www.facebook.com/ibehindyou

ทุก comment ที่คุณให้มา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้สนุกกับการเขียน blog แล้วอ่านอยู่คนเดียว

Blog No.16 : ไม่มีอะไรใหม่ในวันปีใหม่ , สวัสดีปีใหม่ 2559 ครับ


เริ่มต้นที่ตอนเลือกการ์ด
.... การ์ดอวยพรวันปีใหม่มีให้เลือกน้อยลงอย่างน่าใจหายครับ ไม่ใช่เพิ่งน้อยปีนี้นะครับ น้อยลงมาหลายปีแล้ว หลายคนอาจไม่เชื่อว่าเมื่อเกือบสิบปีก่อน กิจการการ์ดอวยพรรุ่งมากขนาดมีร้านขายการ์ดของฮอลมาร์คที่สยาม ตามแผนกเครื่องเขียนในห้างสรรพสินค้ามีการ์ดให้เลือกทั้งถูกและแพงไม่ต่ำกว่าสามชั้นวาง ช่วงเวลาเลือกการ์ดในเทศกาลพิเศษ มักจะมีความโรแมนติกเล็กๆที่คนชอบเลือกการ์ดจะรู้สึกว่าการ์ดสำหรับคนพิเศษ เช่น พ่อแม่ คนรัก ลูก เพื่อนสนิท ฯลฯ ควรจะเป็นการ์ดบางใบ ไม่ใช่การ์ดอะไรก็ได้ #ผมเองก็เช่นกัน
การลดน้อยลงของกิจการการ์ดก็คงเหมือนกิจการกระดาษอีกหลายอย่างที่กำลังถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีนะครับ ปีที่ผ่านมา นิตยสารหลายหัวปิดตัวลงเพราะรู้ว่าคนอ่านเลิกซื้อนิตยสารแต่เสพเนื้อหาเหล่านั้นผ่านอินเตอร์เน็ต งานเอกสารในที่ทำงานหลายที่เปลี่ยนรูปแบบเป็นการบันทึกลงคอมพิวเตอร์แทนที่จะใช้เขียนลงกระดาษ
เราเปลี่ยนจากการอวยพรผ่านการเขียนการ์ดให้คนไม่กี่คน ไปสู่การโพสต์สเตตัส Happy New Year ที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงแก่ใคร คล้ายแขวนป้ายไว้หน้าบ้านเพียงใครผ่านมาเห็นก็ได้รับคำอวยพร แล้วบ้างก็ส่งตอบกลับด้วยการโพสต์คำอวยพรหรือสติ๊กเกอร์ ถ้าจะพิเศษมากสุดก็คือการ tag เพื่อนหลายๆคนมาอ่านพร้อมกัน มันคือการอวยพรในโลกยุคใหม่ที่สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น และเข้าถึงคนจำนวนมากขึ้น
ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมคงฟูมฟาย โหยหา ช่วงเวลาของการบรรจงเลือกการ์ด นั่งคิดว่าจะซื้อการ์ดให้ใครบ้าง โหยหาช่วงเวลาของสัมผัสของปากกาที่กดลงบนการ์ด ช่วงเวลาส่งการ์ดให้คนสำคัญๆในช่วงเทศกาล เพราะรู้สึกว่ามันพิเศษมากกว่า
แต่ปัจจุบัน เมื่อโตขึ้น อยู่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีซึ่งทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว มันทำให้ผมยอมรับได้มากขึ้น
ยอมรับได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของเราครับ
จะฟูมฟาย โหยหา ต่อสู้เท่าไหร่ก็ไม่อาจทวนกระแสได้ จะรังเกียจรังงอนวิธีปฏิสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปอย่างไร สุดท้ายเราก็จะพ่ายแพ้และกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน
แล้วมันก็จะผ่านไปเป็นอีกแค่หนึ่งความทรงจำให้คิดถึง
ต่อมาคือเรื่อง ความทรงจำ
