หนังที่อยาก‘กอด’




หนังที่อยาก กอด

พล พะยาบ
คอลัมน์อาทิตย์เธียเตอร์ มติชนรายวัน 2 และ 9 มีนาคม 2551


*(1)

ผู้อ่านที่ติดตามกันมานานเปิดคอลัมน์สัปดาห์นี้แล้วอาจนึกแปลกใจสงสัยว่าใช่ผู้เขียนตัวจริงหรือเปล่า ด้วยหนังที่เขียนถึงคราวนี้เป็นหนังไทย แถมหน้าหนังยังค่อนข้างตลาด ต่างจากหนังซึ่งเลือกมาเขียนแนะนำ-วิจารณ์ทุกสัปดาห์

แต่ถ้าออกตัวว่า “กอด” เป็นหนังไทยที่ดีและน่าประทับใจที่สุดในรอบ 2-3 ปีหลัง จะไม่เขียนถึงสักหน่อยก็กระไรอยู่ใช่ไหม

ที่ผ่านมา คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้เขียนบท-กำกับฯเรื่อง “กอด” ไม่ใช่คนทำหนังไทยที่ผู้เขียนชื่นชมขนาดต้องติดตามผลงานแบบห้ามพลาด แม้จะเคยดูหนังของเขาทั้ง สยิว(2546) และเฉิ่ม(2548) ทั้งมองเห็นจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาโดยเฉพาะบทหนังที่มีมิติทางสังคมแบบที่หาได้ยากในหนังไทย แต่หนังทั้ง 2 เรื่อง มีส่วนที่ขาดและเกินจนภาพรวมยังไม่ถึงขั้นโดนใจ

กระทั่ง “กอด” หนังเรื่องล่าสุดนี่เองที่คงเดชทำได้ค่อนข้างลงตัวกว่าทุกครั้ง หนังดูสนุก มีเนื้อหาที่ดี ลึกและซึ้ง เต็มไปด้วยองค์ประกอบและสัญลักษณ์ให้เก็บงำตีความ ขณะเดียวกัน มิติทางสังคมก็ยังเป็นส่วนที่เด่นออกมาโดยไม่ทำให้หนังเสียอรรถรสในแง่ความบันเทิง

อย่างไรก็ตาม หากใครหวังจะได้ดูหนังรักโรแมนติคอย่างที่ภาพบนใบปิดหรือหนังตัวอย่างพยายามนำเสนอคงไม่ปลื้มกับหนังนัก เหมือนกับเรื่อง “เฉิ่ม” ที่เคยทำให้คนอยากดูหม่ำตลกต้องผิดหวัง

หนังเริ่มต้นด้วยการเสียชีวิตของลุงทวี เจ้าของร้านตัดเสื้อ ก่อนจะเล่าย้อนไปถึงขวาน(เกียรติกมล ล่าทา) ชายหนุ่มชาวลำปางผู้มีแขนซ้าย 2 แขน เขาอาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านริมทางรถไฟที่เคยเป็นร้านขายผัดไทย แต่ต้องเลิกร้างไปหลังจากแม่เสียชีวิต

แม่ผู้เคยพร่ำบอกเสมอว่าเขาเป็นคนพิเศษ ไม่ธรรมดาเหมือนคนทั่วไป

กระนั้น การมีส่วนเกินอันแปลกประหลาดทำให้ขวานเป็นจุดสนใจที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจของชาวบ้าน เป็นพนักงานคัดแยะจดหมายที่ถูกเพื่อนร่วมงานคอยจ้องมอง ก่อนหน้านี้เขาถูกแฟนสาวดาวโรงเรียนซึ่งคบหากันมานานบอกเลิก และเธอกำลังจะเข้าพิธีหมั้นกับคนรักใหม่ ส่วนผู้หญิงหน้าตาขี้ริ้วที่เขากำลังคบหาอยู่ก็ด่าว่าเขาเป็นตัวประหลาดและทิ้งเขาไป

