I Wish I Knew ‘เซี่ยงไฮ้’รำลึก




I Wish I Knew
‘เซี่ยงไฮ้’รำลึก

พล พะยาบ


*หลังจากทำหนังสารคดีเชิงซ้อนเรื่อง 24 City (2008) ว่าด้วยผู้คน 3 รุ่น แห่งเฉิงตู กับความเปลี่ยนแปลงของโรงงานอุตสาหกรรมของรัฐที่ต้องหลีกทางให้อพาร์ตเมนต์คอมเพล็กซ์ ผู้กำกับหนุ่ม เจี่ยจางเคอ ขยับไปทำหนังสั้น 2-3 เรื่อง ก่อนจะกลับมาจับงานสารคดีขนาดยาวอีกครั้งด้วยเรื่อง I Wish I Knew (2010)

ประเด็นคือการรำลึกถึงเซี่ยงไฮ้ในมิติที่แยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์จีน ย้อนไปนานกว่าศตวรรษนับจากสนธิสัญญาหนานจิง การรุกรานของญี่ปุ่น พรรคคอมมิวนิสต์สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน การปฏิวัติวัฒนธรรม จนถึงโฉมหน้าของเซี่ยงไฮ้ในทุกวันนี้

เจี่ยจางเคอไม่ได้พลิกแพลงด้วยการผสมความจริงกับความจริงปรุงแต่งอย่างในเรื่อง 24 City อีก (เรื่อง 24 City มีผู้ถูกสัมภาษณ์บางคนเป็นนักแสดงที่พูดตามบทโดยยังนำเสนอแบบสารคดี สลับกับผู้ถูกสัมภาษณ์ซึ่งเป็นบุคคลจริง) แต่เป็นการสัมภาษณ์บุคคลจริงถึง 17 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ถ่ายทำทั้งในเซี่ยงไฮ้ ไต้หวัน และฮ่องกง แทรกด้วยภาพทิวทัศน์ ผู้คน และฉากจากภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง

ปะติดปะต่อกันเป็นภาพของจีน ของเมืองเซี่ยงไฮ้ และภาพชีวิตซึ่งก่อร่างขึ้นจากอดีตจนปัจจุบัน

คนแรกคือ เฉิน ตันชิง ชายวัยกลางคนซึ่งพ่อกับแม่ย้ายมาทำงานในเซี่ยงไฮ้ เขาเล่าถึงช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมที่เปลี่ยนชาวบ้านจากที่เคยเคารพในความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น กลายเป็นพวกสอดส่องเพื่อนบ้านว่าใครเป็นพวกปฏิวัติ ใครเป็นพวกฝักใฝ่ทุนนิยม และเล่าถึงเด็กผู้ชายในละแวกบ้านที่แบ่งกันเป็นแก๊งราวกับยุคเลียดก๊ก

ชายชราชื่อ หยาง เสี่ยวฟัว เล่าว่าพ่อของเขาทำงานช่วยเหลือคนของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ถูกก๊กมินตั๋งจับกุม จึงถูก เจียง ไค-เชก สั่งเก็บ เขาอยู่กับพ่อในรถคันที่โดนถล่มยิงจนพ่อเสียชีวิต

ชายชราอีกคนชื่อ จาง หยวนซุน เล่าถึงพ่อผู้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่า รักในอุปรากรจีนถึงกับจ้างงิ้วปักกิ่งมาแสดงและเชิญชวนชาวบ้านให้มาชมด้วยการแจกผงชูรสและยากันยุง แต่การปฏิวัติวัฒนธรรมได้พรากทุกสิ่งไปหมดสิ้น

คนที่สี่ ตู้ เมยรู่ หญิงสูงวัยรำลึกถึงเรื่องราวโรแมนติกของพ่อกับแม่ พ่อของเธอเป็นเจ้าพ่อในเซี่ยงไฮ้ ส่วนแม่มาจากครอบครัวนักแสดง พ่อพบรักกับแม่ขณะที่แม่มาเปิดการแสดงในเซี่ยงไฮ้ จากนั้นทั้งสองอพยพไปอยู่ฮ่องกงหลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ประกาศชัยชนะในปี 1949

หญิงวัยกลางคน หวัง เพยมิน เล่าถึงพ่อกับแม่ของเธอด้วยน้ำตา พ่อถูกก๊กมินตั๋งจับกุมและประหารชีวิตก่อนเธอลืมตาดูโลกเพียง 3 สัปดาห์ เธอได้เห็นและรู้จักพ่อจากภาพที่มีผู้ถ่ายไว้ระหว่างที่พ่อถูกนำตัวออกมาจากคุกเพื่อนำไปสู่ลานประหาร

