เรื่องราวจากปากคนขับรถของ Michael ในทัวร์คอนเสิร์ต Dangerous

บทความนี้ถูกแบ่งออกเป็น 18 ตอน โดยแบ่งเป็น

Part 1-Part 9 : แปลโดย Better Off
Part 10 : แปลโดย Snow Crystal
Part 11 : แปลโดย Snow Crystal
Part 12 : แปลโดย tonkae
Part 13 : แปลโดย NarzizuZ
Part 14 : แปลโดย NarzizuZ
Part 15 : แปลโดย wanvisa
Part 16 : แปลโดย tonkae
Part 17 : แปลโดย รัก MJ เหมือนกัน
Part 18 : แปลโดย รัก MJ เหมือนกัน

..................


ตอนที่ 1 - 9 โดยคุณ Better Off

“บักห๋ำ! เจ้าเป๋นคนดีที่หนึ่งเล้ย สิบอกให้” คำชื่นชมจากใจ คนขับรถ Dangerous Would Tour แด่ ไมเคิล แจ๊คสัน


เมื่อ เครื่องบินลำนั้นปรากฏแก่สายตา ฝูงคนกลุ่มใหญ่รอบตัวผมก็เริ่มเคลื่อนไหว “นั่น เขาล่ะ!” เสียงใครคนหนึ่งตะโกนนำขึ้น แล้วทอด ต่อไปยังอีกหลายเสียงที่ตามมา “เขามาแล้ว! เขามาแล้ว!” บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เสียงของผู้คนที่มารวมตัวกันมากขึ้นทุกที ดังอึงมี่ “เขามาแล้ว! เขามาแล้ว! ไมเคิลมาแล้ว! !”

ผู้คนจำนวน หลายพันคน ไปจุกรวมกันอยู่ที่สนามบินมิวนิค ในปี 1992 เมื่อป็อปสตาร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก จะมาเปิดการแสดงทัวร์คอนเสิร์ตครั้งที่สองเขาที่นี่ แม้ฝูงชนจะทำตัวเรียบร้อยดี แต่ทันทีที่เครื่องบินแล่นลงแตะพื้น พวกเราก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศร่วมบนกระแสความคลั่งไคล้ที่รายล้อมอยู่รอบตัว

ไม เคิล แจ๊คสัน มิใช่แค่เพียงผู้สร้างความบันทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเท่านั้น หากแต่เป็นคนที่ลึกลับที่สุดอีกด้วย พวกผมกำลังจะได้พบบุคคลลึกลับผู้นี้เป็นการส่วนตัว โดยที่ผมไม่มีทางทราบได้เลยแม้แต่น้อยว่า ผมกำลังจะได้สัมผัสกับช่วงเวลาสั้นๆแห่งมิตรภาพที่มีร่วมกับเขา และได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในฉากหลังแห่งธุรกิจการแสดงอันเป็นตำนานนี้ด้วย

ย้อนกลับไปตอนนั้น เดือนมิถุนายน 1992 อันเป็นจุดเริ่มต้นของ แดนเจอรัสทัวร์ ทัวร์คอนเสิร์ตที่ทำลายสถิติโลกและตอกย้ำความเป็นหนึ่งของนักร้องที่ยิ่ง ใหญ่ที่สุดแห่งยุค ทัวร์รอบแรก จัดขึ้นที่โอลิมปิคสเตเดี้ยมในมิวนิคเมื่อวันที่ 27 ตั๋วกว่า 72,000ใบขายหมดเกลี้ยง ทัวร์ครั้งนี้กินเวลาถึงหนึ่งปีครึ่ง โดยจะไปจบลงที่เม็กซิโกในเดือนพฤศจิกายน 1993 และแม้ว่ามีบางรอบถูกยกเลิกเนื่องมาจากอาการป่วยของไมเคิล แต่เขาก็ได้ทำการแสดงเป็นจำนวนถึง 67 รอบ ต่อหน้าคนดูจำนวนมากกว่า 3.5 ล้านคน ผลที่ได้ก็คือ รายได้ส่วนที่เป็นกำไรทั้งหมดที่เขายกให้กับการกุศล(ประมาณ$500ล้าน) รวมถึงมูลนิธิฮีลเดอะเวิร์ลของเขาด้วย นอกจากนี้ รายได้จากการขาย บันทึกการแสดงทัวร์ที่บูคาเรสท์ให้กับ HBO จำนวน $20ล้าน เขาก็บริจาคเพื่อการกุศลด้วยเช่นกัน และการฉายภาพดังกล่าวก็ได้สร้างสถิติโลกอันใหม่ นั่นคือ รายการที่ฉายทางเคเบิลทีวีที่มีผู้ชมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยเรตติ้งมากถึง 34% จนได้รับรางวัล Cable Ace Award

ด้านการจัด เตรียมเวที ก็เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์เลยทีเดียว ต้องใช้เวลาถึงสามวันในการสร้างและต้องอาศัยเครื่องบินลำเลียงหลายลำในการขน ย้ายสิ่งของอุปกรณ์ขนาด 20คันรถบรรทุก ไปในแต่ละประเทศ สำหรับผม นี่อาจมาถึงจุดที่น่าตื่นเต้นที่สุดในสายอาชีพนี้ ผมกำลังจะได้ใช้ชีวิต 4 เดือนในตำแหน่งคนขับรถประจำตัวคนหนึ่งของไมเคิล แจ็คสัน และทันทีที่เครื่องบินของเขาเทียบท่า เขาก็ต้องอยู่ในวงล้อมของตำรวจที่มาทำหน้าที่ดูแลเขาในทันที

ฝูงชน ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เสียงตะโกนบอก “ไมเคิล พวกเรารักคุณ!” ที่ดังดังกึกก้องพร้อมเพรียง ทำให้รู้สึกได้ถึงแผ่นดินที่สะเทือน นั่นยังไม่เท่ากับเมื่อประตูเครื่องเปิดออก แล้วไมเคิลย่างเท้าออกมาในชุดแต่งกายแบบทหาร ผ้าปิดหน้าสีแดง โบกมือให้กับแฟนๆ นั้นแหละที่ก่อให้เกิดเสียงกึกก้องดัง กัมปนาถ หน่วยรักษาความปลอดภัยก็งานล้นมือเมื่อต้องจัดการควบคุมฝูงชนผู้คลั่งไคล้ ผมเองรับหน้าที่สารถีให้กับบุคคลสำคัญมาก็มาก แต่ยังไม่เคยพบเคยเจอปฏิกิริยาแบบที่สาธารณชนมีต่อไมเคิลแจ๊คสันมาก่อนเลย

ผมเริ่มต้นจากที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับไมเคิล โดยรับหน้าที่ขับรถให้กับกลุ่มผู้ดูแลความปลอดภัยของเขาในรถคันที่สาม ในขณะที่ไมเคิลนั่งอยู่บนรถมินิบัสที่ตกแต่งและต่อเติมพิเศษ ตั้งแต่แรกที่ได้เห็น คุณสามารถบอกได้เลยว่าเขาเหมือนซูเปอร์สตาร์ทั่วไป ทุกๆที่ที่เขาผ่าน ถนนและการจราจรจะติดขัดทันที ตำรวจนำทางเราผ่านเข้าไปในเมืองและฝูงชนก็แตกตื่น แต่ในการเดินทางระหว่างเมือง เราไม่ได้รับการนำทาง และนั่นก็นำเราไปสู่สถานการณ์เลวร้ายอันไม่คาดฝัน...


