บางระจันวันเพ็ญ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]








ถ้าขอได้จะขอกันในวันนี้
ขอให้สิทธิเสรีอย่าสูญหาย
ถ้าเลือดไทยจะหลั่งโลมจนโทรมกาย
ก็ขอตายด้วยศักดิ์ศรี........เสรีชน
(วิสา คัญทัพ)









เอารัฐธรรมนูญเผด็จการคืนไป เอารัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเราคืนมา
Google
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
16 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add บางระจันวันเพ็ญ's blog to your web]
Links
 

 
พาไปเที่ยวพระราชวังบางปะอิน จ.อยุธยา





จ.พระนครศรีอยุธยา มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมมากมาย แต่เป้าหมายที่จะพาท่านไปทัวร์กันในวันนี้ คือ พระราชวังบางปะอิน ตั้งอยู่ที่ อ.บางปะอิน ห่างตัวเมืองอยุธยาแค่ประมาณสิบกว่ากิโลเท่านั้นเองครับ



แต่ก่อนที่จะเข้าไปชมในพระราชวังบางปะอิน ณ บริเวณลานจอดรถจะมีวัดที่น่าสนใจอยู่วัดหนึ่ง ตั้งอยู่บนเกาะตรงข้ามพระราชวัง วัดนี้ก็คือ วัดนิเวศธรรมประวัติ ไหนๆก็มาพระราชวังบางปะอินแล้ว หากไม่ข้ามไปเที่ยวชมวัดนี้ก็ดูเหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง

การไปวัดนิเวศธรรมประวัติไม่ใช่อยู่ดีๆก็จะเดินเข้าไปได้ง่ายๆ มันต้องเหาะไปแบบนี้........ วิ๊ว..........




วัดนิเวศธรรมประวัติ


หลังจากนั่งกระเช้าลอยฟ้าข้ามคลองมาอย่างน่าตื่นเต้นหวาดเสียวระทึกใจมาแล้ว เราก็เข้าไปชมโบสถ์ของวัดนี้กันได้เลย

เห็นโบสถ์แบบนี้แล้ว คนที่ไม่เคยมาก็ต้องคิดว่าด้านในจะต้องมีรูปปั้นพระเยซูถูกตรึงกางเขน รวมทั้งมีรูปพระแม่มารีสถิตอยู่บนแท่นพระเป็นแน่แท้




ภาพแรกตะกี๊คือด้านหลังของโบสถ์ เมื่อเราเดินมาเรื่อยๆด้านข้างของโบสถ์มองยังไงก็เป็นโบสถ์ฝรั่งอยู่นั่นเอง แหม...ดีเหมือนกัน เผื่อจะได้เข้าไปสารภาพบาปกับบาทหลวงซะหน่อย



แต่ใครที่คิดอย่างนั้นก็คงผิดถนัดเพราะเมื่อเข้าไปข้างในจริงๆ ภายในโบสถ์ไม่ได้มีพระเยซู แต่กลับมีพระพุทธรูปอยู่ข้างในตะหาก

ความจริงก็คือ อันว่าวัดนิเวศธรรมประวัตินั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ให้ถ่ายแบบวัดในคริสต์ศาสนาแบบโกธิคมาสร้างเป็นพระอุโบสถ การตกแต่งภายในเป็นแบบฝรั่งแม้แต่ฐานที่ประดิษฐาน พระประธานและพระสาวกก็ไม่ได้ทำเป็นฐานชุกชีอย่างในโบสถ์ทั่วไป แต่ทำเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์คริสต์ หน้าต่างและประตูประดับด้วยบานกระจกสีเหมือนอย่างโบสถ์คริสต์ ทุกประการ

วัดนิเวศธรรมประวัติ สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2421 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้เป็นอารามสำหรับพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย




จากวัดนิเวศธรรมประวัติ เราก็เหาะข้ามฟากด้วยกระเช้าลอยฟ้าจากอภินิหารของหลวงพี่ (ที่นั่งชักรอกอยู่บนหอคอย ) มาที่พระราชวังบางปะอินกัน