หวัง ถูน ผู้กำกับหนังอาวุโสเล่าถึงวันที่ครอบครัวอพยพขึ้นเรือไปไต้หวันในปี 1948 ซึ่งต่อมาเขาถ่ายทอดเป็นหนังเรื่อง Red Persimmon (1996)

ข้ามไปยังไต้หวัน หลี เฉีย-ตุง ชายชรารำลึกความหลังอย่างอารมณ์ดีเกี่ยวกับช่วงเวลาที่พรรคคอมมิวนิสต์ยึดเซี่ยงไฮ้ในปี 1949 พ่อของเขารู้ล่วงหน้าว่าต้องเกิดเหตุใหญ่จากการที่ทหารยามหน้าบ้านนายพลที่อยู่ข้างบ้านพากันหายไปหมด

หญิงชรา ฉาง สิน-อี่ เล่าย้อนไปไกลว่ายายของเธอเป็นหลานคนเล็กของเจิงกั๋วฟาน ส่วนพ่อเป็นคนใกล้ชิดอันดับหนึ่งของ หวู เพ่ยฝู ก่อนจะถูกยิงเสียชีวิต สีหน้าของเธอสดใสขึ้นเมื่อเล่าถึงการพบรักกับสามีของเธอ

คนที่เก้าเป็นผู้กำกับชื่อดังชาวไต้หวัน โหว เสี้ยว-เสียน บอกว่าเขาไม่เคยรู้จักเซี่ยงไฮ้จนกระทั่งได้ทำหนังเรื่อง Flowers of Shanghai (1998) เนื่องจากประทับใจเรื่องราวในนิยายที่ให้ตัวละครพระเอกได้รู้จักการตกหลุมรัก ต่างจากชีวิตจริงในสังคมจีนที่การแต่งงานมักผ่านการจับคู่

*จู เฉียนเฉิง ชายวัยกลางคนรำลึกถึงหนังเรื่องหนึ่งเช่นกัน เป็นหนังสารคดีความยาวเกือบ 4 ชั่วโมง เรื่อง Chung Kuo - Cina (1972) ของ มิเกลันเจโล อันโตนิโอนี ผู้กำกับชาวอิตาลีผู้ล่วงลับซึ่งได้รับเชิญจาก โจว เอินไหล ให้มาถ่ายทำหนังเกี่ยวกับประเทศจีน คราวนั้น จู เฉียนเฉิง ได้รับมอบหมายให้คอยดูแลอันโตนิโอนีทุกอย่าง แต่เมื่อหนังออกฉายและบรรดาแก๊งออฟโฟร์ได้ชมกลับวิจารณ์ว่าหนังต่อต้านจีน ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ส่วน จู เฉียนเฉิงถูกจับด้วยข้อหาเป็นพวกต่อต้าน

หวง เป้าเมย อดีตคนงานปั่นด้ายที่เคยถูกพาเข้าพบประธานเหมาเมื่อ 50 ปีก่อน เธอได้แสดงใน Huang Baomei (1958) หนังชวนเชื่อเกี่ยวกับเรื่องราวของเธอเอง และดูจะภูมิใจกับการเป็นส่วนหนึ่งของโรงงานปั่นด้ายตลอดชีวิตของเธอ

เหวย รัน เล่าว่าแม่ของเขาย้ายมาอยู่เซี่ยงไฮ้ระหว่างสงครามต่อต้านญี่ปุ่นในปี 1938 ไต่เต้าจนได้เป็นนักแสดงในหนังหลายเรื่อง แต่ก็ผิดหวังในความรักหลายครั้ง แม่เสียชีวิตจากการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ส่วนพี่สาวต่างพ่อที่กำลังตั้งครรภ์ถูกจับขณะหลบหนีไปฮ่องกงกับคนรักช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม และถูกพรากเอาลูกไปทันทีที่คลอดออกมา

ที่ฮ่องกง เหวย เหว่ย นางเอกหนังรักเรื่อง Spring in a Small Town (1948) ต้นฉบับของ Springtime in a Small Town (2002) บอกเล่าวันเวลาดีๆ ที่เธอได้ถ่ายทำหนังเรื่องนี้

ส่วน บาร์บารา เฟย ลูกสาวของ เฟย มู่ ผู้กำกับหนังเรื่องเดียวกัน เล่าต่อมาว่าหนังไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต และหนังถูกวิจารณ์ว่าเนื้อหาเบาเกินไป ครอบครัวของเธออพยพไปอยู่ฮ่องกงในปี 1949 ยกเว้นพ่อซึ่งยังกลับมาเมืองจีนด้วยความหวังว่าจะได้ทำหนังอีกครั้ง