ไมเคิลอยู่ บนรถตู้ที่มีคนขับอีกคน โดยมีคันของผมและของคนขับอีกคนที่ชื่อว่า ‘สแตน’ ขับตามหลังอีกสองคัน ทันใดนั้นวิทยุสื่อสารของผมก็ดังขึ้น
“ คีธ มีอะไรตามหลังเรามา”
ผม มองทางกระจกหลัง ตอนแรกเห็นมอเตอร์ไซค์เพียงสองคัน ต่อมามันค่อยๆเพิ่มทีละคันสองคัน เป็นหลายสิบคันแล้วตอนนี้ ผมรู้ได้ในทันใด เรากำลังถูกไล่ล่าจากแกงค์นักซิ่งชาวเยอรมัน จำนวน 40-50 คันเลยทีเดียว
“ผมรู้สึกไม่ดีเลย สแตน เราต้องเร่งความเร็วของมินิบัสแล้ว”

พวก เราคนขับ 3 คนกดคันเร่งเพื่อหนี แต่เหล่านักซิ่งกลับเร่งได้มากกว่าเรา และไม่ช้า เราก็ตกอยู่ในวงล้อม นาทีต่อมา พวกเขาอยู่ในตำแหน่งคั่นกลางระหว่างรถของพวกเรา ทั้งนี้ก็เพื่อแยกเราออกจากกัน สถานการณ์ค่อนข้างน่าตระหนก สแตนส่งเสียงถามมาในสาย “เราจะทำอย่างนี้กันนะ” “คุณขับชิดขอบถนนให้มากที่สุดนะ ผมเองก็จะทำแบบเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ทีนี้เราจะขับให้รั้งจากคันของไมเคิลเป็นรูปตัว V แล้วกันเขาออกจากพวกนั้น” เราทำเช่นนั้นและมันก็ได้ผล กลุ่มนักซิ่งถูกบังคับให้ชะลอความเร็วโดยอัตโนมัติ พวกเขาท่าทางหัวเสีย ถึงกับสบถออกมาเลยทีเดียว พวกเขาพยายามหาทางแทรกเข้ามาระหว่างรถของพวกเราอีกครั้ง แต่ผมพยายามขับโดยรักษาความห่างจากรถของไมเคิลไว้ให้น้อยที่สุดเช่นเดียวกับ สแตน จนในที่สุด เหล่านักซิ่งก็เริ่มท้อและหันหลังกลับ ไปสร้างความปั่นป่วนที่อื่นแทน ตลอดเวลานั้น ไมเคิลนอนหลับใหล ไม่มีโอกาสรับรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้

ผมยังไม่มีโอกาสได้พบไมเคิล จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเฉียดหายนะขึ้น และผมคงไม่ลืมไปตลอดชีวิต เพราะมันทำให้เราได้กลายมาเป็นมิตรสหายกัน ขณะไมเคิลพักอยู่ที่โรม และต้องการไปที่ ฟลอเรนซ์ เพื่อชมงานศิลปะที่เขาตัดสินใจจะซื้อ ด้านหน้าของโรงแรมมีแฟนๆอออยู่ประมาณ 2000 คน การจะพาเขาออกไปไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นฝ่ายอารักขาความปลอดภัยของเขาจึงวางแผน ด้วยการส่งรถหลายคันออกจากหลายทางออกของโรงแรมในเวลาเดียวกัน โดยรถคันของไมเคิลและรถนำของตำรวจ จะออกทางประตูหน้า การตัดสินใจว่าไมเคิลจะใช้รถคันไหนเกิดในนาทีสุดท้าย วิทยุสื่อสารของผมดังขึ้น “คีธ เราจะใช้รถคุณนะ” เสียงหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย “เตรียมตัวให้พร้อม เรากำลังจะพาไมเคิลไปที่คุณ” ไมเคิลนั่งด้านหลังกับเพื่อนของเขา ส่วนด้านหน้าที่นั่งข้างผมเป็นลูกสาวของโปรโมเตอร์คอนเสิร์ต ถึงเราจะรวดเร็วเพียงใด แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตา เสียงกรีดร้องตามด้วยผู้คนที่มารุมอออยู่รอบรถ มีผู้รักษาความปลอดภัยสองคนด้านหน้าเรา พวกเขาช่วยกรุยทางให้ออกไป แต่ระหว่างที่เรากำลังจะขับออกไปได้นั้น ไมเคิลเอื้อมมือมาจับที่บ่าของผม “หยุดก่อนครับ มีคนเอาหมวกของเพื่อนผมไป” ผมหยุด แต่ไม่สบายใจนัก “มันไม่ปลอดภัยนะ ไมเคิล” ผมกล่าว ขณะที่ ร.ป.ภ.กำลังโบกให้เราด้วยหน้าตาตื่นๆ ผมขยับรถออกอีกครั้ง “อย่าไปนะ” เขาครวญ “ผมต้องการหมวกใบนั้น”

ร.ป.ภ.ต่างกำลังเหงื่อตก “เร็วเข้า!” หนึ่งในนั้นตะโกน “ไปเลย...เร็วๆเข้า”
“ได้โปรด ไมเคิล เราต้องไปแล้ว”
ไม เคิลยอมในที่สุด แล้วเราก้ออกมากันได้ ก่อนที่ฝูงชนจะก่อตัวมากกว่านี้ ตามแผนที่วางไว้ เราจะต้องเลี้ยวขวาหลายครั้ง เพื่อกลับมาที่หน้าโรงแรมที่เราจะได้ไปเจอกับรถของหน่วยรักษาความปลอดภัย แต่การจราจรที่หนาแน่นบังคับให้เราต้องเลี้ยวซ้ายเข้าไปบนถนนวันเวย์ และเราก็ไปผิดทาง
ไม่มีที่ให้กลับรถ คันหลังก็บีบแตรไล่ แถมเปิดไฟสูงใส่ ผมจำต้องขับต่อไปจนผ่านไปแดงแล้วเลี้ยวซ้าย อีกสองสามครั้ง และก็รู้ตัวว่า...หลงซะแล้ว
แทบไม่อยากคิดว่า ข้างหลังผมที่นั่งอยู่นั่น คือไมเคิล แจ๊คสัน แถมปราศจากการติดตามของบอดี้การ์ด ผมลองขับต่อไปอีกสักพัก แต่ก็ไม่ดีขึ้นเลย ในที่สุดก็ต้องยอมรับความจริง “ผมหลงทางครับ”

“ไม่เป็นไรครับ” ไมเคิลตอบด้วยเสียงนุ่มๆ “แล้วเราจะทำยังไงกันดี”

แต่ รู้สึกคุณผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างผมจะไม่ใจเย็นแล้ว “กลับโรงแรมเดี๋ยวนี้เลย!” เธอโวย “นายไม่สามารถขับรถในเมืองโรมโดยมีไมเคิลที่ปราศจากการ์ดคุ้มกันได้หรอกนะ! ถ้ามีใครจำเขาได้ล่ะ หายนะแน่ๆ”
เธอพูดถูก ไมเคิลเป็นหนึ่งในคนที่มีคนจำได้มากที่สุด ไหนจะความคลั่งไคล้ที่คนมีต่อตัวเขาขนาดนั้น แม้แฟนๆจะไม่ได้ตั้งใจให้เกิดอันตรายกับเขา แต่ก็อาจเกิดความรุนแรงได้ ตั้งแต่เกิดเหตุลอบสังหาร จอห์น เลนนอน เมื่อปี 1980 คนดังทุกคนล้วนต้องระวังตัวมากขึ้น แม้ เดอะ บีทเทิล จะใหญ่โตแค่ไหน แต่ไมเคิลอาจเรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่กว่าจุดนั้นในสายอาชีพเดียวกัน การตัดสินใจที่เฉียบขาดเป็นสิ่งจำเป็น
“ไมเคิลครับ” คุณอยากจะให้ผมทำยังไง จะให้ผมขับไปฟลอเรนซ์ก็ได้ แล้วเราจะไปเจอกับคันอื่นๆที่นั่นเลย”
ไม เคิลลังเล “ผมว่า เรากลับไปดีโรงแรมก่อนน่าจะดีกว่า” เขากล่าวด้วยเสียงเรียบๆ ผมจึงหันหัวรถพาทุกคนกลับโรงแรม ไมเคิลดูสงบมาก แต่ผมก็รู้สึกได้ ว่าเขากำลังเครียดนิดหน่อย แม้ในที่สุดจะหาทางออกได้ แต่เราก็เจอปัญหาอีก ในขณะขับเข้าโรงแรม ไมเคิลต้องลงหลบลงไปนอนราบกับพื้นรถ เพื่อหลีกเลี่ยงม็อบ
แต่เราอยู่ห่างจากทางเข้า 30 ฟุต มีรถจอดขวางอยู่ 6 แถว ไม่มีร.ป.ภ.อยู่บริเวณนั้นเสียด้วย


“ไม่ มีทางเลือกแล้ว ไมเคิล เราต้องวิ่งไป เตรียมตัวนะครับ”หญิงสาวข้างๆผมรีบรุดไปล่วงหน้าเพื่อแจ้งกับทางโรงแรม ส่วนผมก็อ้อมไปทางประตูด้านไมเคิล แขนข้างหนึ่งโอบตัวเขาไว้ อีกข้างคอยกันฝูงชน เราอาศัยความเร็วพุ่งตัวเข้าประตูโรงแรม พนักงานรีบปิดประตูตามหลังเรา และเพิ่งเห็นว่าขังเพื่อนของเขาไว้ด้านนอก “เอาเขาเข้ามา” ผมตะโกนบอก เขาเข้ามาได้ทัน ก่อนที่ฝูงชนจะวิ่งมาถึงประตู


