Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2555
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 
 
8 กุมภาพันธ์ 2555
 
All Blogs
 
ดอกไม้จากกามเทพ ตอนที่ 1 (รีไรท์)

โธ่เอ๊ย..Iพวก-ง่

ก็แค่วันที่ 13 กุมภา...จะเห่ออะไรกันนักหนา

ถ้าวันพรุ่งนี้มันเป็นวันวาเลนไทน์...แล้วยังไงwa

วันแห่งความรัก...ไม่เห็นว่ามันจะสำคัญตรงไหน

กามเทพนำความรักมาให้เหรอ...เฮอะ...ก็แค่นิทานหลอกเด็กเท่านั้นล่ะ

พวกไม่มีส-องทั้งนั้น....ที่เชื่อว่าความรักมีจริงในโลก

คนอย่างฉัน...ไม่มีวันเป็นเหมือนพวกแก

คนอย่างฉันไม่มีทางเชื่อนิทานบ้าบอ...เพราะฉันไม่เคยเป็นคน-ง่

แล้วฉันก็ไม่มีวัน-ง่เหมือนพวกแกด้วย..ไม่มีวัน...


เสียงก่นด่าของเขาดังก้องสะท้อนอยู่ในหัว เมื่อได้ยินเสียงเพลงรักอีกเพลงหนึ่งดังขึ้นต่อจากเพลงเลี่ยนๆแบบเดียวกัน ที่เพิ่งจบไป เขานั่งฟังเพลงทำนองเดิมๆมาค่อนคืน นึกสงสัยว่าโลกจำเป็นต้องมีเพลงรักมากมายขนาดนี้เชียวหรือ แล้วไอ้ความรักนี่มันมีความหมายอะไรนักหนา ถึงเอามาบรรยายเป็นเพลงน้ำเน่าได้ไม่รู้จักจบ นึกอยากจะตะโกนด่าดีเจไร้สาระพวกนั้นให้สะใจ แต่เมื่อเขาก้มดูสภาพของตัวเอง จึงคิดได้ว่าไม่น่าจะด่าใครไหว เพราะแค่ให้เขาบอกว่าเหล้าที่กำลังผ่านเข้าคอเป็นแก้วที่เท่าไหร่ เขายังนึกไม่ออก แต่ช่างเถอะ จะกี่แก้วก็ไม่เห็นสำคัญ ขอให้มันทำให้เขาเมาได้ก็พอแล้ว เมาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี จะได้หลุดไปจากโลกน่าเบื่อแบบนี้ซะที


************

เปลือกตาที่เคยปิดสนิทของเขา ลืมขึ้นช้าๆ ชายหนุ่มกระพริบมันถี่ๆเพื่อให้คุ้นชินกับแสงสว่าง รู้สึกได้ว่าตอนนี้ร่างของตัวเองกำลังแผ่แขนขาหราบนเตียงหนานุ่มกลางห้อง ขนาดใหญ่ เขายกหัวขึ้นมองส่ายไปรอบทิศ พยายามค้นหาว่าตัวเขากลับมาที่นี่ได้อย่างไร แต่นึกเท่าไรก็ไม่พบคำตอบ จำได้เพียงเลือนรางว่าเมื่อคืนเขาดื่มหนักมาก และบรั่นดีนอกราคาแพงระยับพวกนั้นคงตกค้างอยู่ในร่างกายไม่น้อย จึงทำให้หัวของเขาปวดมึนได้มากขนาดนี้


ในห้องนี้มีเพียงแสงสีเหลืองนวลสว่างพอรำไร ส่องมาจากโคมไฟติดพนังสีงาช้างลายฉลุ แสงนั้นตกกระทบเข้ากับสีขาวแซมทองของเฟอร์นิเจอร์สไตล์คลาสสิค ความกว้างขวางของห้องอันแสดงให้เห็นถึงความโอ่อ่า ผสานกับประกายระยิบระยับของสีทองเมื่อต้องแสงไฟ ช่วยขับให้ห้องแห่งนี้ดูหรูหราเหลือประมาณ ที่นี่คือห้อง “พาราไดซ์” ห้องสูทราคาแพงที่สุดของโรงแรมระดับห้าดาวกลางเมืองหลวง


ทั้งๆที่มันควรเป็นสรวงสวรรค์ของผู้ที่ได้เข้าพัก แต่ความเงียบงันและเดียวดายกลับเป็นสิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้เมื่อรู้สึกตัว


ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล คงเป็นเพราะร่างกายยังมีแอลกอฮอล์หลงเหลืออยู่มาก ร่างกายและจิตใจถึงไม่ยอมสามัคคีกันอย่างที่ควรจะเป็น การเดินที่เคยง่ายดายในยามปกติ กลับยากลำบากเหลือเกินในยามนี้ ในขณะที่เขาพยายามบังคับให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้า เท้าทั้งสองกลับพาก้าวถอยหลัง และยิ่งเขาต้องการให้ตัวเองเดินเป็นเส้นตรงเท่าไหร่ ร่างกายนั้นกลับยิ่งแถเอียงออกนอกเส้นทางไปมากเท่านั้น


ชายผู้กำลังต่อสู้กับอาการเมาค้างลากแข้งขาอ่อนปวกเปียกนั้นชนเข้ากับ เหลี่ยมมุมของโต๊ะโครมหนึ่ง กว่าจะผ่านพ้นประตูห้องน้ำเข้าไปได้อย่างใจต้องการ เขาหยุดเท้าไว้ตรงอ่างล้างหน้าลายหินอ่อน เอื้อมมือไขบิดก๊อกสีทองอร่ามเพื่อปล่อยน้ำอุ่นให้ไหลออกมาเป็นสาย ก้มลงวักมันใส่หน้าของตัวเองอย่างแรง คล้ายจะให้ความอุ่นที่สัมผัสผิวช่วยไล่ความทรมานออกจากกายไปให้หมด


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาปล่อยให้เหล้าทำร้ายได้แบบนี้ แต่ในเมื่อมันช่วยให้ลืมความรู้สึกซึ่งซ่อนลึกอยู่ในจิตใจของตัวเองได้ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะไม่พึ่งพามัน