เมื่อลุงทวีผู้เป็นช่างตัดเสื้อแบบพิเศษให้ขวานตั้งแต่เด็กเสียชีวิต ขวานจึงคิดได้ว่าเขาต้องตัดแขนที่เกินออก เพราะไม่อย่างนั้นต่อไปจะไม่มีเสื้อใส่

ขวานตัดสินใจลาออกจากงาน ขายรถคันเก่าของแม่ ออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯไปหาหมอที่เคยเสนอตัดแขนให้เขา

เขาจะได้กลายเป็นคนปกติ ไม่ใช่คนพิเศษมี 3 แขนอีกต่อไป

การเดินทางโดยติดรถบัสของหลอลี่ เพื่อนรุ่นน้องผู้ติดการพนันเต็มไปด้วยอุปสรรค ขวานถูกนักเลงบ่อนไล่ล่า ถูกชิงเงิน ถูกตำรวจจับ ถูกหลอลี่ปล่อยทิ้งไว้กลางทางหลังจากพาอ้อมไปถึงภาคอีสาน แต่ถึงกระนั้น การสวมบทฮีโร่ช่วยหญิงสาวถูกข่มขืนทำให้เขาได้รู้จักกับ นา (ศุภักษร ไชยมงคล) หญิงสาวผู้มีหน้าอกหน้าใจเด่นสะดุดตา ซึ่งกำลังไปตามหาสามีที่กรุงเทพฯ

จากจุดนี้เรื่องราวการเดินทางอันยากลำบากของชาย 3 แขน กับสาวทรงโตจึงเริ่มต้น พวกเขาพบ-พราก-ผูกพันกันตลอดระยะทางไกล แต่จะเป็นเช่นไรเมื่อถึงจุดหมายที่แต่ละคนตามหา

ตัวละครของคงเดชยังคงเป็นคนที่มีปมปัญหาเฉพาะตัว ไม่มีความสุขกับตัวเอง ติดยึดกับอะไรบางอย่าง ไล่ตั้งแต่เรื่อง “สยิว” กับตัวละครเต่า(พิมพาภรณ์ ลีนุตพงษ์) เด็กสาวผู้คิดว่าตนเองเป็นทอม พยายามเขียนเรื่องปลุกใจเสือป่าทั้งที่ตนเองไม่มีประสบการณ์ เรื่อง “เฉิ่ม” กับตัวละครสมบัติ (เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา) โชเฟอร์แท็กซี่กะดึกผู้หลงใหลบทเพลงสุนทราภรณ์ เขาหลงรักหมอนวดสาวแต่ก็คิดว่าตนต่ำต้อยเกินไป

ส่วนใน “กอด” ตัวละครขวานมีแขนที่สามเป็นปมปัญหา เขาไม่เคยกล้าออกจากหมู่บ้าน และรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่กับคนที่มองเขาเป็นคนพิเศษ เมื่อคนเหล่านี้จากไปขวานจึงต้องจัดการกับแขนที่เป็นปัญหา โดยไม่ได้ตระหนักว่าเขาไม่อาจหาความรู้สึกปลอดภัยได้เพียงแค่ตัดอะไรทิ้งไปจากชีวิต

การได้พบกับนา หญิงสาวขี้เหงาซึ่งสามีหนีไปอยู่กรุงเทพฯ และมักจะถูกผู้ชายลวนลามจากขนาดของหน้าอกที่ดึงดูด จึงเหมือนคนสองคนที่มีหัวอกเดียวกันมาพบกัน คนหนึ่งขาดคนรัก อีกคนคนรักหาย คนหนึ่งถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด อีกคนเป็นวัตถุทางเพศในสายตาคนอื่น แต่เขาและเธอกลับต่างยอมรับในสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น

