หนังสือเล่มนี้ที่ทำงานแจกให้ไปอ่าน แล้วค่อยมาร่วมเสวนากัน ให้เวลาสองเดือน เลยต้องลัดคิวมาอ่านเสียก่อนแค่วันแรกที่แจก พี่คนหนึ่งก็เริ่มมาพูดคำว่า กิ๊กกะภัย และ กัลยาณมิตร ให้ได้ยินบ้างแล้ว เลยทำให้ดีกรีความอยากอ่านเพิ่มขึ้นไปอีกเล่มนี้ถอดจากคำเทศนาของ ท่าน ว. วัชรเมธี (พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี) ที่กำลังยอดนิยมในขณะนี้ ตัวท่านมีรางวัลการันตีมากมายภายในเล่มแบ่งเป็นสามภาค มาจากการเทศน์สามที่ภาคแรกเรื่องคนสำราญ งานสำเร็จ ภาคนี้กล่าวถึงองค์กรแห่งความสำเร็จ อันประกอบไปด้วย ผู้บริหาร ต้องรู้จักแบ่งงาน อย่าแบกทุกเรื่อง ดูอย่างพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแบ่งให้พระสารีบุตรดูแลด้านวิชาการ พระโมคคัลลานะดูแลด้านบริหารจัดการทั่วไป พระอุบาลีดูเรื่องพระวินัย ความยุติธรรม และกฎหมาย พระอานนท์เป็นเลขานุการส่วนตัว ท่านเตือนเรื่องกิ๊กกะภัย ที่เป็นภัยที่อันตรายที่สุด สำหรับผู้บริหารผู้นำ ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า แต่ต้องดูสภาพแวดล้อมหรือทิศทางลมให้ดี ก่อนจะลงมือเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะทุกคนในองค์กรมีความเคยชินอยู่ผู้นำที่ดีต้องนั่งอยู่ในหัวใจคน ท่านเล่าเรื่องที่ในหลวงทรงทายาหม่องและทรงนวดให้กับข้าราชการกรมชลประทานที่ถูกบึ้งกัด ช็อตนี้ได้ใจล้วนๆผู้นำที่ดีต้องทำให้ผู้ตามรู้สึกอยากเดินตาม จนทำให้เขาอุทานได้ว่า "ช่างเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมจริงๆ" ได้ยิ่งดี นักวิชาการ ต้องรู้จริง และใช้ความรู้คู่กับจรรยาบรรณกำกับการใช้ความรู้อยู่เสมอลูกน้อง/ลูกแก้วเมียขวัญ ต้องอยู่กันด้วยความรัก ให้เราดูแลสถาบันครอบครัวให้ดี มีคำเด็ดดีกับคนทั้งโลก แต่กลับปล่อยให้คนใกล้ตัวของเราโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา นั่นเป็นความดีที่สูญเปล่าจากบท สถาบันครอบครัว จุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จสุดท้ายเป็นเรื่องมิตร ต้องเลือกคบหากัลยาณมิตรที่ช่วยเป็นเข็มทิศนำทาง ท่านยกตัวอย่าง นายกสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่มีท่านพุทธทาสภิกขุเป็นกัลยาณมิตร ตอนที่ท่านจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านเขียนจดหมายหา่ท่านพุททธทาส ขอธรรมะสำหรับการเป็นนายกฯ น่าสังเกตที่นายกนักเรียนนอก กลับขอคำแนะนำจากพระป่า แต่กัลยาณมิตรก็ให้คำมาสี่คำ สุทธิ(ความโปร่งใส) ปัญญา เมตตา ขันติ ซึ่งท่านนายกสัญญาฯ ก็นำมาใช้จนเป็นคนดีที่น่ายกย่องท่านหนึ่ง คุ้นๆ ว่ามีหนังสือเล่มหนา เกี่ยวกับท่านนายกท่านนี้ น่าหามาอ่านนะสรุปว่าหากเราสามารถบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรทั้งห้าประเภทได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์คือ คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ ภาคสองเรื่องกายอยู่กับกิจ จิตอยู่กับงานโดยท่านบอกว่า หลักธรรมแห่งการทำงานให้สำเร็จ คือ อิทธิบาท ๔ อิทธิบาท แปลว่า หลักพื้นฐานแห่งความสำเร็จ ได้แก่ ฉันทะ คือมีใจรัก ก็คือทำงานด้วยความรักวิริยะ คือพากเพียรทำ ก็คือทำงานด้วยความขยันจนเกิดทักษะจิตตะ คือจดจำจดจ่อ ก็คือการอุทิศตนวิมังสา คือวินิจวิจัย ก็คือมีความคิดสร้างสรรค์พัฒนางานให้มีความแปลกใหม่ ทั้งในแง่ปริมาณ รูปลักษณ์ และคุณภาพโดยตัวที่สำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นคือตัวฉันทะ คือ รักในสิ่งที่ทำนั่นเองคิดถึงคำๆ หนึ่ง น่าจะจากเล่ม ภูมิคุ้มใจ ของเพลงดาบแม่น้ำร้อยสายที่บอกไว้ว่า การได้ทำสิ่งที่รัก คือ อิสระ ส่วนการรักสิ่งที่ทำ คือ ความสุข คิดได้ก็จะมีความสุขนะครับภาคสามเรื่องอารมณ์ดี มีความสุขท่าน ว. ให้สูตรไว้ ๙ ข้อ คือ๑. มีสัมมาทิฏฐิ๒. ดำริถูกทาง๓. วางตนเหมาะสม๔. ชื่นชมคนอื่น คือ มุทิตา ในพรหมวิหาร ๔ นั่นเอง๕. ไม่ฝืนสังขาร๖. ทำงานสุจริต๗. ฝึกจิตให้สูง๘. ไม่ปรุงความคิด๙. ไม่ยึดติดโลกธรรมคำที่ชอบในภาคนี้พุทธเศรษฐศาสตร์ เสนอว่า มนุษย์จะมีความสุขก็ต่อเมื่อเป็นอิสระจากตัณหา (ความอยาก) ซึ่งต่างจากหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปที่ว่าจะมีความสุขเมื่อได้ตามสนองตัณหา (ความอยาก)ลึกซึ้งจริงๆ ครับอะไรก็ตามที่เราทำลงไปแล้ว เมื่อเรากลับมาคิดถึงต้องน้ำตานองหน้า อย่าทำจากข้อ มีสัมมาทิฏฐิช่วงท้ายๆ เล่มก็มีเกร็ดน่ารู้ เช่นเรื่องการกรวดน้ำ แต่ที่ท่านเน้นให้ทุกคนมี นั่นคือ สติ ในการดำรงชีวิต มีมากเท่าไหร่ (มีตลอดเวลายิ่งดี) มีผลดีกับตัวเองเท่านั้น มีสติต่อการกระทำทุกอย่าง เลือกทำสิ่งที่ทำให้ระดับจิตใจเราสูงขึ้น อย่างนี้ต้องใช้สติอย่างมากในการเลือกทำสิ่งใดๆมีคนเคยบอกผมว่า หากจะรวบยอดหลักคำสอนของศาสนาพุทธให้สั้นที่สุด อยู่ที่คำนี้แหละครับ สติพูดง่าย ทำยาก แต่เป็นไปได้ครับพี่น้อง ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า ทุกคนเป็นอรหันต์ได้ ทำไมคนไทยจะเชื่ออย่างนั้นบ้างไม่ได้ เริ่มตอนนี้ก็ไม่ยังสายครับบุญรักษา ธรรมะสวัสดีครับ
ทำเป็นเล่มสีสวยงาม ประกอบภาพศิลปะ เคยถามร้านหนังสือเขาบอกว่ามีคนมาซือ้เยอะทีเดียว
สำหรับของท่าน วชิรเมธี ผมติดตามตั้งแต่เล่มแรกๆ เลย แต่ตอนหลังๆ ไม่ได้ซื้อเลยเพราะอ่านไม่ทัน อิอิ T_T แต่ก็พยายามค่อยๆอ่านไปนะครับ
ถ้าคนได้อ่านและปฏิบัติตามมากขึ้นเราจะอยู่กันแบบผาสุขครับ
ไว้มาเยี่ยมใหม่ครับ