แม้จะสาดสายน้ำอุ่นใส่หน้าหลายครั้ง จนอาการเมามายทุเลาลงไปบ้างแล้ว แต่เขายังคงยืนนิ่งยันกายเข้ากับขอบอ่างอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้หยดน้ำเล็กๆหยาดลงจากใบหน้าไหลไปตามลำคอจนถึงแผ่นอกใต้เสื้อเชิ้ตสี น้ำเงินเข้มที่หลุดลุ่ย เบื้องหน้าคือกระจกบานใหญ่ ใบหน้าเรียวยาวของเขาสะท้อนอยู่ในนั้น มีความอิดโรยแสดงผ่านรอยคล้ำที่พาดเป็นวงอยู่ใต้ตา เขาพ่นลมหายใจอุ่นๆผ่านจมูกโด่งสูงเมื่อสบตากับเงาของตัวเอง แววอ้างว้างจากดวงตาสีน้ำตาลนั้นทำให้คำพูดของใครคนหนึ่งที่เคยรู้จักเมื่อ ครั้งยังเด็ก ผ่านเข้ามาในความทรงจำ

‘ตากลมสวยเหมือนแม่ไม่มีผิดเลยนะ’

ระยะเวลายี่สิบห้าปีของชีวิตทำให้เขาจำไม่ได้แล้วว่าใครคือเจ้าของประโยคนี้ ไม่รู้กระทั่งว่าคำพูดนี้เป็นจริงสักแค่ไหน เพราะรูปแม่เพียงใบเดียวที่แอบเก็บไว้มันเก่าเสียจนรางเลือน เขาไม่เคยเห็นพ่อเก็บรูปแม่ไว้ในบ้าน และไม่เคยได้ยินพ่อพูดถึงแม่เลยสักครั้งเดียว


เขานึกเกลียดตาของตัวเอง ไม่ใช่เพราะมันเหมือนตาของแม่ แต่หากเป็นเพราะมันย้ำให้เขารู้ว่าเมื่อตาคู่นี้ลืมขึ้น ตาอีกคู่หนึ่งของผู้ให้กำเนิดกลับถึงเวลาหลับลงตลอดกาล ความคิดถึงแม่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อต้องจ้องมองตาของตัวเอง และได้แต่เฝ้าถามเงานั้นซ้ำๆด้วยประโยคเดิมๆว่าถ้าหากแม่กับเขาได้อยู่ด้วย กัน ประกายจากตาคู่นี้จะแตกต่างไปจากที่เห็นสักแค่ไหน และถ้าเขาไม่ต้องเกิดขึ้นมาบนโลกจนทำให้แม่ต้องตายจากไปล่ะ ในวันนี้...พ่อของเขาจะเป็นอย่างไร


************

ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูตามมาด้วยเสียงแหบต่ำ “รูมเซอร์วิสครับ”

ชายหนุ่มผู้มีเพียงผ้าขนหนูสีขาวสะอาดพันหลวมๆอยู่รอบเอวของร่างเปลือยเปล่า เดินตรงไปตามเสียงเพื่อปลดล๊อคประตูและเปิดมันอ้าออก พบชายร่างเล็กในชุดพนักงานโรงแรมสีฟ้าอ่อนยืนท่าทางสงบเสงี่ยมอยู่หน้าห้อง ข้างกายมีรถล้อเลื่อนคันเล็กที่มีถาดอาหารวางอยู่ เขาคุ้นเคยกับใบหน้านี้เป็นอย่างดี เพราะบริกรผู้นี้ทำหน้าที่ดูแลเขามานานร่วมสัปดาห์แล้ว เขาเดินถอยออกจากประตู ให้ชายผิวคล้ำจัดเข็นรถล้อเลื่อนผ่านหน้าไป ร่างเล็กนั้นค่อมให้เขาอย่างนอบน้อม และเดินถอยกลับไปเพื่อเข็นราวเหล็กที่มีเสื้อผ้าเรียบกริบหลายชุดผ่านเข้ามา อีกรอบหนึ่ง


“คุณณัฐดนัยต้องการสั่งอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ครับ” บริกรค่อมกายกล่าวอย่างสุภาพ หากแต่ไม่สบสายตากับแขกวีไอพีตรงหน้า ด้วยรู้ว่า ‘คุณณัฐดนัย’ ผู้นี้คือทายาทคนเดียวของตระกูล ‘วัฒนไพฑูรณ์’ ซึ่งร่ำรวยมหาศาล ผู้มีชื่อเสียงในด้านความเอาแต่ใจตัวเองและพร้อมจะใช้อารมณ์เป็นใหญ่เมื่อ สิ่งที่ได้ไม่ใช่อย่างที่ต้องการ


ชายเจ้าของชื่อณัฐดนัยไม่ตอบคำถาม แต่เดินไปเปิดดูถาดอาหารที่เพิ่งถูกเข็นเข้ามา เห็นสเต็กเนื้อแบบสุกปานกลางราดซอสฉ่ำดูน่าทานบนจานใบใหญ่ มีขวดไวน์แดงนำเข้าจากฝรั่งเศสวางอยู่เคียงกัน ชายหนุ่มเหลือบดูตัวอักษรบนฉลาก ยี่ห้อและตัวเลขปีผลิตการันตีคุณภาพได้ขั้นหนึ่งว่านี่คือไวน์ชั้นยอด เขาเดินย้ายไปสำรวจเสื้อผ้าหลายชิ้นบนราวเหล็กใกล้ๆกัน เมื่อไม่มีคำพูดใดๆจากแขกพิเศษ บริกรหนุ่มจึงเปิดขวดไวน์ราคาแพง ค่อยๆบรรจงรินมันลงในแก้วใสปากกว้างใบย่อมซึ่งวางอยู่บนรถเข็นคันเล็กนั้น ก่อนจะเดินถอยหลังสองสามก้าวไปรอรับคำสั่งอย่างเงียบๆที่มุมหนึ่ง