ที่มองเห็นลิบๆอยู่ฝั่งโน้นก็คือสภาคราราชประยูร เป็นตึกสองชั้น ตั้งอยู่ริมน้ำ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 สำหรับเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ ในรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ และเจ้านายฝ่ายหน้า ปัจจุบัน ใช้เป็นที่แสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังบางปะอิน

ส่วนทางด้านซ้ายมือของภาพที่จวนเจียนจะหลุดขอบอยู่รอมร่อ คือหอเหมมลเฑียรเทวราชหรือ ศาลพระเจ้าปราสาททอง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2415 - 2419 มีลักษณะเป็นปรางค์ศิลา ซึ่งจำลองแบบจากปรางค์ขอม ภายในประดิษฐานเทวรูปพระเจ้าปราสาททอง

พระเจ้าปราสาททองเกี่ยวข้องกับพระราชวังบางปะอินแห่งนี้อย่างไร ต้องอ่านไปเรื่อยๆครับ



สภาคราราชประยูร


ในบรรดาพระราชวังทั้งหมดที่สร้างขึ้น ตลอดช่วงรัชสมัยอันยาวนานกว่าสี่ทศวรรษ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น "พระราชวังบางปะอิน" ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่รับเอาอิทธิพลตะวันตกเข้ามารุ่นแรกสุด เพราะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี ๒๔๑๕ เมื่อทรงมีพระชันษาเพียง ๑๙ พรรษา หลังจากเสด็จครองราชย์ได้แค่ ๔ ปีเท่านั้น

พระราชวังบางปะอินได้รับแรงดาลใจ มาจากพระราชวังทรงยุโรปที่เคยทอดพระเนตร ณ กรุงปัตตาเวียอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากปีที่เริ่มก่อสร้างพระราชวังบางปะอินนั้น เป็นปีรุ่งขึ้นภายหลังจากการเสด็จประพาสชวา และสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔ เพียงปีเดียว

ฉะนั้นพระราชวังบางปะอินจึงเป็นสถาปัตยกรรมที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ ตอบสนองความใฝ่ฝันขององค์ยุวกษัตริย์ที่ปรารถนาจะยกระดับประเทศขึ้นสู่ความเป็น "ศิวิไลซ์" ทัดเทียมโลกตะวันตกรวมทั้งเพื่อนบ้าน บนเงื่อนไขของการที่ยังไม่เคยเสด็จประพาสยุโรปมาก่อน (ผิดกับการก่อสร้างพระราชวังดุสิตในตอนปลายรัชกาล) อีกทั้งยังไม่ได้มีการจ้างวานนายช่างชาวตะวันตกให้มาทำงานในราชสำนักสยาม (ผิดกับพระที่นั่งอีกหลายองค์ในช่วงกลางรัชกาล)




การกำเนิดพระราชวังบางปะอิน จึงเป็นไปในลักษณะของการมอบหมายให้บริษัทรับเหมาของชาวต่างชาติ ซึ่งมีเพียงไม่กี่รายในยุคนั้น เป็นผู้ดำเนินการออกแบบและก่อสร้าง บริษัทนี้มีชื่อว่า Grassi Brothers & Co. มีนายโจคิม หรือจาโคโม กับนายอันโตนิโย กราซี สองพี่น้อง ซึ่งตั้งห้างอยู่ที่ฝั่งธนบุรีใกล้กับปากคลองสาน โดยพวกเขามีประสบการณ์ในสยามมาแล้วเป็นเวลา ๒ ปี ก่อนหน้าที่จะได้รับการไว้วางพระราชหฤทัย ให้ดำเนินการก่อสร้างพระราชวังบางปะอิน

สัญชาติของพี่น้องตระกูลกราซีนี้ค่อนข้างคลุมเครือ เนื่องจากพวกเขาพูดภาษาอิตาเลียน และมีความเจนจัดในรูปแบบสถาปัตยกรรมของอิตาลีมากเป็นพิเศษ แต่แดนเกิดนั้นอยู่ในรอยต่อระหว่างจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ซึ่งต่อมาตกเป็นของอิตาลี (ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของสโลเวเนีย) เมื่อแรกเข้ามายังกรุงสยามพวกเขาถือสัญชาติออสเตรียน แต่แล้วในที่สุดก็ได้โอนสัญชาติเป็นคนบังคับของฝรั่งเศสเนื่องด้วยเหตุผลทางธุรกิจ อย่างไรก็ดี ในความรู้สึกของชาวไทยสมัยนั้น ยังคงมองว่าพี่น้องตระกูลนี้เป็นนายช่างอิตาเลียนอยู่นั่นเอง เห็นได้จากการเรียกพวกเขาว่า "ซินยอร์กราซี"

