www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

ศาลเตี้ยออนไลน์ , นักเล่าเรื่อง , นักสืบหน้าจอ , เขียนฟรีๆแล้วได้อะไร (คดีฆาตกรรมเจ้าหญิงสโนไวท์)


... เราอยู่ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีส่งเสริมให้ผู้คนนินทากันอย่างโจ้งแจ้งผ่านsocial media เพียงแค่ไม่ได้ใช้คำว่านินทาครับ แต่จะเลี่ยงไปใช้คำว่าแชต , คอมเม้นต์ , แบ่งปันความเห็น ฯลฯ

เหมือนเช่นแทนที่จะใช้คำว่า ‘อวด’ แต่ปรับให้ฟังแล้วไม่สะดุ้งแทนด้วยคำว่า ‘โพสต์หรือแชร์’


เลี่ยงที่จะใช้คำว่า ‘อยากรู้เรื่องชาวบ้าน’ เพราะสบายใจกว่าที่จะใช้คำว่า‘ฟอลโล่ว์’


ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือผิดศีลธรรมนะครับที่เราจะมีคุณลักษณะเหล่านั้น (นินทา/อวด/อยากรู้เรื่องชาวบ้าน) เพราะมันก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่มนุษย์ที่อยากเปิดเผยความภาคภูมิใจ + มีความอยากรู้อยากเห็น


แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทเราจะพบว่าการนินทาในยุคนี้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งคือ ไม่ใช่คุยกันเฉพาะตอนเจอหน้า ไม่ใช่ซุบซิบเฉพาะกลุ่มที่เราไว้ใจ แต่การนินทาผ่านหน้าจอเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เรารวมกลุ่มนินทากับคนแปลกหน้าที่ต่อมาอาจเป็นมิตรสหายร่วมอุดมการณ์

การนินทายุคใหม่ไม่ได้จางหายไปพร้อมกับการระเหยของน้ำลายที่พูดคุย แต่มันประทับหนักแน่นยิ่งกว่าน้ำหมึกบนหน้ากระดาษเพราะมันกลายเป็น ‘ข้อความนินทา’ ที่จะอยู่ในโลกออนไลน์ชั่วกัปกัลป์

แล้วประการสำคัญ เมื่อมองถึงรูปแบบการนินทา เช่น การไลน์ เขียนสเตตัส คอมเม้นต์ ทวีต โพสต์เว็บบอร์ด ฯลฯ เรารู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่มีแค่เรากับเพื่อนไม่กี่คนอ่าน แต่ยังมีคนอื่นอ่านอีกมากที่สามารถเห็นความเห็นของเรา

การนินทาของเรามีนัยที่ต้องการจะ ‘บอกให้โลกรู้’ ด้วย

*****


... ยังไม่ใช่แค่นั้นนะครับ

นอกจาก ‘อยากบอก’ การรวมกลุ่มนินทายังต่อยอดไปสู่อาชีพใหม่ๆเช่นนักสืบหน้าจอ , ศาลเตี้ยออนไลน์ ฯลฯ

เราจะเจอได้บ่อยครับในเพจ ในเว็บบอร์ดที่ถือกำเนิดขึ้นมากลายเป็นจุดศูนย์รวมของการนินทาเรื่องชาวบ้านแต่ไม่ได้ใช้คำตรงตัวแบบนั้นว่า เพจนินทา แต่รูปแบบคือ หยิบชีวิตบุคคลในข่าวหรือบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงมาตั้งเป็นหัวข้อแล้วเปิดช่องทางให้คนมาแสดงความเห็น ซึ่งหัวข้อก็มักส่อไปในทางเชื้อเชิญคนมาร่วมยำ

(ดูตัวอย่างในนิยาย ‘คดีฆาตกรรมเจ้าหญิงสโนว์ไวท์’ก็จะมีเพจของตัวละครหลัก และหน้าเว็บบอร์ดที่ผู้คนมารวมกลุ่มกันคุยเรื่องคดีฆาตกรรม)

การรวมกลุ่มมีพวกพ้องมักทำให้ผู้คนที่นินทาก็พัฒนาตัวเองไปเป็นศาลเตี้ยออนไลน์ คือ หากคิดว่าคนในข่าวผิดก็เขียนๆแหย่ๆคล้ายปรักปรำจนเขาเป็นจำเลย แล้วหาทางทำให้โดนลงโทษอย่างสาสมซึ่งก็มักมีมาตรฐานไม่ตรงกับกฎหมายบ้านเมือง เช่น ไม่ได้คิดจะส่งเรื่องให้ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องแต่อยากจะให้คนผิดแสดงการขอโทษ อยากให้โดนไล่ออก ฯลฯ

