Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2550
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
11 พฤษภาคม 2550
 
All Blogs
 
สายลมที่ไม่ยอมพัดหวน ...




เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น ผมเลยหยิบขึ้นมาดูว่าใครเป็นคนโทรเข้ามาหา ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอมือถือของผม เป็นชื่อของใครบางคนที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ว่าชื่อนี้มันแทบจะไม่เคยปรากฏบนเครื่องของผมมานานเกือบปีแล้ว

“ฮัลโหลสวัสดีครับ ... ฟ้าเหรอเป็นไงบ้างครับ?” ผมรีบรับสายและกล่าวทักทายก่อน

ฟ้า เป็นผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่งที่ผมเคยจีบ และในครั้งหนึ่งผมเฝ้าลุ่มหลงและคิดไปเองว่า เธอคนนี้คือผู้หญิงที่มีความสำคัญต่อชีวิตของผมอย่างที่สุด

“สวัสดีค่ะพี่กล่อง ... เลิกงานหรือยังคะ?”

“ยังเลยครับ เดี๋ยวห้าโมงเย็นพี่ถึงจะเลิกงานนะ ตอนนี้ฟ้าอยู่ที่ไหนเหรอครับ?” ผมพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย โดยไม่พยายามที่จะบ่งบอกความรู้สึกต่าง ๆ ที่มีหลงเหลืออยู่ในใจให้ผ่านเข้าไปในน้ำเสียง

“ฟ้ามาทำธุระแถวสีลมค่ะ ว่าจะหาข้าวเย็นทานแถวนี้หน่อยค่ะ พี่กล่องมาทานข้าวเย็นด้วยกันไหมคะ?”

“ก็ได้ครับ จะไปทานที่ไหนดีล่ะ? แต่ว่าฟ้าต้องรอสักห้าโมงครึ่งพี่ถึงจะไปหาหนูได้นะครับ”

“งั้นห้าโมงครึ่งพี่กล่องมาหาฟ้าที่แม็คโดนัล ซีพีทาวเวอร์นะคะ เดี๋ยวหนูนั่งรออยู่ที่นี่นะคะ”

“ได้ครับ งั้นเดี๋ยวห้าโมงครึ่งพี่ไปหานะครับ”

ผมรีบกดวางสายเมื่อเสร็จสิ้นการสนทนา แต่ก็ยังไม่ละสายตาไปจากจอมือถือ ชื่อของเธอที่ปรากฏบนจอมือถือของผมตอนนี้หายไปแล้ว แต่ว่าความรู้สึกเก่า ๆ ที่ยังค้างคาอยู่ในใจของผมมันยังไม่ได้จางหายไปเหมือนกับชื่อของเธอเลย

ฟ้า หญิงสาวแสนสวยที่เมื่อ 2 ปีที่แล้วเธอยังเป็นบัณฑิตหมาด ๆ อยู่ เธอก้าวออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ และมาเริ่มทำงานที่กรุงเทพฯ หญิงสาวที่ผมจำได้ว่าทุกเย็นหลังเลิกงานผมจะต้องรีบไปรอพบเธอที่ออฟฟิตของเธอแถวสุขุมวิทเป็นประจำ เพียงแค่ขอให้ได้พบเจอเธอ แค่พบได้พูดคุยทักทายเพียงแค่ 2-3 ประโยค หรือเพียงได้นั่งรถไฟฟ้าไปส่งเธอที่ดอนโดฯ แค่นั้นผมก็ดีใจจนกลับบ้านนอนได้ จะมีก็แต่เพียงบางวันเท่านั้นที่เธอให้โอกาสผมได้ทานข้าวเย็นด้วยกัน แค่เดือนนึงประมาณ 1-2 ครั้งเท่านั้น เมื่อเทียบกับที่ผมเฝ้าไปรอพบเธอทุกวันที่เธอไปทำงาน เดือนนึงก็ประมาณ 20 หรือ 25 วันเอง