รีเบคกา แพน นักแสดงสาวใหญ่จากเรื่อง Days of Being Wild (1990) ของ หว่องกาไว มีช่วงเวลาทุกข์-สุขร่วมกับแม่ของเธอนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ฮ่องกงในปี 1949 แม่เป็นผู้หญิงสู้ชีวิต เป็นฝ่ายยุติชีวิตคู่กับพ่อเพื่อจะได้เริ่มต้นใหม่ในฮ่องกงโดยไม่ต้องเป็นภรรยาอันดับเท่านั้นเท่านี้ของพ่ออีก ทั้งที่แม่เองไม่ได้เรียนหนังสือและต้องเลี้ยงดูเธอตามลำพัง เธอจึงเชื่อว่าเธอสามารถอยู่คนเดียวได้อย่างแข็งแกร่งไม่ต่างจากแม่ของเธอ

สองคนสุดท้ายต่างเป็นคนที่สามารถไขว่คว้าความสำเร็จในเมืองแห่งโอกาสอย่างเซี่ยงไฮ้ คนแรก หยาง ไหติง ร่ำรวยจากการค้าพันธบัตรทั้งที่เคยยากจนข้นแค้นมาก่อน อีกคนเป็นชายหนุ่มชื่อ หัน หัน ซึ่งปัจจุบันมีชื่อเสียงในฐานะนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ นักขับแรลลี่ นักร้อง และเป็นบล็อกเกอร์ที่ได้รับความนิยมระดับโลก ทั้งสองเล่าเรื่องราวความเป็นมาว่าทำอย่างไรจึงมาถึงจุดนี้

ทั้ง 17 คน ต่างบอกเล่า-รำลึกความเป็นมาของตน ของครอบครัว ด้วยอารมณ์อันหลากหลาย เป็นเรื่องราวชีวิตจริงซึ่งบางครั้งยิ่งกว่านิยาย

ท่ามกลางมหานครที่มีอดีตมากมายอยู่เบื้องหลัง





นอกจาก 17 คน ที่มารำลึกความหลังครอบคลุมช่วงเวลากว่าร้อยปีและเชื่อมโยงกับอีกมากมายหลายชีวิตแล้ว มีอีกหนึ่งคนที่ปรากฏตัวในหนังตั้งแต่ต้นจนจบ เธอคือ เจ้า เทา นักแสดงประจำในหนังของเจี่ยจางเคอซึ่งร่วมงานกันมาตั้งแต่เรื่อง Platform ปี 2000

อดีตนักศึกษานาฏศิลป์อย่าง เจ้า เทา เปรียบเหมือน กง ลี่ นักศึกษาศิลปะการละครที่ถูกค้นพบและกลายเป็นนักแสดงประจำในหนังยุคแรกของ จางอี้โหมว พิเศษกว่าคือ เจ้า เทา ไม่รับแสดงหนังของใครอื่นนอกจากเจี่ยจางเคอคนเดียว ดังนั้น ภาพลักษณ์ตัวละครสับสน-ค้นหาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของจีนในโลกปัจจุบันจึงติดตัวเธออย่างแนบแน่น

ใน I Wish I Knew เจ้า เทา ปรากฏตัวตั้งแต่ต้นก่อนผู้ให้สัมภาษณ์คนแรก เธอเดินตามลำพังริมฝั่งแม่น้ำหวงผู่ คล้ายสำรวจหรือมองหาอะไรบางอย่าง จากนั้นเธอปรากฏให้เห็นอีกเป็นระยะช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผู้ให้สัมภาษณ์ซึ่งหนังจะแทรกภาพทิวทัศน์เมืองเซี่ยงไฮ้ ภาพผู้คน(ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนงาน) ฟุตเตจเมืองเซี่ยงไฮ้ในอดีต และฉากจากภาพยนตร์เก่า ส่วนภาพของเจ้า เทา ยังคงเป็นการเดินสำรวจและมองหาอะไรบางอย่างเช่นเดิม แต่สีหน้าแววตาของเธอดูหวาดหวั่น-วิตกกังวลมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

การปรากฏตัวของเธอชวนให้นึกถึงตัวละคร เสินฮง นางพยาบาลผู้เดินทางมายังเมืองเหนือเขื่อนซานเสียเพื่อตามหาสามีในเรื่อง Still Life (2006) แต่ในเรื่องนี้หนังไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับเธอเลย เธอเป็นเพียงหญิงนิรนามในโลกแปลกหน้า คล้ายเป็นภาพประดับที่ถูกสร้างขึ้นให้หนังมีสีสันไม่ต่างจากภาพทิวทัศน์ที่ถูกใส่แทรกเข้ามา