มองข้ามแขนที่เกิน มองผ่านขนาดของหน้าอก เพื่อที่จะ “เห็นใจ” กันและกัน

การเดินทางที่เริ่มต้นจากการเสียชีวิตของลุงทวีจนเป็นเหตุผลให้ตัวเองว่าถ้าไม่ตัดแขนจะไม่มีเสื้อใส่ อาจจะเป็นเหตุผลแปลกแปร่งน่าขันอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับขวาน...การไม่มีเสื้อใช่เพียงหมายถึงเสื้อแบบพิเศษที่ลุงเป็นคนตัดให้เขามาตลอด แต่เสื้อมีนัยยะถึงการห่อหุ้ม ห่มคลุม คุ้มครอง ปกป้อง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้ขวานรู้สึกปลอดภัย-อุ่นใจ ซึ่งหากขาดไปแล้วชีวิตอันเปราะบางคงไม่อาจดำรงอยู่ต่อไป

ขวานเข้าใจเช่นนั้น ทั้งที่มีข้อความ “โปรดถือด้วยความระมัดระวัง” หรือ “Handle with care” สะกิดเตือนตั้งแต่เขาตัดสินใจตัดแขน ไม่ว่าจะเป็นกล่องสัมภาระ ลังน้ำแข็ง หรือโหลแก้วบรรจุส่วนเกิน

ว่าการจะประคับประคองชีวิตให้ได้นั้น สำคัญคือตนเอง

ทั้งกล่องสัมภาระ ลังน้ำแข็ง และโหลแก้วซึ่งอยู่ในมือขวานจึงล้วนแตกพัง เช่นเดียวกับตัวเขาซึ่งกว่าจะคิดได้ก็ต่อเมื่อปล่อยให้บางส่วนของชีวิตต้องสูญเสียไป

*นี่คือแก่นสารหลักที่หนังมอบให้และบอกแก่ผู้ชมค่อนข้างตรงและชัดเจนผ่านภาพ บทสนทนา และบทบรรยาย

แก่นสารรองลงมาซึ่งเกี่ยวเนื่องกันคือความไม่สมบูรณ์แบบของคน รวมถึงการประเมินค่าและยอมรับในสิ่งที่ตนเองหรือคนอื่นเป็น เช่น บทสนทนาระหว่างขวานกับนาเรื่องต้นไม้ที่อยากมีใบสีทองกับต้นไม้เล็กที่อยากใหญ่ ตัวละครตำรวจซึ่งมีปานดำที่ก้น หัวหน้านักเลงคุมบ่อนตัวเล็กแกร็น ขณะที่หมอซึ่งอยากตัดแขนคนอื่นกลับมีชื่ออวดโอ่ว่า หมอสมบูรณ์ ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า

นอกจากบทหนังที่ดีแล้ว การถ่ายภาพและดนตรีประกอบคือส่วนที่โดดเด่นเช่นกัน อีกจุดหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการแสดงอันยอดเยี่ยมของตุ้ย-เกียรติกมลในบทขวาน ตัวละครซึ่งมีหลายมิติอารมณ์ในคนเดียวกันทั้งความดื้อรั้น มุ่งมั่น อ่อนโยน ความเศร้า ความกล้า ความกลัว กระทั่งไม่รู้สึกถึงภาพว่าเขาเคยเป็น “นักล่าฝัน” จากเวทีอะเคเดมี่ แฟนเทเชีย ขณะที่กระแต-ศุภักษรก็แสดงได้น่ารักเป็นธรรมชาติ ความดีความชอบส่วนหนึ่งคงต้องยกให้ผู้กำกับฯคงเดชซึ่งแสดงความสามารถในการกำกับฯนักแสดงได้ดีมาตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก

ทั้งหมดที่เขียนมานี้คือมุมมองต่อหนังเรื่อง “กอด” แบบธรรมดา

ยังมีมุมมองแบบ “พิเศษ” ว่าด้วยประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม หรือแม้แต่การเมืองด้วย



(2)