ผม ตรงดิ่งไปยังห้องพักของผมเพื่อเตรียมเก็บกระเป๋า ผมรู้ตัวดีว่าได้กลับบ้านแน่หลังจากก่อเรื่องวุ่นอย่างนั้น สักพัก หัวหน้าผมเข้ามาหา “นายกำลังทำอะไร”
“ก็เก็บกระเป๋าไง ผมต้องไปแล้วใช่ไหม?”
“ล้อ เล่นน่า นายพาเขากลับมาได้อย่างปลอดภัยตามลำพังในเหตุการณ์ที่ปกติต้องใช้บอดี้การ์ด ถึง 9คน ไมเคิลรู้สึกโล่งใจ ที่กลับมาได้ เขาชมนายใหญ่เลย”
และนั่นเป็นก้าวแรกของผม ในความสัมพันธ์ฉันมิตร กับคนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ที่ผมเคยรู้จัก
ยิ่ง ผมได้รู้จักกับชายคนนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งตระหนักว่า แม้ไมเคิลจะเป็นนักแสดงที่เก่งกาจ เป็นศิลปิน เป็นนักธุรกิจ แต่เห็นจะจริงอย่างที่เคยได้ยินมา นั่นคือ เขาขาดวัยเด็ก และไม่เคยเติมเต็มกับสิ่งที่ขาดหายไปได้
นอกเหนือไปจากความฉลาดเฉียบแหลม ของเขาแล้ว มีสิ่งเปราะบางแปลกๆสิ่งหนึ่งในตัวของเขาที่อาจทำให้คุณรู้สึกอยากเข้าไป โอบกอดเขา แล้วบอกให้เขาดูแลตัวเองให้ดี ผมไม่ได้เวอร์นะ จริงๆเลย
ไม เคิลรักของเล่นเด็ก และร้านขายของเล่นเอามากๆ ไม่ว่าเราจะไปส่วนไหนของยุโรป ถ้าเราเห็นร้าน Toy are us เมื่อไหร่ละก็ เรารู้ได้ในทันทีว่าต้องทำยังไง

เมื่อเราไปลอนดอน ไมเคิลแวะที่ร้านขายของเล่นชื่อดัง Hamley’s และ ร้านของดิสนีย์ บนถนน Regent Street หน้าร้านแต่ละแห่งจะถูกปิดมิดชิด เพื่อให้เขาได้เลือกซื้ออย่างเป็นส่วนตัว เขาจ่ายหลายพันปอนด์ไปกับของเล่นเหล่านั้น ที่เขาชอบเป็นพิเศษก็คือ ชุดมายากล และ รถบังคับ หลังจากซื้อเสร็จ รถทั้งคันก็อัดแน่นไปด้วยของเล่น แต่สุดท้ายจะมีเพียง 2-3ชิ้นที่เขาจะเก็บไว้ นอกนั้นมันจะถูกส่งไปยังเด็กๆตามโรงพยาบาล เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ทุกๆที่ที่พวกเราไป

ไม่ว่าไมเคิลจะพักที่ไหน ที่นั่นต้องเตรียมเครื่องเล่นพินบอล และเกมส์คอมพวเตอร์ไว้ในห้องสวีทของเขาไว้ล่วงหน้า มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาไปถูกใจเครื่องเล่นม้าหมุนในเยอรมัน เขาซื้อมันแล้วส่งกลับไปยังบ้าน Neverlandของเขา ที่แคลิฟอร์เนีย เขาพาเพื่อนมาพร้อมทัวร์นี้ด้วย และจากการที่ได้คลุกคลีอย่างใกล้ชิด ผมยืนยันได้เลยว่า ไม่มีแม้สักนิดที่มันจะส่อไปในทางไม่เหมาะสม ทุกคนต่างรับรู้และเห็นว่าการมาของเพื่อนคนนี้ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ที่พวกเราได้สังเกตเห็นก็คือ ตัวไมเคิลเอง เขาช่างไร้เกราะกำบัง เปิดรับโอกาสสำหรับเรื่องอื้อฉาวได้อย่างง่ายดาย และมันก็เกิดขึ้นจริงๆในปีต่อมา เมื่อเขาถูกฟ้องว่ามีความสัมพันธ์ไม่เหมาะสมกับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง และดูเหมือนทุกคนจะลืมไปแล้วว่า ไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวมายืนยันได้ว่าเขาทำจริง จากการที่ได้รู้จักตัวตนของเขาอย่างใกล้ชิด ผมไม่เชื่อเด็ดขาด ไม่ว่าเมื่อไหร่ อย่างแรก ไมเคิลเป็นคนดีมาก มากพอที่จะทำผมจะเชื่อว่า ‘เขาไม่มีความสามารถในด้านที่จะทำอะไรๆ แบบที่เขาถูกกล่าวหานั้นได้’
ประการ ที่สอง ขณะทำงานให้เขาใน แดนเจอรัสทัวร์ เห็นได้ว่า ท่าทีของเขาที่มีเพื่อนคนนี้ของเขา เป็นแบบพี่น้อง ไมเคิลอาจเป็นอัจริยะทางดนตรี แต่ตัวเขากลับมีจิตใจแห่งความเป็นเด็ก นั่นทำให้เขาชอบเล่นกับเด็กๆด้วย ความจริงที่ว่า ตอนนี้เขามีลูกทั้งสองคนเป็นของตนเองแล้ว ถือเป็นสิ่งที่วิเศษสุดในโลก เพราะทีนี้ เขาก็สามารถสนุกสนานกับการเล่นกับลูกของเขาเองได้

แม้จะมีบุคลิกสุภาพอ่อนโยน แต่ทุกคนรอบกายเขาก็รู้สึกกลัวเขาอยู่ดี ด้วยความที่เขาคือไมเคิล แจ็คสัน ซึ่งไมเคิลก็ทราบในจุดนี้ แต่เขาคงไม่รู้จะทำยังไงกับมัน เวลาเกิดปัญหา เขาจะได้รับรายงานจาก บิล เบรย์ หัวหน้ารักษาความปลอดภัย ผู้ซึ่งอยู่กับเขามากว่าสามสิบปีแล้ว ผู้คนจะไม่กล้าบอกกับไมเคิลโดยตรงเมื่อ เหตการณ์ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ดูเหมือนว่ายิ่งสูงก็ยิ่งหนาว บิลเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าเผชิญหน้ากับไมเคิล และบอกกับเขาตรงๆในสิ่งที่คนอื่นจะปกปิดเขา ไมเคิลจะพูดออกมาอย่างไม่เข้าใจว่า “แล้วทำไมเขาไม่มาบอกผมเองนะ” ด้วยเหตุผลบางอย่าง ถึงผมจะตื่นเต้นเวลาที่ได้เจอเขา แต่ผมกลับไม่กลัวเขาเลยนะ ผมปฏิบัติกับเขาตามปกติ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เราเข้ากันได้โดยง่าย

ในตอนแรก ดูท่าเขาจะฉงนสนเท่ห์กับสำเนียงท้องถิ่น ของผมเอามากๆ แล้วก็พยายามจะเลียนแบบมัน “สวัสดีเด้อ อ้าย สบายดีบ๊อ” เขาจะพูดประโยคนี้ เวลาขึ้นมาบนรถ ผมจะตอบเขาด้วยเสียงเล็กๆนุ่มๆเลียนแบบเสียงต่ำของเขา “ครับ ไมเคิล” ซึ่งเขาคิดว่ามันช่างน่าขัน
“
“ฟังเด้อ อ้าย” “ครับไมเคิล”
“สอนภาษาท้องถิ่นของคุณให้ผมหน่อยสิ”
ไม่ทราบด้วยเหตุใด ไมเคิลดูสนใจอย่างเอาจริงเอาจังเลยทีเดียว ผมเลยต้องสอนเขา
“บันไดนี่เขาเรียกกันว่ายังไง”
“แล้วชุดสูทนี่ล่ะ เขาเรียกว่าอะไร”
“เงินสดล่ะเขาเรียกกันว่าอิหยัง”
“ฟัง เด้อ อ้าย มันแจ่มอีหลีไปเลย” เห็นเขาพยายามเรียนรู้อยู่หลายชั่วโมง ผมตัดสินใจ ไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มามอบให้เขา ดูเขาจะชอบมันเอามากๆ “เยี่ยมไปเลย คีธ ขอบคุณมากๆครับ” เขานั่งอ่านมันบนรถอยู่หลายชั่วโมง หัวเราะคิกคักอย่างถูกใจเมื่ออ่านเจออะไรที่สนใจเป็นพิเศษ วันหนึ่งเขาเดินมาหาผมแล้วก็ประกาศก้องว่า “ข่อยสิไป๋ขึ่นร่ด” “ว่าไงนะ ไมเคิล?”
“ไป๋ขึ่นร่ด” เขาประกาศชัยชนะ “ผมจะไปขึ้นรถแล้ว!”