ณัฐดนัยก้มลงหยิบแก้วขึ้นแกว่งเล็กน้อยก่อนลิ้มลองรสชาติของไวน์สีแดงเข้ม ใบหน้าของเขาบ่งบอกความพึงพอใจ นั่นคือสัญญาณให้บริกรรู้ว่าหน้าที่ของเขาหมดลงแล้ว เพราะคุณณัฐดนัยชอบทานอาหารคนเดียวมากกว่าจะให้คนคอยเฝ้ามอง ชายในชุดสีฟ้าจึงตัดสินใจหันหลังเพื่อจะออกจากห้อง


“เดี๋ยว” เสียงของลูกค้าพิเศษดังขึ้นจากด้านหลัง บริกรหนุ่มหยุดนิ่งและหันไปตามเสียงนั้น เห็นณัฐดนัยวางแก้วไวน์ในมือลง สายตาที่มองมีแต่แววเรียบเฉย ไม่ฉายความรู้สึกใดๆ นั่นทำให้ใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ ได้แต่นึกทบทวนว่าตนได้ทำหน้าที่ของตัวเองดีเพียงพอแล้วหรือยังหนอ พ่อครัวจัดสเต็กมาสุกเกินไปเหมือนคราวก่อนหรือเปล่า หรือไวน์ที่เสิร์ฟจะรสชาติไม่พอดี หรือเสื้อผ้าจะไม่ใช่ชุดที่คุณณัฐต้องการ เดือนนี้มีรายจ่ายมากเสียด้วย ถ้าถูกหักเงินเดือนอีกคงไม่ไหวแน่ๆ แม้จะมีความคิดสารพัดวิ่งวนอยู่ในสมอง แต่บริกรหนุ่มก็สามารถซ่อนมันไว้ภายใต้ใบหน้านิ่งสนิทตามที่ได้รับการอบรมมา


ความวิตกกังวลของบริกรเกิดขึ้นเพียงอึดใจเดียว เพราะเมื่อเขาเห็นธนบัตรใบละหนึ่งพันสองใบยื่นมาตรงหน้า ความคิดสารพัดพวกนั้นก็หายไปจนหมด ชายร่างเล็กรีบพนมมือไหว้ขอบคุณและรับเงินมาไว้ในมือ แม้จะเคยได้รับการย้ำเสมอว่ามิให้แสดงอาการดีใจเมื่อได้รับทิป แต่เงินสองพันนั้นมากเหลือเกิน จนเขาไม่อาจซ่อนรอยยิ้มแห่งความปีติยินดีไว้ได้มิด


บริกรร่างเล็กรีบพับเก็บเงินเข้ากระเป๋าชายเสื้อ ค่อยๆเดินถอยหลังออกจากห้องอย่างเบาที่สุด เขาไม่ต้องการทำให้แขกพิเศษเกิดความรำคาญใจจนเป็นเหตุให้เงินในกระเป๋านั้น หลุดลอย ทั้งๆที่แขกวีไอพีผู้นี้มิได้สนใจท่าทีหรือความรู้สึกของเขาแม้แต่น้อย เพราะถึงเงินสองพันจะมีค่ามากมายสำหรับคนอื่น แต่สำหรับ ณัฐดนัย วัฒนไพฑูรณ์ เงินแค่นั้นเขาเห็นเป็นเพียงเศษเงิน

***********

ณัฐดนัยใช้เวลาเกือบชั่วโมง กับอาหารมื้อแรกของวันและไวน์หนึ่งขวด ก่อนจะเลือกเสื้อผ้าแบรนด์เนมจากราวเหล็กมาสวมใส่ แม้จะไม่ค่อยสนใจดูแลรูปร่างหน้าตาของตัวเองนัก แต่ร่างกายของชายคนหนึ่งที่สะท้อนในกระจกก็ยังดูดีอยู่ไม่น้อย ความสูงระดับมาตรฐานชายต่างชาติและผิวผ่องอย่างคนไม่เคยทำงานหนัก ทำให้เขาดูโดดเด่นกว่าชายคนอื่นๆ แถมยังมีจุดเด่นบนใบหน้าที่ทำให้หลายๆคนจำเขาได้ถนัด คือ คิ้วหนาดกและดวงตากลมโต


หากในยามที่ไม่มีไรหนวดรอบคาง ใบหน้านี้จะดูเกลี้ยงเกลาอย่างหนุ่มเจ้าสำอาง แต่เมื่อมีไรหนวดครึ้มกระจายอยู่อย่างเวลานี้ เขากลับมีเสน่ห์ในอีกรูปแบบหนึ่ง แบบที่สาวๆเรียกกันว่า ‘หนุ่มแบดบอย’


ชายหนุ่มในชุดสีเข้มซึ่งช่วยขับให้เขาดูเคร่งครึมกว่าเก่า ก้าวออกจากห้องพักเพื่อลงลิฟต์ไปยังบาร์ชั้นใต้ดินของโรงแรม เขาใช้ชีวิตวนเวียนระหว่างห้องพักกับบาร์มานานหลายวัน แม้จะรู้ดีว่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำและตัวเขาเองก็ไม่เคยมีความสุขกับมัน แต่เหตุผลเดียวที่เขายังทำตัวเป็นคน ‘เหลวแหลก’ อย่างที่ใครๆเรียกกัน อาจเป็นเพราะเขาอยากทำให้ ‘ใครบางคน’ เป็นทุกข์ในใจบ้าง เท่านั้นเอง


ความสดใสของบรรยากาศรอบโรงแรม ทำให้ณัฐดนัยนึกขึ้นได้ว่าวันนี้คือวันที่สิบสี่ กุมภาพันธ์ ตอนนี้คนมีความรักเกือบทั้งโลกคงกำลังมีความสุข ดังนั้นเมื่อเขาได้เห็น สีชมพู รูปหัวใจ ดอกกุหลาบ และสิ่งของต่างๆที่โรงแรมใช้ประดับประดาให้เข้ากับเทศกาล ชายหนุ่มจึงไม่รีรอที่จะแสดงความเบื่อหน่ายออกมาทางสีหน้าและแววตา เพราะทุกอย่างมันหวานเสียจนเอียน บรรยากาศวันวาเลนไทน์แบบนี้ทำให้เขานึกเกลียดคำว่า ‘ความรัก’ มากขึ้นกว่าเดิม


