Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
27 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
The Diary

ผมหงุดหงิดงุ่นง่าน…นอนไม่หลับ หนังสือกองระเกะระกะบนพื้นห้องและบนเตียง ส่วนหนึ่งฉันอ่านหมดแล้ว อีกส่วนหนึ่ง...น่าเบื่อเกินกว่าจะหยิบมาอ่าน หนังสือวิชาการไม่อยู่ในอารมณ์ในห้วงเวลานี้

ผมเปิดไฟ เปิดทีวี กดรีโมทเปลี่ยนช่องไปเรื่อย...ไม่มีอะไรน่าสนใจ สมองล้าเกินกว่าจะเปิดคอมพิวเตอร์เขียนงานต่อ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว...

ผมค้นหนังสือ เอกสารในลังที่วางนิ่งสกปรกอยู่มุมห้อง ในนั้นเต็มไปด้วยอดีต หนังสือเก่าๆ ชีทสมัยเรียน เอกสารถ่ายซีร็อกที่น่าสนในหลายๆ เรื่อง มีหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยฉบับหนึ่ง สีซีดเก่าคร่ำคร่า ในนั้นมีบทความเกี่ยวกับละครเวทีที่ผมเคยทำ เขียนโดยนักศึกษาคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรากลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

ผมค้นหนังสือเก่าๆ แล้วพยายามคัดเลือกว่าเล่มไหนเหมาะในค่ำคืนนี้ สายตาค้นไปเจอสมุดทำมือเล่มหนึ่ง ปกสีเหลือนวล หน้าปกมีรูปหมาตัวหนึ่งแลบลิ้นห้อย วาดด้วยสีน้ำฝีแปรงลวกๆ ฝีมือผมเอง เข้าเล่มด้วยเชือกกล้วย สภาพยังดีด้วยการเคลือบปกพลาสติก มันเป็นสมุดทำมือที่หลงเหลือจากการทำขาย ตัดกระดาษเอง เจาะรูเอง ร้อยด้วยเชือกเอง วาดรูปหน้าปกเอง และเขียนคำคม ปรัชญาอะไรสักประโยคที่หลังสมุด

ในนั้นมีไดอารี่ของผมอยู่...วันเวลาบอกว่ามันเป็นปี 2545

มีหน้าหนึ่งเขียนไว้ว่า

“นี่คือความทรงจำที่พยายามปะติดปะต่อ เรียบเรียง ออกมาเป็นเรื่องราว แด่คนๆ นั้นที่ไม่รู้จัก แต่นึกถึง...บางห้วงอารมณ์”

มันเป็นเรื่องแต่ง ที่เขียนจากเหตุการณ์จริงเมื่อปีนั้น...เรื่องมีอยู่ว่า

"อยู่คนเดียว

--

ไม่เคยคิดว่าตัวเองชอบอยู่คนเดียว เพราะในชีวิตที่ผ่านมา ในแต่ละช่วงของวันเวลาล้วนมีผู้คนรอบๆ ข้างอยู่เสมอ และความเหงาก็ไม่เคยมาเยือนสักที บางคนบอกว่าความเหงาเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ร้ายกาจ มันจะคืบคลานเข้ามาบางช่วงเวลาของคนเราพร้อมๆ กับการลาลับไปของดวงอาทิตย์ แต่สำหรับตัวเองแล้ว ความเหงาคืออารมณ์อ่อนไหว เปราะบางและแสนจะโรแมนติก และมันก็มาพร้อมบางสิ่งที่พร้อมจะเติมแก่ชีวิตและหัวใจอยู่เสมอ
และไม่เคยกลัวที่จะเจอมัน
แล้วสุดท้ายชีวิตก็ต้องอยู่คนเดียว ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ออกจะสับสน และไม่แน่ใจในตัวเองเหมือนกัน เมื่ออยู่ดีๆ ก็ขอพ่อแม่ว่าจะออกมาอยู่คนเดียว ครั้งแรกที่ท่านทั้งสองได้ฟัง ก็คงนึกว่าลูกชายตัวเองมีปัญหาอะไรสักอย่าง เหมือนกับพ่อแม่อีกหลายๆ คน ที่พอลูกตัวเองอยู่ในช่วงวัยรุ่น เริ่มมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลง ความเป็นห่วงของพ่อแม่ก็เริ่มก่อตัว พร้อมกับพายุคำถามอีกมากมาย
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าลูก หรือว่าทะเลาะกับเพื่อน” คำถามแรกที่ออกจากปากแม่ด้วยน้ำเสียงห่วงใย และไม่อยากจะให้การตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลสำเร็จ จะบอกแม่ว่าอย่างไรดีนะ นั่นเป็นคำถามที่เพิ่งผุดขึ้นมาในใจ เพราก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้คิดคำตอบเผื่อเอาไว้ จะบอกท่านทั้งสองด้วยเหตุผลอะไร ถึงจะฟังดูเป็นเหตุเป็นผล และท่านก็ยินยอมพร้อมใจกับการตัดสินใจครั้งนี้
“ไม่มีอะไร เพียงแค่อยากอยู่คนเดียวจะได้มีเวลาอ่านหนังสือเงียบๆ”
นั่นเป็นคำตอบทีได้อย่างทันท่วงที ทั้งๆ ที่บางทีอาจจะฟังดูอ่อนด้อยในเหตุผลมากมาย แต่ก็พอเอาตัวรอดได้ แล้วคำถามต่างๆ ก็ประดังประเดเข้ามา ไม่ว่าจะอยู่ยังไง อยู่ที่ไหน ปลอดภัยหรือเปล่า มีเพื่อนไหม จะอยู่คนเดียวหรือลูก แต่สุดท้ายท่านทั้งสองก็ยินยอมอย่างกังวลใจ ด้วยเหตุผลที่ยืนยันตั้งแต่ต้น
“อยากมีเวลาอ่านหนังสือเงียบๆ คนเดียว”