ผลงานของซินยอร์กราซีในพระราชวังบางปะอิน ปรากฏอยู่ที่พระที่นั่งวโรภาษพิมาน สภาคารราชประยูร ประตูเทวราชครรไล และพระที่นั่งฝ่ายในบางองค์ รวมทั้งวัดนิเวศธรรมประวัติ บนเกาะบางปะอินอีกฟากหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นพระที่นั่งทรงไทยประเพณี จีน ญี่ปุ่น และแบบผสม ซึ่งเป็นผลงานของนายช่างคนอื่น



แต่ความจริงแล้วหากจะไล่เรียงกันจริงๆถึงประวัติความเป็นมาของพระราชวังบางปะอินแล้วหละก็ต้องย้อนกลับไปโน่นเลยครับ สมัยพระเอกาทศรถนู่น

คือมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเอกาทศรถ ยังทรงดำรงพระยศพระมหาอุปราช วันหนึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสทางชลมารค เมื่อถึงบริเวณเกาะบางปะอิน เรือพระที่นั่งถูกพายุใหญ่พัด ทำให้เรือพระที่นั่งล่มลง สมเด็จพระเอกาทศรถทรงว่ายน้ำขึ้นไปบนเกาะนี้ ซึ่งเดิมชื่อ "เกาะบ้านเลน" และได้ทรงประทับอยู่กับชาวบ้าน

ในระหว่างประทับอยู่ ณ ที่นี้เอง ก็ได้เกิดตำนานซินเดอรินลาขึ้น สมเด็จพระเอกาทศรถได้หญิงชาวเกาะเป็นบาทบริจาริกา มีนามว่า "อิน" จึงเป็นเหตุให้คนทั่วไปเรียกเกาะนี้ต่อมาว่า "เกาะบางปะอิน" ต่อมาเมื่อพระองค์จะเสด็จกลับ พระองค์ก็ทรงพานางอินนี้กลับไปกรุงศรีอยุธยาด้วย นางอินผู้นี้จึงเป็นพระสนมในเวลาต่อมา และมีพระราชโอรสด้วยกัน

เล่ากันว่าพระราชโอรสพระองค์นั้น คือ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง นั่นเอง




เมื่อปี พ.ศ. 2175 หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นตรงบริเวณนิวาสสถานเดิมของพระมารดา และได้พระราชทานนามว่า "วัดชุมพลนิกายาราม" และได้สร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งเพื่อฉลองการที่พระราชเทวีประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระนารายณ์ราชกุมาร พระราชทานนามว่า "พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์" พระราชวังบางปะอินจึงเป็นสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในฤดูร้อนสืบเนื่องกันมา จนกระทั่ง กรุงศรีอยุธยาได้เสียแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2310 ซึ่งทำให้พระราชวังแห่งนี้ถูกปล่อยให้รกร้างไป

พระราชวังบางปะอินกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง เมื่อสุนทรภู่ได้ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ซึ่งได้เดินทางผ่านพระราชวังบางปะอิน และได้ประพันธ์ถึงพระราชวังแห่งนี้ในนิราศพระบาท ว่า

รำพึงพายตามสายกระแสเชี่ยว
ยิ่งแสนเปลี่ยวเปล่าในฤทัยถวิล
สักครู่หนึ่งก็มาถึงบางเกาะอิน
กระแสสินธุ์สายชลเป็นวนวัง
อันเท็จจริงสิ่งนี้ไม่รู้แน่
ได้ยินแต่ยุบลในหนหลัง
ว่าที่เกาะบางอออินเป็นถิ่นวัง
กษัตริย์ครั้งครองกรุงศรีอยุธยา



พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์


ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงศรีอยุธยา ประพาสผ่านพระราชวังบางปะอิน ทอดพระเนตรเห็นความร่มรื่นโดยรอบเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย อีกทั้งยังเป็นเขตพระราชวังเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระราชวังบางปะอิน

จนมาถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า บางปะอินเป็นเกาะกลางน้ำ มึความเงียบสงบ มีเส้นทางการเดินเรือได้หลายทาง สมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร และเป็นสถานที่เสด็จประพาสของพระบรมชนกนาถ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สำหรับแปรพระราชฐานดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้

และนี่ก็คือสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่เป็นเสมือนโลโก้ของพระราชวังบางปะอินที่ทุกคนคุ้นตากันเป็นอย่างดีก็คือ พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางลำน้ำ

พระที่นั่งแห่งนี้อาจถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ ของงานช่างไทย จัดเป็นงานชิ้นเยี่ยมระดับ Master Piece แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เลยทีเดียว เคยได้รับการจำลองแบบไปแสดงในงานมหกรรมนานาชาติ (Expositions Universelles) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งนาน ๆ ทีสถาปัตยกรรมแถบอุษาคเนย์จะได้รับคัดเลือกให้ไปร่วมงานระดับโลกเช่นนี้

ไอศวรรย์ทิพย์อาสน์เป็นพระที่นั่งที่ปลูกสร้างใหม่กลางสระน้ำ ภายใต้ชื่อเดิมถึงสามครั้งสามคราว คราวแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี ๒๑๗๕ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองการที่พระราชเทวีประสูติพระนารายณ์ราชกุมาร มูลเหตุแห่งการทรงเลือกเอา "เกาะบางนางอิน" หรือ "บางปะนางอิน" ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของราชธานีศรีอยุธยามาเป็นพระราชนิเวศน์นั้น เนื่องมาจากพระเจ้าปราสาททองประสูติบนเกาะนี้นั่นเอง




คราวที่ ๒ เป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี ๒๓๙๔ เมื่อตอนเสด็จประพาสราชธานีเก่าอยุธยา พระองค์ทรงสังเวชสลดพระราชหฤทัยในสภาพของเกาะที่ถูกลืม พบซากวังเก่าถูกทิ้งร้างรกเรื้อ บนเกาะบางนางอินอยู่นานกว่าสองศตวรรษ นับแต่ครั้งเสียกรุง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แผ้วถางขุดลอกสระ และก่อสร้างปราสาทเครื่องไม้ขึ้นใหม่ทับที่องค์ก่อน ภายใต้พระนามเดิมว่า "ไอศวรรย์ทิพย์อาสน์"

ทว่าพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์องค์ที่เห็นในปัจจุบัน เป็นผลงานที่สร้างขึ้นใหม่อีกครั้งภายใต้พระราชบัญชาขององค์ยุวกษัตริย์ รัชกาลที่ ๕ เมื่อปี ๒๔๑๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อพลับพลาไม้องค์เก่าออก แล้วขยายสระน้ำนอกกำแพงพระราชวังชั้นในให้กว้างใหญ่ขึ้น จากนั้นจึงปลูกพลับพลาโถงเครื่องไม้หลังใหม่ ขนาดใหญ่กว่าเดิมกลางสระน้ำ เฉลิมพระนามเดิมว่า พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์

ความจริงน่าจะเรียก พระที่นั่งสามกษัตริย์นะ เพราะสร้างแล้วสร้างอีกถึงสามรัชกาลเลย




รูปแบบสถาปัตยกรรมของพระที่นั่งกลางน้ำหลังนี้ จำลองแบบมาจากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วใกล้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง (เป็นพลับพลาที่ใช้ในการส่งเสด็จและใช้ในการโสกันต์) ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ถือว่ามีความงามเป็นเลิศทั้งด้านทรวดทรงและรายละเอียดการตกแต่งทางสถาปัตยกรรม กล่าวคือมีลักษณะเป็นพลับพลาโถงแบบปราสาทจตุรมุขลดชั้น หลังคาเป็นเครื่องยอดทรงมณฑปจอมแห

เดิมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงใช้พระที่นั่งองค์นี้เป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลและประทับพักผ่อน ปัจจุบันใช้เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หล่อด้วยสำริด ฉลองพระองค์เต็มยศจอมพลทหารบก ขนาดเท่าองค์จริง