และถ้าอีกฝ่ายยังไม่แสดงความสำนึกหรือยังโดนลงโทษไม่สาสมแก่มวลชนที่เปรียบได้กับเหล่าคณะผู้พิพากษาสมัครเล่น ก็จะพยายามหาทางลากมาขึ้นเขียงซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเหตุผลที่ว่า ‘มันสมควรโดน’

*****


... เราจะเห็นลักษณะดังกล่าวที่ว่ามาในนิยาย ‘คดีฆาตกรรมเจ้าหญิงสโนว์ไวท์’


มิกิ โนะริโกะ ถูกแทงตายอย่างโหดเหี้ยมแล้วถูกเผาจนศพไหม้ดำอยู่กลางป่าบนเขา


เธอเป็นพนักงานขายเครื่องสำอางที่สวยสะดุดตาการที่คดีนี้ได้รับการขนานนามว่า คดีฆาตกรรมเจ้าหญิงสโนไวท์ ก็เพราะความสวยของผู้ตายแถมเธอยังอยู่บริษัทขายสบู่ทำให้ผิวขาวรุ่นที่ขายดีจนชาวบ้านเรียกว่าสบู่สโนไวท์

นิยายเล่มนี้ไม่ได้บรรยายเรื่องด้วยการมีตัวละครนำเราไปแกะรอยหาคนร้ายเหมือนนิยายสืบสวนส่วนใหญ่แต่ทั้งเล่มคือ บทสัมภาษณ์คนเกี่ยวข้องกับคดี , บทสนทนาของคนสองคนคุยโทรศัพท์กัน ,คอลัมน์ที่เขียนถึงคดีนี้ในนิตยสาร , คอมเม้นต์ในเว็บบอร์ดหรือหน้าเพจที่คนแปลกหน้ามาคุยกันฯลฯ

นิยายเล่มนี้เหมือนตีแผ่โลกออนไลน์ที่เห็นได้ในปัจจุบันอาทิเช่น เว็บไซต์แมนมาโลที่มีคนมาจับกลุ่มวิเคราะห์คดี ก็ไม่ต่างอะไรกับนักสืบพันทิปนักสืบหน้าจอ หรือหน้าเพจในเฟซบุ้คที่รวมคนมาคุยเรื่องคดีสำคัญๆ

ปฏิเสธไม่ได้ครับว่ารูปแบบการรวมกลุ่มแบบนี้ มีการนำความรู้มารวมกันคล้ายกับ collective intelligence นำมาซึ่งความรู้ใหม่ๆ ช่วยให้ทางการดำเนินคดีช่วยให้คนทำผิดในสังคมมากมายถูกลงโทษ

แต่ก็ปฏิเสธอีกไม่ได้นะครับว่าบทบาทนักสืบหน้าจอกับศาลเตี้ยออนไลน์ ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ให้เสียชื่อเสียงมาก็เยอะ, ปล่อยข่าวมั่วซั่วไปก็บ่อย , ทำให้สังคมขัดแย้งเกลียดชังมากขึ้นก็มี ฯลฯ

และเมื่อเกิดผลลัพธ์ดังกล่าวชาวเราที่ทำหน้าที่นักสืบหรือผู้พิพากษาก็มักจะพูดเหมือนตัวเอกในนิยายที่ชื่อ อะคะโฮะชิ ยูจิ

*****

... อะคะโฮะชิ ยูจิ เป็น คอลัมนิสต์มือใหม่ที่เพิ่งมาจับบทความข่าวคดีฆาตกรรมโดยเขามีล็อกอินในเว็บบอร์ดของตัวเอง (ประมาณว่า “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” ที่มีเพจตัวเองแต่ก็เขียนลงFilmax และนิตยสารเล่มอื่นๆ)

เขานำบทสัมภาษณ์หรือเรื่องราวที่ไปสืบมาโพสต์ในโลกออนไลน์(ประมาณว่าตั้งกระทู้พันทิป , เขียนเพจของตัวเอง ฯลฯ) แล้วก็มีผู้คนมาร่วมวิเคราะห์คดี

ครั้นเมื่อมีคนท้วงติงหรือตำหนิเช่น

“คุณเขียนโดยอาศัยการคาดเดาล้วนๆไม่มีหลักฐานอะไรชัดเจน คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร ฉันกำลังคิดว่าจะฟ้องคุณด้วยข้อหาหมิ่นประมาทดีมั้ย”

“แทนที่จะมัวโพสต์ในนี้พวกนายแจ้งตำรวจดีกว่าหรือเปล่า”