กระนั้น การปรากฏตัวของหญิงนิรนามอายุราว 30 ปี ซึ่งทั้งโดดเดี่ยวและสับสนท่ามกลางเรื่องเล่ารำลึกความหลังหลากหลายด้วยอารมณ์สุขและทุกข์ของผู้สูงวัย ทั้งยังมากมายด้วยเหตุการณ์ฉากหลังที่สามารถพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิตผู้คน จึงชวนให้คิดว่าเธอคือตัวแทนของนครเซี่ยงไฮ้ในปัจจุบันซึ่งค่อยๆ ลอยห่างจากซากความหลัง และก้าวเดินไปข้างหน้าโดยปล่อยทิ้งเส้นทางที่ผ่านมาให้เลือนรางจางหาย

อายุราว 30 ปี ของเธอก็คือช่วงเวลานับแต่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศในปี 1978 จากนั้นความเปลี่ยนแปลงได้พลิกโฉมหน้านครเซี่ยงไฮ้จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เมื่อทุกสิ่งผูกโยงด้วยตัวเลขจีดีพีและเม็ดเงินจำนวนมหาศาล

*คงเพราะเหตุนี้เราจึงได้เห็นไซต์งานก่อสร้างมากมายโดยเฉพาะรอบข้างที่หญิงนิรนามเดินผ่าน ขณะที่สถานที่ในฉากเปิดเรื่องคือบริเวณหน้าธนาคาร

หญิงนิรนามที่แสดงโดย เจ้า เทา ซึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้โดยไม่ต้องพูดสักคำจึงเหมือนเป็นอีกหนึ่งผู้เล่าเรื่องที่ เจี่ย จางเคอ สร้างขึ้นมาประกอบกับผู้เล่าเรื่องตัวจริงอีก 17 คน เพื่อให้เห็นภาพเซี่ยงไฮ้ในทิศทางที่เขาต้องการยิ่งขึ้น ไม่ต่างจากผู้ให้สัมภาษณ์ที่แสดงและพูดตามบทในหนังสารคดีเรื่อง 24 City (หนึ่งในนั้นคือ เจ้า เทา)

ไม่เพียงเท่านั้น เจี่ยจางเคอยังเล่นกับขอบเขตของหนังสารคดีโดยล่อผู้ชมให้โยงข้อเท็จจริงจากปากผู้ให้สัมภาษณ์กับภาพที่เขาสร้างขึ้นจนรวมกันเป็นเรื่องราวดรามาหนึ่งฉาก (หรือขยายเป็นหนังเรื่องหนึ่งก็ย่อมได้) กล่าวคือ เจี่ยจางเคอให้ตัวละครหญิงนิรนามนั่งชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งตามลำพัง สีหน้าแววตาของเธอบ่งบอกว่าเธอสนใจเป็นพิเศษ จากนั้นเป็นภาพเธอเดินตากฝนอย่างเศร้าสร้อย เสียงเล่าเรื่องของ เหวย รัน ซึ่งกำลังเล่าถึงการเสียชีวิตของแม่ดังขึ้นมาสอดรับอารมณ์ไปในทางเดียวกัน

เมื่อ เหวย รัน เล่าถึงเรื่องที่พี่สาวคลอดลูกแล้วถูกทางการนำตัวทารกไป ภาพของหญิงนิรนามถูกตัดเข้ามารองรับอีกครั้งขณะเดินออกจากโรงภาพยนตร์ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ เหวย รัน นั่งเล่าเรื่อง ราวกับว่าเธอคือเด็กทารกคนดังกล่าวซึ่งเดินทางมาตามหาครอบครัวที่แท้จริงของตนเอง

ภาพยนตร์ที่เธอชมอย่างสนใจใคร่รู้ในตอนแรกก็คือหนึ่งในหนังที่แม่ของ เหวย รัน แสดง

ถ้าเธอคือเด็กทารกคนนั้น แม่ของ เหวย รัน ย่อมเป็นยายของเธอ

การนำเสนอของหนังชวนให้คิดไปได้เช่นนั้น ทั้งที่เรื่องจริงของ เหวย รัน กับหญิงนิรนามซึ่งเป็นนักแสดงไม่มีทางสอดรับกันเป็นหนึ่งเดียว

