 วันที่: 31 มีนาคม 2556 เวลา:17:06:06 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณแอมอร

สบายดีไหมคะ

แวะมาอัพเดทข้อมูลค่ะ
ช่วงนี้ชิลล์ๆ กับน้องแพฯ มากๆ เลย คือ เหนื่อยๆล้าๆ สมอง จากเรื่องงาน เลยลืมคิดถึงน้องแพฯ ค่ะ
ส-อ ที่ผ่านมาไปเที่ยวกับแก้งค์เพื่อนสนิท ได้หัวเราะได้ขำดังที่สุดรอบปี ทริปนี้น่าจะสะสมฮอร์โมนความสุขได้เยอะอยู่ แต่ผลจากการเที่ยวทำให้เหนือยล้าตั้งแต่วันจันทร์ที่เริ่มทำงานเลยล่ะค่ะ ตอนนี้ก็ยังแอบง่วงอยู่...อิอิ

น้องแพก็ห่างๆ ไปเยอะมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงนี้เมื่อเดือนที่แล้ว ดิฉันรู้สึกโชคดีมากที่เข้ามาเจอคุณแอมอรที่นี่ เปรียบเหมือนได้ทางสว่างในการใช้ชีวิตเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ :)


โดย: แม่บ้านลูกหนึ่ง IP: 202.28.7.219 วันที่: 2 เมษายน 2556 เวลา:15:47:28 น.  

 
ป้าเเอม หนูมีเรื่องจะถามว่า ออกกำลังกายโดยการเล่นฮูล่าฮูปได้มั้ยค่ะ ว่างๆๆหนูจะโทรไปหานะคะ มิสยูๆคุณป้าเเอม ^__^


โดย: บีบี IP: 118.173.161.44 วันที่: 6 เมษายน 2556 เวลา:18:42:18 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแม่ลูกหนึ่งและนู๋บีบี

ขอบคุณนะคะที่กรุณามาอัพเดทข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ
น้องแพนิคเกลียดคนร่าเริงสดใส
ยิ้มและหัวเราะเข้าไว้ค่ะ

ตอบนู๋บีบี..

ฮูล่าฮูป..ทำโลด..น้องแพกลัวคนออกกำลังกาย
กลัวคนสดใสร่าเริง
ทำไปเถอะค่ะ..มีของแถมคือหุ่นดีค่ะ
ว่างๆคุยกันอีกนะคะ

อูย..คืนนี้ป้านอนดึกอีกแระ.
.อย่าเลียนแบบนะคะ


โดย: แอมอร IP: 101.108.163.10 วันที่: 7 เมษายน 2556 เวลา:0:20:25 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณกันต์

got789456@yahoo.com

รับทราบค่ะ
หากยังไม่ได้รับเมล..อ่านคำตอบต่างๆด้านบน
และลองนำไปปฏิบัติดูก่อนนะคะ
ทำพร้อมๆกันในหลายๆวิธี

เพราะร่างกายและจิตใจ(สมอง)
เราไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ต้องดูแลผสมผสานกันไปค่ะ


โดย: แอมอร IP: 101.108.163.10 วันที่: 7 เมษายน 2556 เวลา:0:26:30 น.  

 
ขอบคุณครับ แต่ถ้าจะหาหมอต้องไปที่โรงพยาบาลเหรอครับ


โดย: กันต์ IP: 115.67.103.34 วันที่: 7 เมษายน 2556 เวลา:17:57:25 น.  

 
ดีใจจังที่เจอ blog นี้ เหมือนได้พบทางสว่างเลยครับคุณแอม ไว้ผมจะมาเล่าเรื่องของผมกับเจ้าแพนิค แชร์ให้เพื่อนๆได้อ่านกันนะครับ


โดย: แจ๊ค IP: 27.130.225.64 วันที่: 7 เมษายน 2556 เวลา:23:25:29 น.  

 
สวัสดีครับ ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นแพนิคมาตั้งแต่ปี 2548 ก่อนหน้านั้นก็ใช้ชีวิตปกติธรรมดาทั่วไปของคนหนุ่มที่มีชีวิตในเมืองกรุง ผมค่อนข้างไฟแรงเกี่ยวกับการทำงานพออายุ 25 ก็ออกมาตั้งบริษัทเอเจนซี่โฆษณาเล็กๆกับเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่เด็กๆ ส่วนชีวิตคู่ก็เพิ่งเริ่มต้นกับแฟน ความสัมพันธ์ของผมกับเธอไม่ค่อยจะราบรื่นนัก ความที่เธอเป็นคนหน้าตาดี มีผู้ชายมาติดพันอยู่พอสมควร ทำให้เราทะเลาะกันบ่อยๆและนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้ความเครียดของผมสะสมเพิ่มพูนขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

อาการของโรคปัจจุบันที่ทำให้ผมต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น นั่นก็คือผมมีอาการปวดท้องบ้าง ปวดหัวบ้าง ปวดหลังบ้าง ก็รักษากันไปตามอาการ หมดค่ายาค่าหมอไปมากโขอยู่(รักษาโรงพยาบาลเอกชน) อาการเหล่านี้ก็เป็นๆหายๆ สลับกับมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเพิ่มเข้ามาด้วย ทำให้ผมยิ่งเครียดมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ในที่สุดก็มาถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ผมได้รู้จักคำว่า "โรคแพนิค" เช้าวันที่ 18 มกราคม 2548 ผมจำวัน เดือน ปีได้แม่นยำ รถฮอนด้าซีวิครุ่นเตารีด 4 ประตูหายไปจากที่จอดรถหน้าบ้าน รถ(มือสอง)คันแรกที่ผมเก็บเงินซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ด้วยความที่เห็นว่าเป็นรถเก่าและเข้าอู่ซ่อมโน่นนี่นั่นบ่อยๆทำให้ผมเกิดความชะล่าใจไม่คิดที่จะทำประกัน ยังจำความรู้สึกนั้นได้จนบัดนี้ครับ ใจหายวาบ เข่าอ่อน ตัวสั่น สมองตื้อเหมือนมีใครเอาฆ้อนมาทุบหัว ผมได้สติก็โทรไปแจ้งจส.100กับสวพ.91 แล้วเดินออกมาโดยทีลืมใส่กระทั่งรองเท้า จะเรียกแท๊กซี่เพื่อไปแจ้งความให้เร็วที่สุด พี่ข้างบ้านกำลังจะออกไปทำงาน พอดีแกเห็นผมแกก็เรียกผมให้ไปใส่รองเท้าเสียก่อน แล้วถามผมว่าไปโรงพยาบาลหรือไปคลีนิคใกล้ๆก่อนมั้ยเพราะตอนนั้นหน้าซีดมาก ส่วนอาการหัวใจเต้นรัว อาการใจสั่นเริ่มแสดงให้เห็นมากขึ้น

หลังจากแจ้งความเรียบร้อยผมรีบขึ้นรถเมล์พร้อมหอบข้าวของรีบไปทำงาน หลังจากที่รถหาย อาการป่วยด้วยโรคปัจจุบันเริ่มชัดเจนขึ้น หัวใจเต้นผิดจังหวะสลับกับอาการใจสั่น ปวดเมื่อยที่กลางหลัง เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ตอนนั่นผมคิดว่าผมเป็นโรคหัวใจแน่ๆ เพราะช่วงที่ใจสั่นมากๆผมมีอาการวูบและต้องคอยเอามือจับที่หน้าอกเพื่อดูว่าหัวใจเต้นเป็นอย่างไร แต่ด้วยความที่ห่วงงาน เลยได้แต่ทุรนทุรายกลัวว่าจะตายทุกครั้งที่มีอาการใจสั่น จนทำให้คุณภาพชีวิตของผมเริ่มย่ำแย่ การทำงานเริ่มด้อยประสิทธิภาพลงอย่างเห็นได้ชัด

จนผมทนไม่ไหว ต้องลากตัวเองไปตรวจกับหมอโรคหัวใจ หมอตรวจเบื้องต้นไม่พบอะไรผิดปกติ เพราะไอ้อาการใจสั่น หัวใจเต้นรัวเป็นกลอง พอถึงโรงพยาบาลกลับไม่มีอาการซะอย่างงั้น หมอก็ให้ยาบำรุงหัวใจมาทาน คุณๆเชื่อไหมครับ พอกลับถึงบ้านยังไม่ทันจะได้นั่งพักหายใจหายคอ ไอ้อาการที่ว่ามาอีกครั้ง ครั้งนี้เหมือนจะยาวนานกว่าเดิม ผมเลยต้องกลับไปโรงพยาบาลอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้อาการที่ยังหลงเหลืออยู่เล็กน้อยทำให้หมอตัดสินใจติด "โฮลเตอร์" ให้ผม เพื่อนๆที่เคยติดจะทราบว่ามันคือ "เครื่องวัดชีพจรแบบพกพาติดตัว" หมอให้ติด 72 ชั่วโมงพร้อมทั้งเขียนกิจกรรมต่างๆที่ทำในแต่ละวันพร้อมทั้งระบุเวลาลงไปด้วยจากแบบฟอร์มที่คุณหมอให้มา

ผมก็งงมากถึงมากที่สุดในตอนนั้น เพราะไอ้เจ้าอาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะไม่ปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว ในระหว่างที่ผมทำงานก็แทบไม่มีอาการ พอครบ 72 ชั่วโมงผมกลับไปที่โรงพยาบาล หมอได้นำข้อมูลไปอ่านค่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจ มีผิดปกติเล็กน้อย ซึ่งหมอก็บอกว่าคุณไม่ได้เป็นโรคหัวใจและให้กลับบ้านได้

อาการที่ว่าก็เป็นๆหายๆ แต่ก็พยายามไม่สนใจอะไร ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ตอนนี้จุดมุ่งหมายคือต้องหาเงินไปดาวน์รถใหม่เพื่อเอามาใช้งานให้จงได้ ระหว่างนั้นผมก็เริ่มทะเลาะกับแฟนบ่อยขึ้น เราใช้ชีวิตแบบอยู่ก่อนแต่งกันมาหลายปีแล้ว(พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายรับรู้)เริ่มทะเลาะกันแรงมากจนแฟนผมหอบข้าวของหนีกลับไป แล้วนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอหน้ากัน เพราะเธอบอกว่าเธอทนรับอารมณ์หึงและอาการป่วยของผมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ถึงตอนนี้อาการผมเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆอีกครั้ง ทานยาบำรุงหัวใจก็ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้น แม่ผมที่อยู่ตจว.โทรมาบอกข่าวร้ายอีกเรื่องคือ พ่อผมเป็นมะเร็งที่กล่องเสียง เล่นเอาผมนอนตาค้างไปหลายคืน บ่อยๆครั้งเข้าถึงขั้นไม่ได้นอนเอาเลยก็มีตาสว่างยันเช้า ไปทำงานกลับมาก็ยังไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ ถึงตอนนั้นผมคิดว่าตอนนี้คงมาถึงช่วงชีวิตขาลงของผมแน่ๆ คิดวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น

และแล้วเหมือนลูกโป่งระเบิดตูม อาการที่ผมกล่าวมาได้โจมตีผมแบบหนักหน่วงจนน้องชายผมเห็นท่าไม่ดี(น้องชายมาอยู่เป็นเพื่อนเพราะผมป่วยบ่อย)รีบพาผมขึ้นแท๊กซี่ไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเป็นโรงพยาบาลเอกชนแถวสะพานใหม่ ตอนถึงโรงพยาบาล ชีพจรผมพุ่งไป 200 กว่าๆ ใจสั่นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตั่วสั่นแรงขึ้นจนมีอาการชัก หมอเวรเห็นว่าเอาไม่อยู่เลยตัดสินใจส่งผมเข้าห้อง ICU ตอนนั้นผมยังมีสติรู้สึกตัวทุกอย่างและได้ยินเสียงแว่วๆจากคุณหมอเวรว่าผมเป็นโรคหัวใจแน่ๆ

อาการยังคง still อยู่ มีตัวสั่นเป็นพักๆเพราะหัวใจเต้นเหวี่ยงไปมา ก่อนเข้าไอซียูเจ้าหน้าที่พยาบาลบอกให้ผมทำใจดีๆและพาไปเอ็กซเรย์เบื้องต้น ผมรับรู้ทุกอย่างแต่บังคับร่างกายให้หยุดสั่นไม่ได้ หายใจเข้าออกไม่เป็นจังหวะแต่หายใจเร็วมาก พอเข้าไปนอนที่ห้องไอซียูผู้ช่วยพยาบาลก็เอาสายโน่นสายนี่มาติดตามตัว เจาะแขนผมจนพรุน เจาะเลือดไป 3 เข็ม ให้ยาฆ่าเชื้อ ให้น้ำเกลือ สวนท่อปัสสาวะ(เจ็บที่สุด)เพื่อเอาฉี่ไปตรวจ แล้วก็ให้ใส่หน้ากากอ๊อกซิเจนพร้อมกับติดเครื่องวัดชีพจร