************

“สวัสดีครับคุณณัฐ” เสียงของผู้จัดการวัยกลางคนประจำบาร์เอ่ยทักทายทันทีที่ณัฐดนัยผ่านเข้า ประตู ห้องกว้างแห่งนี้มีเพียงแสงสลัวคละเคล้ากับผู้คนและเสียงดนตรี แม้เขาจะคุ้นเคยกับผู้จัดการคนนี้เป็นอย่างดี แต่ไม่มีความจำเป็นอันใดที่ต้องทักทายกลับ ณัฐดนัยเดินอาดๆ ผ่านผู้จัดการบาร์ไปถึงกลางห้อง หย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาสีแดงสดตัวยาวเหยียดอันถือเป็น ‘ที่ประจำ’ ซึ่งว่างเสมอเมื่อเขาต้องการ


“เฮ้ ณัฐ เป็นไงบ้างเพื่อน” เสียงชายคนหนึ่งกล่าวทักขึ้นจากด้านหลัง ณัฐดนัยไม่ต้องหันไปมองเจ้าของเสียง ก็รู้ว่าผู้เอ่ยทักนี้คือหนึ่งในกลุ่มคนที่พยายามจะเป็น ‘เพื่อน’ กับเขา ซึ่งเหมือนกันชายหญิงอีกหลายคนก็เดินตามเข้ามากล่าวทักทายอย่างสนิทสนมใน ทำนองเดียวกัน แม้คำพูดนั้นจะเหมือนห่วงใย แต่กลับไม่เคยมีใครคอยฟังคำตอบว่าตอนนี้เขา ‘เป็นอย่างไร’ จริงๆเลยสักคนเดียว มันเป็นแค่คำทักทายก่อนที่ทุกคนจะนั่งร่วมโต๊ะและเริ่มสั่งอาหารหรือเครื่อง ดื่มชนิดแพงที่สุด พวกเขาทำอย่างนั้นเหมือนเห็นเป็นเรื่องปกติ


ณัฐดนัยมองคนประจบประแจงและนึกเหยียดหยามอยู่ในใจ หากแต่ไม่ได้ปฏิเสธคนมากมายที่กำลังเดินเข้ามาขอร่วมวง เพราะแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าคนพวกนี้มอบมิตรภาพให้ในฐานะเพื่อนกระเป๋าหนัก แต่การถูกห้อมล้อมด้วยคนไม่จริงใจนั้นยังดีกว่าการที่เขาต้องทนอยู่คนเดียว


ห่วงเวลาของราตรีเลยล่วงไปหลายชั่วโมงพร้อมกับเหล้าหลายแก้วที่ผ่านลงคอไป อย่างกับน้ำเปล่า เพลงรักเดิมๆยังคงถูกบรรเลงซ้ำไปซ้ำมา ณัฐดนัยเร่งความเร็วในการดื่ม จนรู้สึกได้ว่ามีรสชาติของแอลกอฮอล์ไหลเวียนเต็มเปี่ยมอยู่ในกาย เขาเอนหลังพิงพนักก่อนจะรู้สึกว่ามีมือของใครคนหนึ่งเอื้อมมาโอบรอบแขน


“แอนนี่นวดให้นะคะ” เสียงหญิงสาวออดอ้อนแทรกผ่านเสียงพูดคุยของผู้คนและเสียงดนตรี ณัฐดนัยหันไปมองหญิงสาวเจ้าของผิวนวลเนียนในชุดสั้นกุดสีดำที่ซ่อนประกาย ระยิบระยับไว้ในเนื้อผ้า รอยยิ้มของเธอสีแดงฉ่ำราวกลีบกุหลาบแรกแย้ม สาวสวยแปลกหน้าประทับจูบลงข้างแก้มของเขาเบาๆ


ปกติชายหนุ่มรูปงามอย่างณัฐดนัยขึ้นชื่อเรื่องถือตัว เพราะไม่เคยยอมให้ใครมาคลอเคลียใกล้ชิดอย่างที่สาวน้อยคนนี้กำลังทำ แต่ครั้งนี้อาจเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์จำนวนมากจนยากเกินควบคุม หรือไม่ก็คงเป็นเพราะเนื้อแน่นนิ่มที่เบียดเสียดตรงต้นแขน เขาจึงไม่ได้เอ่ยปากต-เพิดหญิงสาวคนนี้อย่างที่แล้วๆมา เธอส่งเสียงหัวเราะคิกคักพร้อมกับวนมือลูบไล้บนแผ่นอก เรียกความรู้สึกบางอย่างในกายเขาให้ตื่นขึ้น และนั่นก็ช่วยดึงเขากลับมาสู่วงสนทนาอันน่าเบื่อหน่ายอีกครั้งหนึ่งด้วย


“วันศุกร์Iต้นรับปริญญานะwei งานมงคลแบบนี้ต้องฉลองกันหน่อย จริงไหมwa” ชายร่างใหญ่ผิวคล้ำคนหนึ่งในวงสนทนานั้นกล่าวขึ้นพร้อมกับตบไหล่ของชายผิว ขาวอีกคนที่รูปร่างเล็กกว่าที่นั่งอยู่ข้างๆ


“เฮ้ย งานนี้พี่ให้เต็มที่ อยากได้สาวแบบไหน บอกมาเลยน้อง เดี๋ยวพี่จัดให้” ชายร่างผอมบางผู้มีหนวดครึ้มรอบคางพูดพร้อมกับยกมือขึ้นตบอกตัวเองคล้ายจะ อวดให้ทุกคนรู้ว่าเขาผู้เชี่ยวชาญด้านผู้หญิงกว่าใคร


