Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
4 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
มือที่มองไม่เห็น (เป็นใคร)


มือที่มองไม่เห็น (เป็นใคร)
โดย อาคม ซิดนีย์


วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑
ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าคำยอดนิยมที่มีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางอยู่เวลานี้ที่ว่าไอ้มือที่มองไม่เห็นนั้น มันหมายถึงอะไรและจะสื่อความหมายไปถึงใคร ถ้าหากว่าไอ้มือที่มองไม่เห็นหมายถึงผู้ที่มีอำนาจคอยบงการอยู่เบื้องหลัง คิดว่ามันน่าจะมีมานานแล้วและก็พยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตที่พอจะยกมาเป็นตัวอย่างเทียบเคียงว่ามันน่าจะเป็นไอ้มือที่มองไม่เห็นอย่างที่ได้มีการพูดกันอยู่ทุกวันนี้ได้หรือไม่ ก็พบว่ามีบ้างเท่าที่จำได้ เลยนำมาเสนอให้ช่วยกันพิจารณา โดยจะขอเริ่มต้นที่เหตุการณ์นองเลือดในกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ดังต่อไปนี้
 
วันเสาร์ที่ ๑๓  ตุลาคม ๒๕๑๖
๑๖.๒๐ น.  นายสมบัติ ธำรงธัญญวงค์  เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เพื่อกราบทูลถึงเป้าหมายการต่อสู้และข้อเรียกร้องต่างๆ ของนิสิตนักศึกษานั้น ซึ่งบัดนี้ รัฐบาลได้ยินยอมโดยปราศจากเงื่อนไขแล้ว
๑๘.๐๐ น. ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯได้แต่งตั้งตัวแทน โดยมีนายสมบัติและกรรมการศูนย์ฯเข้าพบ จอมพลประภาส จารุเสถียรที่สวนรื่นเพื่อลงนามในความยินยอมตามข้อเรียกร้องของนิสิตนักศึกษาทุกประการ โดยศูนย์นิสิตนักศึกษาได้ขอให้เพิ่มข้อความว่า “โดยปราศจากเงื่อนไข” ต่อท้ายในคำเรียกร้อง ซึ่งจอมพลประภาสก็ยินยอมแต่โดยดี เพียงแต่ขอคำมั่นสัญญากับตัวแทนที่เข้าพบว่า “ให้รับผิดชอบการสลายตัวของฝูงชนด้วย” จากนั้นนายสมบัติและแกนนำนิสิตนักศึกษาต่างได้แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ โดยส่วนหนึ่งไปรับผู้ต้องหา ๑๓ คน  อีกส่วนหนึ่งให้กลับไปแจ้งให้ฝูงชนได้รับทราบว่า “รัฐบาลยินยอมตามข้อเรียกร้องโดยปราศจากเงื่อนไข” ตามจุดต่างๆ ที่มีการชุมนุมกัน  แต่เนื่องจากการสื่อสารในเวลานั้น ไม่สามารถติดต่อกันได้สะดวกและรวดเร็วเช่นในปัจจุบันนี้ ดังนั้นในส่วนที่ชุมนุมกันอยู่ที่บริเวณพระรูปทรงม้าที่มีนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นผู้ดูแลอยู่จึงมีอาการ เนื่องจากการชุมนุมต่อเนื่องมาเป็นเวลานานโดยไม่มีข่าวสารความคืบหน้า จวบกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวที่เกิดจากการชุมนุมของฝูงชนที่แน่นหนา ทำให้เกิดการเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างไรอย่างหนึ่ง ส่งผลให้สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงจนฝ่ายแกนนำมีแนวโน้มที่ไม่สามารถจะควบคุมฝูงชนที่ร่วมชุมนุมได้อีกต่อไป
 