อาการยังคงstillอยู่อีกราวๆ 30 นาทีโดยประมาณ ตาผมเหลือบมองนาฬิกาตลอดเวลา ผมนอนไม่หลับจนถึงเช้าของอีกวัน รอผลตรวจทาง Lab พยาบาลบอกว่าได้ประมาณบ่ายๆ ปรากฏว่าค่าต่างๆปกติ มีแค่ค่าโพแทสเซี่ยมในเลือดต่ำกว่าค่ามาตรฐานนิดหน่อยและไม่ได้เป็นโรคอะไรร้ายแรง ในเบื้องต้นต้องรอฟังผลแล็บที่เหลือจึงสามารถบอกได้ว่าจะมีแนวทางการรักษาอย่างไรต่อไป จากนั้นก็ได้ทำเรื่องส่งตัวไปอีกโรงพยาบาลที่มีสิทธิ์ประกันสังคม รถพยาบาลส่งตัวผมไปอีกโรงพยาบาลเรียบร้อยแต่ที่นั่นไม่มีเตียง บวกกับคุณหมอวินิจฉัยแล้วว่าผมไม่ได้เป็นโรคอะไรที่ต้องเฝ้าดูอาการ ให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านดีกว่าอยู่ในห้องฉุกเฉินเพราะมีคนไข้เยอะพอสมควร

ถึงบ้านผมต้องนอนชั้นล่างเพราะเดินขึ้นบันไดไม่ไหว เข้าห้องน้ำยังต้องค่อยๆกระเถิบกระเถิบไป ช่วงแรกๆผมยังทานอะไรไม่ได้เลยนอกจากน้ำเกลือแร่ และยาแก้เครียด(มารู้ทีหลังว่าเป็น clonazepam) กับยา Inderal ที่คุณหมอจ่ายมาให้ แม่ผมท่านมาดูแลผมไม่ได้เพราะว่าต้องดูแลพ่อ แต่ให้น้าผู้หญิงมาดูแลผม ท่านพิการขาด้านขวาเพราะโดนรถชนตั้งแต่เด็กเวลาเดินก็ต้องกะเผลก ๆมันสะท้อนใจผมเป็นที่สุด หัวหงอกต้องมาดูหัวดำ แทนที่ผมจะได้ดูแลท่าน นึกสภาพตัวเองตอนนี้แล้วอดน้ำตาไหลไม่ได้ T_T

ทานยาที่ใช้สิทธิ์ประกันสังคมมา พอยาเริ่มออกฤทธิ์ผมก็ยังไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้สนิท สะดุ้งตื่นเป็นพักๆ มือเย็น เท้าเย็น เหงื่อออกตามฝ่ามือและฝ่าเท้า แต่อาการใจสั่นลดลงเพราะได้ทานอินเดอรัล จนถึงวันที่คุณหมอนัดฟังผลค่าต่างๆที่เหลือ ซึ่งผลที่ออกมาก็ปกติทุกอย่าง คุณหมอเจ้าของไข้แนะนำให้ผมเข้าตรวจกับคุณหมอแผนกจิตเวช และวันนั้นเองผมถึงทราบว่าผมเป็น panic disorder และโรคซึมเศร้า


โดย: แจ๊ค IP: 27.130.225.64 วันที่: 8 เมษายน 2556 เวลา:14:21:29 น.  

 
คุณหมอจิตเวชท่านให้ผมเล่าอาการต่างๆโดยละเอียดให้ฟัง แล้วก็จ่ายยาให้ผมทานดังนี้ คือ
- rivotril 0.5 mg
- fluoxitine 20 mg
- rivertal 2 mg
- ativan 0.5 mg (ทานเมื่อเกิดอาการ)

ช่วงเวลาในการทานยาก็จะเป็นตอนเช้า rivotril 0.5 mg 1 เม็ด,fluoxitine 20 mg 1เม็ด
ตอนเย็น rivotril 0.5 mg 1 เม็ด
ก่อนเข้านอน rivotril 2 mg 1 เม็ด,fluoxitine 20 mg 1 เม็ด

หลังจากทานยาไปได้สักสองสามอาทิตย์อาการต่างๆค่อยๆดีขึ้นแต่จะง่วงซึมทั้งวัน สามารถเดินทางไปทำงานได้ แต่ประสิทธิภาพการทำงานของผมแย่ลงและเริ่มผิดพลาดมากขึ้น ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องลาออกจากงานและถอนหุ้นออกจากบริษัทที่ตัวเองเริ่มก่อตั้งกับเพื่อน กลายสภาพมาเป็นคนตกงานอย่างเต็มตัว ยอมรับว่าคิดมาก ไหนจะอาการแพนิคที่คอยจ้องจะโจมตีอยู่ตลอดเวลา ร่างกายผมเหมือนจะเออเร่อไปอีกครั้งหนึ่ง น้ำหนักลดฮวบฮาบจาก 65kg เหลือ 50kg ทานอะไรก็ไม่ค่อยได้ ต้องนอนทั้งวันเพราะง่วงซึมอยู่ตลอดเวลา ไปพบคุณหมอท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรบอกแค่ให้ทานยาให้ครบตามที่สั่งเพื่อควบคุมอาการแพนิคให้อยู่

แล้วก็ถึงเวลาที่พ่อผมถูกส่งตัวมารักษาโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลศิริราช ผมว่างงานอยู่จึงรับหน้าที่ดูแลพ่อทั้งที่ตัวเองก็ป่วยอยู่เหมือนกัน พี่ชายกับน้องชายติดงานประจำแวะมาดูพ่อได้เฉพาะพักเที่ยงและตอนเย็น ไปโรงพยาบาลช่วงเช้าจะเป็นอะไรที่ทรมาณมากที่สุดเวลาที่ยาออกฤทธิ์ ผมง่วงสัปหงกทุกครั้งที่ไปรอพ่อฉายรังสีรักษา บ่อยครั้งที่ถูกคนไข้โรคมะเร็งทักทายเพราะนึกว่าผมเป็นมะเร็ง(เพราะร่างกายที่ผ่ายผอม) มาที่ศิริราชได้เห็นคนป่วยด้วยโรคมะเร็งทุกวัยทุกช่วงอายุตลอด 2 เดือนในการฉายรังสีของพ่อ ทำให้รู้สึกปลงได้บ้างว่าคนอื่นที่เค้าเป็นหนักกว่าเรายังมีอีกเยอะแต่เค้าก็ยังต่อสู้ เราจะยอมแพ้แค่นี้ไม่ได้

ผมยังทานยาต่อเนื่องกับไปพบคุณหมอตามนัดทุกครั้ง และมีความหวังไว้ว่าอาการจะต้องดีขึ้น มีบ้างที่รู้สึกท้อแท้ไม่อยากกินยาอีกแล้ว ความคิดที่จะฆ่าตัวตายมันแว่บเข้ามาในสมอง แว๊บเดียวจริงๆครับ และเป็นครั้งเดียวที่ผมมีความคิดแบบนั้น ถึงตอนนี้พอลองมองย้อนกลับไปอีกทีทำให้คิดได้ว่าถ้าติดสินใจผิดในตอนนั้น คนที่จะเสียใจที่สุดก็คือพ่อกับแม่ แถมคุณพ่อยังป่วยหนักอีกด้วย

ช่วงที่ยังว่างงานผมมีเงินสะสมเหลืออยู่ก้อนนึงแต่ไม่มีเวลาที่จะทำอะไรให้มันงอกเงย เพราะตอนนี้'พ่อ'สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด พอพ่อผ่าตัดก้อนเนื้อออกผมต้องตามไปดูแลพ่อที่ต่างจังหวัดอีก 3 ปี ระหว่างนั้นต้องให้น้องชายหาซื้อยาโดยใบสั่งของแพทย์ตามร้านขายยาใหญ่ๆในกทม.เพราะร้านยาที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดไม่มียา rivotril 2 mg มีแต่ 0.5 mg และต้องให้น้องชายส่งยาให้ทางไปรษณีย์อีเอ็มเอสอยู่ตลอดทุกเดือน

ในช่วงที่อยู่ที่บ้านต่างจังหวัดผมได้ขับรถ(ของพ่อ) รับ-ส่งแม่ไปทำงานด้วยแต่อันตรายมากครับ ไม่แนะนำให้ขับรถ เพราะอาการง่วงซึมและอาการหาวนอนเพราะฤทธิ์ยาอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ ผมแคล้วคลาดไปหลายครั้ง แต่จำเป็นต้องฝืนตัวเองเพราะที่ทำงานของแม่ห่างจากบ้านเกือบ 20 กม. กิจวัตรของผมก็คือ อาบน้ำ แต่งตัว เช็ดฉี่เช็ดอึให้พ่อ ป้อนอาหารพ่อทางสายยาง ตอนนั่นท่านป่วยหนักมากแต่ท่านยังสู้อยู่ มีผมและแม่คอยผลัดกันดูแล

แล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อคุณพ่อเสียชีวิต รวมระยะเวลา 4 ปีที่ผมได้ดูแลท่าน ผมกลับมาใช้ชีวิตที่กทม.อีกครั้ง คุณหมอให้ลดตัวยาลงเหลือแค่ rivotril 2 mg กับ fluoxitine 20 mg อย่างละ 1 เม็ดทานก่อนนอน อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนผมสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง ระหว่างนั้นก็มีพี่ๆที่ทราบข่าวเรื่องพ่อก็ได้ให้ความช่วยเหลือเรื่องการเรื่องงานต่างๆ ทำให้ผมชะล่าใจในการใช้ชีวิตและเบื่อหน่ายที่จะทานยาเต็มที ก็เลยทานบ้างหยุดบ้าง หันไปพึ่งเหล้าเบียร์แทนเพราะทำให้หลับสบาย

ผมใช้ชีวิตที่ต้องทานยาบ้างสลับกับดื่มแอลกอฮอล์บ้างอยู่อีกเกือบปีก็ได้รับข่าวร้ายอีกครั้งเมื่ออาผู้หญิง(น้องสาวพ่อ)เป็นมะเร็งเต้านมระยะ 3B ผมเริ่มงานใหม่ได้ยังไม่ถึงปีก็ต้องขอลาออกมาช่วยดูแลอาผู้หญิงอยู่อีก 3 ปีแล้วท่านก็เสียชีวิตไปอีกคนด้วยโรคมะเร็ง ผมเริ่มดื่มหนักมากขึ้นด้วยอายุที่มากแล้ว ดวลาไปสมัครงานที่ไหนก็มีแต่คนปฏิเสธเรื่องอายุจนผมเริ่มท้อแท้ หันไปดื่มแอลกอฮอล์เพื่อดับทุกข์ร่วมกับยาที่กินอยู่ คือพอดื่มเหล้าเสร็จผมจะทานยา rivotril หลังดื่มเหล้าด้วย(ในบางครั้ง)เพื่อให้หลับสนิท ส่วน Fluoxitine ผมถือวิสาสะหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ด้านจิตเวชเพราะคิดว่าอาการดีขึ้นแล้ว

ทำแบบนี้ไปได้สักพักเริ่มมีอาการหลับไม่สนิท หลับได้ช่วงเวลาสั้นๆแค่ 2 ชั่วโมงครึ่งก็สะดุ้งตื่น บ่อยครั้งเข้าตาสว่างไปถึงเช้ากว่าจะหลับอีกทีก็ปาเข้าไปตอนบ่าย อดนอนมากๆเข้า panic ก็กลับมากำเริบอีก ครั้งนี้ยาตัวเดิมเอาไม่อยู่แล้วเพราะทานต่อเนื่องมาหลายปี ประกอบกับดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทบจะทุกวัน สุขภาพก็เริ่มย่ำแย่ ผมได้กลับไปหาคุณหมอจิตเวชที่เคยรักษาผมอีกครั้งแต่ท่านลาไปต่สงประเทศ จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนคุณหมอ

เปลี่ยนยาคราวนี้เป็น Zoloft 50 mg และ Seroquel 25 mg อย่างละ 1 เม็ด ผ่านไปสองสัปดาห์อาการยังไม่คงที่ ครบกำหนดพบหมออีกครั้ง ปรับขนาดยา Zoloft ไปเป็น 1 เม็ดครึ่ง ยังคงมีอาการใจสั่นอยู่ จนถึงตอนนี้หมอปรับยามาเป็น Zoloft 2 เม็ด และ Seroquel 1 เม็ดก่อนนอน จากเดิมที่เคยนอนได้2-3 ชั่วโมงก็ดีขึ้นมาเป็น 4-5 ชั่วโมง แต่รู้สึกเหมือนว่านอนไม่เต็มอิ่ม พอดีได้มาพบกับเว็บบล็อกคุณแอมอร เหมือนฟ้าสว่างขึ้นอีกครั้ง เว็บบล็อกของคุณแอมอรทำให้ผมรู้จักวิธีใช้ยาแผนโบราณ การกำหนดลมหายใจ รวมไปถึงการขูดกัวซา และได้อ่านเรื่องราวของเพื่อนๆพี่ๆน้องๆในเว็บบล็อกรู้สึกว่าผมไม่ได้โดดเดี่ยวบนโลกใบนี้