ไม เคิลมีความสนใจให้กับทุกเมืองที่เขาไป ตอนเราไปที่เมืองซีตู เขาต้องอยู่แต่ในห้องพัก เพราะไม่สามารถไปไหนได้โดยไม่ก่อให้เกิดม็อบ แต่พอได้ออกไป หรือ ระหว่างทางไปแสดง เขาจะชื่นชมกับเมืองต่างๆซึ่งล้วนแตกต่างจากที่ที่เขาอยู่อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เขารู้สึกดีเป็นพิเศษกับเมืองโคเปนฮาเก้น
“คุณอยากอยู่ที่นี่ไหม คีธ?” เขาถาม
“ไม่ รู้สิ ไมเคิล ผมไม่รู้จักที่นี่ดีนัก” เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วโพล่งขึ้นว่า “ผมอยากไป ทิวลี่ปาร์คจัง” ดังนั้น หลังเสร็จสิ้นคอนเสิร์ต ในวันสุดท้ายของที่นี่ เราจัดให้เขาได้ไปที่ Tivoli Park สวนสนุกที่ดีที่สุดของโคเปนฮาเกน มันเป็นวันอาทิตย์ และการเตรียมการก็เป็นไปอย่างรีบเร่ง เพื่อหลบกลุ่มคนที่คอยตามติดเขาตลอดเวลา โดยวางแผนกันว่าจะพาเขาเข้ามาทางประตูด้านข้าง และจะใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายที่นั่น ไมเคิลท่าทางตื่นเต้นมากๆ แต่ความตื่นเต้นนั้นก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นความรู้สึกช็อกและค่อยๆกลายเป็น ความผิดหวังในที่สุด เมื่อไปถึงที่นั่น แล้วได้พบว่า ประตูด้านข้างที่เราหมายจะแอบเข้าไปเงียบๆ เต็มไปด้วยบรรดาช่างภาพ เชียร์หลีดเดอร์และวงดนตรี เขาทำท่าอยากกลับเสียตอนนั้นเลย พวกเราใช้เวลา15 นาทีในการโน้มน้าวเขาให้อยู่ต่อ แต่พอเขาเริ่มรู้สึกสนุกจากเครื่องเล่นชิ้นหนึ่ง ผมก็ต้องขับรถพาเขาไปอีกที่หนึ่ง เขาไม่สามารถเดินไปเองได้เนื่องจากฝูงชน ท่าทางเขาตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ “โว่ว นั่นมันน่าอัศจรรย์จริงๆ”เขาจะพูดอย่างนี้เวลากลับมาขึ้นรถทุกครั้ง เขาสนุกกับเจ้าเครื่องเล่นที่เป็นถ้วยหมุนๆนั่นจนขอเล่นมันสองรอบ แถมชวนผมให้ขึ้นไปเล่นกับเขาด้วย

ไม่ได้ครับ ไมเคิล ผมต้องเฝ้ารถ ผมรีบบอกเขา “โธ่ คีธ คุณนี่ไม่สนุกเอาซะเลย” ไม่นานนัก คนก็เริ่มมามากขึ้น ไมเคิลจำต้องตัดใจหลังจากผ่านไปหนึ่งชัวโมง แทนที่จะได้ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายตามที่ตั้งใจไว้ ดังนั้น เราจึงจ้างคนขับรถท้องถิ่น ให้พาไปร้านขายเครื่องแบบทหารและของที่ระลึกแทน

เขาชอบมาก ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงในแต่ละร้าน เลือกซื้อเครื่องแบบเท่ห์ๆแบบที่เขาชอบสวมใส่

วัน เกิดของไมเคิลเวียนมาถึงในระหว่างทัวร์ เราจัดงานฉลองปาร์ตี้บาร์บิคิวให้เขาที่ชั้นล่างของโรงแรมที่พักในแฟรง ค์เฟิร์ต ผู้คนลงมาพักผ่อนบนสนามหญ้าทีมีแสงแดดอุ่น ขณะที่เราร้องเพลง'Happy Birthday' ให้เขา ไมเคิลไม่ได้ลงมาร่วมฉลองด้วย เพราะทุกครั้งที่เขาปรากฏกาย เขาจะถูกกลุ้มรุมโดยบรรดาแฟนๆ แต่ใครบางคนนำเค้กขึ้นไปให้เขาบนห้องแทน
‘ช่างดีเหลือเกิน’ ไมเคิลกล่าว เขาออกมาที่ระเบียงและแบ่งเค้กให้กับสาธารณชนคนผู้รักใคร่บูชาในตัวเขา
ช่วง ที่เรากลับไปเยอรมัน ที่เมืองแฮมเบิร์ก ผมและไมเคิลสนิทสนมกันกว่าที่ผ่านมา ถึงตอนนี้ ผม เช่นเดียวกับลูกทีมคนอื่นๆ ได้มีมินิแฟนคลับเป็นของตัวเองกะเขาบ้าง เป็นสาวน้อย3คน คลอเดีย มาจาก อิตาลี่ เกรต้าจากเยอรมัน และแอนนาจากสเปน ที่นี่ บางทีเราก็ออกไปพายเรือเล่นกันเป็นชั่วโมง ยามที่ผมไม่ต้องปักหลักอยู่ในโรงแรม

..............

Part 10: แปลโดย Snow Crystal

กลับไปที่โรงแรม ผมยังไปไหนมาไหนอย่างอิสระซึ่งคนอื่นๆไม่มีใครกล้าเสี่ยง วันหนึ่งผมจะไปว่ายน้ำแต่เจอการ์ดของไมเคิล 2 คนเฝ้าประตูทางเข้าสระว่ายน้ำอยู่ ผมรู้ทันทีว่าไมเคิลอยู่ที่นั่น ผมจึงหันหลังกลับแต่การ์ดทั้งสองโบกมือเรียกผมไว้ซะก่อน ผมจึงได้เข้าไปที่สระว่ายน้ำ เพื่อนของไมเคิลและครอบครัวของเขากำลังว่ายน้ำกันอยู่ ในขณะที่ไมเคิลเดินรอบสระและเสียบหูฟังอยู่ เขายกมือทักทายผม ตอนที่ไมเคิลเดินมาครบรอบ ผมก็แกล้งทำเป็นจะผลักไมเคิลให้ตกสระ ไมเคิลดูตกใจเล็กน้อย แต่สักครู่เขาก็รู้สึกว่ามันตลกเอามาก ๆ จนเขาหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง เขายังเดินต่อไปแต่จับตาดูผมตลอดเวลาและก็แกล้งทำท่าจะผลักผม ผมคิดว่าผมเป็นคนแรกที่แกล้งไมเคิลแบบนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ผม ยอมรับว่าผมได้เล่นตลกนิดหน่อย ไมเคิลจองห้องพัก 4 ห้องที่เปิดทะลุถึงกันได้ที่ชั้นหนึ่งของโรงแรม ส่วนผมพักอยู่ที่ห้องถัดไปห้องที่ 5 (แต่เปิดทะลุไม่ได้) แฟนๆมักจะรู้ว่าไมเคิลพักอยู่ที่ห้องสวีทห้องไหนและจะรออยู่ด้านนอก หวังว่าจะได้เห็นไมเคิลเพียงสักแว๊บก็ยังดี บางครั้งไมเคิลจะเปิดม่านและมองออกไป แล้วผู้คนก็จะส่งเสียงร้องกันอื้ออึง ผมจึงซื้อถุงมือสีขาวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของไมเคิลในตอนนั้น บางทีผมก็จัดการสวมถุงมือ เปิดม่านออก และยืนห่างจากหน้าต่างให้คนข้างนอกเห็นแค่ถุงมือ แฟนๆไม่รู้หรอกว่าห้องสุดท้ายไม่ใช่ห้องของไมเคิล ผมจึงได้รับเสียงร้องอื้ออึงของผมด้วยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วแฟนๆจะส่งเสียงให้ไมเคิลก็ตาม

ทัวร์คอนเสิร์ตแดน เจอรัส ก็แดนเจอรัสสมชื่อจริง ๆ โดยเฉพาะในโรมาเนีย ไมเคิลบินไปกรุงบูคาเรสส่วนเราสามคนต้องขับรถคันใช้เป็นหลักในการทัวร์ คอนเสิร์ตข้ามประเทศเพื่อไปพบเขาที่นั่น เราถูกสั่งให้ตุนเสบียง เช่น มันฝรั่งทอด น้ำ โค้กและอื่นๆให้เต็มรถ เพราะว่าทันทีที่เราหยุดรถจะมีคนท้องถิ่นมามุงดูกันเต็ม ซึ่งปรากฎว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในตอนหนึ่งผมแวะที่อู่รถ(ซึ่งมารู้ทีหลังว่าไม่มีที่เติมน้ำมันในอู่นั้น) อยู่ดี ๆ ก็มีผู้คนมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ เข้ามามุงรถกันใหญ่ และคนพวกนั้นจะถอยห่างจากรถก็ต่อเมื่อผมโยนถุงพีนัทออกนอกหน้าต่าง เหตุการณ์อย่างเดียวกันเกิดขึ้นที่ทางแยกรถไฟ จนผมต้องหยุดรถเพราะไม่มีประตูกั้น สัญญาณไฟ หรือ สิ่งที่จะบอกได้เลยว่ารถไฟกำลังมาหรือไม่

..............