คำสำคัญในการเข้าถึงหนังเรื่องนี้ในอีกมุมมองหนึ่งไม่ใช่คำว่า “กอด” ซึ่งเป็นชื่อหนัง แต่เป็นคำว่า “ขวาน” ชื่อของตัวละครเอก

ขวานผู้มี 3 แขน ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองเป็น และอยากตัดทิ้งสิ่งที่คิดว่าเป็นส่วนเกิน รวมถึงอยากได้ใคร่มี-ใคร่เป็นแบบคนอื่น

หากแทนค่าคำว่า “ขวาน” ในบรรทัดข้างบนเสียใหม่ด้วยคำว่า “ขวานทอง” จะเห็นภาพชัดเจนทันที

ว่าผู้ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองเป็น และอยากตัดทิ้งสิ่งที่คิดว่าเป็นส่วนเกิน รวมถึงอยากได้ใคร่มี-ใคร่เป็นแบบคนอื่นก็คือ “ไทย” ไม่ว่าจะด้วยความหมายเชิงกว้างของสังคม หรือหมายถึงผู้คนแห่งไทยแลนด์แดนขวานทองแห่งนี้ (สังเกตว่าขวานมีบ้านอยู่ริมทางรถไฟและมีอาชีพคัดแยกจดหมาย ซึ่งเป็นการคมนาคมและการสื่อสารที่เชื่อมโยงผู้คนทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ฉากหลังระหว่างการเดินทางของเขาต้องมีเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือปรากฏเสมอ)

เรื่องราวรายทางในหนังจึงล้วนแต่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว ไล่ตั้งแต่ขวานซึ่งแม่ของเขามีอาชีพขายผัดไทย แต่เมื่อเดินทางไปตัดแขนเขากลับบอกว่าเบื่อผัดไทย แล้วหันไปสั่งสเต๊ก

หมอใหญ่ที่ดูแลการตัดแขนให้ขวานเป็นฝรั่ง

หนึ่งในสาเหตุที่ขวานอยากตัดแขนเพราะแฟนเก่าไม่ต้องการรสสุขจากแขนที่สามของขวานอีกแล้ว โดยเธอหันไปใช้บริการเครื่องมือจากอิตาลี

ขวานถูกตำรวจจับพร้อมพวกลักลอบเข้าเมือง เขาจำเป็นต้องร้องเพลงชาติไทยเพื่อแสดงว่าไม่ใช่คนต่างด้าว (ซึ่งคนละความหมายกับการร้องเพลงชาติในฐานะคนไทย)

อาชีพของนาคือทำไร่ชาเขียว เธอคุยว่าหมู่บ้านของเธอทำจนรวยกันหมดเพราะตอนนี้คนไทยกินชาเขียวยิ่งกว่าน้ำ บริษัทญี่ปุ่นก็ทุ่มซื้อไม่อั้น

หลอลี่เพื่อนรุ่นน้องของขวานย้อมผมสีทองอย่างฝรั่ง

ชาวบ้านแทงพนันและส่งไปรษณียบัตรทายผลฟุตบอลโลกชิงรางวัล

ทั้งหมดนี้สรุปรวมกันได้ถึงบุคลิกนิสัยของคนไทยที่ชอบเห่อ-หลง-ไหลตามกระแส โดยไม่พอใจและไม่รู้จักเรียนรู้ทำความเข้าใจเรื่องของตนเอง

ระหว่างที่ตัวละครขวานซึ่งมีนัยยะถึง “ไทย” เดินทางไปตัดแขน หนังจึงใส่รายละเอียดรายทางอีกเช่นกันเพื่อแสดงให้เห็นทั้งความเป็นมา พื้นเพ รากเหง้า หรือสิ่งที่ฝังแน่นในวิถีชีวิต พร้อมกับสอดแทรกความเลวร้าย-ผลเสียของสิ่งที่มาจากภายนอก หรือสิ่งที่ถูกบิดเบือนเปลี่ยนแปรคุณค่าไปจากเดิม ดำเนินคู่ขนานไปสู่บทสรุปของขวานที่คิดได้ว่าเขาควรจะประคับประคองชีวิตตนเองให้ได้ ไม่ควรตัดส่วนหนึ่งส่วนใดทิ้งไป และพอใจในสิ่งที่ตนเองเป็น