สิ่งที่ผมทำตามคำแนะนำจากวิธีธรรมชาติบำบัดของคุณแอมอรคือการสูดลมหายใจลึกๆ นับ 1-2-3 หายใจออกนับ 1-2-3 สัก 3 นาทีรู้สึกได้ว่าสมองได้รับอ๊อกซิเจนคือจะร้อนวูบที่หัวแบบรู้สึกได้ ตอนช่วงที่เกิดอาการโลกหมุนเล็กน้อยอย่าเพิ่งหยุดทำนะครับ ผมเคยได้รับคำแนะนำเรื่องฝึกการหายใจจากคุณพยาบาลแต่ก็ไม่ได้สนใจทำตามสักเท่าไหร่ จนมาทำตามแบบจริงจัง เชื่อมั้ยครับว่าจากที่ผมนอนซมไม่อยากลุกไปไหน วันนั้นเหมือนสมองเบาขึ้นไม่หนักอึ้งมากเหมือนเมื่อก่อน

ส่วนยาหอมนั้นแม่ผมซื้อติดบ้านเอาไว้อยู่แล้ว ขาดก็แต่ยาชงเกสรทั้งห้าที่ยังไม่ได้ลองดื่ม แต่ยาแผนปัจจุบันก็อย่าลืมทานด้วยนะครับ ตอนนี้อาการผมดีขึ้นมากแต่ยังมีแพนิคเข้ามารบกวนอยู่บ้าง ส่วนขูดกัวซาจากที่ไม่เคยเชื่อว่าหยกอันเล็กๆนิดเดียวจะช่วยให้หลับได้ เห็นแม่ผมขูดให้พ่อสมัยที่ท่านป่วยอยู่บ่อยๆก็ลองทำดู โชคดีที่แม่่ยังเก็บหยกกัวซา(ลักษณะคล้ายที่กลิ้งกดจุดตามเส้นมี 2 ด้านใหญ่เล็ก)เอาไว้อยู่ เลยเอามาลองขูดไปมาที่ขมับ ศรีษะด้านบน ด้านหลัง ด้านข้าง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อคืนนั้นผมหลับได้หกชั่วโมงกว่า ส่วนอาการปวดกล้ามเนื้อหลังยังมีอยู่ ผมก็ใช้วิธีศึกษาจากท่าโยคะแก้ปวดหลัง ทำบ่อยๆและพยายามฝึกการหายใจช้าๆสูดลมหายใจให้ลึกๆ จนถึง ณ เวลานี้อาการปวดหลังดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ ก็คงใช้วิธีธรรมชาติบำบัดร่วมกับยาแผนปัจจุบันไปเรื่อยๆจนกว่าจะหายเป็นปกติครับ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเล่ามาทั้งหมดเพื่อแชร์ประสบการณ์ของอาการแพนิคที่เป็นให้ทุกๆคนได้ทราบคงจะเป็นประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย

ส่วนใครที่ยังไม่มีแนวทางการรักษาหรือต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการควบคุมเจ้าแพนิคนี้ให้ได้อยู่หมัดเวลาที่มันมาโจมตีเรา หรือใครที่เพิ่งเริ่มเป็นท่องไว้นะครับว่าแพนิคเป็นแล้วไม่ตายแน่ๆ(แต่ทรมาณมากกกก) ผมอยู่กับมันมา 8 ปีก็ยังอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ยินดีให้คำปรึกษานะครับช่วงนี้ยังว่างงานอยู่ โทรมาปรึกษาผมได้ที่เบอร์ 081-7377802 ขอสายคุณแจ๊ค สุดท้ายนี้อยากบอกคุณแอมอรว่า วิทยาทานของคุณเป็นประโยชน์มากในการรักษาโรคแพนิค และขอให้อำนาจคุณพระศรีรัตนไตรจงคุ้มครองให้คุณแอมอรและครอบครัวมีแต่ความสุขกายสบายใจนะครับ ^_^


โดย: แจ๊ค IP: 171.7.168.131 วันที่: 8 เมษายน 2556 เวลา:17:20:32 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแจ็ค

ยินดีต้อนรับเข้าชมรมแพนิคน้อยค่ะ
อ่านไปก็มีอึ้งจนพูดไม่ออก..
ชีวิตเปรียบคล้ายละครโรงใหญ่
เรื่องร้ายๆปล่อยให้มันผ่านไปเถอะค่ะ

นับว่าการเป็นแพนิคของคุณในครั้งนี้ไม่สูญเปล่านะคะ
อย่างน้อยๆในวาระสุดท้ายของคุณพ่อและคุณอา
ท่านก็ยังมีคุณที่คอยดูแลอยู่เคียงข้าง
และได้ช่วยอยู่เป็นกำลังใจให้คุณแม่
แบ่งเบาได้ช่วยเหลือท่าน...

ฝึกมองโลกในแง่บวก..แม้ว่าจะเป็นเรื่องร้ายก็ตาม
ฉันเองก็มองว่าแพนิคนี้ช่างแสนดี
ที่สอนให้ฉันเข้มแข็ง..และสามารถเผชิญหน้ากับแพนิคได้
และเป็นแรงใจให้เรียนรู้วิธีใหม่ที่มาใช้จนบังเกิดผล

และที่สำคํญแพนิคน้อย..ทำให้เราได้มาพบกัน
ได้รู้จักกันและเป็นกำลังใจให้กัน
เราจะผ่านคืนวันเหล่านี้ไปได้แน่นอนค่ะ

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนไตรจงคุ้มครองให้คุณและทุกคนผ่านมันไปได้ในบัดดล เพี้ยงๆๆๆ ^_^

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 8 เมษายน 2556 เวลา:21:08:05 น.  

 
ตอบคุณกันต์

ฉันอยากแนะนำให้คุณลองใช้วิธีธรรมชาติบำบัดดูก่อนนะคะ
แพนิคพิชิตได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม
การฝึกมองโลกในมุมบวกและการขูดกัวซา
ทานยาหอมและเกสรทั้งห้า..ผสมผสานกันไป

แต่หากคุณต้องการทานยาแผนปัจจุบัน
ต้องไปพบแพทย์ที่แผนกจิตเวชค่ะ
ลองอ่านที่คุณแจ็คได้แชร์ประสบการณ์ในเรื่องอาการข้างเคียงดูนะคะ
จากนั้นก็แล้วแต่คุณจะตัดสินใจ

หากยังสงสัยโทรมาปรึกษากันได้ค่ะ
ยินดีตอบให้ทุกคำถามค่ะ

แอมอร



โดย: peeamp วันที่: 8 เมษายน 2556 เวลา:21:16:45 น.  

 
ขอบคุณสวรรค์มีอาการแพนิคเมื่อก่อนลอยกระทงปี55เราหาสาเหตุไม่เจอเลยว่าเราเป็นอะไรคนรอบข้างคิดว่าเราบ้าไปตรวจสุขภาพมาทุกอย่างแล้วเป็นปกติดีทุกอย่างเราเลี้ยงลูกสองคนอยู่กับบ้านลูกยังเด็กอยู่เลยคนโตอายุ3ขวบคนเล็กหนึ่งขวบตอนนี้หาวิธีที่ทำให้หายจากแพนิคคนรอบข้างเริ่มว่าเราบ้าแล้วไม่รู้จะอธิบายให้คนอื่นฟังอย่างไรถึงอาการที่เราเป็นทรมานมากๆทะเลาะกับสามีเพราะว่าหากตอนที่เรามีอาการเราจะรบเร้าจะกลับบ้านจะต้องไปหายากินยาลมยาหอมเคยแอดมิดโรงพยาบาลหมอบอกว่าเราเครียดไปหาหมอกี่คนๆก็ว่าเราเครียดขอคำแนะนำในการรักษาบ้างค่ะอยากหาย


โดย: แพนิคมือใหม่่่ IP: 171.100.7.94 วันที่: 8 เมษายน 2556 เวลา:22:15:03 น.  

 
คุณแพนิคมือใหม่่่

สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือหายใจลึกๆเข้าไว้นะคะ
เพราะสมองต้องการออกซิเจนอย่างเร่งด่วน
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
เด็กๆวัยกำลังซนคุณคงจะเหนื่อยมาก
ในบางวันให้คนอื่นๆแบ่งเบาภาระบ้าง..
ลดภาวะตึงเครียดของสมอง
ด้วยการมองโลกในแง่บวก..
แพนิคไม่มีอันตรายถึงชีวิตหรอกค่ะ

เลือกในหลายๆวิธีที่ได้ตอบไปแล้ว
ผสมผสานกันไปนะคะ..แพนิคหายได้แน่นอนค่ะ.
ขอปิดคอมเม้นท์ห้องนี้..พบกันที่ห้องถามตอบ(แพนิค2)นะคะ


โดย: peeamp วันที่: 8 เมษายน 2556 เวลา:22:35:05 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณแอมอร

สบายดีไหมคะ แวะมาทักทายอีกแล้ว ...แฮะๆ ^^

เพิ่งกลับมาจากลาพักร้อนและหยุดงานไป 5 วันเต็มๆ กลับไปใช้ชีวิตต่างจังหวัด มีความสุขที่ซู้ดดดด ไม่อยากกลับมา กท. เลยค่ะ แต่ชีวิตคือการต่อสู้ ต้องทำงานเพื่อเลี้ยงชีพกันต่อไป ชิมิๆ

อัพเดทอาการค่ะ ช่วงนี้ โดยรวมอาการก็ดีขึ้นเป็นระยะๆ นะคะ ไม่กลัวเท่าไหร่ เวลาเริ่มกลัวก็จะหาเหตุผลมาอธิบายและปลงให้ได้ นอนหลับสบาย มีตื่นมาดูลูกบ้างนิดหน่อย (อันนี้เปนมาตั้งแต่ลูกเกิดค่ะ ) ไม่ตื่นเต้นอะไรง่ายๆ

แต่ว่า ยังเป็นประเภทว่างแล้วจะ ย้ำคิดค่ะ ไม่ได้คิดกลัวนะคะ แต่คิดประมาณว่า เอ้ะ ตอนเป็นแพฯ มีอาการยังงั้นยังงี้ เออดีนะ ตอนนี้ไม่มีอาการแล้ว... ประมาณนั้นอ่ะค่ะ ไม่รู้จะคิดไปทำไมเนอะ คนเรา ^^

อ่านในเนทบอกว่า การรักษา อาการย้ำคิด ย้ำทำ ใช้แนวทางรักษาก็เหมือนที่เรารักษาแพนิค คือ การมีสติ มีสมาธิ ... :)

ดิฉันเริ่มสับสนว่า บางทีที่ขึ้นตึกสูงแล้วยังกลัวๆ ไม่ชอบอยู่ที่สูงเลยค่ะ ก็เลยไม่แน่ใจตัวเองว่า จิงๆ แล้วเป็นโฟเบียด้วยหรือเปล่า 5555

คิดไปคิดมาแล้ว คิดว่าช่างมันจะเป็นอะไรก็ช่างมันดีกว่าค่ะ สบายใจที่ซู้ด

มีคำถามค่ะ คือเห็นว่า ตอนนี้อาการดูดีขึ้น ก็เลยจะลองหันหน้าเข้าสู่สถานการณ์ที่เคยกลัวดูว่าเราพอจะสู้กับมันไหวหรือยัง แต่อีกใจก็กลัวว่า มันจะเป็นการกระตุ้นให้แพฯ กลับมาหรือเปล่า เพราะทีแรกหมอแนะนำว่า ให้เลี่ยงสถานการณ์หรือเรื่องที่ทำให้ตกใจกลัวไปก่อน
คุณแอมอร คิดว่ายังงัยดีค่ะ

และสุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ ท่านด้วยนะคะ การทำสมาธิ เจริญสติ ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียดๆ พยายามปรับมุมมองชีวิต และกินอาหารบำรุงสุขภาพ ออกกำลังกายดีกว่าค่ะ


โดย: แม่บ้านลูกหนึ่ง IP: 202.28.7.219 วันที่: 9 เมษายน 2556 เวลา:16:45:44 น.  