“จริงเหรอพี่” ชายหนุ่มชื่อต้นเด้งตัวขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น “ถ้ายังงั้น ผมขอหุ่นเพรียวๆ หน้าคมๆ โนมโตๆ ละกัน ผมชอบ ว่าแต่วันศุกร์มันอีกตั้งสองวัน พี่จัดให้ผมคืนนี้เลยไม่ได้เหรอ วันวาเลนไทน์ทั้งที ขอสวยๆสักคนก่อนเหอะ เปรี้ยวปากจะแย่แล้วพี่”


คำตอบแบบนั้นเรียกเสียงหัวเราะครืนได้จากรอบโต๊ะ ยกเว้นณัฐดนัย เขายกแก้วเหล้าขึ้นดื่มและปล่อยให้สาวสวยแปลกหน้าผู้มีคุณสมบัติดังที่นาย ต้นต้องการเคล้าเคลียแนบชิดอยู่เงียบๆ


“ฝีมือระดับพี่โต หาได้สวยกว่ายัยอริซของ Muangแน่นอน Muangจะได้เลิกเพ้อเสียที ยัยนั่นก็-ง่เกินคน มีอย่างเหรอwaผู้ชายดีๆอย่างIต้นตามจีบเป็นปีๆ ไม่ยอมสนใจ -ง่-บ-หาย” ชายร่างผอมคนนั้นพูดกลั้วหัวเราะ รู้สึกสะใจเมื่อได้กระทบกระเทียบผู้หญิงคนหนึ่งนอกวงสนทนา


“โธ่พี่โต อย่าเพิ่งตอกย้ำน่า แค่ตั้งแต่เรียนจบผมตามหาอริซไม่เจอ ก็กลุ้มใจจะแย่ คิดถึงจะตายอยู่แล้วเนี่ย ถึงเขาจะใจแข็ง แต่ผมก็รักเขานะพี่ มันเป็นความรัก พี่เข้าใจไหมคร้าบบบบ” ต้นพูดลากเสียงเหมือนล้อเลียน เสียงหัวเราะครื้นเครงจากคนรอบวงดังขึ้นอีกครั้ง แต่มีเสียงหนึ่งที่หัวเราะดังกว่าใครทั้งหมด


“ฮ่าฮ่าฮ่า” ณัฐดนัยระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นราวกับคนเสียสติ “I-ง่” คำสบถของเขาทำให้ทุกคนที่รายรอบตัวนั่งนิ่ง อ้าปากหวอ


“มีแต่คนไม่มีส-องเท่านั้นล่ะwei ถึงจะเชื่อเรื่องความรัก Iงี่-ง่า แกมันเป็น Iงี่-ง่า” ชายหนุ่มชี้ไม้ชี้มือสะเปะสะปะอย่างคนเมาพร้อมกับเอ่ยคำสบถซ้ำไปซ้ำมาอยู่ อย่างนั้น จนกระทั่งคำพูดเริ่มกลายเป็นเสียงอ้อแอ้อยู่ในลำคอ และในที่สุด เขาก็หมดความรู้สึกตัวไปด้วยพ่ายแพ้ต่อฤทธิ์เหล้าเต็มกาย


***********

ณัฐดนัยรู้สึกตัวอีกขึ้นมาอีก ครั้งในห้องสูทเดิมที่คุ้นเคย เขาระบายลมจากจมูกเบาๆเมื่อรู้ว่าตัวเองยังหายใจ และเริ่มตั้งท่าจะขยับร่างกายลุกขึ้นจากเตียง หากแต่มีบางอย่างขวางอยู่ เขาก้มมองเห็นท่อนแขนนิ่มนวลสีขาวผ่องเกาะเกี่ยวอยู่รอบอก จำได้ทันทีว่าเธอคือหญิงสาวในชุดดำเมื่อคืนนี้นั่นเอง แต่ตอนนี้ร่างอรชรนั้นไม่เหลือชิ้นส่วนเครื่องแต่งกายใดๆปกปิดไว้อีกแล้ว ณัฐดนัยกระชากตัวออกจากวงแขนขาวเนียนอย่างแรงจนหญิงสาวข้างกายตื่นด้วยอีกคน


“ตื่นแล้วเหรอคะที่รัก” หญิงสาวเอ่ยคำทักทายด้วยเสียงอ่อนหวานรัญจวนใจ พยายามเอื้อมมือคว้าบางส่วนของร่างกายเปล่าเปลือยตรงหน้า หากแต่ชายหนุ่มกลับคว้าข้อมือเล็กๆนั้นไว้แน่น เขาบีบมันอย่างแรงโดยไม่สนใจเสียงร้องโอดโอยที่หลุดจากริมฝีปากสีแดงสด


“อย่าเรียกฉันว่าที่รัก” ณัฐดนัยตวาดเสียงดังเท่ากับแรงที่เขาใช้ลากแขนของหญิงสาวให้ลุกขึ้นจากเตียง


“โอ๊ย อะไรกันคะคุณณัฐ แอนนี่เจ็บนะ” หญิงสาวพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่แรงของเธอน้อยเกินกว่าจะต่อสู้กำลังของชายร่างสูงใหญ่ได้ ณัฐดนัยใช้กำลังกายที่มากกว่าเหวี่ยงเธอจนตกลงจากเตียงไปกองอยู่กับพื้น ก่อนจะคว้าเสื้อผ้าของตัวเองตามมุมต่างๆของห้องมาสวมทับร่างกาย ไม่สนใจหยดน้ำตาหรือเสียงโอดครวญใดๆ


“คุณณัฐ” เสียงสะอื้นนั้นเรียกชื่อเขาเบาๆ ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นประตูห้อง

ณัฐดนัยหยุดหันมามองร่างล่อนจ้อนนั้น เกิดความSomเพชจนต้องก้มลงควักธนบัตรหลายใบจากกระเป๋าแล้วขว้างมันใส่หน้า เธอ มีเพียงเสียงครางเบาๆลอดมาจากหญิงสาว เธอนั่งนิ่งมองแบงค์สีขาวใบใหญ่ร่วงกราวอยู่บนพื้นห้อง ณัฐดนัยหันหลังผลักประตูเดินจากไป ไม่แม้จะเหลียวกลับมามอง และทันทีที่ประตูห้องปิดลง หญิงสาวคนเดิมรีบกอบกองเงินตรงหน้าขึ้นมานับ ธนบัตรหลายใบในมือทำให้เธอเปล่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขเหมือนไม่ เคยเศร้าเสียใจใดๆมาก่อนเลยสักนิดเดียว