Part 11: แปลโดย Snow Crystal

ปัญหาต่อมาคือ น้ำมัน เราหาน้ำมันมาเติมไม่ได้เลย คนขับรถอีก 2 คนกับผมพบว่าอู่รถทุกแห่งที่เราแวะไปไม่มีน้ำมันให้เติมสักนิด เราสามคนแทบจะถึงกรุงบูคาเรสต์ด้วยถังน้ำมันอันว่างเปล่า
เราพบว่าปั้ม น้ำมันที่นั่นมีคนต่อคิวยาวเหยียด ซึ่งจะต้องรอกันเป็นชั่วโมงๆทีเดียว มันจึงเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะจ้างคนมาเข้าคิวรอเติมน้ำมันให้คุณ ซึ่งก็หมายความว่าคุณจะสามารถออกไปทำธุระปะปังได้ทั้งวันและกลับมาด้วยความ หวังที่ว่าน้ำมันรถจะเต็มถังรอคุณอยู่แล้ว

เพราะว่าเรามากับไมเคิล แจ็คสัน ตำรวจจึงพาเราลัดคิว ซึ่งทำให้คนท้องถิ่นไม่ค่อยสบอารมณ์นัก มีเด็กผู้หญิงตัวน้อยมาเติมน้ำมันให้กับผม เธอน่ารักอ่อนหวานจนผมให้รูปไมเคิลพร้อมลายเซ็นกับเธอ ใบหน้าน้อยๆของเธอสว่างสดใสขึ้นมาทันทีในขณะที่เธอมองดูรูปไมเคิล มันเหมือนกับว่าผมให้ถุงที่เต็มไปด้วยทองแก่เธอ แต่ไม่นานเธอก็ยื่นรูปคืนมาให้ผม “ไม่ ไม่” ผมกล่าว “รูปนี้เป็นของหนูนะจ๊ะ” เธอมองมาที่ผมด้วยสายตาที่ปลาบปลื้มปนประหลาดใจ แล้วเธอก็ค่อยๆเก็บรูปอย่างระมัดระวังไม่ให้ใครเห็น

ไมเคิลเข้าพัก ที่พระราชวัง Snagov Lake ซึ่งเป็นที่พำนักฤดูร้อนของประธานาธิบดี Nicolae Ceausescu ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตในปี 1989 ถึงแม้ว่าCeausescu อาจจะหมดอำนาจลงแล้ว แต่สภาพบ้านเมืองที่ผู้คนไม่เคารพกฎหมายยังคงอยู่ มีอาคาร 2 หลังในบริเวณพระราชวังที่เราถูกเตือนไม่ให้เดินผ่านระหว่างอาคารเหล่านั้น แต่ให้ขับรถผ่านไปแทน เรายังถูกห้ามไม่ให้ออกไปนอกตัวอาคารหลังพลบค่ำ พระราชวังมียามรักษาความปลอดภัยพร้อมอาวุธอยู่ทั่วไปหมด ซึ่งจริงๆแล้วยามพวกนี้เป็นเด็กหนุ่มที่ถือปืนกลเดินไปมา พวกเราต่างหวาดกลัวกันมากว่าจะมีใครถูกยิงขึ้นมาโดยเด็กวัยรุ่นคะนองพวกนี้

มี เรื่องราวแปลกๆเกิดขึ้นในวันต่อมา ผมถามหัวหน้ายามว่าผมจะไปล้างรถได้ที่ไหน “มากับผมซิ” เขาตอบ เขาพาผมไปยังสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเด็กหนุ่มเนื้อตัวสกปรก มอมแมม ซึ่งไม่นานผมก็
รู้ว่าพวกเขาเป็นนักโทษทหาร พวกเขาล้างรถให้ผม ซึ่งในระหว่างนั้น ผมต้องเปิดท้ายรถให้ ท้ายรถนั้นเต็มไปด้วย ขวดน้ำ เป๊ปซี่ มันฝรั่งทอด พีนัทและของกินต่างๆ เด็กหนุ่มพวกนั้นมีสีหน้าตกตะลึงที่ได้เห็นของกินมากมายอยู่ท้ายรถ ผมรู้สึกสงสารและเห็นใจพวกเขามาก ผมจึงไม่ได้ห้ามพวกเขาเมื่อเห็นว่าน้ำและของกินสองสามหายไปอย่างรวดเร็ว

.......................

Part 12: แปลโดย tonkae

ความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ของไมเคิล เห็นได้ชัดจากการที่เขาบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านดอลล่าร์ให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่มีชื่อว่า “Orphanage Number One” ในประเทศโรมาเนีย เด็กกำพร้าเหล่านี้สภาพดูไม่ดีนัก บางคนถูกทอดทิ้ง และบางคนก็ติดเชื้อ HIV ไมเคิลรู้สึกหดหู่ใจมากเมื่อเขาได้เห็นภาพความทุกข์ทรมานเหล่านั้นของเด็ก ๆ ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านั้น

หนึ่ง วันก่อนหน้าที่ไมเคิลจะเดินทางไปที่นั่น ผมเดินทางไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้และได้เจอกับ Richard Young นักข่าวปาปาราซซี่ชื่อดังทีบริเวณบันได ข้างกายเขามีเด็กชายอายุ 6 ขวบที่เกาะติดเขาแจ พร้อมกับกระเป๋าใบหนึ่งของเขา ในขณะที่อยู่ท่ามกลางพวกเรา เจ้าหน้าที่กำลังทำความสะอาดกำแพงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการมาเยือนของ ไมเคิล Richard เอ่ยชวนว่า “มาเถอะ ผมจะพาคุณเดินดูรอบ ๆ” ผมตอบเขาว่า “ผมไม่แน่ใจว่าผมจะรับได้ไหม” “มันไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก” Richard ให้ความมั่นใจก่อนที่เราจะเดินไปรอบ ๆ บริเวณสถานเด็กกำพร้าด้วยกัน ภาพที่ปรากฎดูช่างน่าสลดใจ ในห้อง มีเตียงเล็ก ๆ ว่าอยู่ประมาณ 30-40 เตียง เมื่อก้าวเข้าไป คุณจะสัมผัสได้ถึงความเงียบ ถึงแม้ว่าคุณจะพูดคุยหรือหยอกล้อเด็ก ๆ สิ่งที่พวกเขาตอบสนอง มีเพียงสายตาที่ว่างเปล่าที่จ้องมองมา ผมไม่สามารถรับได้จึงตัดสินใจเดินออกมาจากห้องนั้น

วันถัดมา ก็ถึงกำหนดการที่ไมเคิลจะมาเยี่ยมสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ ซึ่งอยู่นอกเมือง Bucharest ไปประมาณ 30 นาที ขบวนของพวกเรานำโดยตำรวจที่ขี่มอเตอร์ไซค์ประมาณ 20-30 คัน กับรถยนต์อีก 10 คันเพื่อให้ความสะดวกกับพวกเราในตลอดเส้นทางการเดินทาง ตลอดการเดินทางที่รถของเราแล่นไปในตัวเมือง มีผู้คนมากมายที่ตื่นเต้นกับการมาเยือนของไมเคิล ส่งเสียงทักทายไมเคิลที่นั่งอยู่ในตอนหลังของรถ แต่เมื่อเราเข้าใกล้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า รถของเราชะลอความเร็วลง ผู้คนส่งเสียงยินดี ทันใดนั้นเอง ก็มีตำรวจ 2-3 นาย จอดรถมอเตอร์ไซค์ของพวกเขา และขับรถวนไปรอบ ๆ และทุบตีฝูงชน ด้วยกระบอง

“ทำไมพวกเขาทำแบบนั้น” ไมเคิลเอ่ยถาม พร้อมกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“พวกเขากำลังจะเคลียร์พื้นที่ให้พวกเราครับ” ผมตอบ

.................