 
แม่บ้านลูกหนึ่งคะ

ความตั้งใจแรกว่าจะอพยพไปคุยกันต่อที่ห้องถามตอบ(แพนิค2)
แต่ยังต้องปรับปรุงอีกสักระยะ..เรามาคุยกันต่อละกันค่ะ

เรื่องความคิด..เราคงห้ามไม่ให้คิดไม่ได้
เพราะท่านถูกบันทึกและสถิตย์ยู่ในความทรงจำของเรา
เท่าที่ทำได้คือคิดก็ปล่อยให้คิดไป..คอยตามดูความคิดของเรา
แบบนาทีต่อนาที..ประคับประคอง...ฝึกมองเขานิ่งๆ
แบบรู้เท่าทันความคิดตัวเอง...
จากนั้นฝึกมองในมุมบวก...
คิดเสียว่าการเป็นแพนิคนี่ก็มีแง่ดีเหมือนกันนะคะ
ที่ทำให้พวกเราหันมาสนใจสุขภาพใจ(สมอง)ตัวเอง
เมื่อจิตใจสงบสบาย...
ผลพลอยได้คือสุขภาพกายก็จะดีตามมาเอง

เหมือนตัวดิฉันเอง..แพนิคหาย...ไมเกรนก็หายไปด้วย
ความดันโลหิตที่สูง..ก็กลับมาเป็นปรกติ
อาการท้องผูก..ปากเป็นแผล..และริดสีดวงทวาร..หายไปในคราวเดียวกัน
จึงเกิดห้องสุขภาพองค์รวม..เป็นหมอดูแลตัวเองนั่นแหละค่ะ

นับจากวันนั้นปรับพฤติกรรม..และจัดระเบียบการใช้ชีวิตใหม่
รู้จักปล่อยวาง...ลดละเลิก..ในเรื่องวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ
มองโลกอย่างเข้าใจ...รักตัวเองในแบบที่เป็น
พึ่งพาตัวเองได้..เหมือนตายแล้วเกิดใหม่เลยค่ะ

เรื่องกลัวความสูง...หากอยู่ในปริมาณพอดีๆ
นับว่าเป็นเรื่องปรกตินะคะ
โดยสัญชาตญาณการระแวดระวังภัยของคนเรา
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมว่าจะเกิดอันตราย
หัวใจก็เต้นแรงเป็นธรรมดา...

หากว่าคุณต้องการขยับเข้าหาความกลัว
อย่าเพิ่งหักโหม
ลองขยับเข้าไปทีละนิดๆนะคะ...

มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง...

เมื่อครั้งที่เพิ่งหายจากอาการแพนิคได้ไม่นาน..
เคยลองเดินทางด้วยรถไฟฟ้า..ไปงานสัปดาห์หนังสือคนเดียว
ไปเก็บภาพในงานสมุนไพรไทยคนเดียว
ขับรถยนต์เข้าไปในเขตชุมชนในชั่วโมงเร่งด่วน
ลองนั่งสปีดโบ๊ต...รอบชายหาด...
ขึ้นเครื่องเล่นในสวนสนุก...แล้วกรี๊ดดังๆ

และมีอีกสิ่งหนึ่งที่ได้สัมผัส..คือตอนที่ไปเยี่ยมญาติในห้องไอซียู
เคยสัมผัสกับความกลัวอย่างใกล้ชิดมาแล้ว
จากการเป็นแพนิค
ทำให้เข้าใจว่าคนที่กำลังจะหมดลมหายใจ...
คงต้องการใครสักคนอยู่ใกล้ๆ
ดิฉันจับมือเขาไว้..จนลมหายใจสุดท้าย

ในขณะนั้น...หัวใจ(สมอง)ของดิฉันสงบระงับเป็นปรกติดี
ทำให้มั่นใจว่า...แพนิคน้อยได้จากไปแล้วจริงๆ
ดิฉันเชื่อว่าคุณก็ทำได้ค่ะ...
ขอเอาใจช่วยนะคะ

แอมอร




โดย: peeamp วันที่: 9 เมษายน 2556 เวลา:21:47:00 น.  

 
ผมได้เขียนอธิบายเรื่องผลข้างเคียงจากการใช้ยาไว้ห้อง ถามตอบ2 นะครับ ^_^


โดย: แจ๊ค IP: 171.7.168.131 วันที่: 9 เมษายน 2556 เวลา:23:35:56 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณแจ็ค
ขอบคุณค่ะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 10 เมษายน 2556 เวลา:7:16:31 น.  

 
สวัสดีค่ะน้องอิ๋ม

หากแวะมาห้องนี้ลองอ่านและทำความเข้าใจ
ในแต่ละคำตอบดูก่อนนะคะ
หากสงสัยอะไรทิ้งคำถามไว้แล้วพี่จะตอบให้ค่ะ



โดย: แอมอร IP: 101.108.192.238 วันที่: 5 พฤษภาคม 2556 เวลา:22:55:37 น.  

 
ดีใจมากเลยค่ะที่เจอเว็บนี้ ช่วงนี้หนูมีอาการแปลกๆไม่รู้ว่าใช่แพนนิคหรือเปล่า. ช่วยอนุเคราะห์ด้วยค่ะ. คือมีอาการใจหวิวๆ. บางครั้งอยู่ๆก้อหัวใจเต้นเร็วไม่เป็นจังหวะ. พยายามนั่งสมาธิและหายใจลึกๆก้อทำได้อยู่ค่ะแต่จิตกังวลเพราะทำที่บ้านพอลืมตาก้อปวดหัว. อยากร้องไห้เหมือนคนบ้าไปเลยแต่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม. สับสนกระสับกระส่ายทำอย่างไรดีคะ. เป็นประมาณ 3-4. ครั้ง.


โดย: นิตค่ะ IP: 183.89.82.67 วันที่: 10 พฤษภาคม 2556 เวลา:15:34:47 น.  

 
ดีใจที่เจอเวปนี้ครับ วันนี้กำลังจะไปหาหมอที่ รพ.
แต่จะเอาอาการที่เคยพิมพ์เอาไว้ใน pantip มาถามอะไรที่นี่หน่อยนะครับ

ไม่รู้จะเรียงลำดับหรือเขียนอาการยังไง ขอเริ่มเขียนตั้งกะแรกๆทึ่เป็นครับ ยาวหน่อย แต่ก็พยายามเรียบเรียงให้อ่านครับ

ปีที่แล้วช่วงเดือน มีนาคม (อายุ29)

ผมเป็นคนนอนดึก นอนน้อย ชอบนั่งหน้าคอม เล่นเนต เล่นเกม สูบบุหรี่ วันละครึงซองถึง 1ซองตั้งกะอายุ 19 และชอบกินเหล้า กินเบียร์ เกือบทุกวัน

น้ำหนักพุ่งพรวดช่วงอายุราวๆ27 ผมสูง 175 จากไม่ถึง 60 กิโล พุ่งมาเป็น 86 กิโล

วันนั้น ช่วงราวๆเที่ยงคืน ขณะนั่งเล่นเกมออนไลส์เกมหนึ่ง ผมรู้สึกผิดปกติที่หัวใจ
อาการหัวใจมันบีบ แน่นรัด หัวใจเต้นแปลกๆเร็วบ้าง ช้าบ้าง และเริ่มมึนหัว ตอนแรกคิดว่าไม่เป็นอะไรสักพักคงหายไปเอง
เลยฝืนเล่นไปสักพัก แต่ก็รู้สึกผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ เลยคิดว่าตัวเองคงเพลียมากเกินไปเลยเข้าไปนอนคิดว่าตื่นมาคงหาย ปรากกฏว่าไม่หาย
เพียงแค่ว่า รู้สึกค่อยยังชั่วขึ้น แต่ยังรู้สึกมึน งง นิดหน่อย วันต่อมา ไปทำงาน(ร้านอาหาร)
อาการหัวใจเต้นแปลกๆ เกิดขึ้นเป็นพักๆ รู้สึกเลยว่าหัวใจมันเต้นช้าๆคล้ายโดนบีบ รัด บวก กับอาการมึน งง เกิดขึ้่นทั้งวัน
และพอตอนกำลังจะนอน พอค่อยๆจะหลับ จะรู้สึกสะดุ้งตลอดเวลา
อาการคล้ายๆหลับแล้วกลัวจะหลับยาว กลัว หัวใจหยุดเต้น ทรมานมาก กว่าจะได้หลับได้นอนบางทีเป็น ชม.-2ชม.
ทนอยู่เดือนกว่าๆ ล่าสุดมีอาการหน้ามืดคล้ายเป็นลม กังวลมาก เลยหยุดงานไปหาหมอ ที่คลีนิคโรคหัวใจ

หมอที่ผมไปหาเป็นหมอด้านหัวใจ หมอก็ตรวจความดัน ความดันของผมค่อนข้างสูง
ส่วนหัวใจ หมอตรวจโดยเครื่องตรวจคลื่นหัวใจโดยเอาปุ่มมาแปะตามรอบๆหัวใจผม แล้วให้นอนลง
ผลคือ ปกติ (จะว่าไปตอนที่ตรวจนั้น อาการไม่ค่อยกำเริบเท่าไร)
จากนั้น หมอสั่งยาให้โดยมี ยาคลายเครียด ยาควบคุมจังหวะหัวใจ ยาความดัน ยาคลายกล้ามเนื้อ

จากวันที่ผมไปหาหมอ ผมเลิกบุหรี่โดยเด็ดขาด และไม่กินเบียร์ แล้วเริ่มออกกำลังกายโดยเริ่มจากเต้นแอร์โรบิค
และ ทานยา ไปหาหมอสัปดาห์ละครั้ง

ผ่านไปราวๆ 2-3 เดือน นน.ลดลงไป 5โล เหลือ 81 อาการของผมดีขึ้นมาก อาการมึนหัวแทบไม่มีแล้ว
นอนหลับก็ สบายปกติ แต่หัวใจ บางที มีอาการ เช่นอยู่หน้าจอคอมนานๆ จะรู้สึกมึนหัว
กับรู้สึกว่ากล้ามเนื้อหัวใจบีบรัด จนต้องเอาเล็บไปจิกตรงหัวใจบ่อยๆ
แต่พอละสายตาจากหน้าคอม เดินไปเดินมา แปบๆเดียวก็หาย หรือตอนพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่พอได้งีบสักพักก็หาย
(ผมใช้จอ lcd tv 42นิ้ว แทนจอมอนิเตอร์ใช้มา 3 ปีกว่าแล้วไม่้รุเกี่ยวกันไหม
ผมได้ไปอ่านในเวปบางเวปไซบอกว่าปัญหามึนงง ปวดหัว ในการใช้สายตาก็มี)

ผมชะล่าใจมาก เลยไม่ไปหาหมอที่คลีนิคโรคหัวใจ แต่พยายามออกกำลังกายแทน และกินโคเอนไซร์ q10 วันละขวด-2ขวดก่อนนอน
และเริ่มหันมากินเบียร์บ้าง ส่วนบุหรี่นั้นได้เลิกขาดไปแล้ว
ช่วงแรกๆไม่กล้ากินเยอะ แต่ช่วงปลายปี กินบ่อยมากขึ้น มากขึ้น และอาการก็ทรงๆ วันไหนเป็นหนัก ก็พักผ่อนงดเบียร์ราวสัปดาห์จากนั้นก็หันมากินอีก
จนน้ำหนักพุ่งไป 86-87 ส่วนออกกำลังกาย ก็เริ่มน้อยลงๆ
อาการที่เป็นก็เริ่มมีแปลกๆบ้างตอนทำงาน มีปวดแปล้บๆแบบมีคนเอาเข็มมาจิ้มที่หัวใจ
บางทีปวดตุบๆเบาๆตรงหัวใจ แต่เป็นปุ้บๆก็หาย ไม่ได้เป็นถี่ บางวันก็ไม่เป็นอะไรเลย ถ้าไม่เครียด หรือกังวล

พ้นปีใหม่มาตอนหลังตรุษจีนหรือเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้วมานี้ ผมได้เข้า รพ.
คืนก่อนเข้า รพ. ผมกินเบียร์หนักมาก และนอนน้อยมากคือ กลับมาบ้านตอนรุ่งเช้า ได้นอน 2-3 ชม. แล้วลุกไปเปิดร้าน
เปิดร้านปุ้บ ผมอัดกาแฟไป 3-4 แก้ว + น้ำชากานึง พยายามแก้เมาค้าง + ให้ตาแจ้ง
คิดว่าพอตอนบ่ายๆคนไม่ค่อยมี จะขึ้นไปพักสัก 2ชม. ให้แฟนเฝ้าร้านไว้แล้วค่อยลงมาขายต่อช่วงเย็นๆ
พอช่วงพักอาการผมแย่มาก มึนหัว อ้วก 2 รอบพยายามนอน นอนไม่หลับ หัวใจเต้นแรงและถี่มาก
คิดว่าตัวเราเองจะเป็นอะไรหรือเปล่า อาการแปลกๆ กังวลไป พยายามนอนไป แต่ตาค้าง
ช่วงนึงผมรู้สึกร้อนวูบจากช่วงตัวลงมาช่วงขา หัวใจเต้นแบบเร็วสุดๆ มือ และขา ชา และสั่นไปหมด
คิดในใจเลยว่า แย่แล้ว เลยรีบให้แฟนทิ้งร้านพาไป รพ.เลย ในใจกลัวตายแบบสุดๆ มือ ขาสั่นตลอดทางเลย

ไปหาหมอ หมอให้ พยายามสงบสติอารมณ์ มือผมเกร็งมากพยาบาลต้องเจาะเข็ม 3-4 ครั้งให้น้ำเกลือ
พอสงบใจได้สักพัก ได้นอนห้อง รพ. ได้ทานยานิดหน่อย ผ่านไป 2ชม. อาการหัวใจเต้นเร็ว ได้หายไป
วันต่อมาผมได้ออกจาก รพ. (ค่ารักษาโดนไป เกือบหมื่น)
โดยหมอบอกว่าเป็นเพราะ กาแฟ และไม่น่าเกี่ยวกะโรคหัวใจ พร้อมกับตรวจต่อมไทร์รอยให้ผมด้วย
เพราะหมอคิดว่าผมเป็นโรคนี้ แต่ผลคือ ร่างกายผมปกติ