... ดูอย่างปีที่ผ่านมาซิครับ นอกจากเรื่องส่วนตัวของเราแต่ละคน เช่น เรื่องสุขภาพเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล เรื่องการเตรียมสอบ ONET เรื่องทะเลาะกับแฟน ฯลฯ การมีโซเชียลมีเดียยังทำให้มีเรื่องที่เรารับรู้ร่วมกันมากมาย เช่น ระเบิดราชประสงค์ / Paris Attack และเบรุต / รับน้องรุนแรง / แผ่นดินไหวที่เนปาล / ซิงเกิลเกตเวย์ / แท็กซี่สุวรรณภูมิ / ดราม่าคนดัง / #ความรักก็เช่นกัน ฯลฯ
บางเรื่องถ้าไม่รื้อฟื้นก็เลือนหายไปแล้วนะครับ
บางเรื่องก็ถูกบรรจุอยู่ในลูกบอลความทรงจำแบบในหนัง Inside Out มีทั้งเรื่องได้อยู่ต่อกับเราเป็นความทรงจำระยะยาว และเรื่องที่เป็นความทรงจำระยะสั้นรอเวลาพามันหายไปในไม่ช้า
แถมบางเรื่องที่เรายังจำได้ก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสียทั้งหมดนะครับ เพราะเวลาเองก็สามารถกัดกร่อนรายละเอียดของความจำทำให้มันไม่สมบูรณ์ และสมองของเราเองก็ด้วยที่อาจตัดต่อความทรงจำเหล่านั้นใหม่ ลบบางอย่างทิ้ง เติมบางเรื่องเข้าไป ใส่อคติปรุงแต่ง ฯลฯ เหมือนในหนังไยเรื่อง Snap ที่คนสองคนจำอดีตเรื่องเดียวกันไปคนละแบบ
แล้วหากทบทวนถึงลูกบอลความทรงจำในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เราก็จะพบว่าเราเสียพื้นที่สมองไปให้กับลูกบอลความทรงจำบางเรื่องที่ไม่น่าเปลืองเนื้อที่ให้เลย บางเรื่องโกรธแทบตาย คลั่งแทบตาย เสียเวลาทั้งวันนั่งอ่าน นั่งตอบ ฯลฯ ดราม่าที่เราเปลืองพลังงานไปมากมายนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเราหรือเปลี่ยนแปลงสังคม ... สุดท้ายล้วนลบเลือน
ในขณะเดียวกันเราก็ให้ความสำคัญกับบางเรื่องน้อยเกินไป เราสู้เพื่อมันน้อยเกินไป เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมันเลยเพราะมันก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องสังคม เราพบเหตุการณ์ที่สิบปีที่แล้วเกิดเรื่องแบบนี้ ปีนี้ก็เกิดซ้ำ หรือปีก่อนก็มีข่าวนี้ปีนี้ก็มีอีก
ไม่ใช่หมายความว่าเราไม่ควรอิน ไม่ควรสู้ ไม่ควรทำอะไรเลยนะครับ
เพียงแต่ผมคิดได้ว่า เราอยู่ในโลกยุค Big Data ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดึงให้เราเข้าไปมีส่วนร่วม สมองของเราต้องแออัดยัดเยียดด้วยลูกบอลความทรงจำ แต่คนเราไม่ได้ใช่เครื่องจักรที่จะอัพเกรดสมองเหมือนอัพเกรดเฟิร์มแวร์แล้วเคลียร์ทุกเรื่องได้หมดหรือจดจำได้ครบถ้วน
เราแค่ต้องพัฒนาการกลั่นกรองของเราให้ดียิ่งขึ้นว่า
เรื่องใดมีค่าควรแก่การเสียพลังงานให้
เรื่องใดมีค่าควรแก่การต่อสู้ให้เต็มที่
และเรื่องใดที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับตัวเรา เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับสังคม พยายามแก้ไขอย่างไรก็วนอยู่ที่เก่า เพราะเรื่องเหล่านั้น ถ้าทบทวนให้ดีแล้วยอมรับว่าเราเคยตัดสินใจผิด ยอมรับแล้วเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่ไปตัดต่อความทรงจำหรือหลอกตัวเองให้จดจำมันต่อไปในอนาคต
มันก็จะเป็นวันใหม่ เป็นปีใหม่ ที่เรามีความสุขมากขึ้น