Part 13: แปลโดย NarzizuZ

"แต่ไม่เห็นจำเป็น ต้องทำอย่างนั้นเลยนี่" เขายืนกราน. ตอนนี้เขาทั้งฉุนเฉียวและหัวเสียและหากมีทางใดที่เขาจะออกจากรถได้และหยุด ความรุนแรงนั้นไว้ ผมแน่ใจว่าเขาคงทำไปแล้ว ในภายหลังเราจึงได้รู้ว่าในวันนั้นมีจำนวนผู้คนมากถึง 40,000 คน.
เมื่อ มาถึงสถานเด็กกำพร้า ไมเคิลใช้เวลา 2- 3 ชั่วโมงในการเดินดูรอบ ๆ แม้ว่าจะเป็นการดูโฉบดูเพียงผ่าน ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความทุกข์ทรมานของเด็ก ๆ ดังนั้น เขาจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สามารถช่วยเหลือผ่านเงินบริจาค เขาบอกผมในภายหลังว่าเขาไม่ได้ตระหนักมาก่อนเลยว่า ชาวโรมาเนียจะปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าจนวันนี้ พวกเขาก็ยังคงพูดถึงเรื่องนี้อยู่
และเมื่อมาถึงกำหนดการแสดงคอนเสิร์ต สถานที่ทำการแสดงสามารถจุคนได้ทั้งสิ้น 60,000 คน แต่ดูเหมือนว่าจะมีผู้คนมารอชมการแสดงมากกว่านั้นถึง 2 เท่า ไมเคิลยังคงทำการแสดงได้อย่างสุดวิเศษเหมือนเคย แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผมคือการจัดเตรียมอาหารที่บริเวณหลังเวที อาหารทั้งหมดถูกเก็บไว้ในกรงเหล็ก โดยมีเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธยืนคุ้มกันอยู่รอบ ๆ
ในวันสุดท้ายของพวกเรา ก็มีอะไรบางอย่างที่สุดแสนจะพิเศษเกิดขึ้น
คน ของไมเคิล ทำการประสานงานเพื่อจัดกำลังทหาร และตำรวจหลายร้อยนายให้มารวมตัวกันที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในตัวเมือง เมื่อไมเคิลเดินทางมาถึง กองกำลัง ซึ่งมีบางส่วนอยู่บนหลังม้า ก็เริ่มเดินสวนสนาม โดยมีไมเคิลเป็นผู้นำขบวน หลังจากเดินสวนสนามประมาณ 1 นาที ไมเคิลก็เปลี่ยนเป็นวิ่ง ในขณะที่กองกำลังยังคงเดินสวนสนาม เป็นแถวหน้ากระดานที่สวยงามอย่างไม่มีที่ติ ไมเคิลใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงในการเดิน พูดคุย วิ่ง และเต้นรำไปรอบ ๆ ซึ่งต้องนับว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่สนุกที่สุดนับตั้งแต่เราเริ่มการทัวร์ คอนเสิร์ต มีช่วงเวลาหนึ่งที่เหมือนกับฟ้าประทาน เมื่อไมเคิลเต้นรำผ่านหน้าบริเวณที่ผมกำลังยืนอยู่ และเขาโบกมือน้อย ๆ ให้กับผม

.........................

Part 14: แปลโดย NarzizuZ

ไมเคิลเป็นผู้ที่ใจดีมี เมตตาต่อทุก ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานในการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้ ซึ่งพวกเรามีจำนวนมากกว่าร้อยคน ในเมืองมิวนิค มีสวนสนุกขนาดมะหึมาแห่งหนึ่งตั้งอยู่ (theme park) สวนสนุกแห่งนี้มีชื่อว่า Europa Park เย็นวันหนึ่ง ไมเคิลทำการจองสถานที่ทั้งหมดเพื่อจัดปาร์ตี้ ไมเคิลมาถึงงานพร้อมกับเพื่อนของเขา สวนสนุกมีการจัดแต่งในแนวตะวันตก มีบาร์เครื่องดื่ม และพื้นที่เป็นส่วนของทุ่งหญ้า ไมเคิลและเพื่อนเล่นเครื่องเล่นไปพร้อมกับพวกเราทุกคน

ตัวละครต่าง ๆ จากดิสนีย์แลนด์เดินไปรอบ ๆ พร้อมพูดคุยกับพวกเรา โดยพุ่งความสนใจไปที่ไมเคิล ไมเคิลจะคอยเช็คเสมอว่าทุกคนนั้นได้รับการดูแลอย่างดี ถึงแม้ว่าเขาไม่ได้ทานอาหารที่นั่น อาหารค่ำถูกจัดเตรียมเพื่อเราที่เหลือ บางครั้งเขาจะมาร่วมวงกับพวกเราบ้างในที่อื่น ๆ ตราบเท่าที่เขาแน่ใจว่าเขาจะไม่ถูกกลุ่มคนห้อมล้อม

ครั้งนึงใน เยอรมันเราพอใจที่จะพักในบ้านหลังใหญ่มากกว่าที่จะเข้าพักในโรงแรม เรื่องราวที่เกิดในบ้านหลังนั้นที่ซึ่งมีคุณค่าน่าจดจำสำหรับพวกเรา บ้านถูกจัดแต่งเป็น”รางโบว์ลิ่งจำลอง ในบ้านมีแต่พวกเรา ไมเคิลรู้สึกว่าเขาสามารถลงมาที่บาร์เพื่อทักทายทุกคนได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ร่วมดื่มสังสรรค์เบียร์เยอรมันรสเลิศกับพวกเรา

ขีด ความอดทนของไมเคิล ดูเหมือนจะสูงกว่าคนปกติทั่วไป ในสก็อตแลนด์ เขาเลือกที่พักเป็นบ้านหลังหนึ่ง ในขณะที่เราพักในโรงแรมที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 1 ไมล์ จำนวนห้องของโรงแรมไม่เพียงพอต่อจำนวนของพวกเรา เราจึงขอไมเคิลย้ายไปอยู่ที่อีกโรงแรมหนึ่ง ซึ่งไมเคิลก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด ระหว่างที่เรากำลังทำการย้าย เราก็ถูกเรียกให้ไปที่บ้านซึ่งเป็นที่พักของไมเคิล ที่นั่นมีอาหาร เครื่องดื่มจัดเตรียมพร้อมไว้สำหรับพวกเรา พวกเราสังสรรค์กันใหญ่โต ไม่ว่าจะเล่นไพ่ หรือจะเป็นความบันเทิงเริงใจอื่น ๆ เครื่องดื่มหมดไปอย่างรวดเร็ว เวลาประมาณสี่ทุ่ม ก็มีโทรศัพท์ถึงพวกเราจากห้องของไมเคิล ว่าเขาต้องการให้พวกเราคนใดคนหนึ่งออกไปซื้อไก่ทอด KFC แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่อยู่ในอาการพร้อมที่จะขับรถออกไป ผู้ช่วยคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ดูพวกคุณซิ คุณเป็นคนขับรถของไมเคิลนะ แต่ไม่มีใครอยู่ในสภาพที่ขับรถได้เลยสักคน” เมื่อไมเคิลรับรู้สถาณการณ์เขาก็เข้าใจและอนุมัติให้ใช้รถรับจ้างออกไปซื้อ ของว่างมื้อดึกสำหรับเขา
ก่อนเริ่มคอนเสิร์ตทุกครั้ง ไมเคิลจะพบปะกับเด็ก ๆ ในประเทศนั้น ๆ ไมเคิลเป็นมิตรกับพวกเด็ก ๆ มาก เขาตอบคำถาม แจกลายเซนต์ และถ่ายภาพร่วมกับแฟนเพลงตัวน้อย ๆ ของเขา เด็ก ๆ ชื่นชอบมาก เด็กทุกคนตื่นเต้นเหมอนกับคนอื่น ๆ เวลาที่ได้พบกับไมเคิล แจ๊คสัน เมื่อพวกเราเดินกลับลอนดอน ลูก ๆ ของผม ได้แก่ ไมเคิล วัย 5 ขวบ และ เชอรีล วัย 4 ขวบ ได้รับเชิญให้ไปในงานนี้ด้วย พวกเขาตื่นเต้นแบบสุด ๆ ที่จะได้เจอกับไมเคิล

.............