จากวันที่ออกจาก รพ. ผมงดเบียร์ (อีกแล้ว) พยายามวิ่งๆเดินๆทุกวัน จากวันละ 3รอบ 5รอบ จนวันละ 7รอบ
1เดือนกว่า ผม นน.ลดไป 7กิโล กว่า จาก 86.4.ตอนนี้เหลือ 78.7
บวกกับเปลี่ยนเวลานอนใหม่พยายามนอนให้มากขึ้น สุขภาพร่างกายดีขึ้นมาก
และได้ไปหาข้อมูลต่างๆในเวป จนเจอโรค panic หรือโรคใจอ่อน คิดไปเอง
เลยคิดว่าเราเป็นโรคนี้มากกว่า เลยพยายามไม่เครียด

จนเมื่อช่วงเทศกาลสงกราน เริ่มมากินเบียร์อีก และนอนน้อย คิดว่าไม่เป็นไรถ้าพรุ่งนี้ได้ออกไปวิ่ง
ตื่นขึ้นมาไปทำงาน ผลคือ รู้สึกมือซ้ายชา ขาซ้ายชา กังวลนิดหน่อย ช่วงเที่ยงลูกค้าเยอะ และช่วงวุ่นๆ
อาการ มือ เท้าชา ร้อนวูบ หัวใจเต้นแรง เร็ว กำเริบ
แต่ทีนี้ได้ลองทำตัวแบบที่ได้ไปอ่านในเวปของคนที่เป็นอาการ panic คือ
พยายามใจเย็นๆ อย่าคิดว่าเป็นโรคหัวใจ สูดลมหายใจเข้า ออกช้าๆ สักพักก็หาย
ผมคิดในใจว่า ตัวเองคงไม่เป็นโรคหัวใจหละมั้ง แต่รุสึกตัว มือยังชาๆแปลกๆ เลยขอไปนอนพัก

วันต่อมาได้ออกไปวิ่ง วิ่งไปสักพักรู้สึกมือชาแปลกๆ วิ่งไปได้อีกสักพัก กังวลไป วิ่งไป อาการเดิมมาอีก
ร้อนวูบ หัวใจเต้นแรง มือ ขา ชา ใจสั่นอย่างแรง
เลยเดินเอาตัวไปนั่งพักสักแปบก็หาย แต่ไม่ฝืนวิ่งต่อ เพราะกลัว

จากวันนั้นผมก็ไม่ได้ออกกำลังกายอีก เพราะรู้สึกว่าร่างกายตัวเองแปลกๆ
เหมือนมีอะไร ตึงๆอยู่ที่หัวใจ นอนก็ไม่ค่อยหลับ
แต่ถ้าพยายาม ผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่คิดมาก ก็ไม่เป็นอะไร
มีไปหาเพลงแบบเสียงธรรมชาติมาเปิดตอนนอน ก็หลับสบายดี

ราวๆ10วันก่อน ผมได้ไปเที่ยวเธค เพื่อนชวนไป ใจจริงไม่อยากไป กะไปแปบๆก็ชิ่งกลับ บวกกับง่วงนอน
ขวดแรกๆ ผมไม่กล้ากินด้วยซ้ำกลัวอาการกำเริบมือ ยังสั่นอยู่
แต่แปลกยิ่งกิน ยิ่งไม่คิดมาก ไม่เกิดอาการ รุสึกสบายใจ
เลยหมดไปหลายขวดและหัวถึงหมอนหลับทันที

จนผมมาสังเกตุ ตัวเราเองเป็นอย่างนี้หลายครั้งมากคือพอกินเบียร์แล้วรู้สึกโล่ง อาการไม่เคยกำเริบเลย
แต่จะมาเป็นตอนตื่นมาอีกวัน คือกลัว กังวล มือชา หน้ามืด แต่ถ้าพยายามไม่คิดมาก ก็ไม่เป็นไร

ช่วงสัปดาห์นี้

รู้สึกหัวใจมัน บีบ หัวใจเต้นช้าๆ บางที มึนหัว อาการช่วงแรกๆที่เป็นได้กลับมาอีกแล้ว
แต่ไม่รู้ทำไมอาการนี้ ตอนทำงานเพลินๆ ไม่เป็น เป็นแค่รู้สึกว่าหัวใจมันตึงๆ หน้ามืด แต่ถ้าทำตัวผ่อนคลายก็ไม่รูสึก
แต่ อาการนอนแล้วกลัวแล้วหัวใจหยุดเต้นได้กลับมาอีก ตอนตี5สะดุ้งตื่นพร้อมอาการหัวใจเจ็บแปลกๆ
ขากับตัวกระตุกตอนช่วงกำลังจะเคลิ้มหลับตลอด
อาการนี้กว่าจะได้หลับ ทรมานมากๆ ต้องพยายามไม่คิดมาก ไม่กังวล กว่าจะได้หลับอีกที 7 โมงเช้า

มะรืนวาน เพื่อนมา นั่งกินเบียร์ 1ขวด พอเป็นพิธี เพราะรุตัวต้องทำงาน
เหมือนเดิมตอนแรกมือสั่นไม่อยากกิน กลัว แต่กินไปสักพักไม่รุสึกอะไร


วันนี้ตอนนั่งกินข้าวข้างนอกช่วงเย็น
อยู่ๆมือชา ขาชา รุสึกตัวหนืดๆหัวใจเต้นแบบช้าๆ เวียนหัว หน้ามืด
รู้สึกเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง เลยเช็คบิลรีบกลับบ้าน
กะไป รพ. เพราะอาการมันแปลกๆกว่าเดิม แต่พยายามผ่อนคลายเข้าไปอาบน้ำอุ่นสักแปบ และเดินไปเดินมา ราว ชม. ดันหาย

จนตอนนี้มานั่งพิมพ์อยู่นี่หละครับ
อยากทราบว่าอาการที่ผมเป็นมันคือโรคอะไรกันแน่ครับ ระหว่างโรคหัวใจ หรือโรค panic

อ่า อีกคำถามครับ ไอเครื่องดื่ม โคเอ็นไซม์ คิวเท็น นี่ มันช่วยเรื่องหัวใจจริงๆใช่ไหมครับ
ผมซื้อจาก เซเว่นมา คล้ายๆน้ำดื่มเพื่อสุขภาพ Q10 29มก. กินวันละขวด
ไม่รู้หลอกตัวเองหรือเปล่า
วันไหนที่ไม่ได้กินรู้สึกไม่ค่อยดี ต้องหามากินทุกวัน

อาจจะยาวไปหน่อย ขอโทษนะครับ



โดย: vagrants IP: 171.6.57.196 วันที่: 12 พฤษภาคม 2556 เวลา:11:34:04 น.  

 

สวัสดีค่ะคุณนิตและคุณvagrants

คนนอนดึก นอนน้อย ชอบนั่งหน้าคอม เล่นเนต เล่นเกม สูบบุหรี่ วันละครึงซองถึง 1ซองตั้งกะอายุ 19 และชอบกินเหล้า กินเบียร์ เกือบทุกวัน

^
^
^

สิ่งต่างๆที่เล่ามา เป็นลบต่อคนที่เป็นแพนิคค่ะ
สมองต้องการพักผ่อนในตอนกลางคืน
นอนก่อนเถอะค่ะ เพราะสายตาส่งผลต่อระบบประสาท
ส่วนเบียร์และเหล้า อาจทำให้อาการแพนิคหายเป็นการชั่วคราว
แต่ผลเสียคือไปลดวิตามินบี นี่ยิ่งแย่กับสมองใหญ่
พักผ่อนนอนหลับ หายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆ
ลดการใช้สายตาเป็นเวลานานๆ
อาการต่างๆก็จะดีขึ้นมาเองค่ะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 16 พฤษภาคม 2556 เวลา:14:25:33 น.  

 
ระหว่างที่สารเคมีในสมองกำลังปรวนแปร
ระบบการสั่งการของสมองก็เฉื่อยชาไปด้วย
ทำให้มีอาการชา รุ้สึกคล้ายระบบทำงานช้าและอืดอาด

ดื่มน้ำมากๆนะคะ แล้วลองลูบไล้ตามร่างกาย
คล้ายๆทาครีมหรือถูสบู่ เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก
ประสาทสั่งการจะได้กลับมาทำงานตามปกติ
หรือจะลองกัวซา เพื่อลดอาการชาดังกล่าว

ส่วนเครื่องดื่มที่คุณถามมา หากว่ามีกำลังทรัพย์
สามารถดื่มได้ ก็จัดไปตามนั้น
แต่หากต้องการประหยัด ลองทานยาหอม หรือชาชงจากเกสรทั้งห้า
จะช่วยบำรุงหัวใจและระบบประสาทผ่อนคลาย
ขอเอาใจช่วยค่ะ


แอมอร




โดย: peeamp วันที่: 16 พฤษภาคม 2556 เวลา:14:34:31 น.  

 
เรียนถามผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับยา Zoloft หน่อยค่ะ
ไม่ทราบว่าสามารถรับประทานร่วมกับหรือผสมในเครื่องดื่มชนิดใดได้หรือไม่ได้บ้างคะ
ลูกได้รับยานี้มาซึ่งต้องทานครั้งละ 25 มก. เป็นแบบเม็ด แต่ไม่ยอมทาน จึงอยากจะบดผสมในเครื่องดื่มค่ะ


โดย: แนน IP: 119.46.251.131 วันที่: 20 พฤษภาคม 2556 เวลา:12:25:12 น.  

 
เรื่องยา Soloft ผสมกับเครื่องดื่มได้ทุกชนิด ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ครับ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ประสิทธิภาพของตัวยาลดลงครับ


โดย: แจ๊ค IP: 1.0.159.81 วันที่: 21 พฤษภาคม 2556 เวลา:1:53:03 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะคุณแจ๊คสำหรับคำตอบ
และขอขอบคุณท่านเจ้าของบล็อคที่ทำให้มีข้อมูลดี ๆ ไว้ค้นหาค่ะ
เย็นนี้วางแผนว่าจะบด Zoloft ผสมน้ำแดงเฮลส์บลูบอยย์ วันต่อไปก็จะเปลี่ยนเครื่องดื่มไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ dose แรกค่ะ


โดย: แนน IP: 119.46.251.131 วันที่: 21 พฤษภาคม 2556 เวลา:8:22:56 น.  

 
สวัสดียามบ่ายๆค่ะเพื่อนๆทุกคน

ขอให้มีความสุขในวันทำงานนะคะ


โดย: แอมอร IP: 182.52.114.160 วันที่: 22 พฤษภาคม 2556 เวลา:14:37:38 น.  

 
ขออนุญาตคุณแอมอร
เมื่อคืนได้อ่านเจอที่เว็บนี้ ตอนนี้ตัวเองกำลังประสบกับปัญหานี้ทรมานเกือบทุกวันทุกคืนเริ่มแรกใจสั่นหัวใจเต้นแรงหนาวเข้าไปในอกกลางคืนไม่ค่อยหลับ ได้ไปหาหมอให้ยานอนหลับกับยาแก้ใจสั่นไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไร เป็นมากขี้นจนตอนนี้ตื่นไปทำงานลำบาก อ่านเรื่องราวคุณแจ็ครู้สึกเข้าใจมากๆอยากปรึกษาบ้าง บ้านอยู่ชนบทไม่มีร้านขายยาแผนโบราณเลยอยากขอซื้อสมุนไพรเกสรทั้งห้ามีใครกรุณาให้สั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ไหมคะช่วยตอบหน่อยนะคะท่านใดก็ได้ บุษ


โดย: บุษ IP: 110.77.236.206 วันที่: 25 พฤษภาคม 2556 เวลา:7:54:00 น.  

 
ลืมบอกเบอร์โทร์ค่ะ ๐๘๒-๘๗๐-๕๑๕๙


โดย: บุษ IP: 110.77.236.206 วันที่: 25 พฤษภาคม 2556 เวลา:8:27:17 น.  

 
เกสรทั้งห้ายังมีเหลืออีกนิดหน่อย
ส่งที่อยู่มาทาง sms สิคะ แล้วจะส่งไปให้ค่ะ


โดย: แอมอร IP: 101.108.207.130 วันที่: 27 พฤษภาคม 2556 เวลา:22:03:52 น.  

 
น้องสาวเป็นโรคแพนิคคะ สงสารน้องมาก ไม่ทราบเกศรทั้งห้ามีขายที่ไหนคะ


โดย: คิตตี้ IP: 202.140.108.100 วันที่: 29 พฤษภาคม 2556 เวลา:2:06:13 น.  