**********

บนถนนที่เงียบสงัดใต้ท้องฟ้า มืดสนิท รถสปอร์ตสีแดงเพลิงราคาหลายสิบล้านแล่นไปตามถนนที่ว่างโล่งจากรถราและผู้คน ชายหนุ่มเจ้าของรถกดปลายเท้าเร่งเครื่องยนต์ให้พุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็ว สูง เขาพ่นลมหายใจของตัวเองออกมาอย่างเบื่อหน่าย กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกับกลิ่นน้ำหอมฉุนพุ่งขึ้นมาแตะจมูก เรียกเอาภาพจำในค่ำคืนที่เพิ่งผ่านไปกลับเข้ามาในสมอง ผู้หญิงเจ้าของกลิ่นน้ำหอมนี้ไม่ใช่คนแรกที่ยอมให้เขาล่วงเกินได้อย่างง่าย ดายแม้ปราศจากความรัก ในเมื่อเขาคือลูกเศรษฐีผู้มีเงินมากพอจะโปรยให้ใครก็ได้โดยไม่รู้สึกเสียดาย ผู้หญิงง่ายๆพวกนั้นจึงเป็นเพียงดอกไม้ริมข้างทางที่น่ารังเกียจและไม่มีค่า พอให้เขาต้องจดจำเท่านั้นเอง


ในความมืดของเวลาก่อนฟ้าสาง ณัฐดนัยขับรถตามถนนของเมืองใหญ่ ด้วยความเบื่อหน่ายทุกอย่างในชีวิตผสมกับความรู้สึกเกลียดที่ตัวเอง ‘พลาด‘ไปอย่างคืนที่ผ่านมา เขาตัดสินใจขับรถลัดเลาะออกนอกเส้นทางไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ถนนสายหลักในกรุงเทพมหานครพาเขาไปจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ที่นี่มีผู้คนพลุกพล่านแตกต่างจากถนนเส้นอื่นๆ ชายหนุ่มเหลียวมองร้านรวงเรียงเป็นแถวยาวสองฝั่งถนน มีดอกไม้นานาชนิดตั้งวางแน่นขนัด ที่นี่คงเป็น“ปากคลองตลาด”


เขาเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่ไม่เคยรู้เลยจริงๆว่าผู้คนจะมารวมตัวกันได้มากมายขนาดนี้ ณัฐดนัยตัดสินใจจอดรถตรงริมข้างทางฝั่งหนึ่ง แล้วจึงเดินข้ามถนนผ่านรถกระบะบรรทุกดอกไม้หลายคันที่แล่นกันขวักไขว่ เดินลัดเลาะไปตามทางเท้า ได้ยินเสียงต่อรองราคาและเสียงพร่ำบ่นของพ่อค้าแม่ขายดังปะปนกับเสียงรถยนต์ ณัฐดนัยรู้สึกว่าความสับสนอลหม่านแบบนี้ช่วยไล่ความเบื่อหน่ายออกจากใจเขาไป ได้เป็นอย่างดีทีเดียว


ณัฐดนัยปล่อยใจเพลิดเพลินกับดอกไม้หลายชนิดจนถึงหน้าร้านขนาดใหญ่ตรงหัวมุม ถนน หญิงอ้วนประจำร้านส่งเสียงเจื้อยแจ้วเรียกเขาหวังจะได้ลูกค้า ชายหนุ่มก้มมองดอกไม้สีสดนานาพรรณถูกมัดไว้เป็นช่อตามคำเชื้อเชิญ น่าประหลาดที่จู่ๆชายผู้เกลียดวันแห่งความรักและดอกไม้ทุกชนิดเช่นเขาเกิด อยากซื้อดอกไม้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น


ลิลลี่ดอกใหญ่กลีบสีขาวละมุนที่มุมหนึ่งของร้านดึงดูดความสนใจได้มากกว่า อย่างอื่น เขาจึงเอื้อมมือออกไปเพื่อหยิบดอกไม้ก้านงามซึ่งถูกปักอยู่ในถังน้ำ ไม่ทันเห็นว่ามีมือเล็กๆของใครคนหนึ่งเอื้อมมาพร้อมกันพอดี เขาคว้ามือของเธอไว้โดยไม่ตั้งใจ


ณัฐดนัยได้กลิ่นหอมที่อาจมาจากดอกไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งปะทะจมูกและเผลอสูดดม กลิ่นนั้นอย่างลืมตัว จนกระทั่งเสียงผู้หญิงเอ่ยเบาๆว่า “ขอโทษนะคะ” และเจ้าของเสียงนั้นกำลังพยายามดึงมือของตัวเองกลับ เขาถึงได้รู้ว่าตอนนี้มีผู้หญิงผมยาวผู้มีดวงตาดำขลับมายืนอยู่ข้างๆ เธอคนนั้นดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาได้สำเร็จในที่สุด ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกฝากหนึ่งของร้าน


หญิงสาวร่างเพรียวบางสวมเพียงเสื้อยืดสีขาวธรรมดาๆและกางเกงยีนส์ขายาวพอดี ตัวดูทะมัดทะแมง มีกระเป๋าผ้าป่านสีน้ำตาลอ่อนสะพายอยู่ข้างกาย แม้ไม่มีเครื่องสำอางใดๆบนใบหน้า แต่ผิวนวลนั้นกลับดูเปล่งปลั่ง แก้มที่มีเลือดฝาดและปากอวบอิ่มสีชมพูดูน่ามองกว่าสิ่งใด


สาวน้อยเดินเลือกหยิบดอกไม้ช่อต่างๆด้วยความคล่องแคล่ว พร้อมเอ่ยคำสนทนากับเจ้าของร้านอย่างคนคุ้นเคยกันดี เสียงหัวเราะสดใสและรอยยิ้มกว้างเพิ่มความน่ารักให้กับเธอขึ้นอีกเท่าตัว ณัฐดนัยมองตามการเคลื่อนไหวของเธอไปไม่วางตา ในโลกที่เขาอยู่มีผู้หญิงผ่านเข้ามาให้เชยชมมากมาย แต่ไม่เคยพบใครที่ชวนให้เหลียวมองอย่างสาวน้อยคนนี้เลยสักครั้งเดียว

เคร้งงงงงงงง!