วันอาทิตย์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ 
๑.๐๐ น. ฝ่ายแกนนำไม่อาจทนต่อแรงกดดันและเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่จะให้เคลื่อนไหวอย่างไรอย่างหนึ่ง นายเสกสรรค์จึงตัดสินใจประกาศเคลื่อนขบวนโดยมีพระตำหนักจิตรลดาฯเป็นที่หมาย ด้วยหวังที่จะพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ขบวนของผู้ชุมนุมก็มีอันต้องเผชิญกับกองกำลังและแนวปิดกั้นของฝ่ายตำรวจที่อยู่ในลักษณะเตรียมพร้อม
๓.๐๐ น. นายธีรยุทธ บุญมี โผล่ที่รถควบคุมส่วนหน้าและมีการต่อว่านายเสกสรรค์ในกรณีไม่สลายฝูงชนตามที่ได้มีการตกลงกับฝ่ายรัฐบาล นายเสกสรรค์ปฏิเสธว่าไม่ได้รับแจ้งข่าวจากทางศูนย์ฯ และที่ต้องเคลื่อนขบวนก็สืบเนื่องจากไม่อาจที่จะควบคุมฝูงชนที่กำลังมีอารมณ์ได้อีกต่อไป การที่ต้องเคลื่อนขบวนก็เพียงหวังพึ่งพระบารมีเท่านั้น
๔.๓๐ น. พ.ต.อ.วิสิษฐ์ เดชกุญชร  ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาอ่านให้ฝูงชนที่ชุมนุมฟัง มีความว่า
  “คนที่เป็นผู้ใหญ่นั้นเขามีประสบการณ์ ส่วนคนหนุ่มสาวมีพลังแรงทั้งร่างกายและความคิด  ถ้าหากมาปรองดองสมัครสมานกัน การบ้านการเมืองก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี นิสิตนักศึกษาก็เป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบเลือกเฟ้นมาเป็นที่แน่นอนแล้วว่า มีทั้งสติและปัญญาพร้อมมูล จึงควรจะได้รู้ถึงความรับผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง”
  “เมื่อนิสิตนักศึกษาได้ดำเนินการมาตรงเป้าหมาย และได้รับผลตามสมควรแล้ว ก็ขอให้กลับคืนสู่สภาพปรกติ เพื่อยังความสงบเรียบร้อยให้เกิดแก่ประชาชนทั่วไป”
หลังจากอ่านพระบรมราโชวาทเสร็จสิ้น พ.ต.อ.วิสิษฐ เดชกุญชร และแกนนำนิสิตนัก ศึกษาได้กล่าวขอให้ฝูงชนสลายตัว  ด้วยการแยกย้ายกันกลับบ้าน และประกาศให้ผู้ร่วมชุมนุมทุกคนหัน หน้าไปทางพระตำหนักจิตรลดาฯเพื่อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งก็เป็นเวลาประมาณ ๖ โมงเช้า(สว่างแล้ว)
 
ในขณะที่ขบวนของฝูงชนได้เริ่มสลายตัวนั้น ก็มีปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝันเกิดขึ้น  เนื่องจากผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งได้เลือกเส้นทางถนนพระราม ๕ เพื่อมุ่งไปทางสี่แยกดุสิตแต่ ได้ถูกหน่วยปราบจลาจล ซึ่งมีทั้งตำรวจกองปราบและนครบาลที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดย พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น  ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจนครบาลสกัดห้ามผ่านโดยเด็ดขาด และมีคำสั่งให้ประชาชนต้องถอยกลับไปออกทางเดิม การบังคับให้ต้องกลับเส้นทางเดิม ในขณะที่เหนื่อยล้า จวบกับฝูงชนด้านหลังไม่ทราบว่าส่วนหน้าได้ถูกสกัดกั้น จึงยังคงหนุนเนื่องเข้าไปจนแนวหน้าต้องประจันกับตำรวจ


การเผชิญหน้ากันระหว่างตำรวจหน่วยปราบจลาจลและประชาชนเข้าสู่วิกฤติ เพราะมีการขว้างปาสิ่งของต่างๆ ไปยังตำรวจเพื่อหวังจะให้เปิดเส้นทางที่ปิดกั้น แต่พล.ต.ท.มนต์ชัย ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบในพื้นที่ดังกล่าว กลับยืนกรานที่จะให้ประชาชนต้องถอยกลับไปออกทางเดิม โดยอ้างพล.ต.ท.ประจวบ สุนทรางกูร รองอธิบดีกรมตำรวจ ฝ่ายกิจกรรมพิเศษออกคำสั่งไม่อนุญาติ เนื่องจากมีคำสั่งจากหน่วยเหนือ จนในที่สุด พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ก็ได้ออกคำสั่งให้กองกำลังของตำรวจที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วให้เข้าต่อต้านกลุ่มผู้ชุมนุมได้  นี่คือจุดเริ่มต้นของการนองเลือดที่ส่งผลให้จอมพลถนอม และจอมพลประภาส ตลอดจนครอบครัวของคนทั้งสองตระกูลต้องหนีตายด้วยการลี้ภัยไปอยู่ที่ต่างประเทศ


เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์นองเลือดในครั้งนี้นั้น  เกิดขึ้นภายหลังจากฝ่ายรัฐบาลยอมรับข้อเสนอของนักศึกษา-ประชาชนโดยปราศจากเงื่อนไข  ซึ่งตามความเป็นจริงปัญหาที่เกิดขึ้นก็นับได้ว่าคลี่คลายไปแล้วโดยปราศจากความรุนแรง แต่ที่เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นมามันมีสาเหตุมาจาก พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการนครบาลอ้างคำสั่ง พล.ต.ท.ประจวบ สุนทรางกูร รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายกิจกรรมพิเศษ แล้วพล.ต.ท.ประจวบ ก็อ้างคำสั่งของหน่วยเหนือขึ้นไปอีกทอดหนึ่ง  ถ้าจะให้เดาก็คงจะหมายถึง พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก  ซึ่งนอกจากมีหน้าที่ต้องดูแลกองทัพแล้ว ถ้าหากเกิดมีเหตุการณ์จลาจลขึ้นในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบความเรียบร้อยในฐานะ “ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาพระนคร” แต่จะมีใครสั่งการพล.อ.กฤษณ์อีกทอดหนึ่งหรือไม่อย่างไรคงบอกไม่ได้ เพราะมันเป็นมือที่มองไม่เห็น
 
ข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้มีความเคลือบแคลงใจจนกลายเป็นคำถามตามมาในภายหลังจากการที่รอดตายมาได้จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น  และจนแล้วจนรอดก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แล้วก็มาฉุกคิดขึ้นมาได้ในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ คราวนี้ไม่ได้รอดตายมาเหมือนกับเหตุการณ์ ๑๔  ตุลาคม ๒๕๑๖  หากแต่ต้องหนีตายแบบแทบจะเอาชีวิตไม่รอด และบุคคลที่ต้องจดจำเอาไว้นั่นก็คือ พล.ต.อ.มนต์ชัย  พันธุ์คงชื่น ซึ่งมาพบกันในคราวนี้ท่านอยู่บนตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลตำรวจทั่วทั้งประเทศและมีบทบาทในการกวาดล้างภายใต้นโยบาย “ขวาพิฆาตซ้าย” โดยที่รัฐบาล ของหม่อมราชวงค์เสนีย์ ปราโมชไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้หลีกเลี่ยงการนองเลือดได้ จนในที่สุดก็ถูกยึดอำนาจในวันเดียวกันคือ ๑๖.๐๐ น.ของวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
 
จากข้อสังเกตข้างต้นทำให้เกิดมีข้อสงสัยในการเจริญเติบโตของ พล.ต.อ.มนต์ชัย  ว่าหรือ “นี่เป็นผลต่างตอบแทนจากแห่งการโค่นล้มอำนาจของจอมพลถนอม” แล้วก็ได้ประจักษ์ในเวลาต่อมาว่า “มันใช่เลย” ก็ตอนที่เปรมได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  และคณะรัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาลมีชื่อพล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร ผู้ซึ่งมีส่วนร่วมในการออกคำสั่งจนนำไปสู่การนองเลือดเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้นั่งอยู่บนตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะที่หัวขบวน พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา และเจ้าของคำสั่ง (ที่เดาไว้ข้างต้น) นั้นก็เสียชีวิตไปอย่างเป็นปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ พร้อมกับหลักฐานต่างๆ ก็ได้สูญหายไปกับความตาย
 
การที่พล.ต.อ.มนต์ชัย สามารถลอยตัวและหลุดพ้นปัญหาจากเหตุการณ์นองเลือดเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และสามารถเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนได้เป็นถึงอธิบดีกรมตำรวจ ถ้าหากเป็นเหตุการณ์ ณ ปัจจุบัน ก็คงจะต้องบอกว่าเป็นเพราะไอ้มือที่มองไม่เห็นอย่างแน่นอน แต่เหตุการณ์เมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นั้นเปรมเพิ่งจะก้าวจากตำแหน่งนายทหารพิเศษประจำ กรมมหาดเล็กที่ ๑ รักษาพระองค์ขึ้นชั้นไปอยู่บนตำแหน่งรองแม่ทัพ ภาคที่ ๒ ดูแลพื้นที่ภาคอีสานซึ่งมียศเพียงแค่พลตรีเท่านั้นยังคงไม่มีอิทธิพลบารมี
 