คืนแรก
...

คืนแรกของการอยู่คนเดียว ช่างเป็นความรู้สึกที่ประหลาดสักหน่อย กลิ่นความความไม่คุ้นเคยทำให้ข่มตาหลับยากเหลือเกิน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนซึ่งก็เป็นเพียงแค่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ รู้สึกแปลกแยกขึ้นมาทันที เหมือนกับตัวเองเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวภายในห้องที่มีตู้เตียง โต๊ะอ่านหนังสือ ฯลฯ วางรายล้อมอยู่ ไม่รู้จัก ไม่คุ้นหน้า ไม่เคยทักทายพูดคุยกันมาก่อน พวกมันต่างจ้องมาที่สิ่งมีชีวิตตัวนี้พร้อมกับคำถามในใจว่า
“แกเป็นใคร มาจากไหน”
ด้วยนำเสียงที่ประกาศความเป็นเจ้าของในสถานที่ที่คนแปลกหน้าคนหนึ่งพลัดหลงเข้ามา
ไหนๆ ก็นอนไม่หลับแล้ว ก็เลยลุกขึ้นมาประกาศสงครามกับมันเลยดีกว่า ไฟสีส้มที่หัวเตียงส่องสว่างขึ้น อย่างน้อยการมีแสงสว่างในห้องนี้ ก็ช่วยให้เห็นตัวเองว่ามีตัวตนอยู่จริงในห้องมืดๆ ที่ยังไมได้ทำความรู้จักอย่างเป็นทางการ
ทำอะไรต่อไปดี...
ตอนนี้ตี 2 กับอีก 39 นาทีจะมีห้องไหนที่ตื่นขึ้นมาประกาศสงครามกับความมืดเหมือนกับก้องนี่หรือเปล่านะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็ประกาศสงครมากับความเงียบด้วยซะเลย ก่อนอื่นต้องคิดก่อนว่าจะเปิดทีวีหรือจะเปิดเสตอริโอดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ต้องการจะได้ยินเสียงพร้อมกับเห็นภาพ หรือว่าต้องการแค่ได้ยินเสียงเฉยๆ แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้ตอนนี้ทีวีมีอะไรให้ดูมั่ง ถ้าเป็นช่องธรรมดาก็คงเป็นรายการขายของ TV Innovation ต่างๆ ที่โฆษณาขายสินค้าคุณสมบัติมหัศจรรย์ทั้งหลาย
“โอ้! เกรซ หุ่นคุณดีมากเลย”
“มันใช้ง่ายจริงๆ ค่ะ จอห์น”
ประโยคฮิตของรายการพวกนี้จนกลายเป็น ‘มุก’ ที่ตลกเมืองไทยนำมาเล่นกัน ทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้เหลืออะไรบ้าง
1. CNN UBC ช่องข่าว 24 ชั่วโมงซึ่งตอนนี้สมองไม่ต้องการรับรู้ว่าบุชดำเนินนโยบายต่อผู้ก่อการร้ายที่ถูกแปะยี่ห้อว่าเป็นชาวมุสลิมอย่างไร
2. Star Movie / HBO / CineMax เปิดไปดูตอนนี้ 2 ช่องเป็นหนังสงคราม ซึ่ง
ตอนนี้เปิดไปช่องไหนก็เจอข่าวอิรักอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องดูหนังสงคราม ที่เหลือช่องสุดท้ายเป็นหนังอนาคต แต่ก็ต้องต่อสู้แย่งชิงอาณานิคมเหมือนกัน
ทำไมนะ...หนังสงคราม การฆ่ากัน ถึงได้รับความนิยมมากนัก ทั้งๆ ที่สงครามจริงๆ ที่เกิดขึ้น เราก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น หรือว่าจริงๆ แล้วเราอยากให้มีสงครามนั่นแหละ แต่เราไม่อยากให้มือของเราเปื้อนเลือดเท่านั้น
ทางเลือกสุดท้ายMTV/Channel V
สถานีช่องเพลงพร้อมด้วยมิวสิค วิดีโอ ที่เปิดตลอด 24 ชั่มโมงอีกเช่นกัน เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่สถานีเพลงธรรมดาซะแล้วตอนนี้ มันได้กลายเป็นวัฒนธรรมของคนกลุ่มหนึ่ง การได้ฟังเพลงพร้อมภาพประกอบมันอาจสนุกสนาน มีสีสัน แต่ ณ ตอนนี้ขอปิดสมองไม่ให้ถูกรุกล้ำโดยวัฒนธรรมใดๆ จะได้ไหม แต่ถึงอย่างไรก็ต้องประกาศสงครามกับความเงียบอยู่ดี
ว่าแล้วก็คิดถึงเสียงเพลงแจ๊ซเบาๆ กับน้ำเสียงเซ็กซี่ของ Remy Shand เสียงเพลงดังเบาๆ จากเครื่องเล่นที่มุมห้อง บางคนบอกว่าเพลงแจ๊ซเป็นเพลงของคนเหงา และโรแมนติก ไม่ว่าจะเป็นด้วยท่วงทำนองหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือาจจะเป็นเพราะมันถูกหยิบไปเปิดในฉากรัก ฉากเมคเลิฟ ฉากเศร้า ฉากโรแมนติก ของหนังฮอลลีวู้ดก็เป็นได้ แล้วเราก็คิดว่าเพลงแจ๊ซมันเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม คืนนี้เสียงของ Remy Shand กับดวงไฟสีส้มก็กลายนเป็นอาวุธยอดเยี่ยมในการประกาศสงครามไปซะแล้ว

เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น

...

คืนแรกผ่านไปด้วยดี ด้วยการพยายามทำความรู้จักกับโต๊ะ ตู้ เตียง ต่างๆ ด้วยเพลงแจ๊ซของ Remy Shand หวังว่าต่อไปคงจะได้รู้จักกันมากขึ้น จนถึงวันที่ห้องๆ นี้กับมนุษย์คนใหม่กลายเป็นคนคุ้นเคย ที่ผ่านเวลาของการอยู่ร่วมกันอย่างยาวนาน
เช้าวันใหม่กับการทำตัวเป็นนักสำรวจอย่างในสารคดี National Geographic เพียงแต่นั่นเป็นการสำรวจโลกธรรมชาติอันกว้างใหญ่และมหัศจรรย์ แต่นี่เป็นเพียงการทำความรู้จักกับโลกในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ไม่กี่ตางรางเมตร เพียงเพื่อจะประกาศอำนาจการครอบครองในฐานะมนุษย์ผู้มาอยู่ใหม่...ก็เท่านั้นเอง
ตอนนี้โลกห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ อันนี้กำลังจะถุกรื้อและสร้างใหม่เพื่อให้เข้ากับตัวตนของผู้มาอยู่ ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างจะถูกออกแบบและเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ ภายใต้คสามคิดและกำลังเท่าที่มี
หนังสือถูกแกะออกจากลัง วางกระจัดกระจายอยู่กลางห้องระคนไปด้วยสิ่งของส่วนตัวชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ปะปนอยู่ด้วยกัน ดูเผินๆ แล้วเหมือนกองขยะกองหนึ่งแต่สักพัก เมื่อมันถูกจัดระเบียบ แยกแยะ และจัดหมวดหมู่ มันก็จะมีตัวตนและพวกพ้องของมันขึ้นมา
เตียงถูกย้าย พร้อมๆ กับตู้เสื้อผ้าให้สลับที่กัน โต๊ะอ่านหนังสือถูกเนรเทศไปไว้ปลายเตียง หนังสือถูกเรียงกันไว้อย่างเป็นระเบียบ บนชั้นหนังสือที่วางอยู่ที่อยู่ถัดจากโต๊ะอ่านหนังสือ เสื้อผ้าที่กองอยู่บนเตียงก็ถูกพับเก็บไว้ในตู้อย่างเรียบร้อย อย่างที่มันควรจะเป็น และเมื่อทุกอย่างเข้าไปอยู่ในที่ของมันเรียบร้อย ก็ดูราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่เคยมีอยู่ก่อนแล้ว และอยู่มาเนิ่นนาน เสมือนเป็นเพื่อนของกันและกัน เข้ากันได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่ต้องใช้เวลาทำความรู้จักกันอย่างมากมาย หรือผ่านเพลงแจ๊ซอย่างผมในค่ำคืนก่อน
ยังไม่ทันที่ตัวเองจะแปลงกายให้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของห้องนี้ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
คงไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากพ่อและแม่ ที่เพิ่งจากมาแค่คืนเดียวจากพื้นที่ของความเป็นครอบครัว ท่านควจะห่วงและกลัวว่าลูกตัวเองจะเป็นอย่างไร และคงกลัวพื้นที่ความเป็นครอบครัวของเราจะหายไป จึงได้ดั้นด้นถึงที่นี่เพื่อพยายามจะแชร์พื้นที่แห่งครอบครัวแห่งใหม่
“เดี๋ยว รอแป๊บนึง” เสียงตะโกนด้วยอารมณ์ฉุนนิดๆ พร้อมถีบตัวลุกขึ้นจากเตียงไปยังประตู
แต่เมื่อเปิดประตูออก ร่างที่ยืนอยู่หน้าประตูกลับไม่ใช่พ่อและแม่ กลับกลายเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายแปลกหน้าที่ไม่เคยเจอะเจอมาก่อน ผู้ชายวัยใกล้เคียงกัน รูปร่างสมส่วน ไม่สูงนัก ไม่อ้วนไม่ผอม ถ้าเป็นยุคสมัยนี้อาจเข้าขั้น ‘เตี้ย’ ได้ หน้าตาธรรมดาๆ ตาตี่นิดๆ ผิวเหลือง แต่คนอื่นๆ อาจบอกว่า ‘ขาว’ แต่ไม่มาก สวมแว่นตา เสื้อยืด กางเกงขาสั้นที่ไม่ใช่กางเกงนักกีฬา และ...ยืนเท้าเปล่า
สาบานได้ว่านี่ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่แฟนของเพื่อน และความจำก็ยังอยู่ดีพอจะจำได้ว่าไม่เคยเห็นหน้าของผู้ชายคนนี้มาก่อนในชีวิต
ไม่รู้ว่าด้วยความตกใจ หรืออะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนั้น สิ่งที่ทำได้ทั้งหมดคือ นิ่ง และจ้องหน้าเขาราวกับจะมองให้เห็นถึงโครงสร้างข้างใน ผิวหนัง กระดูกที่ห่อหุ้มใบหน้านั้นอยู่
“ขอโทษครับ ผมอยู่ห้องข้างๆ พอดีลืมกุญแจขออนุญาตเป็นทางผ่านปีนเข้าห้องหน่อยนะครับ”
สิ้นเสียงนั้น โดยที่ยังไม่รอคำอนุญาตก่อน เขาก็เดินผ่านไปที่ประตูระเบียง แล้วปีนข้ามไปยังห้องข้างๆ ในขณะที่เจ้าของห้องยังยืนอยู่ที่หน้าประตู
ในขณะที่เขาเดินผ่าน ช่างดูเหมือนว่าเขากลมกลืนและเข้ากัน เป็นส่วนหนึ่งของห้อง ได้มากกว่าคนแปลกหน้าอย่างผม และดูเหมือนว่า ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ ตู้ เตียง ต่างๆ ก็ไม่เป็นจะจ้องมองเขาอย่างคนแปลกหน้า หรือสิ่งแปลกปลอมเลยสักนิด ทำยังกะเขาเป็นเจ้าของห้องทั้งๆ ที่เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการทำความรู้จักกับพวกมัน...แต่เขาไม่ต้อง
หรือว่าอาจเป็นเพราะเขาอยู่ห้องข้างๆ ความสนิทสนม และความคุ้นเคยอาจมีมากกว่าผมก็เป็นได้ แต่สิ่งเหล่านั้นก็ยังไม่เท่ากับความรู้สึกที่เขาเดินผ่านเข้ามาในห้อง และเดินผ่านผมไป

....