 
เกสรทั้งห้ามีขายตามร้านยาแผนโบราณทั่วไปค่ะ
บอกคนขายว่าเกสรทั้งห้า เขาก็จะหยิบให้
ซื้อไม่ต้องมากสักยี่สิบบาท ก็ดื่มไม่ไหวแล้ว

หากว่าหาไม่ได้จริงๆใช้ดอกมะลิลาแห้ง
หรือใบเตยตากแห้งชงดื่มต่างน้ำก็พอใช้ได้
หากหาไม่ได้จริงๆชงยาหอมยี่ห้ออะไรก็ได้ดื่มดูนะคะ
หากว่าทนกลินไม่ไหว ใส่แคปซูลจะง่ายกว่า
ลองดูนะคะ จะทำให้ระบบประสาทผ่อนคลาย
หายใจสะดวกขึ้นจริงๆ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 7 มิถุนายน 2556 เวลา:6:53:19 น.  

 
คุณแอมสบายดีนะค่ะ อยากถามคุณแอมค่ะว่าเกสรทั้ง 5 ก่อนกินต้องล้างก่อนมั้ยค่ะ และกินได้บ่อยขนาดไหน แล้วเกสรทั้ง 5 มีแบบเดียวใช่มั้ยค่ะ เพราะฝากน้องซื้อค่ะ ไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า แต่ก็มีดอกหลายๆ อย่าง และเหมือนมีคล้าย ๆ คำฝอยค่ะ ขอบคุณค่ะ...


โดย: แดง IP: 182.52.142.4 วันที่: 21 มิถุนายน 2556 เวลา:10:34:32 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแดง
งานยุ่งนิดหน่อย แต่สบายดีค่ะ
เกสรทั้งห้า คือดอกไม้ห้าอย่างปนกัน
พิกุล บุนนาค สารภี มะลิลาและเกสรบัวหลวง
ที่เห็นเป็นฝอยๆนั่นคือเกสรบัวหลวงค่ะ
หากไม่ชอบกลิ่นดอกพิกุล
ใส่เตยหอมเพิ่มเข้าไปอีกอย่างก็ได้ค่ะ
จะช่วยให้ดื่มง่ายขึ้น

หากไม่แน่ใจในความสะอาด
หยิบมาใส่ในแก้ว ล้างฝุ่นผงออกได้ค่ะ
จากนั้นก็เติมน้ำร้อนลงไป คล้ายๆชงชาจีน
จิบไปเรื่อยๆแทนน้ำได้เลยค่ะ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 22 มิถุนายน 2556 เวลา:22:23:58 น.  

 
ขอบคุณค่ะคุณแอม จะถามคุณแอมอีกอย่างค่ะ ยาหอมตราเทพจิตร (ห้าม้า) มีคุณสมบัติเหมือนเกสรทั้ง 5 หรือเปล่าค่ะ เพราะดูแล้วมีส่วนผสมของดอกไม้เหมือนกันค่ะ..ตอนนี้อาการก็มาอยู่เรื่อย ๆ ค่ะ มึน ๆ งง ๆ บางวันก็หายใจเหนื่อย ๆๆ แต่ก็พยายามจะปรับตัวค่ะ ขอให้คุณแอมแข็งแรงตลอดไปนะค่ะ


โดย: แดง IP: 101.109.243.249 วันที่: 24 มิถุนายน 2556 เวลา:8:58:25 น.  

 
ขอบคุณค่ะคุณแอม จะถามคุณแอมอีกอย่างค่ะ ยาหอมตราเทพจิตร (ห้าม้า) มีคุณสมบัติเหมือนเกสรทั้ง 5 หรือเปล่าค่ะ เพราะดูแล้วมีส่วนผสมของดอกไม้เหมือนกันค่ะ..ตอนนี้อาการก็มาอยู่เรื่อย ๆ ค่ะ มึน ๆ งง ๆ บางวันก็หายใจเหนื่อย ๆๆ แต่ก็พยายามจะปรับตัวค่ะ ขอให้คุณแอมแข็งแรงตลอดไปนะค่ะ


โดย: แดง IP: 101.109.243.249 วันที่: 24 มิถุนายน 2556 เวลา:8:58:38 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแดง

ยาหอมที่มีส่วนผสมของดอกไม้ใช้แทนกันได้ค่ะ
หากหายใจเหนื่อยๆลองกัวซาดูนะคะ
ลองอ่านวิธีทำ เรื่องการกัวซา ขูดพิษ เช็ดแหก
และการกดจุดลมปราณ

จากนั้นหัวเราะเสียงดังๆลองดูในยูธูปของอาจารย์วัลลภนะคะ
พิมพ์คำว่าหัวเราะเพาะสุข หรือจะหารายการตลกมาดู
หรือหายใจเข้าลึกๆหายใจออกยาวๆ
เพราะอาการที่กล่าวมา แสดงว่าสมองขาดออกซิเจนแล้วค่ะ

แอมอร




โดย: peeamp วันที่: 24 มิถุนายน 2556 เวลา:21:27:42 น.  

 
fanpace...พิชิตแพนิคได้ในสามสิบวัน


หากสนใจลองตามไปนะคะ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 22 กรกฎาคม 2556 เวลา:22:36:18 น.  

 
หนูไม่ทราบว่าเป็นโรคแพนิคหรือเปล่าค่ะ อาการเริ่มตั้งแต่ตอน 7 ขวบปัจจุบัน 23 แล้ว ตอนนั้นจำได้ว่ามีอาการลอยๆ หวิวๆ ใจสั่น เคยไปหาหมอ หมอก็บอกไม่มีอะไร เคยเอ็กซเรย์ก็ไม่มีความผิดปกติ คืออาการที่หนูเป็นบางครั้งจะเป็นลมด้วย ชาตามมือและขาข้างซ้ายจะเกร็งที่ปาก คือกัดกระพุ้งแก้มตัวเอง (ตอนเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยจะบอกน่ะค่ะ)ประมาณสัก2-3 นาทีก็หาย หมอเลยให้ยา DILANTIN(ยากันชัก) มาให้ทานทุกวันก่อนนอน วันละ 3 เม็ด
พออ่านอาการที่คนอื่นเป็นก็มีบางส่วนที่คล้ายกันคือใจหวิว และคิดว่าเคยผ่านช่วงอดีตนี้มาแล้ว ก็เลยไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรกันแน่ไม่กล้าหยุดยาที่หมอให้มาด้วยค่ะ กลัวว่าจะเป็นอีก มันทรมานมากค่ะ


โดย: beer ka IP: 101.109.32.76 วันที่: 3 ตุลาคม 2556 เวลา:14:42:05 น.  

 
สวัสดีค่ะน้อง beer

ลองถามตัวเองและสำรวจตรวจสอบตัวเองดูนะคะว่าก่อนหน้าที่อาการจะกำเริบ
น้องเบียร์มีความเครียดและความกดดันอะไร
ที่เก็บไว้ในใจที่ไม่สามารถบอกใครได้หรือเปล่า
หรือในขณะนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิต
ที่ส่งผลให้เกิดความรู้สึก วิตกกังวล รู้สึกไม่สบายใจ

เพราะอาการที่เล่ามา เป็นไปได้มาก
น่าจะเกิดจากความเครียด

เช่น

เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกคับข้องใจ
หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต
หรือสูญเสียคนในครอบครัว
หรือต้องพลัดพรากจากคนที่เรารัก

ลองหาวิธีผ่อนคลาย และสลายความเครียด
ไปเที่ยวทะเล ไปพักผ่อน
สวดมนต์ ทำสมาธิ และปล่อยวาง
เมตตาและให้อภัยผู้คนและสิ่งต่างๆที่เราไม่ชอบใจ
หาเวลาไปพักผ่อนในที่ที่เป็นธรรมชาติ
รับอากาศบริสุทธิ
หางานอดิเรกทำ จะร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรี ทำขนม ดูหนัง
จะช่วยทำให้อารมณ์ผ่องใสและมีความสุข

ส่วนยาก็ทานควบคู่กันไปค่ะ

แอมอร




โดย: peeamp วันที่: 9 ตุลาคม 2556 เวลา:15:37:30 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแอมอร
เคยไปหาหมอจิตเวชมาแล้ว เล่าอาการต่างๆให้หมอฟัง หมอก็บอกว่าคุณเป็นแพนิค แต่ก่อนจากนั้นเคยหาข้อมูลจากinternet มาบ้างแล้วเลยไม่ตกใจกับชื่อโรคนี้มากนัก หมอให้ทานยาและรักษาอยู่ 1 ปี กินยาและไปตามหมอนัดอย่างเคร่งครัด เพราะอยากหายมาก ในหว่างที่กินยาก็อาการดีขึ้นมากแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก จนครบ 1 ปีหมอก็ให้ลดและหยุดยาในที่สุด ดีใจมากที่เราหายแล้วไม่ต้องทนกับโรคที่ทรมานนี้อีกต่อไป ไม่กี่เดือนผ่านไปก็ตั้งครรภ์ ระหว่างนั้นอาการกลับมาบ้าง แต่พอควบคุมไว้ได้ อาจเพราะเรารู้ว่าเราเป็นอะไร ศึกษาข้อมูลจาก internet บ่อยๆ หลังจากคลอดลูก อาการก็มาบ่อยขึ้น แต่ไม่มากเท่าตอนไปหาหมอแล้ว ตอนนี้ลูกสองขวบกว่าแล้ว มีอาการมาตลอด พยายามอดทน บอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่ถึงตาย แต่มันทรมานแต่ไม่อยากให้มันกลับมาอีก อาการที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คือ รู้สึกมึนงง เหมือนตัวเราโคลงเคลง(คล้ายแผ่นดินไหว) กลัวตัวเองจะเป็นลมตลอดเวลา เป็นเกือบทุกวัน ตอนค่ำๆก่อนนอน มันเป็นอาการทางกายที่ควบคุมมันไม่ได้ ไม่เหมือนอาการกลัว อาการวิตก ที่เราพอจะควบคุมมันได้อีกอาการที่เริ่มเป็นบ่อยช่วงนี้คือการตกใจตื่นกลางดึก พร้อมกับการเป็นตะคริวที่มือทุกครั้ง ตอนตกใจตื่นคล้ายกับว่าเราต้องตื่นขึ้นมาเหมือนกำลังจะขาดใจตาย หลังจากตื่นและตั้งสติได้ก็หลับต่อ เป็นอาการแบบนี้บ่อยๆ เล่าให้แฟนฟังมาตลอดตั้งแต่เริ่มเป็น จนตอนนี้ เค้าก็เข้าใจ และบอกว่าถ้าไม่ไหวก็ไปหาหมอเอายามาทานอีก มันเป็นอาการตอนหลับไม่รู้จะควบคุมมันอย่างไร ไม่แน่ใจว่ามันคืออาการของแพนิคหรือเปล่า เข้ามาอ่านเจอเว๊บนี้ รู้สึกดีขึ้นมากเพราะก่อนจากนี้รู้สึกท้อเหลือเกินทำไมเราต้องเจอโรคแบบนี้ คงเป็นเวรกรรม นึกว่าทานยาแล้วจะไม่เป็นอีก แต่วันนี้มีกำลังใจขึ้นมากมีคนเป็นเหมือนเราเยอะ และเค้าอยู่กับมันได้ ขอบคุณข้อมูลดีๆ ต่อจากนี้จะลองนำวิธีหลายๆอย่างของคุณแอมอรไปปฏิบัติดูค่ะ ทั้งเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การพักผ่อน การออกกำลังกาย การทำสมาธิ และการปล่อยวาง อ้อ..สนใจเรื่องเกสรทั้ง 5 มากค่ะจะลองไปหาซื้อมาทานนะคะ...


โดย: jang IP: 118.173.183.219 วันที่: 17 ตุลาคม 2556 เวลา:15:43:52 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณ jang

การคลอดทำคุณแม่ต้องสูญเสียพลังชีวิตไปมาก
ทางการแพทย์แผนจีนเรียกว่าพลังชี่
หลังจากคลอดต้องใช้พลังปลุกตัวเอง
ตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อให้นมลูก
อดหลับอดนอน เพื่อดูแลลูกอ่อน

เมื่ออดนอนในตอนกลางคืน
แต่ยังต้องตื่นแต่เช้า
มาเตรียมอาหาร ซักผ้า ทำงานบ้าน
คุณแม่บางคนยังต้องทำงานนอกบ้านด้วย
ทำให้ยิ่งรู้สึกอ่อนเพลีย

อีกทั้งคุณแม่ยุคใหม่ ไม่ได้อยู่ไฟ
ไม่ได้บำรุงเลี้ยงร่างกายตัวเอง
ทั้งๆที่คุณแม่บางคนต้องให้นมลูก
จึงสะสมเป็นความอ่อนเพลียเรื้อรังและเกิดเป็นความเครียด
ซึ่งภาวะเหล่านี้คุณแม่เป็นกันมากเลยค่ะ


ความเครียดไปกระตุ้นระบบประสาทอัตดนวัติซิมพาเททิก
ที่อยู่เหนือการควบคุมของจิตใจ
สั่งการให้ตกใจตื่น และรู้สึกคล้ายกำลังจะขาดอากาศหายใจ
ทั้งๆที่เรากำลังหลับ เราต้องสลายความเครียด
ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การพักผ่อน
การออกกำลังกาย การทำสมาธิ การปล่อยวาง
และพักการใช้สายตา...ที่คร่ำเคร่งอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานานๆ


และควรบำรุงกำลังด้วยยาจีนดูบ้างนะคะ
พวกที่มีส่วนผสม จากตังกุย ตั้งถั่งเฉ้า เก๋ากี้
หรือซุปไก่สกัด
เพื่อเสริมสร้างพลังไว้วิ่งไล่ตามลูกในวัยกำลังซน

การเลี้ยงลูกเล็กๆเป็นความสุขใจ
แต่กลายเป็นเครียดได้เหมือนกัน..เหนื่อยไม่นานหรอกค่ะ
ลูกของเราเป็นเด็กได้แค่เพียงครั้งเดียวเอง
จงสนุกกับการเลี้ยงลูกนะคะ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ


แอมอร



โดย: peeamp วันที่: 17 ตุลาคม 2556 เวลา:22:44:02 น.  