ความสุขและความทรงจำอันประทับใจของผม ในช่วงนั้นมันมีอยู่เพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้นเอง แต่ผมก็ไม่สามารถลืมมันได้ ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้วก็ตาม

ตัวเลขบอกเวลาของนาฬิกาดิจิตอล ที่อยู่ด้านล่างสุดของหน้าจอโปรแกรมวินโดว์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผมตอนนี้ ระบุว่าเป็นเวลา 17.01 ผมรีบทำการชัดดาวน์เพื่อปิดเครื่องและมุ่งหน้าออกจากออฟฟิตในทันที

วันนี้เป็นวันพฤหัส แต่ว่าเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของหลาย ๆ คน เพราะว่าในวันพรุ่งนี้คือวันศุกร์ที่ 13 เมษายน ที่เป็นวันสงกรานต์นั้นเอง เป็นเทศกาลหยุดยาวประจำปีของหลาย ๆ คน ซึ่งผู้คนจำนวนมากต่างก็คงเดินทางออกต่างจังหวัดและกลับบ้านกันหมดแล้ว

วันนี้ในท้องถนนค่อนข้างที่จะเงียบเหงาและโล่งมาก ปกติผมเดินจากตึกที่ทำงานของผมไปถึงตึกซีพีที่ถนนสีลมใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที แต่ว่าวันนี้ผมคงเดินแบบเร่งฝีเท้าเต็มที่ เพราะว่าตอนนี้เป็นเวลา 5 โมง 15 ผมก็เข้าไปถึงร้านแม็คโดนัลในตึกซีพีทาวเวอร์แล้ว

ปกติแล้วในทุกครั้งที่ผ่านมา เวลาที่ผมนัดกับเธอหรือเวลาที่ผมจะไปดักรอเจอเธอ ผมมักจะไปก่อนเวลาเสมอ สาเหตุก็เพราะว่าผมคงอยากที่เตรียมตัวให้พร้อม ให้ดูดีก่อนที่ผมจะได้มาเจอเธอ เพื่อที่ผมจะได้มีเวลาเข้าห้องน้ำเพื่อสำรวจเครื่องแต่งกายของตัวเอง หรือว่าล้างหน้าล้างคราบเหงื่อไคลที่อยู่บนใบหน้าผมออกไปได้หมด

ผมเหลือบดูเวลาในนาฬิกาข้อมือของผม ตอนนี้บ่งบอกเวลา 6 โมงเย็นแล้ว ผมตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อกดหาชื่อของเธอที่ได้โทรเข้ามาหาผมเป็นสายสุดท้าย

“ฟ้าเหรอ ... ตอนนี้หนูอยู่ที่ไหนแล้ว? พี่รออยู่ที่แม็คโดนัลแล้วนะครับ” ผมรีบพูดเข้าไปในสายทันทีที่อีกฝั่งรับสาย

“สักครู่นะคะพี่กล่อง อีกสักสิบห้านาทีนะคะ เดี๋ยวฟ้าไปถึงค่ะ” แล้วเธอก็วางสายไปในทันที แค่เพียงพูดกันคนละ 1 ประโยคเท่านั้นก็ทำให้ผมรับรู้ได้ว่า ผมคงต้องนั่งรอเธอที่นี้ต่ออีกประมาณ 15 นาทีเป็นอย่างน้อย

ผมเริ่มเหม่อมองออกไปภายนอกร้าน ผมเห็นผู้คนมากมายกำลังเดินกันขวักไขว่ ถึงแม้ว่าจะมีคนไม่เยอะเท่าวันอื่น ๆ ก็ตาม หลายคนเดินพูดคุยกันเป็นกลุ่ม หลายคนเดินคุยเคียงข้างกันเป็นคู่ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เดินเร็ว ๆ เพียงลำพังเพื่อไปยังจุดหมายเหล่านั้นที่เขาอยากจะไป