ณ วันนี้พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ ได้กลายเป็นจุดเด่น หรือสัญลักษณ์สำคัญที่สุดยามเอ่ยถึงพระราชวังบางปะอิน เนื่องจากเป็นสถาปัตยกรรมไทยเพียงหลังเดียว ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นท่ามกลางภูมิทัศน์อันร่มรื่น ของมวลพฤกษชาติ กอปรด้วยไม้มงคลและไม้ผล ได้แก่ ต้นประดู่ขนาดใหญ่อายุร้อยปีกว่า และต้นมะม่วง นอกจากนี้ฉากหลังยังรายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก และบรรดาเก๋งจีนต่างๆ




ไปต่อกันที่พระที่นั่งวโรภาษพิมานกันครับ

สำหรับพระที่นั่งวโรภาษพิมานนั้นตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก จะพบสถาปัตยกรรมแบบยุโรปทาสีส้มแซมเขียวหลังงามองค์หนึ่ง จัดเป็นพระที่นั่งประธานท่ามหมู่พระที่นั่งทั้งหมดในพระราชวังบางปะอิน เป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างของนายช่างอิตาเลียนนาม ซินยอร์กราซี (มิสเตอร์กราซี) ซึ่งดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๔๑๙ พร้อม ๆ กับพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์

ซินยอร์กราซีเลือกเอาศิลปะนีโอคลาสสิก ในรูปแบบนีโอเรอเนซองซ์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น มาใช้กับพระที่นั่งองค์นี้ หัวใจของสถาปัตยกรรมสมัยนีโอคลาสสิกก็คือ การหวนกลับไปเลียนแบบความรุ่งโรจน์แห่งอดีตในยุคคลาสสิก "กรีก-โรมัน" ดังปรากฏที่มุขด้านหน้าของพระที่นั่งได้ทำเลียนแบบวิหารของกรีกสมัยเฮเลนนิสติก (หรือกรีกตอนปลาย) นั่นคือการใช้หัวเสาแบบโยนิก (ตกแต่งด้วยวงโค้งก้านขด) และหัวเสาแบบคอรินเธียน (เป็นรูปใบอะคันธัสซ้อนกันหลายชั้น) รองรับหน้าบันรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว



พระที่นั่งวโรภาษพิมาน


ในขณะเดียวกันก็ได้มีการนำเอาศิลปะเรอเนซองซ์สกุลช่างฝรั่งเศส มาผสมผสานด้วยในส่วนของหอคอยขนาดย่อมที่มีหลังคาทรงพีระมิดตัด ปลายยอดเป็นมงกุฎซึ่งประดับอยู่ตามมุมอาคาร ทั้งนี้ซินยอร์กราซีคงเห็นว่า ลำพังเพียงแค่ชาลามุขแบบนีโอคลาสสิกกรีกนั้น ยังดูไม่หรูหราพอสำหรับสถานภาพของ "ท้องพระโรง"

พระที่นั่งวโรภาษพิมานมีความสูงเพียงชั้นเดียว ลักษณะเป็นห้องโถงแบบใช้รับรองแขก ปัจจุบันยังคงใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ในคราวเสด็จแปรพระราชฐาน

สำหรับการตกแต่งภายในของพระที่นั่งวโรภาษพิมานนั้น เป็นผลงานการออกแบบของหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย ภายในมีสิ่งที่น่าดูน่าชมคือ อาวุธโบราณ ตุ๊กตาหินสลักด้วยงานฝีมือประณีต ภาพเขียนสีน้ำอิงพระราชพงศาวดาร ภาพเขียนจากวรรณคดีไทยเรื่อง อิเหนา พระอภัยมณี สังข์ทอง จันทโครพ และสิ่งประดับอันล้ำค่ายิ่ง ได้แก่ แจกันสลับสีเขียนลายทองขนาดใหญ่ฝีมือช่างชิ้นเอกอุของญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งล้วนเป็นของบรรณาการแด่องค์ยุวกษัตริย์ทั้งสิ้น

( น่าเสียดายที่บริเวณท้องพระโรงด้านในห้ามถ่ายรูปนะครับ)