ไหนๆ ก็ไหนๆ เมื่อพูดถึงเปรมดูเหมือนของจะขึ้นให้ได้ ก็เลยอยากพามาย้อนดูเส้นทางอำนาจของเปรมหน่อยเป็นไร เปรมขึ้นดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ ๒ เมื่อ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถัดไปอีกหนึ่งปีคือปี ๒๕๑๗ ก็เลื่อนชั้นขึ้นไปเป็นแม่ทัพภาคที่ ๒ มาขยับอีกทีขึ้นไปอยู่บนตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกพร้อมครองยศพลเอกในปี ๒๕๒๐ นั่งเพียงปีเดียวบนตำแหน่งนี้ พอขึ้น ปี๒๕๒๑ ก็กระโดดไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ ทหารบก ขยับไปอีกปีเดียวคือปี ๒๕๒๒ ก็ถ่างขาไปควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหม และเพียงข้ามปีคือปี ๒๕๒๓ มันผู้นี้ก็หักหลังพล.อ.เกรียงศักดิ์  ชมะนันท์ กระโดดขึ้นไปนั่งบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  โดยมีพรรคการเมืองมักง่ายอยากโตทางลัดให้ การสนับสนุน เมื่อเส้นทางอำนาจของเปรมมีที่มาเช่นนี้ จะให้เรียกได้ไหมว่าเกิดจาก “มือที่มองไม่เห็น” มาฉุดดึงขึ้นไปบนตำแหน่งต่างๆที่เปรมเคยดำรงอยู่


ความต้องการในการโค่นล้มเผด็จการจอมพลถนอมนั้นมีการวางแผนมานานแล้ว แต่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยบังเอิญแบบกระทันหัน อันสืบเนื่องจากมีเฮลิค๊อปเตอร์ตก ในกรณีสัตว์ป่าแห่งทุ่งนเรศวร แล้วก็มีกลุ่มนักศึกษารามฯนำไปเขียนล้อในวารสารของมหาวิทยาลัยจนถูกอธิการบดีไล่ออก นักศึกษาก็เลยรวมตัวกันประท้วง โดยมีศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เข้าให้การสนับสนุน แล้วก็มีการรุกคืบเรียกร้องรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา ( กลับไปอ่านบทความตอนที่ ๕ เรื่อง ยุทธการเราพร้อมแล้ว) จนกระทั่งกลุ่มผู้เรียกร้องที่ประกอบด้วยนิสิตนักศึกษาและประชาชนได้ชัยชนะ แล้วมีการวางยาจนกลายมาเป็นเหตุการณ์นองเลือด ซึ่งเป็นการเอาผลพวงแห่งชัยชนะขอประชาชนมาเป็นประโยชน์ในการขับไล่รัฐบาลเผด็จการถนอม นี่ก็อีกหนึ่งเรื่องของไอ้ “มือที่มองไม่เห็น” 


การโค่นล้มเผด็จ การจอมพลถนอมและจอมพลประภาส ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าดังนั้นจึงเป็นเหตุให้กองทัพขาดผู้นำ แม้พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้น จะมีส่วนบ้าง ที่ทำให้เกิดชัยชนะในครั้งนั้น ก็เพราะว่าท่านเกียร์ว่างไม่ปราบปรามประชาชนด้วยกำลัง ทางทหารตามที่รัฐบาลต้องการ อันอาจสืบเนื่องจากเป็นช่วงนาทีทองของท่านก็เป็นได้ (ถ้ามองในแง่ดี)  อย่าลืมว่าพล.อ.กฤษณ์ ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการ ทหารบกมาเจ็ดปีเต็มจึงได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกในปี ๒๕๑๖ ในปีเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์นองเลือด และบนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกก็ไม่ใช่ว่าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อย่างที่ควรจะเป็น นั่นก็เพราะว่าอำนาจตัดสินใจยังอยู่ที่สองจอมพล