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงที่ถูกแต่งเติมด้วยการแสดง หรือเป็นการแสดงที่ใช้เรื่องจริงมาสนับสนุนอย่างแนบเนียน สิ่งที่เจี่ยจางเคอทำก็คือการนำเสนอแก่นสารผ่านภาพยนตร์ด้วยวิธีเฉพาะตัวและไม่ตายตัว เหมือนที่เขาใส่ภาพที่บันทึกไว้จริงไว้ในหนังเล่าเรื่องอย่าง The World (2004) และ Still Life หรือใส่การแสดงไว้ในหนังสารคดีเช่นในเรื่องนี้และ 24 City

เมื่อหลายเรื่องเล่าจากปากคำบุคคลจริงมีรายละเอียดเรื่องราวที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกหลากหลาย มีบทตอนพลิกผันราวกับเรื่องแต่งอย่างนิยายหรือภาพยนตร์ ตัวละครหญิงนิรนามซึ่งเป็นนักแสดงก็ถูกนำมาเกลี่ยปนเปไปกับเรื่องจริง พื้นที่ส่วนใหญ่ของหนังจึงเป็นโลกที่มีชีวิต มีความเคลื่อนไหว มีน้ำเนื้อจับต้องได้ และมีความเป็นมา

ขณะที่ภาพปัจจุบันที่สอดแทรกเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นไซต์งานก่อสร้างมากมาย หลายแห่งมีฝุ่นควันคละคลุ้ง ผู้คนบนเรือข้ามฟากและบนรถไฟฟ้าที่ดูเหม่อลอยครุ่นคิด กรรมกรท่าเรือ คนงานในชุดยูนิฟอร์มที่เหมือนกันไปหมด จึงให้ความรู้สึกแห้งแล้ง แข็งกระด้าง และดูห่างไกล แม้แต่ผู้เล่าเรื่อง 2 คนสุดท้ายซึ่งเล่าแต่เรื่องที่ตนประสบความสำเร็จจนร่ำรวย-มีชื่อเสียง เหมือนเซี่ยงไฮ้ทุกวันนี้คือเมืองแห่งการตักตวงไขว่คว้าเพียงเท่านั้น

การทำหนังสารคดีว่าด้วยเซี่ยงไฮ้ของเจี่ยจางเคอ ในมิติหนึ่งจึงเป็นการนำเสนอภาพของเซี่ยงไฮ้จากอดีตถึงปัจจุบันได้อย่างหลากหลาย ประกอบด้วยงานด้านภาพซึ่งถ่ายทอดได้อย่างสวยงามและสื่อความหมาย เรื่องเล่าที่ปะติดปะต่อจนมองเห็นประวัติศาสตร์จีนแต่ละบทตอนตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 จนถึงยุคก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในช่วง 30 ปีหลัง

ขณะเดียวกัน I Wish I Knew ก็เหมือนการรำลึกถึงวันเวลาของเซี่ยงไฮ้ซึ่งอาจหลงเหลือแค่ในนิยายหรือในความทรงจำเท่านั้น



Create Date : 08 มิถุนายน 2554
Last Update : 8 มิถุนายน 2554 2:21:22 น. 5 comments
Counter : 920 Pageviews.

 

เจิม ..



โดย: renton_renton วันที่: 8 มิถุนายน 2554 เวลา:4:14:14 น.  

 

แหล่มค่ะ...ขอบคุณที่นำมาฝากนะคะค



โดย: อุ้มสี วันที่: 8 มิถุนายน 2554 เวลา:7:27:10 น.  

 
สวัสดีค่า แวะมาขอความช่วยเหลือค่ะ
ช่วยเข้าไปตามลิงค์นี้

http://www.my3space.com/activity/writestory/read-story.php?id=36

แล้วกดปุ่ม vote ให้หน่อยนะคะ
เห็นแก่นัก(หัด)เขียน ตัวน้อยๆ (ไปหมด) คนนี้ด้วยนะคะ
ขอบคุณมากๆเลยค่า^__^


โดย: dayydream_m วันที่: 8 มิถุนายน 2554 เวลา:19:06:08 น.  

 
น่าดูมากครับ


โดย: beerled วันที่: 13 มิถุนายน 2554 เวลา:17:42:22 น.  

 
ขอบคุุณครับ
kitchenaidmixerblackfriday


โดย: aomzon (aomzon ) วันที่: 10 ตุลาคม 2554 เวลา:19:17:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แค่เพียงรู้สึกสุขใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




บทวิจารณ์ภาพยนตร์รางวัลกองทุน
ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ปี 2549

..............................








พญาอินทรี




ศราทร @ wordpress
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
8 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แค่เพียงรู้สึกสุขใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.