เขาก็จะตอบว่า

- นี่มันอะไรกันนักหนาฉันทำแค่ไปสัมภาษณ์ข้อมูลแล้วรวบรวมเขียนเป็นบทความเฉยๆ แต่กลับถูกกล่าวหาราวกับฉํนจงใจเขียนให้เพื่อนร่วมงานของผู้ตายเป็นผู้ต้องสงสัยทำอย่างนั้นแล้วฉันจะได้อะไร”

- คนให้สัมภาษณ์ต่างหากที่ตัดสินเพื่อนร่วมรุ่นในบริษัทถ้าอยากด่าใครซักคน ก็ควรว่าพวกให้ข้อมูล

- ฉันมันก็แค่นักเขียนรับจ้างถึงบ่นกับฉันไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ถ้าไม่พอใจเธอก็ทำเว็บไซตปกป้องผู้ต้องสงสัยซิ แล้วใช้พื้นที่นั้นไขความกระจ่าง รวบรวมเบาะแสหรือเขียนให้กำลังใจก็ได้ คนดีผู้เสแสร้งทั้งหลาย

- ไม่มีใครปกป้องฉันเลยหรือไงต่อไปไม่บอกข้อมูลอะไรแล้ว


ซึ่ง การตอบของเขาเป็นการตอบที่เราก็เห็นในโลกออนไลน์ได้ประจำครับ คือคุณลักษณะ

(1) ปัดความรับผิดชอบ แล้วอ้างว่าตัวเองเป็นแค่ฟรีแลนซ์(นักเขียนรับจ้าง)เหมือนที่เราเคยอ่านเจอในเน็ต ที่คนชอบอ้างว่าตัวเองเป็นแค่คนที่มีใจรักไม่ได้หวังอะไร เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆมาเขียนจะเอาอะไรนักหนา

(2) โยนความผิดให้คนอื่น

(3) หลงตัวเองว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งดี ทั้งที่ไม่มีใครร้องขอให้ทำ แล้วลำเลิกบุญคุณจากผู้อื่น

(4) อ้างเสมอว่าเขียนฟรีๆไม่ได้อะไรตอบแทน แต่จริงๆแล้วคนเขียนล้วนได้ ‘สิ่งตอบแทน’ที่อาจไม่ใช่เงินทอง  อัตตาของคนเขียนบทความก็เสพคำชื่นชมจากคนอ่านเกิดความภาคภูมิใจ เช่นเขียนอะไรแล้วก็มีคนมาเม้นต์ว่า “นายเขียนเรื่องอื่นนอกจากอาหารได้ดีเหมือนกันนี่นา” รวมไปถึง การปูทางสู่ความสำเร็จต่อไปในอนาคต เช่นที่ เจ้าตัวบอกว่า “ดูเหมือนสำนักพิมพ์ใหญ่ๆจะเห็นความสามารถฉันแล้ว”


*****

ทุกคนมีเรื่องเล่า

... เวลาเล่นโซเชียลมีเดียถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเราอยู่ท่ามกลาง ‘นักเล่าเรื่อง (storyteller)’ครับ

นี่คือยุคที่เทคโนโลยีสนับสนุนให้มีนักเล่าเรื่องมาจำนวนมากโดยไม่ได้จำกัดแค่อาชีพนักเขียนดูอย่างอาชีพหมอ แต่ก่อนจะมี หมอเขียนบทความที่ไม่ใช่วิชาการให้อ่านซักกี่คน แต่ปัจจุบันมีเพจที่แอดมินเป็นหมอน่าจะเกือบครึ่งร้อยโดยเนื้อหาที่เขียนไม่ใช่ความรู้ทางการแพทย์เสียด้วยซ้ำ

ซึ่งอาชีพอื่นก็เช่นกัน เรามีเรื่องเล่ามากมายที่เขียนจากคนหลากหลายสาขาวิชาชีพ หลากหลายปูมหลังให้อ่านในโซเชี่ยลมีเดีย เราสนุกไปกับการอ่านประสบการณ์ชีวิตที่ต่างจากชีวิตของเรา สนุกไปกับการตามติดเรื่องของคนอื่น

ความสนุกเวลาเราอ่าน ‘เรื่องเล่า’ ทำให้เรามักไม่ทันคิดที่จะตรวจสอบความจริง เพราะมันไม่ใช่ข่าวไม่ใช่ข้อสอบ

แล้วยิ่งถ้าคนเล่ามีฝีมือในการเล่าเก่งโน้มน้าวเก่ง ก็จะเหมือนตัวละครในหนังสือเล่มนี้ที่แต่ละคนเล่าเรื่องของตัวเองออกมาแล้วก็มีคนเชื่อถือมีแฟนคลับติดตาม