เป็นธรรมดาสำหรับผู้ที่อยู่บนตำแหน่งที่มีอำนาจอิทธิพล ก็มักจะหลงได้ปลื้มในวาสนา พล.อ.กฤษณ์นั้นก็ไม่แตกต่างไปจากผู้มีวาสนาคนอื่นๆ เมื่อบุญพาวาสนาส่งสิ่งที่ตามมาก็ คือผลประโยชน์ ดังนั้นเรื่องเงินๆทองๆ จึงไหลมาเทมาจนไม่รู้ว่าจะไปเก็บไว้ที่ไหน ต้องฝากให้คนใกล้ชิด เนื่องจากท่านมีหลายเมีย ส่งผลให้ทส.ผู้มีนามว่า พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ ผู้ดูแลถุงเงินและนายชวลิต ทั่งสัมพันธ์ เจ้าของโรงแรมแอมบาสเดอร์ (โรงแรมชวลิตเดิม) ผู้สรรหาเมียให้ ร่ำรวยจนติดอันดับ ภายหลังจากการเสียชีวิตของพล.อ. กฤษณ์ ทำให้คนทั้งสองกลายเป็นผู้โด่งดังแห่งยุคสมัยนั้น คนหนึ่งเปิดโรงงานอาหารกระป๋องและตั้งพรรคการเมืองกลายเป็นเสี่ยในเครื่องแบบ ส่วนอีกคนก็ขยายกิจการโรงแรมจนได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการและซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่สุดท้ายก็มีจุดจบอย่างน่าสยดสยองด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วนเสี่ยในเครื่องแบบก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จตามที่หวัง
 
ผู้สืบทอดอำนาจต่อจากพล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ก็ถึงคิวพล.อ.บุญชัย บำรุงพงศ์ แต่ก็ไม่มีบทบาทเด่นชัดอย่างเช่นผู้บัญชาการทหารบกคนอื่นๆ เนื่องเพราะเข้ามารับตำแหน่งแบบขัดตาทัพเพียงปีเดียว วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ พล.อ.เสริม ณ นคร ก็เข้าสวมตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกต่อจากพล.อ.บุญชัย ซึ่งเป็นปีสำคัญที่ส่อเค้าลางแห่งปัญหาการช่วงชิงอำนาจทั้งฝ่ายพรรคการเมืองและกองทัพเป็นไปอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน  ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ไม่อาจที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้ด้วยความราบรื่น อันสืบเนื่องจากการช่วงชิงตำแหน่งของนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง จนทำให้ท่านได้รับฉายาว่าฤาษีเลี้ยงลิง ทางด้านกองทัพก็มีการยื้อแย่งอำนาจกันที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าฝ่ายการเมือง เพราะมีความไม่ลงตัวในส่วนแบ่งของอำนาจอันเป็นผลพวงมาจากแต่งตั้งโยกย้ายจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี และที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่านั้นนั่นก็คือการกลับมาของจอมพลประภาสและสามเณรถนอม


การกลับมาของสามเณรถนอมนี่แหละที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดปัญหา เพราะมีการต่อต้านอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การนองเลือดในที่สุด ซึ่งก็เป็นตามแผนที่ได้วางไว้ล่วงหน้าที่มีชื่อว่า “ขวาพิฆาตซ้าย” (กลับไปอ่านบทความเรื่อง ยุทธการเราพร้อมแล้ว ) จึงมีคำถามว่า พลเอกเสริมอยู่บนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ท่านไม่สามารถที่จะควบคุมความสงบได้อย่างงั้นหรือ และหรือมีบางสิ่งกดทับเอาไว้ และไม่เพียงเท่านั้นยังปล่อยให้มีการยึดอำนาจจากม.ร.ว.เสนีย์ เมื่อ วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ โดยพล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ แล้วที่ยิ่งร้ายไปกว่านั้น ในปีถัดไปคือวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๐ ก็ปล่อยให้มีการยึดอำนาจจากนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งแทน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ถูกยึดอำนาจไปก่อนหน้านี้ มิหนำซ้ำยังเป็นการยึดอำนาจจากบุคคลคนเดียวกันอีก เป็นไปได้หรือที่พล.อ.เสริมดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกอยู่ในเวลานั้น จะยินยอมพร้อมใจที่จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของทหารเรืออย่าง พล.ร.อ.สงัด ถ้าหากไม่มีอะไรมากดทับ เพราะโดยความเป็นจริงแล้วการ ยึดอำนาจทุกครั้งที่ผ่านมาจะมีแต่ผู้บัญชาการทหารบกเท่านั้นที่จะเป็นหัวหอก  อย่างนี้จะเรียกได้ไหมว่าเป็นเรื่องของ“ไอ้มือที่มองไม่เห็น” อีก
 