 
ขอบคุณค่ะคุณแอมอรสำหรับคำแนะนำและกำลังใจ จะลองปฏิบัติอย่างที่คุณว่าดูนะคะ ว่างๆจะเข้ามาเล่าให้ฟังอีกค่ะ


โดย: jang IP: 118.173.192.145 วันที่: 18 ตุลาคม 2556 เวลา:10:10:55 น.  

 
ผมไปหาจิตแพทย์มาเล่าอาการต่างๆ เกี่ยวกับการนอนไม่หลับ แล้วกลัวว่าจะส่งผลเป็นนั่นเป็นนี่ หมอให้ยามาลองทานดู 7 วัน ทานวันแรกมึนงง เบื่ออาหารคลื่นไส้ มือชา เลยลองทนอีกวันนึง อาการก็เหมือนเดิม เลยตัดสินใจไปหาหมอ หมอบอกว่าอยู่ในช่วงปรับตัว ต้องอดทน พอครบ7วันแล้วมาดูอาการอีกที รู้สึกท้อใจอยากหยุดยาเอง ไม่อยากกินแล้ว อีกใจก้กลัวถ้าหยุดเองจะส่งผลอะไรหรือเปล่า ช่วยผมตัดสินใจทีครับ


โดย: มะเดี่ยวครับ IP: 182.53.122.44 วันที่: 26 ตุลาคม 2556 เวลา:11:01:08 น.  

 
ลืมบอกรายละเอียดไปครับหมอบอกว่าผมเป็นแพนิก


โดย: มะเี่ี่ดี่ยวครับ IP: 182.53.122.44 วันที่: 26 ตุลาคม 2556 เวลา:11:02:40 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณมะเดี่ยว

ยาที่คุณมะเดี่ยวทานอยู่ในขณะนี้ น่าจะเป็นยาพระรอง
ซึ่งเป็นยาที่ใช้ควบคู่กันไปกับยาพระเอก
ยาพระรองจะเป็นประเภทกล่อมประสาท
จึงส่งผลให้เกิดอาการต่างๆเพราะเป็นช่วงปรับตัว
อย่างที่คุณหมอบอก
กว่าที่ยาพระเอกจะออกฤทธิ์
คงต้องรอให้ผ่านสองสัปดาห์ไปก่อนค่ะ

เรื่องการงดยา คุณมะเดี่ยวคงต้องย้อนกลับมาถามใจตัวเอง
ว่าหากเกิดอาการ คุณพอจะต้านทานไหวไหมคะ
ที่จะทำใจสบายๆเฝ้าดูอาการ
และรอให้มันผ่านไป

เมื่ออาการแพนิควนกลับมาใหม่
มีพลังใจที่จะสลายความเครียดได้หรือเปล่า
เช่น สวดมนต์ ทำสมาธิ โยคะ แบดมินตัน
ดื่มน้ำเปล่า จัดตารางชีวิตใหม่
กินให้เป็นเวลา นอนให้เป็นเวลา
พักสายตาและฝึกสมองให้มองบวก
และฝึกปล่อยวาง

เพราะสิ่งเหล่านั้น สามารถพิชิตแพนิคได้
ขอเพียงมีพลังใจพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
รู้อย่างนี้แล้ว...จะกินยาหรือไม่
ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณแล้วค่ะ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 26 ตุลาคม 2556 เวลา:22:31:50 น.  

 
ขอบคุณมากครับคุณเอมอร ผมจะลองไปพบหมออีกทีตามที่หมอนัด ถ้าไปครั้งนี้แล้วไม่ดีขึ้นผมจะพยายามพึ่งตนเองแล้วครับ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ


โดย: มะเดี่ยวครับ IP: 182.53.148.86 วันที่: 27 ตุลาคม 2556 เวลา:12:22:45 น.  

 
ก่อนอื่นต้องขอโทษคุณแอมอรด้วยนะครับที่เรียกผิดเป็นเอมอร คืออยากจะขอปรึกษาอีกหน่อยผมมีอาชีพเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจะเปิดเทอมในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ครับ ถ้าร่างกายผมยังปรับตัวต่อยาไม่ทันผมคงจะงดยา และพึ่งตนเอง โดยทำตามคำแนะนำที่คุณแอมอรให้มานะครับ ขอบคุณครับ


โดย: มะเดี่ยวครับ IP: 182.53.148.86 วันที่: 27 ตุลาคม 2556 เวลา:13:02:25 น.  

 
คุณมะเดี่ยวลองเคี้ยวหมากฝรั่งดูสิคะ
ทุกครั้งที่ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน
เดินแกว่งแขนและเคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล
สามารถช่วยให้อาการใจสั่นลดลงค่ะ

เอมอรหรือแอมอรก็ไม่เป็นไรค่ะ
เอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้นะคะ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 28 ตุลาคม 2556 เวลา:16:34:34 น.  

 
รบวนขอเบอร์ด้วยค้ะขอคำปรึกษาด้วยค่ะ


โดย: พนา IP: 111.84.18.9 วันที่: 29 ตุลาคม 2556 เวลา:16:17:34 น.  

 
รบวนขอเบอร์ด้วยค้ะขอคำปรึกษาด้วยค่ะ


โดย: พนา IP: 111.84.18.9 วันที่: 29 ตุลาคม 2556 เวลา:16:22:12 น.  

 
รบวนขอเบอร์ด้วยค้ะขอคำปรึกษาด้วยค่ะ


โดย: พนา IP: 111.84.18.9 วันที่: 29 ตุลาคม 2556 เวลา:16:32:21 น.  

 
ขอบคุณสำหรับกำลังใจและคำแนะนำนะครับคุณแอมอร


โดย: มะเดี่ยวครับ IP: 115.67.165.97 วันที่: 29 ตุลาคม 2556 เวลา:20:13:29 น.  

 
คุณเจ้าของความเห็นที่3คะ เป็นแพนิค อยากจะแนะนำให้ไปหา คุณหมอพฤต อิศรางกูร ณ อยุธยา โรงพยาบาลรามคำแหงค่ะ คุณหมอรักษาดีมาก ส่วนตัวรักษาอยู่ ดีขึ้นมากเลยค่ะ ลองติดต่อโรงพยาบาลดูนะคะ บอกคุณหมอว่าคุณนฤมลแนะนำมาก็ได้ค่ะ


โดย: นฤมล IP: 124.121.249.214 วันที่: 7 มกราคม 2557 เวลา:13:48:36 น.  

 
คือหนูไม่รู้ว่าหนูเป็นโรคนี้หรือเปล่านะคะ แต่อยากเล่าให้ฟัง คือว่าปีที่แล้วหนูได้ไปช่วงงานศพพ่อของเพื่อน ได้อยู่ช่วยแบบใกล้ชิดมาก ๆ พอกลับมาบ้านแรก ๆก็ไม่เป็นไรคะนานๆเค้าซัก 2-3 เดือนเริ่มมีอาการกลัว กลัวตาย กลัวเป็นพ่อกับแม่หรือญาติ คือมีอะไรมากระทบกับความเชื่อของเราแบบว่าฝันเห็นฟันหลุดฟันหักอะไรแบบนี้พอสะดุ้งตื่นก็จะนอนไม่ได้ กลัวสั่นมาก ๆคะ // หลังจากนั้นมาเวลาไปงานศพหนูจะเก็บมาฝันบางทีไม่ฝันจินตนาการเองเป็นงานญาติหรือพ่อแม่หรือไม่คิดมันก็ฝุดขึ้นมา กลัวมากมือเย็นเท้าเย็น ขณะพิมตอนนี้มันยังมีคิดอยู่นะคะ // คือหนูไม่รู้จะทำไงหับมันแล้วคะ ไปหาหมอก็บอกให้ไปขอใบส่งตัว แล้วก็ไม่ได้ หนูอยากหาย ตอนนี้เรียนช่างเห็นข่าวที่ไฟดูดอะไรต่าง ๆสมองก็จินตนาการเองกลัวเอง ทรมานมากคะ // ปัจจุบันหนูรู้สึกเหมือนจะเป็นมากขึ้นวันนั้นหนูไปเที่ยวบ้านเพื่อนแล้วโทรหาแม่ไม่รับ สมองหนูจินตการไปถึงขั้นแม่ป่วยแม่เป็นอะไรไปหนูก็รีบบึ่งรถเหยียบเป็น 100 เพื่อกลับมาพอมาถึงคือว่าแม่ทำงานแล้วลืมโทรศัพท์ไว้ ตอนนี้จะไปไหนระแวงวิตกกังวลไปหมดเลยคะ กลัวแม่เป็นนั้นเป็นนี้กลัวพ่อเป็นนั้นเป็นนี้ ทรมานคะ จริง ๆเลย :'( หนูอาจจะเขียนไม่ค่อยเข้าใจนะคะ ตอนพิมนี้ยังรู้สึกกลัวอยู่เลย ไม่รู้กลัวอะไร กลัวไปหมด


โดย: ต้นอ้อ IP: 171.4.251.220 วันที่: 9 พฤษภาคม 2557 เวลา:22:15:18 น.  

 
อีกอย่างนึงหนูอยู่เชียงใหม่ ขอช่วยแนะนำหมอหน่อยนะคะ


โดย: ต้นอ้อ IP: 171.4.251.220 วันที่: 9 พฤษภาคม 2557 เวลา:22:37:56 น.  

 
สวัสดีค่ะ
หนูเริ่มมีอาการแพนิกมาตั้งแต่มอสองค่ะ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเป็นโรคแพนิก เพิ่งมารู้ไม่กี่วันก่อน ซึ่งตอนนี้กำลังจะขึ้นมอหก แต่อาการก็ไม่ได้กำเริบตลอดสี่ปีหรอกนะคะ มันเป็นหนักในช่วงเริ่มเป็นแรกๆนั้นคือมอสอง(สาเหตุที่เป็นคือมีเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจมากๆ) แต่ก็เริ่มทุเลาลงตอนมอสาม และหลังจากนั้นก็เป็นบ้างนานๆครั้ง
ความรู้สึกหนูมันทั้งดีใจและเสียใจที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ หนูดีใจที่ได้รู้ว่าควรรับมือยังไงถ้ามีอาการนี้ แต่หนูก็เสียใจอ่ะค่ะที่ตัวเองเป็นโรคนี้ เพราะหนูคิดอยากสอบเข้าแพทย์ แต่หนูคิดว่าด้วยการเป็นโรคนี้หนูคงไม่เหมาะกับอาชีพนี้แล้วใช่มั้ยคะTT...แต่ถ้าหนูจะพยายามรักษาตัวเอง ใส่ใจสุขภาพเยอะๆ คุณแอมอรคิดว่าหนูจะมีโอกาสที่จะเรียนคณะนี้ได้มั้ยคะ
ปล.ตอนนี้อาการหนูก็ไม่ได้หนักมากแล้วนะคะ
แค่มีอาการใจสั่น ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง คิดมากกับคำพูดคนอื่น แต่หนูก็ยังกล้าไปไหนมาไหนคนเดียว
...หนูรู้สึกขอบคุณคุณแอมอรมากเลยนะคะที่คอยแนะนำวิธีรักษาตัวต่างๆ และเป็นกำลังใจให้กับคนที่เป็นโรคนี้ ขอบคุณมากจริงๆค่ะ :)


โดย: ฟ้าใส IP: 223.205.60.34 วันที่: 21 พฤษภาคม 2557 เวลา:20:02:58 น.  

 
น้องต้นอ้อ

ลองทบทวนดูว่าวันที่หนูไปช่วยงานที่บ้านเพื่อน
อาจเพราะแปลกที่ ทำให้อดนอน
นอนไม่เพียงพอ เกิดความอ่อนเพลีย
ส่งผลให้เซโรโทนินลดลง
สมองขาดออกซิเจน
ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด

อาการที่หนูเล่ามาเป็นความวิตกกังวล
ที่เกิดจากความกลัว
กล้วว่าจะพลัดพรากจากคนที่ตัวเองรัก
ลองศึกษาธรรมะ..ทำความเข้าใจ
เกี่ยวกับความทุกข์ ตามแนวทางศาสนา
แล้วจะเข้าใจต่อความเปลี่ยนแปลง
ต่อความทุกข์ สาเหตุที่เกิดทุกข์
เกิดจากความคิดของเราเองค่ะ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 24 พฤษภาคม 2557 เวลา:23:07:58 น.  