เริ่มจากท้องไร่ท้องนาในภาคอีสานและครอบครัวชาวชนบทซึ่งขวานและนาไปขอพักอาศัยคืนหนึ่ง ฉากนี้แสดงถึงพื้นเพสังคมเกษตรกรรม ให้รู้สึกถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่าย สุขสงบ มีน้ำใจ ซึ่งเราคนไทยภาคภูมิใจมาช้านาน

แต่ความจริงอันน่ากลัวก็เปิดเผยเมื่อผัวเมียเจ้าของบ้านแทงพนันฟุตบอลโลก และคิดจะกำจัดขวานในฐานะที่เป็นตัวซวย น้ำใจแปรเป็นความโหดร้าย หนำซ้ำฉากนี้จบลงด้วยขวานถูกเพื่อนรุ่นน้องผมทองขโมยเงินเพื่อไปถอนทุนคืนที่บ่อน

ฉากลุงผู้เป็นยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์ใจดีให้ขวานกับนานอนค้างหลบฝนก็เช่นกัน เขาเตือนว่าอย่าทำอะไรไม่ดีไม่งาม ให้เคารพสถานที่ ทั้งยังดูลายมือให้ทั้งสองคน ลุงจึงเป็นเหมือนตัวแทนของผู้อาวุโสที่รู้จักตักเตือนว่ากล่าวผู้อ่อนเยาว์กว่า มีความเชื่อตามแบบคนโบราณ และแสดงถึงความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์-โชคชะตาพยากรณ์ของคนไทย

แต่ลุงใจดีกลับตบท้ายด้วยการให้เลขเด็ดและขอค่าทำบุญสะเดาะเคราะห์

เห็นได้ว่าคนต่างจังหวัดล้วนถูกมายาบางอย่างล่อลวง เหมือนที่หนังสื่อผ่านสามีของนาว่าเขาหนีมากรุงเทพฯเพราะอยากเป็น “นักมายากล”

องค์ประกอบของสถานที่ที่ขวานผ่านพบไม่ว่าจะเป็นวัด ป้ายโฆษณาที่เขียนว่า “ประเพณีบุญบั้งไฟ” ต้นไม้ที่มีพวงมาลัยคล้องเต็มไปหมด ก็ล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนทางวัฒนธรรมซึ่งถูกแปรเปลี่ยนคุณค่าความหมายไปจากอดีต

ใช่หรือไม่ว่า...ทุกวันนี้วัดบางแห่งกลายเป็นสถานที่ผลิตพุทธพาณิชย์ ประเพณีแปรเป็นการตลาด สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกลื่อนเมืองเพื่อให้คนขอหวย

*ฉากที่ขวานและนาเข้าไปหลบฝนในพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีข้าวของเครื่องใช้โบราณและภาพถ่ายชาวบ้านในอดีต ถูกใส่เข้ามาเพื่อแสดงประวัติความเป็นมาของไทย กระนั้น ความเป็นมาของไทยกลับถูกพรากเอาไป ดังเช่นข่าว “ฝรั่ง” ค้าโบราณวัตถุและเศียรพระในช่วงต้นเรื่องและตอนท้าย

เมื่อมองมายังตัวขวาน มีฉากย้อนอดีตถึงแม่และลุงทวีผู้เป็นคนสำคัญในชีวิตเพื่อแสดงถึงความเป็นมาและสิ่งที่ฝังแน่นในชีวิตของเขา