เขาเป็นใคร"

มันจบเสียดื้อๆ ผมจำไม่ได้ว่า ผมเขียนไม่จบ หรือมันจบลงอย่างนี้ เขาคนนั้น...ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาเป็นเพื่อนข้างห้อง...ที่ไม่รู้จักกัน ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันสุดท้ายที่ผมย้ายออก...เราก็ยังไม่รู้จักกัน...แม้แต่ชื่อ

แต่ทุกค่ำคืน...เมื่อแสงไฟในห้องของผมส่องสว่าง แสงไฟห้องเขาพร้อมอยู่เป็นเพื่อน...ทุกค่ำคืน ผมไม่รู้ว่าเขาทำอะไร แต่การที่ทุกค่ำคืน ผมต้องอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ปั่นต้นฉบับส่งนิตยสาร เตรียมสอบ หรืออะไรก็แล้วแต่ แสงไฟห้องข้างๆ ไม่เคยดับ เหมือนทุกค่ำคืน มีเพื่อน...ที่ไม่เคยรู้จักกัน แม้จะเป็นเพียงแสงไฟที่ส่องสว่างกระทบผนังตึก ที่สามารถมองเห็นเป็นช่องสี่เหลี่ยมผ่านประตูระเบียงจากโต๊ะทำงานก็ตามที

มันคือเรื่องราวเรื่องหนึ่งในไดอารี่...เรื่องของคนๆ หนึ่งที่ไม่รู้จัก แต่อยู่ในความทรงจำ




You Really Got a Hold on Me - She & Him


Create Date : 27 มีนาคม 2552
Last Update : 27 มีนาคม 2552 19:56:09 น. 5 comments
Counter : 316 Pageviews.

 
เราก็เคยมีไดอารี่เก็บเอาไว้
เวลาจิตตกมากๆ อยากฆ่าตัวตาย ก็คิดว่า ต้องเผาทิ้งก่อน 55

ปัญหาคือ ตอนนี้นึกไม่ออกแฮะ
ว่าเอามันไปซ่อนไว้ที่ไหน


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 27 มีนาคม 2552 เวลา:21:40:22 น.  

 
จริงค่ะ แม้จะอยู่ลำพัง
แต่ความรู้สึกที่ว่ามีอีกคนหนึ่งตื่นอยู่พร้อมกับเรา
โดยที่ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกันก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นมากทีเดียว ^^


โดย: BeCoffee วันที่: 27 มีนาคม 2552 เวลา:21:44:10 น.  

 
--ไม่เคยคิดว่าตัวเองชอบอยู่คนเดียว
เพราะในชีวิตที่ผ่านมา ในแต่ละช่วงของวันเวลา
ล้วนมีผู้คนรอบๆ ข้างอยู่เสมอ --

เรากำลังคิดแบบนี้อยู่เมหือนกันนะเนี่ย

แต่อ่านเรื่องวันนี้แร่ะตะเองไม่ได้เหมือนอยู่คนเดียวหร่อก อย่างน้อยก็มีคนตาข้างห้องง่ะจริงมะ


โดย: ซซ วันที่: 29 มีนาคม 2552 เวลา:16:36:48 น.  

 
ความทรงจำ อาจจะลางเลือนไปตามกาลเวลา

แต่เมื่อมีอะไรมากระตุ้นก้อทำให้มันชัดเจนได้เหมือนกัน

ว่าไหมคะ


โดย: คนอ่อนไหวกับใจอ่อนหวาน วันที่: 1 เมษายน 2552 เวลา:0:14:36 น.  

 
...ผมเดินผ่านเข้าไปข้างในอย่างเร่งรีบ ทิ้งให้เจ้าของห้องยืนงงอยู่หน้าประตู...
...ผมอยากเอ่ยปากขอบคุณ แต่นึกขึ้นได้ว่าปกติเราก็ไม่เคยเจอหน้ากันอยู่แล้ว หรือพรุ่งนี้เขาอาจจะย้ายออกไปแล้วก็ได้ คำพูดฟุ่มเฟือยจึงดูเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น...

...ตัวเองคงเป็นเหมือนลมพี่พัดเข้าทางประตูและพัดออกสู่ระเบียง...รวดเร็ว เงียบงัน และไม่ทิ้งอะไรไว้ให้จดจำ.


โดย: yatiko วันที่: 2 เมษายน 2552 เวลา:17:23:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แอบชอบ คห. ข้างล่าง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ผู้ชายที่ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจัย 5 อย่าง หนัง เพลง หนังสือ กาแฟ และบุหรี่
Friends' blogs
[Add แอบชอบ คห. ข้างล่าง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.