Part 15: wanvisa

ในเหตุการณ์นั้น คอนเสริต์ได้ถูกยกเลิกเนื่องจากไมเคิลรู้สึกเจ็บคอ และตารางการไปพบปะเด็กๆของไมเคิลก็ถูกยกเลิกด้วยเช่นกัน ลูกๆของผมรู้สึกผิดหวังแต่ก็เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทีมงานรู้ว่าลูกๆของผมรู้สึกหมดหวังที่จะได้พบกับไมเคิล และพวกเขารู้สึกห่อเหี่ยวอย่างรุนแรง ผมไม่รู้ว่าไมเคิลรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้จนกระทั่งไมเคิลได้มาหาผมใน วันหนึ่ง พร้อมกับรูปภาพที่มีลายเซ็นของเขาจำนวน 2 รูป ไมเคิลพูดว่า “ผมรู้ว่าสิ่งนี้ไม่สามารถทดแทนงานมิตติ้งที่ถูกยกเลิกได้ แต่อย่างน้อยมันคงมีความหมายบ้าง” ในขณะที่ไมเคิลยื่นรูปภาพพวกนั้นให้ ผมมองไปที่ภาพนั้น มันถูกเขียนไว้ว่า “ถึง Michael รักจาก Michael Jackson” และ “ถึง Sheryl รักจาก Michael Jackson” ผมสัมผัสได้ถึงความพิเศษนี้ เพราะไมเคิลมักจะเซ็นต์เพียงชื่อว่า Michael Jackson บนรูปภาพของเขาเสมอ และไม่บ่อยนักที่เขาจะเขียนข้อความส่วนตัวลงไปด้วย

เวลาที่ไมเคิล ต้องเดินทางเป็นระยะทางไกลๆ ไมเคิลมักจะเดินทางโดยเครื่องบิน หรือไม่ก็เดินทางด้วยรถไฟของ Orient Express แล้วแต่ว่าเขาอยากจะเดินทางแบบไหน ในขณะที่พวกเราจะขับรถยนต์ไปรอยังสถานที่นัดหมาย เรื่องนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอจวบจนเมื่อภาระหน้าที่ของผมในทัวร์สิ้นสุดลงเมื่อ ไมเคิลขึ้นแสดงคอนเสริต์ที่อิสตันบุล และเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากที่ผมไม่มีโอกาสได้กล่าวคำอำลากับเขา

ครั้ง นั้น ไมเคิลจะต้องเดินทางด้วยเครื่องบินเพื่อเข้าไปในเมือง ในขณะที่ผมขับเมอร์เซเดส-เบนซ์ตามหลังรถมินิบัสของไมเคิลในตุรกี และในขณะที่ผมกำลังขับรถเข้าสู่เมืองหลวงของตุรกีอยู่นั้น ผมก็ได้พบสัญญาณเตือนอันแรกที่บ่งบอกให้รู้ว่า ตรุกีนั้นไม่เหมือนกับเมืองอื่น ๆ ที่เราเคยขับผ่าน มีรถคันหนึ่งขับขึ้นมาจากด้านหลังรถของผมและพยายามจะเบียดแซงรถคันที่ผมขับ อยู่และมินิบัส ดังนั้นผมจึงขับไล่กวดเขา เพื่อจะเตือนให้เขารู้ว่าเมื่อเขาทำพฤติกรรมแบบนั้นแล้ว เขาจะแค่ขับหลบหนีไปเฉยๆไม่ได้ ทันใดนั้น รถคนนั้นก็จอด แล้วผู้ชายคนหนึ่งก็กระโดดลงมาจากรถ ผมก็ทำแบบเดียวกันเพราะต้องการจะพูดคุยกับเขา ปรากฏว่าชายคนนั้นยกปืนเล็งมาทางผม ผมเลยกระโดดกลับเข้ามาในรถ และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมไล่กวดรถในตรุกี

..................

Part 16: tonkae

เมื่อเราไปถึงอิสตัลบุล เราก็ได้พบกับไมเคิลและไปเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงแรมที่หรูหรา มากมายไปด้วยอาหารเลิศรสที่จัดมาให้พวกเราตลอดเวลา ห้องพักที่สวยงามและอีกหลาย ๆ อย่างเช่นเคย อย่างไรก็ตามไมเคิลไม่สบายอย่างมาก และหลังจากที่ได้คิดตรึกตรองกันอย่างรอบคอบแล้ว พวกเขาก็ลงความเห็นกันว่าไมเคิลไม่ควรขึ้นแสดง แต่เขาต้องกลับไปลอนดอนเพื่อพักฟื้นแทน ผมขับรถพาเขาไปส่งที่สนามบินและมีปัญหากับตำรวจตลอดทางที่ผ่าน รถคันหนึ่งพยายามขับบี้พวกเราให้ออกไปนอกถนน ซึ่งสันนิษฐานได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันอาจจะเป็นกลุ่มที่คอยดักรอเพื่อสร้างปัญหาให้กับไมเคิล แจ๊คสัน ในขณะที่คนอื่น ๆ พยายามจะเข้ามาทำร้ายผม มันเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวมาก บานกระจกหน้ารถของผมแตก แต่ผมก็รู้สึกโล่งใจที่สามารถพาไมเคิลมาส่งขึ้นเครื่องบินได้ ไมเคิลไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มากนัก แต่เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกโล่งใจที่จะได้ออกจากที่นี่ไป

ในตอนแรก คอนเสิร์ตเพียงแค่จะถูกเลื่อนออกไปจนกว่าไมเคิลจะรู้สึกดีขึ้นเท่านั้น และยังไม่มีการพูดถึงเรื่องที่ว่าไมเคิลจะออกไปจากประเทศจริง ๆ แต่หลังจากนั้นสองวัน ไมเคิลก็ยังไม่ดีขึ้นเลย และคอนเสิร์ตทั้งหมดจึงต้องถูกยกเลิก และนั่นแสดงให้เห็นถึงปัญหา ตุรกีเป็นเมืองที่สวยงาม แต่ผมได้พบแล้วว่าชีวิตที่นี่ดูจะแข็งกร้าวป่าเถื่อนกว่าในแถบยุโรปตะวันตก และไม่ใช่ผมคนเดียวที่ค้นพบสิ่งนี้ ดังนั้น จึงเกิดความกังวลขึ้นว่า บรรดาโปรโมเตอร์ทั้งหลายจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อพบว่าไมเคิลได้ออกจาก ประเทศไปแล้ว และจะไม่กลับเข้ามาอีก

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็เชื่อว่า การตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรึกตรองมาแล้วอย่างดีนั้น เป็นการกระทำที่กล้าหาญและชาญฉลาด และจะเป็นการดีที่สุดสำหรับพวกเราที่จะรีบออกมาจากประเทศนั้นก่อนที่จะมีการ ประกาศออกมาออกมาอย่างเป็นทางการ คณะทีมงานของไมเคิลเริ่มทยอยออกมาจากโรงแรมทีละเล็กละน้อย และพวกเราก็ค่อย ๆ ขับรถขนส่งทีมงานไปยังสนามบิน หลังจากส่งทีมงานไปจนหมดแล้ว พวกเราก็ต้องพาตัวเองและรถออกจากประเทศ ดังนั้นพวกเราจึงลงเอยด้วยการขับซิ่งรถเมอร์ซิเดสสีดำสนิทสามคันในตุรกี นับว่าเป็นโชคดีของพวกเราที่รถของพวกเรามีสมรรถนะดี เพราะพวกตำรวจพยายามจะหยุดพวกเราด้วยข้อหาต่าง ๆ มากมาย และในแต่ละด่านพวกเราก็จะขับผ่านออกไปดื้อ ๆ ด้วยการเร่งสปีดเครื่องยนต์

......................