เปรมก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ด้วยการถีบพล.อ.เสริมขึ้นไปอยู่บนตำแหน่งทหารสูงสุด เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑  การขึ้นสู่อำนาจของเปรมจากทหารต่างจังหวัดที่โนเนม แล้วก้าวพรวดขึ้นมาอยู่ส่วนหัวของกองทัพ โดยใช้เวลาแค่สองปี แน่นอนย่อมต้องเป็นคนหน้าใหม่ในกองทัพ และก็จะต้องถูกตรวจสอบคุณภาพจากคนในกองทัพด้วยกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  ก็อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่าการโค่นล้มจอมพลถนอมนั้นไม่ได้มีแผนการสำหรับมารองรับล่วงหน้า ดังนั้นจึงไม่มีการเตรียมการสำหรับผู้ที่จะมาสืบต่ออำนาจอย่างเป็นระบบ ดังนั้นกองทัพจึงขาดผู้นำ ขาดผู้นำในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าในกองทัพไม่มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่พอจะดำรงตำแหน่งในส่วนหัวได้ หากแต่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ใครบางคนต้องการนั้น ส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมาจากยุคจอมพลถนอมเรืองอำนาจ จึงเกิดความระแวงไม่ไว้วางใจต่างหาก ดังนั้นจึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้องสร้างนายทหารรุ่นใหม่ และต้องใหม่เอี่ยมอ่องด้วย
 
ปี ๒๕๒๒ เปรมถ่างขาควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะที่ดำรงอยู่บนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ) พร้อมกับการสร้างเลือดใหม่ขึ้นมาเป็นฐานด้วยการหิ้ว พล.ต.อาทิตย์ กำลังเอก จากผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ มาลงบน ตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นการปิดช่องว่างสำหรับนายทหารบ้านนอกได้อย่างลงตัว และเมื่อบวกกับกลุ่มนายทหารยังเติร์ก จปร.รุ่น ๗ ที่เป็นฐานกำลังสำคัญในการสนับสนุนเปรม ซึ่งนับได้ว่าเป็นกลุ่มนายทหารที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของกองทัพในเวลานั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากนายทหารรุ่นนี้เป็นผู้บังคับการกรมอันเป็นกำลังหลักอยู่ถึง ๗๙ กองพล  ทำให้อำนาจอิทธิพลของเปรมในเวลานั้นไม่อาจเป็นที่ดูแคลน นี่ยังไม่นับดีกรีของอดีตแม่ทัพภาคที่ ๒ อีกต่างหาก ดังนั้นจึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมในปี ๒๕๒๓ เปรมถึงได้กล้าหาญชาญชัยพอที่จะเตะพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ตกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแล้วตัวเองขึ้นนั่งแทน
 
เปรมมีอำนาจเบ็ดเสร็จและเด็ดขาดก็มีจุดเริ่มต้นจากปี ๒๕๒๓นี้นี่เอง แล้วที่มีการโค่นล้ม คนโน้นคนนี้ มีทั้งเพื่อนซี้อย่างพล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา เมื่อปี ๒๕๒๔ ในกรณีกบฏเมษาฮาวาย ต่อเนื่องกลุ่มนายทหารเก่าที่เติบโตขึ้นมาในยุคสมัยที่จอมพลถนอมเรืองอำนาจ อย่างเช่น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.เสริม ณ นคร อดีตรองนายกรัฐมนตรี  พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.กระแส อินทรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลอากาศเอกอรุณ พร้อมเทพ รองผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด และไล่ดะมาตั้งแต่พล.อ.อาทิตย์  กำลังเอก, พล.อ.สุจินดา  คราประยูร จนกระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร (กลับไปอ่านบทความ ตอนที่๑๑ “ถอดหน้ากากรัฐบุรุษเปรม ”) เป็นฝีมือของคนชื่อเปรมทั้งนั้น จนได้รับฉายาว่า นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา  ดังนั้นถ้าหากจะมีใครเข้าใจว่า “ไอ้มือที่มองไม่เห็น” ที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอยู่ในเวลานี้หมายถึงเปรม คิดว่าคงไม่ใช่ เพราะคนที่จะเป็นเจ้าของมือตัวจริงต้องเนียนกว่าเปรมมากมายหลายเท่า มือชั้นเปรมเป็นได้แค่ “ไอ้มือบอน ที่ชอบล้วง” เท่านั้น
 