 
น้องฟ้าใส

แพนิคเกิดจากความตึงเครียดของระบบประสาท
ที่สะสมมานาน..ระบบสั่งการแบบอัตโนมัติ
คิดว่าเรากำลังตกอยู่ในอันตราย
สั่งการพร้อมรบ

เวลาเครียด กลัวแพนิค กลัวหายใจไม่ออก
สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก

คือ....

หยุดพูด..หยุดทำ..หยุดคิด..

..

หายใจเข้าลึกๆ..เบา...สบายๆ..

...กลั้นพักไว้

นับ 1-2-3-4

หายใจออก(ทางปาก)ยาวๆ...สบายๆๆ

ทำขณะมีอาการหรือจะทำเป็นประจำ
ทำตลอดเวลาได้ยิ่งดี..
.อยู่กับลมหายใจแบบนี้
จะหยุดความคิดฟุ้งซ่าน รำคาญใจ....

สูตรของพระอาจารย์มิตซูโอะ

...

จากนั้นควรไปกวาดพื้น..ถูพื้น.
ล้างห้องน้ำหรือเดินรอบๆโต๊ะทำงาน
หรือยืนแกว่งแขนไปมา..
สลับกับงีบพักสายตาเป็นระยะๆ
เมื่อรู้สึกอ่อนเพลีย..

หยุดพักการนั่งนิ่งๆหน้าจอคอมพิวเตอร์
เจาะแต่สาระสำคัญๆแล้วนำไปปฏิบัติ
ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ร่างกาย
ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนที่..
ทำจิตใจสบายๆผ่อนคลายๆ

ทำอยู่อย่างนี้..ประเดี๋ยวอาการต่างๆ
ก็จะหายไปเอง
ควรจัดสรรเวลา..
ควบคุมเวลาในการใช้สายตา..
ให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะพอดีค่ะ
เพราะสิ่งนี้จะไปกระตุ้นให้เกิดความเครียด

ตัวเองช่วงที่มีอาการแบบหนักหน่วง
หยุดพักการนั่งนิ่งๆหน้าจอคอมพิวเตอร์
และงดใช้สมาร์ทโฟน...แบบหักดิบไป 30วัน
หาวิธีสลายความเครียดทุกรูปแบบ
อะไรที่จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายนำมาใช้หมด
งดทุกอย่างที่เป็นสาเหตุที่จะทำให้เครียด

เรื่องเรียนลองถามใจตัวเองดูนะคะ
หาเหตุผลที่อยากจะเรียนให้ได้
หากสิ่งนี้คือสิ่งที่น้องฟ้าใสรักและอยากจะเรียน
ก็จงเรียนเถอะค่ะ สิ่งใดก็ตาม
ที่เราทำด้วยความรักและสนุกที่ได้ทำ
จะนำมาซึ่งความสุข
จงค้นหาในสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเองนะคะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 24 พฤษภาคม 2557 เวลา:23:25:21 น.  

 
คุณพนา เบอร์ติดต่อค่ะ 0909944081ค่ะ
ว่างช่วงสี่โมงเย็นไปแล้วนะคะ


แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 24 พฤษภาคม 2557 เวลา:23:32:24 น.  

 
ผมมีอาการมึนหัวแถวต้นคอท้ายทอยและด้านหลังศรีษระ จะมึนงงแบบสับสน กระวนกระวาย เป็นมานานเกือบปีแล้วอาการคล้ายกับว่าเหมือนเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทรมานมาก เวลาลุกเดินเหมือนไม่ค่อยมีแรง คล้ายจะวูป เดินเหมือนมันจะล้ม ต้องค่อยๆเดิน และเป็นลมบ่อยมาก ใจสั่น หวิว อาการเหมือนคนกำลังจะตาย ชีพจรเต้นสะดุด และเต้นเร็ว ไม่สามารถทำงานได้ ต้องนอนอย่างเดียว ไปหาหมอเอ็กซเรย์สมองเมื่อปีที่แล้วหมอบอกไม่มีอะไรและยังไม่ได้ตรวจเลือด ผ่านมาเกือบปีไปหาหมอ หมอเจาะเพิ่งจะขอเจาะเลือด พบว่า มีไขมันในเลือดสูงมาก เกิน 400 และตรวจคลื่นหัวใจพบผิดปกตินิดหน่อย อย่างนี้ผมเป็นโรคแพนิคด้วยหรือไม่ครับ ขอคำตอบด้วยครับ ขอบคุณมากนะครับ


โดย: สาวิทย์ IP: 49.230.119.65 วันที่: 31 พฤษภาคม 2557 เวลา:9:06:43 น.  

 
สวัสดีครับพี่แอม ผมเอ อายุ28นะครับทำงานค้าขายอยู่ครับ ผมมีอาการ ใจสั่น มือสั่นบ้างในบางครั้ง หายใจไม่สุดเท่าไร มีเหงื่อออกที่มือและเท้า ผมเลยไปตรวจหัวใจด้วยเครื่อง ตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า ผลออกมา ปกติ ตรวจเอกเรย์ปอด ปกติ ตรวจเลือดหาไทรอยเป็นพิษ ผล ปกติ ความดัน ปกติ ผมไม่แน่ใจว่าเครื่องตรวจหัวใจมันแนีนอนไหมกลัวเป็นโรคหัวใจอะครับ เวลาเป็นจะกลัวตายอะครับ ทรมานมากครับ ผมทะเลาะกับแฟนบ่อยทุกวันเลยเชัาดีเย็นร้ายเป็นแบบนี้ปีะจำเลยครับ ผมไม่รู้ว่าผมจะเป็นแพนนิคไหมอะครับ ตอนตรวจคลื่นไฟฟ้า หมอบอกปกติดี ออกกำลังกายได้เลย ไปตรวจมา2รอบ ให้หมอตรวจสรุป ปกติ แต่ผมกลัวๆเลยไมีกล้าออกกำลังกายเลยนะครับ เวลาทำงานเลยเหนื่อยง่ายมาก ใจก็สั่นกลัวอีกมันก็ยิ่งหนักเลยที่นี้ ผมยังไม่ได้ไปหาหมอเลยนะครับพอดีเจอเว้บพี่แอมก่อน ยังไงพี่ช่วยตอบเรื่องของผมด้วยนะครับ มันทรมานมากเลยครับ นี้เบอร์ผมนะ 0957235246น้องเอนะครับ ขอบคุณครับพี่


โดย: Aครับ IP: 27.55.13.155 วันที่: 12 มิถุนายน 2557 เวลา:18:20:29 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคำแนำนำคะพี่แอมอร คือตอนนี้ที่ไปงานไปแบบเช้าไปเย็นกลับคะ

เมื่อก่อยแต่ระแวงคะพี่ตอนนี้ พ่อปวดจริงหนูยิ่งเป็นหนักกว่าเดิมคะพี่ ใจสั่น มือสั่น เหงื่อออก ไปตรวจแล้วหมอว่าไม่เป็นอะไรแล้วเมื่อนคืนนี้พ่อหนูล้มในห้องน้ำ หนูเป็นหนักกว่าพ่ออีกคะพี่ แล้วตอนนี้เฝ้าพ่อ ดูระแวงสารพัดสั่นนั่งเหงือออกมือเท้า หนูทำตามที่พี่บอกแล้วคะแต่หนูเป็นคริสต์ก็ไปโบสถ์อ่านพระคัมภีร์ แต่เรื่องเหล่านี้มันเข้ามาในหัวตลอดเลยคะ หนูอยากโทรไปคุยกับพี่มากคะ :)


โดย: ต้นอ้อ IP: 27.55.197.222 วันที่: 1 กรกฎาคม 2557 เวลา:15:10:07 น.  

 
ขอบคุณคุณแอมอรครับ คำแนะนำของคุณและทุกท่านเป็นประโยชน์อย่างมาก ผมก็เป็นหนึ่งคนที่เป็นครับ แต่หายไปสักระยะหนึ่ง อาการเหล่านี้มักกลับมาเมื่อ เราสะสมความเครียด กังวล และร่างกายอ่อนแอครับ (ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายครับ)


โดย: ตองครับ IP: 116.58.225.132 วันที่: 12 กรกฎาคม 2557 เวลา:23:45:30 น.  

 
ลูกดิฉันเป็นเด็กสมาธิสั้น แล้วขาดการทานยาไป1ปี ตอนนิอายุ10ขวบรู้ว่าสมาธิสั้นตอนอยู่ ป.2 แต่ตอนนิเลยสงสัยว่าจะเป็นโรคแพนิคอีกค่ะ น้องมีอาการสั่นไม่ทราบสาเหตุ. ปวดตรงข้างล่างลงมาจากขมับ มือเท้าชา บังคับตัวเองไม่ได้ ถ้าจะหาหมอหาได้ที่ไหนบ้างค่ะ


โดย: ปัทมา IP: 125.26.139.171 วันที่: 25 กรกฎาคม 2557 เวลา:22:22:25 น.  

 
น้องต้นอ้อ แอดไลน์มาได้ที่ 0909944081
มีกลุ่มที่จะให้คำแนะนำที่นั่นค่ะ

น้องตองทราบสาเหตุแล้ว
แก้ไขด่วนค่ะ

คุณปัทมา ลองไปปรึกษา
ที่สถาันราชานุกูลนะคะ
อยู่แถวดินแดงห้วยขวาง กรุงเทพค่ะ

เด็กสมาธิสั้น ควรอยู่ในบรรยากาศ
ที่เต็มไปด้วยความเป็นระเบียบ
มีความเป็นมิตรเป็นธรรมชาติ
บ้านที่มีเสียงทีวี มีของเล่นกองเกลื่อน
การตะโกน บังคับข่มขู่ ไม่เป็นผลดี
อ้อมกอด คำพูดดีดี การมีระเบียบ
ใช้คำสั่งง่ายๆซ้ำๆย้ำๆหลายๆครั้ง
เพราะเขาจะเลือกทำในสิ่งที่สนใจเท่านั้น
ไม่ค่อยพูดโต้ตอบเท่าไหร่

ผู้ปกครองต้องใจเย็นๆค่ะ
ความรักช่วยได้

แอมอร




โดย: peeamp วันที่: 27 กรกฎาคม 2557 เวลา:10:50:38 น.  

 
ตอนนี้หนู อายุ21 ปีแล้วค่ะ ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นโรคอะไร เป็นโรคกรดไหลย้อนก่อนหน้านี้ค่ะ แล้วก็แน่นหน้าอก เวลาจะเป็นนี่ เหงื่อแตก กลัวนู่นนี่นั่นสารพัดเลยค่ะ ต้องรีบให้คนอยู่ใกล้ๆพาไปโรงพยาบาล หนูเข้าโรงพยาบาลบ่อยมากค่ะ อาทิตย์นี้ก็ปาไป 3-4 ครั้งแล้วไปแต่ลัทีก็ เที่ยงคืนมั่ง 4 ทุ่มกว่าๆมั่ง รีบขึ้นแท็กซี่ไปโรงพยาบาล ขา แขนนี่ชาไปหมดเลยค่ะ กลัวแต่ว่าตัวเองจะตาย มือนี่เย็นมากเลยค่ะ พอถึงโรงพยาบาลวัดคลื่นหัวใจ หมิตรวจก็ปรกติดี คุณหมอบอกว่าอาจจะเครียด หรืออาจจะเป็นโรคกรดไหลย้อน ตอนนี้ชีวิตหนูไม่มีความสุขเลยค่ะ หนูควรจะไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดดีมั้ยคะ ตอนนี้คนรอบข้างหนูไม่ิยากพาหนูไปโรงพยาบาลแล้วค่ะ รบกวนตอบกลับด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ


โดย: สุนิสา IP: 49.230.144.38 วันที่: 30 กรกฎาคม 2557 เวลา:19:36:36 น.  

 
คุณสุนิสา
ควรไปตรวจเช็คร่างกายโดยละเอียด
ว่าไม่ได้เป็นอาการข้างเคียงของโรคใดๆ
ที่มีอาการคล้ายคลึงกันค่ะ

หากไม่พบความผิดปกติ
ค่อยหาวิธีคลายเครียด
ลดการใช้สายตา..
ซึ่งเป้นที่มาของความเครียด
นำหลายๆวิธีที่ได้นำเสนอไว้
ไปปรับใช้ดูนะคะ

แอมอร


โดย: peeamp วันที่: 15 กันยายน 2557 เวลา:22:12:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
peeamp
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 27 คน [?]




บางที ปลายทางก็ไม่ได้สำคัญมากไปกว่า

......... .......

สิ่งที่อยู่ระหว่างทาง

..............^^....
และความสุขในปัจจุบัน

ก็เป็นสิ่งที่เราจับต้องได้

....^^.....^^......


โดยไม่ต้องรอคอย

ความสุขของอนาคต



ปูปรุง








New Comments
Friends' blogs
[Add peeamp's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.