จากพระที่่นั่งวโรภาษพิมานซึ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอก จะมีทางเดินเพื่อผ่านประตูเทวราชครรไลไปยังเขตพระราชฐานชั้นใน สังเกตุว่าทางเดินจะมีทางเดินด้านในร่มและเป็นระเบียงทางเดินด้านนอกคู่ขนานกันไป โดยผนังที่กั้นนั้นจะมีบานเกล็ดทำให้ผู้ที่เดินอยู่ด้านนอกนั้นไม่สามารถมองเข้ามาเห็นผู้ที่เดินอยู่ด้านในได้

โดยข้อมูลตรงส่วนนี้ผมเองก็ค่อนข้างสับสนเพราะเคยได้ยินมาว่าเป็นการแบ่งแยกทางเดินระหว่างราชนิกูลหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่กับบรรดาสามัญชนธรรมดา แต่บางข้อมูลก็บอกว่าเป็นการแบ่งกั้นทางเดินระหว่างหญิงกับชาย มีใครทราบข้อเท็จจริงตรงนี้ช่วยยืนยันหน่อยก็ดี ผมขี้เกียจค้นแล้วอะ

แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะแบ่งแยกทางเดินกันยังไงก็แล้วแต่ สุดท้ายปลายทางก็ต้องไปจ๊ะเอ๋กันอยู่ดีที่ประตูเทวราชครรไลน่ะแหละ ( แล้วจะแบ่งทำไมเนี่ย )



สะพานเชื่อมพระราชฐานชั้นนอกกับพระราชฐานชั้นใน


จากด้านในประตูเทวราชครรไลนั้นเมื่อมองออกไปจะเห็นพระที่นั่ง "อุทยานภูมิเสถียร" ซึ่งเป็นพระที่นั่งอีกองค์หนึ่งที่มีประวัติการสร้างใหม่ ทับซ้ำพระที่นั่งองค์เดิมหลายครั้งหลายครา

คราวแรกสุดเคยมีลักษณะเป็นเรือนไม้สองชั้นแบบชาเลต์สวิส ซึ่งองค์ยุวกษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ออกแบบเมื่อปี ๒๔๒๐ เพื่อใช้เป็นที่ประทับพักผ่อน ในช่วงต้นรัชกาลองค์ยุวกษัตริย์ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน มาประทับที่นี่ปีละถึงสามครั้ง

นอกจากนี้ยังโปรดให้ใช้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศอีกด้วย อาทิ ใช้รับรองดุ๊กและดัชเชสโยฮัน อัลเบรตแห่งเยอรมนี และแกรนด์ดุ๊กซาร์วิตส์แห่งรัสเซีย ในปี ๒๔๓๓

จากการที่ใช้ไม้ก่อสร้างทั้งหลัง ขณะที่กำลังซ่อมแซมพระที่นั่งองค์ต่างๆ ภายในพระราชวังบางปะอิน ณ วันศุกร์ที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๘๑ พระที่นั่งองค์นี้ได้รับความเสียหายถูกไฟไหม้หมด คงเหลือแต่หอน้ำข้างองค์พระที่นั่ง ซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบเดียวกัน




อุทยานภูมิเสถียร


กระทั่งปี ๒๕๓๑ สำนักพระราชวังได้สร้างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงภาพเขียนและโบราณวัตถุ โดยอาศัยข้อมูลจากภาพถ่ายเก่าและจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่แถบนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยการใช้ไม้มะฮอกกานีทาสีเขียวอ่อนสลับสีเขียวแก่ เลียนแบบให้เหมือนองค์เดิมทุกประการ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรพระที่นั่งองค์ใหม่นี้ ได้ทรงมีแนวพระราชดำริว่า พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรน่าจะใช้เป็นสถานที่รับรอง พระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ จึงทงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปรับปรุงพระที่นั่งขึ้นใหม่ให้งดงามและโอ่โถงขึ้น โดยหม่อมหลวงท้าวเทวา เทวกุล ได้เป็นสถาปนิกออกแบบต่อเติมอาคารหลังใหม่เมื่อปี ๒๕๓๖ สร้างแล้วเสร็จในปี ๒๕๓๘ ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบเรอเนซองซ์ของฝรั่งเศส

ถัดจากพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร ก็จะเห็นหอวิฑูรย์ทัศนา สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 เพื่อใช้เป็นที่ทอดพระเนตรโขลงช้างป่า และภูมิประเทศโดยรอบพระราชวัง เป็นหอสูง 3 ชั้น นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นบันไดวนไปชมวิวบนนั้นได้ตามอัธยาศัยและความขยัน



หอวิฑูรย์ทัศนา


จากหอวิฑูรย์ทัศนาเดินต่อไปก็จะเจอพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ เป็นพระที่นั่งสองชั้น สถาปัตยกรรมแบบจีน ตั้งอยู่ภายในพระราชวังบางปะอิน สร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2432

พระที่นั่งองค์นี้มีนามในภาษาจีนว่า เทียน เม่ง เต้ย แปลเป็นไทยว่า พระที่นั่งฟ้าสว่าง (เทียน แปลว่า เวหา , เม่ง แปลว่า จำรูญ , เต้ย แปลว่า พระที่นั่ง) ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 10 ปี และเป็นพระที่นั่งองค์สุดท้ายที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5

ประวัติของพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญนั้น เป็นของถวายของข้าราชการกรมท่าซ้าย คือ พ่อค้าใหญ่ชาวจีน โดยมีพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) เป็นนายงาน หลวงสาทรราชายุกต์ (ยม พิศลยบุตร) และ หลวงโภคานุกุล (จื๋ว) เป็นผู้ควบคุมในการก่อสร้าง และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถม กรมหมื่นสรรพศาสตร์ศุภกิจ เป็นผู้ควบคุมดูแล

เมื่อพระที่นั่งสร้างเสร็จ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ จัดให้มีพระราชพิธีเฉลิมขึ้นพระที่นั่งตามแบบจีน เมื่อวันที่ 27 - 31 ธันวาคม พศ.2432




พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ


ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดียและขอขอบคุณบทความดีๆจากเครดิตของ ดร. เพ็ญสุภา สุขคตะ จากเวป

http://www.sarakadee.com/feature/2003/0 ... palace.htm มา ณ ที่นี้ด้วยครับ











Create Date : 16 มิถุนายน 2552
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2554 1:22:02 น. 9 comments
Counter : 2247 Pageviews.

 
ถ่ายรูปสวยจังเลยค่ะ


โดย: Nongpurch วันที่: 17 มิถุนายน 2552 เวลา:9:03:55 น.  

 
เห็นด้วยกับความเห็นข้างบนค่ะ

ถ่ายรูปสวยจริงๆ


โดย: ตั๋วรถเมล์ วันที่: 18 มิถุนายน 2552 เวลา:12:28:40 น.  

 
ถ่ายรูปแบบนี้เราชอบจัง สวยดี


โดย: เลิฟอิทาจิ IP: 117.47.213.211 วันที่: 15 ธันวาคม 2552 เวลา:19:39:55 น.  

 
สวยงามมากค่ะ ชอบรูปถ่ายของพี่มากจริงๆ


โดย: ภูตะวัน IP: 124.121.18.209 วันที่: 27 มีนาคม 2553 เวลา:14:39:37 น.  

 
รูปสวย ข้อเขียนสดใส เข้าใจง่าย จะแวะมาชมเรื่อยๆครับ


โดย: ขวัญ IP: 124.120.41.248 วันที่: 21 เมษายน 2554 เวลา:13:35:35 น.  

 
รูปสวยมากค่ะชอบมากเลย


โดย: กานต์ IP: 124.122.97.157 วันที่: 17 ธันวาคม 2554 เวลา:15:05:25 น.  

 

หลงรักเลยค่ะ


โดย: แม่ไก่ตัวเล็ก วันที่: 26 มิถุนายน 2556 เวลา:20:58:06 น.  

 


โดย: แม่ไก่ตัวเล็ก วันที่: 4 กรกฎาคม 2556 เวลา:13:16:16 น.  

 
สวยมากค่ะ


โดย: แม่ไก่ตัวเล็ก วันที่: 10 กรกฎาคม 2556 เวลา:18:12:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.