ทั้งที่’ความจริง’เหล่านั้นเหมือนกับ ราโชมอนคือเป็นความจริงที่ไม่ตรงกันเลย

แต่เมื่ออคติในใจเราทำงานในระบบออโต้ทำให้เรามองข้ามความจริงอีกหลายอย่างที่นักเล่าเรื่องไม่ได้บอกเรา, ไม่เอะใจว่ากำลังฟังความจริงครึ่งเดียวแบบ half truth, ไม่เกิดความคิดแบบ skeptic ในสิ่งที่คนๆนั้นกำลังเล่าแล้วก็ทำให้ไม่รู้ตัวว่า ความจริงที่เขาเล่าผ่านการเบี่ยงเบนหรือดัดแปลง

ถ้าเรื่องเล่าเหล่านั้นเป็นนิยายก็คงไม่เป็นไรแต่ทุกวันนี้ ข่าวหรือบทความวิชาการหรือความขัดแย้งในสังคม ก็ถูกนำมาดัดแปลงเป็น ‘เรื่องเล่า’ เช่นกัน (คล้ายกับรายการคุยข่าวเพียงเปลี่ยนเป็นวิเคราะห์หรือเล่าข่าวโดยแอดมินเพจหรือเซเล็บ)


การสนุกกับเรื่องเล่าในประเด็นดังกล่าวแบบไม่เอะใจ มันก็จะทำให้เราเสพติดจิตวิญญาณของโคนัน สนุกกับการเป็นนักสืบหน้าจอ ,รู้สึกดีกับการพิพากษาแล้วลงโทษคนผิดในสังคมด้วยคีย์บอร์ด ฯลฯ


แล้วเมื่อเราทำผิดพลาดอาจจะโดยไม่ตั้งใจ เช่นการโพสต์หรือคอมเมนต์ของเราทำให้บางคนต้องตกเป็นจำเลยสังคมทั้งที่ไม่มีความผิด  หรือมีเหยื่อหลายรายในโลกจริงที่ถูกทำร้ายผ่านโลกโซเชี่ยล หรือมีข่าวผิดๆมากมายที่เราแชร์ออกไป

ก็มักไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบ เช่น ยอมรับผิดแล้วแชร์ในสิ่งที่ถูกต้อง หรืออย่างน้อยแสดงความรู้สึกเสียใจที่ตัวเองมีส่วนทำผิดไป กล่าวคำว่า ‘ขอโทษ' ก็แทบไม่มีให้เห็น

เพราะในขณะที่จำเลยสังคม(จากเหล่านักสืบและศาลเตี้ย)ต้องเผชิญกับคำด่า หรือในขณะที่มีคนพยายามนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อแก้ต่างในสิ่งที่นักสืบหน้าจอและศาลเตี้ยออนไลน์นำเสนอผิดไป


ในเวลานั้น เราก็มีเรื่องใหม่ๆ มีข่าวใหม่ๆ มีดราม่าใหม่ๆ มาให้เราอ่านแล้วมีส่วนร่วมอีกแล้ว


*****

คดีฆาตกรรมเจ้าหญิงสโนไวท์

... นิยายเล่มนี้เป็นผลงานของคนเขียนนิยายเรื่อง คำสารภาพ (Confession) ซึ่งถ้าเทียบกัน ผมชอบคำสารภาพมากกว่า

ทั้งสองเล่มมีวิธีการเล่าคล้ายกันตรงเล่าผ่าน มุมมองของแต่ละคน โดยในนิยายคำสารภาพ เมื่ออ่านคำสารภาพครบทุกคนเราจะเห็นภาพรวมว่าอะไรเป็นอะไร เข้าใจว่าแต่ละชีวิตส่งผลกระทบกันอย่างไร

ในขณะที่ในคดีฆาตกรรมสโนไวท์ เมื่ออ่านครบทุกคน เราจะได้คำตอบหรือความจริงเพียงหนึ่งเดียว

สิ่งที่ทำให้ชอบน้อยกว่าคำสารภาพคือเทคนิกในการเล่าเรื่องของ คดีฆาตกรรมเจ้าหญิงสโนไวท์ ที่อาจหวือหวาน่าสนใจทันยุคสมัย แต่มันชวนปวดหัวเกินไป อ่านไปเรื่อยๆแล้วสะดุด ไม่ชวนติดตาม รู้สึกแห้งแล้ง