ขอฝากบทความชิ้นนี้ไว้สำหรับนักการเมืองรุ่นใหม่ไว้ใช้เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ไว้สำหรับเตือนใจในการเป็นนักการเมืองที่ดีนั้น ต้องอยู่ในกรอบวินัยและตั้งมั่นอยู่ในอุดมการณ์ โดยมีเป้าหมายในการบริหารบ้านเมืองเพื่อความผาสุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง ถ้าหากมุ่งหวังเพียงผลประโยชน์และตำแหน่งอันจอมปลอมซึ่งมาแล้วก็ไปไม่จีรัง ก็ไม่ต่างจากนักการเมืองน้ำเน่าที่ไร้ศักดิ์ศรีอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้ และขอให้จำคำเตือนที่ว่า “ความแน่นอนที่ไม่แน่นอน” นั้นเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับประเทศไทย  เพียงแต่ว่าเราจะรู้เท่าทันและถอดรหัสได้แค่ไหน แต่ที่สามารถเกิดซ้ำซากจนเป็นที่น่าเบื่อหน่ายอยู่เวลานี้นั้น มันเกิดจากคนประเภทไร้ศักดิ์ศรีที่ชอบโตทางลัดด้วยการอิงผู้มีอำนาจ ไอ้ประเภทผู้มีอำนาจแล้วก็ไม่รู้จักพอ อยากอยู่บนอำนาจนานๆ ก็ต้องอิงไอ้มือที่มองไม่เห็นอีกต่อหนึ่ง เลยกลายเป็นสังคมที่ต้องก้มๆ เงยๆ ทั้งหมอบทั้งกราบให้มันยุ่งวุ่นวาย กลายเป็นสังคมที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีที่มีให้เห็นอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองในเวลานี้
 
ชัยชนะที่เห็นกันอยู่เวลานี้เป็นเพียงชัยชนะเบื้องต้น ที่มันต้องมีปัญหาอุปสรรคตามมาอย่างแน่นอน ถึงแม้พรรคพลังประชาชนจะชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ก็เป็นชัยชนะในระดับหนึ่งที่ยังไม่สามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยพรรคอื่นๆ เข้าร่วมเพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ต้องไม่ลืมเด็ดขาดว่าพรรคการเมืองทั้งห้าพรรคที่เข้ามาร่วมในครั้งนี้นั้นเป็นเช่นไร บอกได้เลยว่า ทุกพรรคล้วนแต่เคยร่วมอยู่ในขบวนไล่ล่าฆ่าทักษิณทุกพรรค บางพรรคก็เข้ามาร่วมเพื่อส่วนแบ่งของผลประโยชน์ บางพรรคก็เข้ามาลักษณะเป็นไส้ศึก
 
ที่สำคัญสมาชิกร่วมในพรรคพลังประชาชนเองก็มีรอยร้าวปริแตกและแยกให้เห็นอย่างไม่อาจที่จะปกปิดได้ จำเป็นที่จะต้องประสานให้เป็นเนื้อเดียวกันให้ได้เสียก่อน ถ้าหากยังติดยึดกับคำว่าอาวุโสอันเกิดจากการเป็นสส.หลายสมัย มีโอกาสเมื่อไหร่ต้องกูต้องก่อนกว่าใคร ไอ้นี่เด็กเพิ่งเกิดให้รอไปก่อน โดยที่ไม่พิจารณากันที่ความรู้ความสามารถ อีกประเภทข้าเป็นสิงห์อีสาน ฉันเป็นเจ้าแม่กทม. ล่อกันให้มั่วไปหมดทั้งเจ๊เล็กเจ๊ใหญ่ เล่นกันจนไม่รู้ อะไรเป็นอะไร จนประชาชนเขาเสื่อมศรัทราก็อย่าได้โทษใครเป็นอันขาด ขอบอกตรงๆ ว่า ภาพที่เห็นอยู่เวลานี้ เบื่อและเอือมระอาเต็มทนและรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกินแล้ว






Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2552 13:40:41 น. 0 comments
Counter : Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
nudeejaa
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






lozocatlozocat
lozocatlozocat
lozocatlozocat
lozocatlozocat
Friends' blogs
[Add nudeejaa's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.