“ขอโทษนะคะพี่กล่อง พอดีฟ้าเจอคนรู้จักนะเลยแวะทักทายกัน พี่กล่องรอหนูนานไหมคะ?” ฟ้าพูดทักทายผมในทันทีที่มาถึง

“ไม่นานหรอกครับ แค่สักครู่เองนะ ว่าแต่วันนี้หนูอยากจะทานอะไรล่ะ?” ผมพูดพร้อมกับลุกขึ้น และเอื้อมมือไปจับที่สายถุงกระดาษของห้างสรรพสินค้าที่อยู่แถว ๆ นั้น ที่เธอกำลังถืออยู่

“พี่ช่วยถือนะครับ” ผมเอ่ยปากขึ้นเพื่อบอกแก่เธอ ซึ่งเธอก็ปล่อยมือจากถุงนั้นมาให้ผมถือในทันที

“เพื่อนหนูเค้าบอกว่าแถวสีลมมีร้านอาหารเปิดใหม่ เป็นร้านอาหารไทยสไตล์หรูค่ะ แต่หนูไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน”

“ถ้าอย่างนั้น เรานั่งรถแท็กซี่ไปทานที่สวนลุมไนท์กันไหมล่ะ?” ผมพูดขึ้นเพื่อเป็นการชักชวนเธอ

“ไม่เอาหรอก สวนลุมไนท์ไม่เห็นจะมีอะไรทานเลย ร้อนก็ร้อนนะ ... เดี๋ยวหนูโทรถามเพื่อนก่อนนะคะ” เธอตอบผม

ที่สวนลุมไนท์บาซาร์เมื่อ 2 ปีที่แล้วเป็นสถานที่แห่งแรกที่ผมกับเธอได้นัดเดทกัน ภาพแห่งความทรงจำที่มีความสุขยังคงประทับอยู่ในใจผมถึงขณะนี้ ผมเดินดูของช็อปปิ้งกับเธอในสวนลุมไนท์ฯ เราสองคนเดินจับมือเดินจูงมือกันไปโดยตลอด ร้านอาหารบรรยากาศดีที่ขายเบียร์เยอรมันแห่งหนึ่ง ที่อยู่ใจกลางของสวนลุมไนท์ฯเป็นร้านอาหารที่ผมกับเธอนั่งทานอาหารด้วยกันเป็นครั้งแรก ผมยังจำที่เธอบอกได้ว่า ร้านอาหารร้านนี้อาหารอร่อยและก็ราคาไม่แพง

“…อยู่ที่ถนนคอนแวนต์เหรอ? .... พี่กล่องคะไปที่ถนนคอนแวนต์ค่ะ …” เธอหันมาบอกผมและก็หันกลับไปคุยโทรศัพท์ต่อ

ผมได้แต่ชี้มือให้เธอเห็นว่าถนนคอนแวนต์ไปทางไหน และเดินนำไปเพื่อให้เธอเดินตาม เธอเดินตามผมห่าง ๆ ในขณะที่ผมต้องชะลอฝีเท้าเพื่อรอเธอโดยตลอด เธอเดินพูดโทรศัพท์มือถือไปตลอดทางจึงทำให้เธอเดินตามผมอย่างช้า ๆ หรือไม่ก็เธอคงไม่อยากให้ผมได้ยินบทสนทนาที่เธอกำลังพูดสายอยู่

“ร้านนั้นค่ะ” เธอเอื้อมมือมาสะกิดที่ไหล่ผม พร้อมกับชี้ให้ดูร้านอาหารที่อยู่ตรงหน้าห่างออกไปไม่ถึง 20 เมตร ผมจึงเดินมุ่งเดินตามไปยังร้านอาหารที่เป็นที่หมายด้านหน้า

“แค่นี้ก็นะ ... ถึงร้านแล้ว” เธอกดวางสายโทรศัพท์มือถือที่เธอเดินพูดสายมาตลอดตั้งแต่ออกจากตึกซีพี