ณัฐดนัยไม่รู้ว่าตัวเองพลาดไปชนเข้ากับเจ้าถังสังกะสีนี้ได้อย่างไร เพราะเมื่อรู้ตัวก็เห็นมันกลิ้งไปมาตรงเท้านี่เสียแล้ว ดอกไม้เล็กๆสีขาวที่เคยอยู่ในถังนั้นกระจายไปทั่วพื้น เขาได้ยินหญิงเจ้าของร้านส่งเสียงวี๊ดว๊ายพร้อมตะโกนคำสบถออกมาเป็นจังหวะ คนทั่วบริเวณหันมามองเขาเป็นตาเดียวรวมทั้ง...ดวงตาดำขลับของเธอคนนั้น


ผู้ชายอย่างณัฐดนัยไม่เคยรู้มาก่อนว่าความอายเป็นเช่นไรจนกระทั่งตอนนี้ มือของเขาควานหาเงินจากซอกกระเป๋าเป็นพัลวัน และรีบส่งมันให้แม่ค้าร่างอวบผู้กำลังเท้าสะเอวกระจายเสียงคล้ายโทรโข่งขนาด ใหญ่ นางเงียบเป็นเป่าสากได้อีกครั้งเมื่อรับเงินหลายพันบาทเป็นค่าความเสียหาย ณัฐดนัยสาวเท้าออกจากร้านอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้พร้อมกับลิลลี่สีขาว ก้านใหญ่ในมือ ได้แต่นึกเสียดายที่ยังไม่ได้ทำความรู้จักสาวน้อยน่ารักคนนั้นอยู่ในใจ


*********


ประตูรั้วเหล็กดัดเป็นลวดลายฉลุหรูค่อยๆเปิดออกด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อให้รถสปอร์ตสีแดงผ่านเข้าไปในอาณาบริเวณหลังกำแพงสูง พื้นที่กว่าสิบไร่หลังรั้วนี้มีสวนสวยตกแต่งไว้อย่างทันสมัยเข้ากันกับบ่อ น้ำพุขนาดย่อม รถคันงามแล่นเข้าไปเรื่อยจนถึงคฤหาสต์สไตล์ยุโรปหลังมหึมา เมื่อเครื่องยนต์ของรถดับสนิท ชายวัยต้นสามสิบผู้มีหน้าผากเถิกสูงเงาเป็นมันรีบวิ่งเข้ามาเปิดประตูรถ อย่างกระตือรือร้นและรับกุญแจที่ณัฐดนัยยื่นให้


ชายหนุ่มเดินขึ้นบันไดพร้อมดอกไม้ในมือ เมื่อเขาผ่านประตูกระจกบานใหญ่เข้าไปในตัวตึก สตรีสูงวัยหน้าตาใจดีในชุดแม่บ้านก็รีบตรงเข้ามาหาเขาทันที


“กลับมาได้แล้วเหรอคะคุณหนู” แม่บ้านร่างท้วมเอ่ยทักทาย ในรอยยิ้มและแววตานั้นมีแต่ความปราณี
“หายไปหลายวันจนป้าคิดว่าจำทางกลับบ้านไม่ได้ซะแล้ว นี่ก็กำลังจะยกหูโทรศัพท์แจ้งตำรวจอยู่เชียวล่ะค่ะ ว่าเด็กชายลูกนัทของป้าหลงทาง กลับบ้านไม่ถูก” นางกระเซ้าเจ้านายคนเล็กของบ้านด้วยชื่อเล่นที่เรียกจนติดปาก


“โธ่ป้าแจ่มก็ ณัฐแค่ไปเที่ยวเท่านั้นเอง ถ้าตำรวจเชื่อว่าคนตัวโตขนาดณัฐเป็นเด็กหลงทาง ณัฐจะแจ้งความจับให้หมดเลย ข้อหาที่เพี้ยนแต่ดันเS-ร่อมาเป็นตำรวจ” ณัฐดนัยเอื้อมมือไปโอบร่างของแม่บ้านผู้มีร่างกายเล็กกว่าเขาเกือบครึ่ง ตัวอย่างคุ้นเคย


“ดูพูดเข้าสิ ตัวโตแค่ไหนป้าก็เห็นคุณหนูลูกนัทเป็นเด็กอยู่ดีล่ะค่ะ ผู้ใหญ่ที่ไหนกันจะเก็บของเล่นของหวงอยู่เต็มห้องอย่างนั้น” แม่บ้านสูงวัยพูดพลางก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับชายหนุ่ม หากตัดตำแหน่งหน้าที่ออกไปแล้ว ป้าแจ่มคนนี้ดูคล้ายจะญาติผู้ใหญ่ของเขามากกว่าเป็นอย่างอื่น


“อย่าพูดเสียงดังไปสิฮะ เดี๋ยวเด็กคนอื่นได้ยินกันหมด” ณัฐดนัยกระซิบเสียงแผ่วเบา สายตานั้นสอดส่ายไปรอบกายอย่างหวาดระแวง ความลับเล็กๆซึ่งซุกซ่อนไว้ในห้องนอน ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากเปิดเผยให้ใครรู้ นอกจากป้าแจ่มผู้ทำหน้าที่เป็นทั้งแม่บ้านและพี่เลี้ยงของเขาเพียงคนเดียว