และก็มาถึงปีใหม่
วันที่ผมเขียนโน้ตนี้คือ 2 มกราคม , สมมติว่าคนทั้งโลกลงประชามติเปลี่ยนใจให้ 1 กุมภาพันธ์คือวันปีใหม่ สองวันที่ผ่านมาก็เป็นแค่วันธรรมดาที่ผ่านไปเท่านั้นครับ
การสวดมนต์ข้ามปี กินเหล้าข้ามปี ดูหนังข้ามปี ก็เป็นแค่อีกหนึ่งวันที่สวดมนต์ , กินเหล้า และ ดูหนัง
แล้วสมมติอีกว่าถ้าคนทั้งโลกยกเลิกวันปีใหม่ ไม่มีตัวกำหนดเทศกาล เราใช้ชีวิตแบบวันต่อวันเหมือนคนยุคหินเก่าที่ไร้ปฏิทิน ไร้วันเตือนใจ เราก็จะไม่มีปณิธานปีใหม่ ปราศจากการเฉลิมฉลอง
เราแค่ต้องใช้ชีวิตวันต่อวันให้ดีที่สุด ให้อยู่รอด แล้วเฉลิมฉลองเมื่อถึงเวลาที่รู้สึกว่ามันใช่ หรือมีเหตุการณ์ที่น่าฉลองจริงๆไม่ใช่ตามกำหนดเทศกาล
ปีใหม่จึงเป็นเพียงเส้นสมมติที่มนุษย์ขีดมันขึ้นมา ผมชอบนะครับเพราะมันคือวันหยุด ^_^ และอย่างน้อยมันก็เป็นเส้นสมมติที่ทำให้ได้สนุกรอลุ้น ได้นั่งคิดว่าจะซื้อของขวัญอะไร เดินหาซื้อการ์ด นั่งเขียนการ์ด นั่นก็คงเป็นการรักษาความโรแมนติกเล็กๆของอดีตที่กำลังเลือนหาย
และก็ขอเป็นส่วนหนึ่งของอวยพรปีใหม่แบบคนยุคใหม่คือใช้ social media เป็นเครื่องมือเข้าถึงคนหลายๆคนซึ่งก็คือเพื่อนผู้อ่านที่ติดตามกันเรื่อยมา
ปี 2558 ที่ผ่านมา
  • เป็นปีที่มีคนบอกว่าเมืองไทยสงบน่าอยู่ และก็เป็นปีที่มีคนบ่นว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าอึดอัดกับคับข้องใจ มันแสดงให้เห็นว่า ‘ความแตกต่าง’ ทางทัศนคติและการมองโลกไม่ใช่เรื่องดี-ชั่ว มันคือสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถทำให้คนทั้งโลกคิดหรือรักหรือเกลียดได้เหมือนกัน เราแค่หาทางว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร
  • เป็นปีที่สตาร์ วอส์ , จูราสสิก ฯลฯ กลับมาทำใหม่ #FantasticFourก็เช่นกัน และก็เป็นปีที่จากไปของนิตยสารหลายเล่ม ร้านขายซีดี ฯลฯ คือการเปลี่ยนแปลงที่เราได้แค่โอบรับมัน
  • เป็นปีที่มีระเบิดราชประสงค์ , มีก่อการร้ายกลางเมืองในปารีสและเบรุต ฯลฯ คือความรุนแรงในโลกจริงที่เราพบมากขึ้นเช่นเดียวกับ ความใจร้าย การใช้คำพูดแรงๆเสียดสี การเสี้ยมในดราม่า ที่มากขึ้นเช่นกันในโลกออนไลน์
  • เป็นปีที่มนุษย์กล้องเพิ่มปริมาณมากขึ้น #ศาลเตี้ยออนไลน์และการล่าแม่มดก็เช่นกัน
  • เป็นปีที่หลายคนเคยให้ความช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ช่วยเหลือเกื้อกูลคนใกล้ตัวที่พบปัญหา เคยช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อยู่คนละมุมโลกที่เราไม่รู้จักเช่นแผ่นดินไหวที่เนปาล เป็นปีที่เราเคยมีส่วนร่วมกับ Change.org ในแคมเปญที่ทำให้สังคมดีขึ้น ... เป็นปีที่เคยทำอะไรดีๆ
  • เป็นปีที่หลายคนเคยเงิบเวลาลงไปร่วมในดราม่า เคยด่าคนอื่นในหน้าเฟซเสียๆหายๆโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรต่อไป เคยแชร์เรื่องแต่งหรือเรื่องโกหก เคยเป็นส่วนร่วมของการเปลี่ยนแปลงสังคมแย่ลงทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ ... เป็นปีทีเราล้วนเคยทำผิดพลาด
เป็นปีที่มีอะไรเยอะแยะไปหมดผ่านเข้ามาและไม่ว่าจะเกลียด จะรัก จะสนุก จะถูก หรือจะผิด ทุกอย่างก็กลายเป็นอดีตไปแล้วครับ
วันนี้เป็นวันที่ต่างออกไปแล้ว ไม่ใช่เพราะมันคือช่วงปีใหม่อะไรนั่นหรอกครับ แต่เพราะมันคือ ‘ปัจจุบัน’ คือจุดที่เราเรียนรู้จากความทรงจำเหล่านั้นว่าจะให้มันเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ปล่อยให้มันลบเลือน หรือเปลี่ยนแปลงมันให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ขอให้เพื่อนผู้อ่านทุกคนมีความสุข
สวัสดีปีใหม่ 2559 ครับ




 

Create Date : 02 มกราคม 2559
0 comments
Last Update : 2 มกราคม 2559 10:38:30 น.
Counter : 1028 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 66 คน [?]




New Comments
Group Blog
 
<<
มกราคม 2559
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
2 มกราคม 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add "ผมอยู่ข้างหลังคุณ"'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.