Part 17: แปลโดย รักMJเหมือนกัน

พวกเรายังคง กระวนกระวายใจ แม้ว่าหลังจากข้ามผ่านเขตแดนมากรีซแล้วก็ตาม แต่เมื่อเรากลับมาถึง ยุโรปตะวันตก ความกังวลของเราก็หายไปหมดแล้ว ชีวิตก็กลับมาเป็นเหมือนปกติ
หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็กลับไปใช้เวลากับครอบครัวและ ช่วงเวลาสี่เดือนครึ่งที่ผมได้ใช้ไปในการเดินทางกับ
ไมเคิลก็เหมือนเป็นแค่ฝัน

ใน ช่วงเวลาหลายเดือนนั้น ไมเคิลเล่นคอนเสิร์ตไป 41 รอบ และ ผมได้เห็นทุกรอบที่เขาขึ้นแสดง เวลาเริ่มเปิดตัวคือส่วนที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเท่าที่ผมเคยได้เห็น และผมก็ได้เห็นมาเกือบทุกคนแล้วล่ะ มันจะมีเสียงดนตรีที่แสนจะเร้าอารมณ์กึกก้องขึ้นมา พร้อมด้วยภาพย้อนอดีตของไมเคิลตลอดเวลาหลายปี หลังจากนั้น ไฟก็จะดับลง
เสียง ดนตรีจะเริ่มบ้าระห่ำขึ้นเรื่อยๆ และทันใดนั้น บนเวทีดอกไม้ไฟจะปะทุขึ้นมา พร้อมกับไมเคิล กระเด้งตัวเองขึ้นมาจากพื้น จาก ‘เครื่องปิ้งขนมปัง’ (ที่มีอยู่ใน This Is It / รักMJเหมือนกัน) สิ่งที่พาดหัวข่าวไปทั่วโลก
ฝูง ชนจะบ้าคลั่ง ไมเคิลจะยืนนิ่งอยู่ประมาณหนึ่งนาทีได้ และมันต้องใช้เสน่ห์ดึงดูดอย่างมหาศาลเลยนะที่จะกุมความสนใจของฝูงชนนับพัน ได้จากการยืนนิ่ง ๆ เพียงคนเดียวบนเวทีแบบนั้น จากนั้นเขาก็จะขยับตัว แล้วค้างท่าไว้อีกซักนาที ในขณะที่ ฝูงชนเริ่มระอุอีกครั้ง พอจบคอนเสิร์ต เขาก็จะจากไปโดยสวมเครื่องไอพ่น (ไปในโลกอื่นก่อน)

และนั่นแหละ ช่วงเวลาของฉันกับไมเคิล แจ็คสัน อัจฉริยะทางดนตรี คนดีและเอื้อเฟื้อ และเพื่อนคนหนึ่งของผม ถึงแม้จะเป็นเพียงมิตรภาพในเวลา ๆ สั้นก็ตาม ผมดีใจกับเขามากนะ ที่เขาได้มีลูกเป็นของตัวเองซะที และผมหวังให้เขามีแต่ความสุขในอนาคต และสำหรับเรื่องดนตรีและการแสดงของเขา ผมทำได้แค่กล่าวซ้ำคำพูดเดิม ๆ ที่ใครคนอื่นได้เคยพูดไว้ในบริบทที่แตกต่างออกไปว่า - ที่รัก เธอนี่สุดยอดจริงๆ

..................

Part 18: แปลโดย รักMJเหมือนกัน

ผมได้พบกับ สมาชิกคนอื่นในครอบครัวของเขาตลอดหลายปีมานี่ และ ถ้าให้ผมพูดจริง ๆ นะ พวกเขาเทียบไมเคิลไม่ได้แม้แต่กระผีกหนึ่ง คนแรกเลยคือ ลาโทย่า น้องสาวของเขา (ตาลุงคนเล่าเรื่องมึนละ ... ที่จริงเป็นพี่สาวนะคะ - -“ / P.S.T.) ซึ่งผมได้เจอ หลังจากที่เธอลงเครื่องบินคอนคอร์ดมากับแจ็ค กอร์ดอน ผู้เป็นสามีของเธอในขณะนั้นและเป็นผู้จัดการของเธอด้วย แน่นอน ผมจำได้ทันทีว่านั่นคือลาโทย่า และถึงแม้ผมจะไม่รู้ว่าเธอคือใคร มันก็ออกจะชัดเจนอยู่ว่า เธอต้องเป็นดาราแน่ ๆ เห็นได้ชัดว่าเธอชอบเป็นจุดสนใจ และเล่นหูเล่นตากับฝูงชนในทุกวิถีทางที่เธอทำได้ กระพริบโชว์ขนตา กรีดกรายไปมา ใส่ ๆ ถอด ๆ แว่นกันแดด โดยรวม ๆ แล้วก็คือทำตัวเป็นดารานั่นแหละ แจ็คกำลังฉุดลากกระเป๋าเสื้อผ้าพะรุงพะรังอยู่ด้านหลังเธอ ผมจึงเข้าไปหาเขา ‘คุณกอร์ดอนครับ’ ผมพูด ‘ให้ผมช่วยเถอะ’

มันแสดง ให้เห็นในทันทีเลยว่า ผมได้ทำผิดพลาดไปซะแล้วในความคิดของแจ็ค กอร์ดอน จากการที่ผมเข้าไปคุยกับเขาโดยที่ไม่ได้ชูป้ายชื่อให้เห็นก่อนตามวิธี ปฏิบัติทั่วไป เขามองมาที่ผมด้วยกริยาที่ดูระมัดระวัง ‘เราเคยพบกันมาก่อนหรอ?’ เขาพูดในสำเนียงที่เยียบเย็นราวกับน้ำแข็ง

‘ไม่ ครับ เราไม่เคยพบกัน แต่ในเมื่อคุณยืนอยู่ข้างหลัง สมาชิกในครอบครัวแจ็คสัน ซึ่งผมจำได้จากการที่ผมเคยเห็นรูปของเธอประมาณ 18,243 รูปในหน้าหนังสือพิมพ์ และผมก็รู้ว่า เธอแต่งงานกับผู้จัดการของเธอ และ ผู้จัดการคนนั้นมีชื่อว่า แจ็ค กอร์ดอน มันเป็นข้อสันนิษฐานที่สมเหตุสมผลอย่างมากเลยล่ะ ที่คุณจะเป็นเขาคนนั้น และผมพูดถูก ใช่ไหมครับ? คุณคือ แจ็ค กอร์ดอน คนนั้นใช่ไหม? และคุณมากับลาโทย่า แจ็คสัน ผู้ซึ่งมีน้องชายที่ดังยิ่งกว่าเธออีก ชื่อว่าไมเคิล คนที่ผมเพิ่งใช้เวลาด้วย 2-3 เดือน และคนที่มีมารยาทไปทุกกระเบียดนิ้วมากกว่า ไอ้ที่คุณเพิ่งแสดงไป? เอาล่ะ ผมจะขับรถไปส่งคุณที่ ลอนดอน อย่างที่ผมถูกจ้างให้ทำ และ ผมควรเสริมด้วยไหมครับ ว่าภรรยาของคุณน่ะ แต่งเมค-อัฟมากเกินไปหน่อย’

อันที่จริง ผมไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นหรอก ผมแค่ยกกระเป๋าของพวกเขา จากนั้นก็ทำตามหน้าที่ แต่ผมคิดแบบนั้นในหัวนะ

ผม ก็ได้พบเจอร์เมน (ฮะฮ่า) แจ็คสันด้วย เอาอย่างย่อ ๆ นะ ตอนผมถูกเรียกให้ไปพบเขาและครอบครัวที่โรงแรมคอนราดในเชลซี เจอร์เมนดูเป็นคนดีและสุภาพ เขากับครอบครัวเพิ่งทานอาหาร และเสนอแซนด์วิชให้ผม
ซึ่งผมก็รับมาอย่างซาบซึ้งใจ ด้วยเหตุที่ว่า คุณอาจจะต้องทนขับรถโดยไม่ได้กินอะไรเลยเป็นชั่วโมง ๆ และบางครั้งอาจจะเป็นวันเลยก็ได้สำหรับอาชีพแบบผม

หลังจากนั้น ทั้งครอบครัวก็กลับห้องไปเปลี่ยนชุด ขณะที่ผมออกไปรอข้างนอก แล้วก็ รอ รอ รอ แล้วก็รอ
ในที่สุด หลังจากรอไป 2 ชั่วโมง พ่อบ้านของเขาก็โผล่มา
“ขอโทษด้วยสำหรับเรื่องนี้” เขาพูด “แต่พวกเขาตัดสินใจที่จะไม่ไปแล้ว”
“แล้วให้คนมาบอกผมไม่ได้หรอ?”
“พวกเขา เออ ... ลืมว่ามีคุณอยู่” พ่อบ้านพูด แล้วกลับเข้าไป เอ้อ ผมคิดว่า อย่างน้อยก็ขอบคุณสำหรับแซนด์วิชละกันนะ ...



Credit to MJ Club@pantip.com




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2552
0 comments
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2554 17:20:09 น.
Counter : 658 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


wanvisa
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
24 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add wanvisa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.