“อุ๊ย ตายจริง ขอโทษค่ะ ลืมไปว่าคุณหนูลูกนัทของป้าโตเป็นหนุ่มแล้ว นึกว่ายังเป็นเด็กน้อยขี้แยอยู่เรื่อยเชียว” ป้าแจ่มกระซิบกลับ คำขอโทษนั้นไม่จริงจังนัก ซึ่งณัฐดนัยเองก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรเช่นกัน โลกนี้คงมีแต่ป้าแจ่มเท่านั้นที่พูดจากระเซ้าเหย้าแหย่เขาได้อย่างนี้


ณัฐดนัยมองไปรอบบริเวณ คฤหาสน์หลังราคาร้อยกว่าล้าน มันกว้างขวาง โอ่โถง และประดับประดาไว้อย่างดีด้วยเครื่องเรือนราคาแพง แต่สำหรับเขา หากไม่มีป้าแจ่มอยู่สักคน ที่นี่คงมีแต่ความว่างเปล่าจนเขาไม่อาจเรียกมันว่าบ้านได้เต็มปาก


“เอ่อ แล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วเบา คล้ายกับอยากจะเอ่ยถึงใครสักคนหนึ่ง แต่คำถามกลับติดอยู่ที่ริมฝีปาก


“ฟิลิปปินส์ค่ะ อีกสองสามวันท่านคงจะกลับ” ป้าแจ่มตอบกลับคำพูดลอยๆ ด้วยรู้ดีว่าผู้ที่ ‘เกือบ‘จะถูกถามถึงนั้นคือใคร


คำตอบของป้าแจ่มสร้างความผิดหวังให้เกิดในแววตาของชายหนุ่มแวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะซ่อนมันเอาไว้อย่างมิดชิดภายใต้ใบหน้าเฉยชาไร้ความรู้สึก ในฐานะพี่เลี้ยงผู้ทำหน้าที่แทนมารดาตั้งแต่วันแรกที่เขาเกิด ป้าแจ่มรู้ดีว่าคุณหนูกำลังเสียใจ คุณหนูอาจซ่อนความรู้สึกของตัวเองจากคนทั้งโลกได้ แต่ไม่ใช่กับป้าแจ่มคนนี้แน่ๆ


“เอ๊ะ นั่นดอกไม้สวยเชียว ได้มาจากไหนกันล่ะคะ” นางตั้งคำถามถึงดอกไม้ในกำมือของชายหนุ่มเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนา


“นี่เหรอ” ณัฐดนัยยกดอกไม้สีขาวนวลขึ้นตรงหน้า “ไม่รู้สิฮะ คงได้มาจากกามเทพล่ะมั้ง” น้ำเสียงนั้นเจืออารมณ์ทีเล่นมากกว่าจะจริงจัง


“ตายแล้ว อกป้าแจ่มจะแตก ได้ทำความรู้จักกับกามเทพกับเขาด้วย” แม่บ้านสูงวัยยกมือขึ้นทาบอก ทำตาโตราวกับเพิ่งได้รับฟังข่าวใหญ่ระดับประเทศ “คุณหนูลูกนัทแอบมีแฟนแต่ไม่บอกป้าใช่ไหมคะเนี่ย สาวที่ไหนกันน้า”


จริงๆ แล้ว ป้าแจ่มถามออกไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คาดหมายว่าคุณหนูจะมีแฟนหรือคนรัก เพราะรู้แก่ใจว่าคุณหนูเป็นผู้ชาย ‘ไม่ธรรมดา’ ผู้หญิงที่ไหนทนนิสัยเอาแต่ใจของเขาได้ หรือถึงจะมีใครคนไหนทนได้ คุณหนูอารมณ์ร้ายคนนี้เองนั่นแหล่ะที่จะเป็นฝ่ายไล่ตะเพิดผู้หญิงพวกนั้นให้ ออกไป


แต่รอยยิ้มกว้างของณัฐดนัยกลับทำให้แม่บ้านผู้สูงวัยประหลาดใจ แม้จะไม่ได้คำตอบ แต่ความสดชื่นในแววตาแบบนี้ไม่เคยมีให้เห็นมาก่อน


“ส่งมาค่ะ ป้าจะเอาไปจัดแจกันให้” ป้าแจ่มเอ่ยคำอย่างมีความสุข เมื่อเห็นว่าคุณหนูของนางมีความสุข ณัฐดนัยยื่นดอกไม้ให้อย่างว่าง่าย


“คุณหนูจะรับอาหารเช้าไหมคะ ป้าจัดข้าวต้มกุ้งมาให้ ดีไหม”


“ไม่เอาฮะ ณัฐง่วงเต็มทนแล้ว ขอไปนอนดีกว่า”

ณัฐดนัยคลายมือออกจากเอวป้าแจ่มพลางอ้าปากหาวหวอด เขาก้าวเท้ายาวๆขึ้นบันไดไปจนถึงห้องนอนของตัวเอง ทิ้งตัวลงบนเตียงหนานุ่ม ปิดเปลือกตาลงแต่ยังไม่หลับ สักครู่หนึ่งต่อมาก็ได้ยินเสียงประตูเปิดออก เดาว่าป้าแจ่มคงนำแจกันดอกลิลลี่มาให้เพราะนางคือคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ เข้าห้องนอนของเขา กลิ่นหอมละมุนจากดอกไม้โชยมาแตะจมูก ชายหนุ่มค่อยๆสูดดมกลิ่นหอมนั่นเข้าไปจนเต็มปอด พร้อมกับพยายามเรียกภาพหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาในห้วงคำนึง ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน รอยยิ้มบนใบหน้านวลในความทรงจำนั้นทำให้เขามีความสุข


ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ได้พบโดยบังเอิญ ทำให้หัวใจของณัฐดนัยคล้ายจะมีทำนองเพลงน้ำเน่าบรรเลงขึ้นมาเองโดยที่เขาไม่รู้ตัว



*************




ปล.บางคำจำเป็นต้องพิมพ์ให้ผิดเพื่อเซนเซอร์ตัวเองก่อนจะโดนเก็บนะคะ :)


Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2555 23:23:52 น. 0 comments
Counter : 288 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ก้อนหินที่มีหัวใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Google
Friends' blogs
[Add ก้อนหินที่มีหัวใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.