คือความเป็นมาที่ไม่มีใครจะพรากไปได้ นอกจากตัวขวานเองที่คิดพรากมันไปด้วยการตัดแขนอันเต็มไปด้วยความทรงจำมากมายเกี่ยวกับแม่และลุงทวี

คงเพราะอย่างนี้หนังจึงให้หมอที่เป็นคนตัดแขนให้ขวานเป็น “ฝรั่ง” คล้องจองกับผลไม้รูปร่างประหลาดที่ขวานกินจนท้องร่วงปางตายก็เป็น “ฝรั่ง” เช่นกัน กระทั่งห้วงคำนึงของคนใกล้ตายอย่างขวานมีแต่ใบหน้าของใครต่อใคร แต่กลับไม่มีใบหน้าของแม่

ทั้งฝรั่งค้าโบราณวัตถุ ฝรั่งตัดแขน ฝรั่งที่กินแล้วปางตาย ประกอบกับเรื่องราวรายทางที่ล้วนแต่แสดงถึงคุณค่าที่เปลี่ยนแปรจากเดิมไปในทางลบ ตัวละครขวานในหนังซึ่งมีนัยยะถึง “ไทย” จึงตาสว่างค้นพบว่าอะไรคือคุณค่าแท้จริงที่ตนเองต้องการ

อันที่จริง ผู้เขียนเชื่อว่า “ฝรั่ง” ที่ถูกให้ความหมายเชิงลบในหนังนั้น ผู้สร้างไม่ได้ตั้งใจเจาะจงไปที่เชื้อชาติ-สีผิว แต่เพราะความเป็นฝรั่งแสดงถึงความเป็น “คนนอก” หรือ “คนอื่น” ได้ชัดเจนที่สุด ประกอบกับความเหมาะเจาะลงตัวในการใช้สัญลักษณ์เพื่อสื่อความหมาย

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งคิดว่าจำเป็นต้องกล่าวถึง เนื่องจากหนังระบุช่วงเวลาฉากหลังไว้ชัดเจนว่าเกิดใน พ.ศ.2549 ช่วงปีดังกล่าวซึ่งสามารถนับเนื่องไปก่อนหน้านั้นสังคมไทยมีแรงกระเพื่อมสำคัญอยู่ 2-3 ประการ ประการแรกคือกระแสจตุคามรามเทพ สองคือหวยบนดิน และสุดท้ายเป็นการเมืองยุคพรรคไทยรักไทยและความวุ่นวายทางการเมือง-การเลือกตั้งในปี 2549

ในส่วนของกระแสจตุคามรามเทพ (ปี 2549 เป็นปีที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชเสียชีวิต มีข่าวเรื่องปาฏิหาริย์และจตุคามฯรายวัน) นอกจากหนังสะท้อนออกมาในรูปความเชื่อความศรัทธาที่บิดเบี้ยวซึ่งกล่าวถึงข้างต้นแล้ว มีตัวละครอย่างน้อย 2 คนในหนังที่ห้อยจตุคามรามเทพแล้วมีความประพฤติน่าชิงชัง คนแรกเป็นเพื่อนของขวานที่มองขวานเป็นตัวตลก อีกคนเป็นหัวหน้านักเลงคุมบ่อน

สำหรับหวยบนดินซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์เสมอมาว่าเหมือนรัฐส่งเสริมให้คนไทยเล่นพนัน-เสี่ยงโชค หนังสะท้อนด้วยการพนันหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หวย บ่อน ไปจนถึงการพนันกันของชาวบ้านว่าขวานกล้าไปงานหมั้นของแฟนเก่าหรือเปล่า

ส่วนประเด็นการเมือง แขนที่สามสามารถตีความได้ถึงความขัดแย้งแบ่งแยกในสังคมเนื่องจากเรื่องทางการเมือง ต่างฝ่ายต่างคิดจะเอาชนะและห้ำหั่นอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างเป็นคนไทยเหมือนกัน