แล้วตัวพล็อตก็ไม่ได้ทำให้คนอ่านอึ้งหรือประหลาดใจ ยิ่งคนอ่านนิยายแนวนี้บ่อยๆคงเดาได้ไม่ยากแล้วก็พอรู้ว่าเจตนาของผู้เขียนจะสื่อไปในทางไหน

แถมตอนท้ายแต่ละบทที่เขียนว่า ' ดูข้อมูลประกอบชุดที่... หน้า ...' ไอ้เราก็นึกว่าเป็นกิมมิคประกอบแต่ละตอน แต่ปราฎว่าพออ่านไปจนเฉลยจบ ถึงรู้ว่าต้องอ่านข้อมูลประกอบทันทีหลังอ่านแต่ละบท จึงจะเก็ต ดังนั้นพอต้องมาอ่านข้อมูลประกอบอีกรอบในช่วงท้าย ก็ต้องพลิกไปพลิกมาเล่นเอาหน้ามืด

ส่วนที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ

การได้เห็นกระบวนการที่ ‘ความจริง’ ถูกบิดเบือนโดยแต่ละคน อาจจะด้วยความชั่วร้ายในใจ ด้วยอคติที่ไม่รู้ตัว ด้วยความรู้สึกละอายในเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับคดี (โดยไม่สนว่าการบิดเบือนนั้นจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน)

เหมือนกับที่เราอ่านข่าว ดูโทรทัศน์ อ่านเฟซที่เราไม่รู้ว่าความจริงที่เราเชื่อนั้นถูกบิดมามากแค่ไหน กว่าจะส่งต่อมาถึงเรา

แล้วที่น่าคิดเล่นๆคือไอ้ความจริงท้ายที่สุดในนิยายหรือความจริงสุดท้ายที่เราเชื่อ มันก็อาจไม่ใช่ความจริงแท้ เพราะอย่างในนิยายมันก็ถูกเล่าผ่านปากของตัวละครเช่นกัน หรือในชีวิตจริงที่เราเชื่อก็เพราะมันคือความจริงจากบุคคลที่เราไว้ใจ/ศรัทธา ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเป็น ความจริง


[Declaration of conflict of interest : บทความนี้ผู้เขียนไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ได้หนังสือยืมมาอ่านฟรีจากมิตรสหายเจ้าของร้านหนังสือผู้มากน้ำใจนาม ฮะเก๋า จึงกราบขอบพระคุณแบบออกหน้าออกตาอีกครั้ง ฮ่าๆๆ]


Create Date : 18 กันยายน 2558
Last Update : 27 กันยายน 2558 11:02:27 น. 7 comments
Counter : 879 Pageviews.

 
เล่มนี้เล็งไว้แล้วค่ะ ไม่พลาดแน่ๆ เพราะชื่นชอบมาจากคำสารภาพ

(ดีใจที่กลับมานะคะ ^^ ยังตามผลงานอยู่ค่ะ)



โดย: kunaom วันที่: 19 กันยายน 2558 เวลา:21:38:27 น.  

 
น่าอ่านจังครับ


โดย: Plasom IP: 27.130.138.97 วันที่: 19 กันยายน 2558 เวลา:23:13:00 น.  

 
จัดเต็มเลยนะครับ อัดอั้นมากสินะ 55

ขอเอาไปแชร์นะครับ ชาวเราจะได้รู้ว่าคุณหมอกลับมาแล้ว


โดย: แฟนผมตัวดำ IP: 1.46.228.153 วันที่: 20 กันยายน 2558 เวลา:23:56:45 น.  

 
ตามมาอ่านค่ะ คิดถึงผลงานคุณหมอจัง ^^


โดย: กุ้งจัง IP: 49.229.159.23 วันที่: 21 กันยายน 2558 เวลา:0:27:54 น.  

 
น่าสนใจจริง ๆ ด้วยสิ


โดย: Serverlus วันที่: 22 กันยายน 2558 เวลา:15:52:39 น.  

 
ชอบบทวิเคราะห์มากครับ ทำให้ได้ย้อนกลับมองตัวเอง ;)


โดย: Gonz IP: 1.10.254.13 วันที่: 27 กันยายน 2558 เวลา:16:43:21 น.  

 
อ่านแล้วครับ ชอบในระดับนึง แต่ไม่ชอบที่มันเวียนหัวจริง ๆ เดี๋ยวคงต้องไปคำสารภาพมาอ่านบ้างครับ ^^


โดย: TazmaN IP: 118.174.167.248 วันที่: 14 ตุลาคม 2558 เวลา:21:53:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 66 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
 
กันยายน 2558
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
18 กันยายน 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.