ภาพวาดซูเปอร์แมนที่กำธนบัตรอยู่ในมือบนรถบัสของหลอลี่ ซึ่งเขาโฆษณาว่าเป็นซูเปอร์แมน “สายเหนือ” นำพาความร่ำรวยมาให้ ชวนให้นึกถึงเจ้าของนโยบายประชานิยมผู้เป็นชาวเหนือ และสุดท้ายรถบัสคันนี้ก็ลงไปนอนนิ่งหัวทิ่มอยู่ข้างทาง

ฉากที่ขวานยืนโบกรถ รถคันแรกที่ไม่จอดรับเขาคือรถหาเสียงเลือกตั้ง ซ้ำต่อมารถหาเสียงอีกเช่นกันที่เกือบแล่นชนเด็ก

ลองแปลความหมายกันดูครับ...ผู้เขียนว่าเสียดสีการเมืองไทยได้แสบดีจริงๆ



Create Date : 17 เมษายน 2551
Last Update : 17 เมษายน 2551 11:14:37 น. 5 comments
Counter : 746 Pageviews.

 
ดูแล้วจับรายละเอียดได้ดีจังครับ แต่ผมคิดว่า เรื่องนี้ด้อยที่สุดในบรรดาหนังทั้งสามเรื่องของคงเดช บทอ่อนมากครับ ทั้งที่ตัวละครดูน่าสนใจ แต่ไม่ได้ใส่ใจกับเส้นทางของตัวละครเลย มาจากเชียงใหม่ อยู่ๆก็ให้ไปโผล่ที่อีสาน แล้ววกกลับมาแถวฝั่งตะวันตก (หรือออก) อีก เพื่อจะใส่มุกพม่าหลบเข้าเมือง แล้วก็ไม่เก็ท หนังพยายามจะเป็นโร้ดมูฟวี่ แต่ให้คู่พระนางเดินตามทุ่งกันไปแบบไร้เหตุผล แถมบทพูดต่าง ๆ นี่ก็ขัดเขินมากเลยครับ เอ่อ แล้วพิพิธพัณฑ์นี่ ดูข้างนอกเหมือนศาลากลางมากเลยนะครับ
อยากแนะนำให้ลองหาหนังโร้ดมูฟวี่ดี ๆ มาดูครับ ฝั่งญี่ปุ่น ก็จะมี คิคูจิโร่ ของ ทาเคชิ คิตะโน่ หรือ 19 ใหม่ๆหน่อยก็มี Transamerica, Broken Flower, Little Miss Sunshine, Your mama tambian (ไม่รู้สะกดถูกไหม) ของคัวรอน เก๋า ๆ หน่อยก็ Paris Texas
ของไทยตอนนี้ยังนึกไม่ออกเลยครับ ถ้านึกออกเมื่อไหร่จะมาบอก


โดย: Mayim วันที่: 17 เมษายน 2551 เวลา:14:17:58 น.  

 
โอ้ว น่าทึ่งเนอะ รายระเอียดยิบเลยฮะ
ยังไม่ได้ดูเลยครับ แต่ชอบกระเเตจังเลย


โดย: haro_haro วันที่: 17 เมษายน 2551 เวลา:15:18:20 น.  

 
ผลงานเขียนเยอะจริงๆ
ทึ่งเหมือนกัน


โดย: yawaiam IP: 118.172.165.210 วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:1:14:34 น.  

 
ดูแล้วรู้สึกอบอุ่น แต่เนื้อหาเข้าใจยาก


โดย: mila IP: 124.120.177.152 วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:12:07:14 น.  

 
ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ..



โดย: renton_renton วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:15:18:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แค่เพียงรู้สึกสุขใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




บทวิจารณ์ภาพยนตร์รางวัลกองทุน
ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ ปี 2549

..............................








พญาอินทรี




ศราทร @ wordpress
Group Blog
 
<<
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
17 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แค่เพียงรู้สึกสุขใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.