“ร้านนี้ค่ะ เค้าบอกว่าอาหารไทยอร่อยมาก” เธอบอกผม ซึ่งผมได้เพียงแต่พยักหน้ารับ ผมเริ่มมีความสงสัยอยู่ในใจว่าเค้าคนนั้นที่บอกเธอคือใครกันแน่

ผมเดินพาเธอเข้าไปในร้านอาหาร พนักงานต้อนรับสุภาพสตรีในชุดไทยยกมือขึ้นบรรจงไหว้ทักทาย บรรยากาศในร้านแห่งนี้เป็นร้านอาหารไทยที่ถูกตกแต่งด้วยความเป็นไทยอย่างเต็มที ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นประดับที่เป็นรูปเทวดา และนางฟ้าองค์ต่าง ๆ ภาพวาดสไตล์ไทยโบราณ รวมทั้งข้าวของหลาย ๆ ชิ้นที่ประดับร้านที่ล้วนบ่งบอกถึงความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี

“ร้านเค้าตกแต่งดีนะคะ พี่กล่องเราไปนั่งตรงมุมโน้นกันดีกว่าค่ะ” เธอพูดขึ้นพร้อมกับชี้มือไปยังโต๊ะอาหารที่อยู่ในมุมสุดด้านในของร้าน ผมเดินนำไปในทันที พอเมื่อถึงโต๊ะอาหารผมรีบดึงเก้าอี้ออกมาให้เธอนั่ง ก่อนที่ผมจะเดินไปนั่งในที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ

“ วันนี้ทานอะไรกันดีคะ?” พนักงานสาวในชุดไทยที่เดินตามผมและเธอมาเอ่ยถามขึ้นพร้อมทั้งยื่นเมนูให้แก่เราทั้งสองคน

“ผมให้น้องผู้หญิงเป็นคนสั่งดีกว่าครับ” ผมยิ้มตอบพร้อมส่งเมนูกลับคืนให้แก่พนักงานสาว

“ มีอาหารอะไรอร่อย ๆ บ้างคะ พี่ช่วยแนะนำหน่อยสิคะ?” ฟ้าถามพนักงานสาวผู้นั้น

ในระหว่างที่ฟ้ากำลังสั่งอาหารอยู่นั้น เป็นจังหวะที่ผมได้โอกาสจ้องมองเธออย่างใกล้ ๆ อีกครั้ง หลังจากที่ผมไม่เคยได้มีโอกาสมองเธอใกล้ ๆ แบบนี้มานานกว่า 2 ปีแล้ว

ใบหน้าของเธอยังคงเปล่งปลั่งอยู่เหมือนเดิม ความสวยของเธอที่เคยทำให้ผมประทับเช่นใด ในวันนี้เธอก็ยังคงความสวยแบบนั้นอยู่เช่นเดิม น้ำเสียงและกริยาท่าทางที่เธอพูดคุย ยังคงมีเสน่ห์และประทับใจสำหรับผู้คนทั่วไปที่ได้พบห็นอยู่เช่นเดิม ซึ่งรวมทั้งตัวผมด้วย

“ที่หนูสั่งมา พี่กล่องทานได้นะคะ?” เธอถามผมพร้อมกับส่งเมนูส่งคืนให้แก่พนักงานสาว

“พี่ทานได้หมดล่ะครับ ตามสบายเลย” ผมคงได้แต่ตอบไปตามหน้าที่ โดยแทบจะไม่ได้รับรู้เลยว่าเธอสั่งอาหารอะไรไปบ้าง

“ขอน้ำส้มสดคั้นแก้วนึงค่ะ ... เออ ... พี่กล่องจะทานเบียร์ไหมคะ?” เธอถามผมอีกครั้ง

“ไม่ล่ะครับ พี่ขอน้ำเปล่าดีกว่า” ผมตอบเธอไป พร้อมกับส่งยิ้มให้ทั้งเธอและพนักงานสาว

ผมจำได้ว่า เธอเคยบอกไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่เราออกเดทกันครั้งแรก เธอบอกว่าเธอไม่ชอบผู้ชายที่ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นคนที่ทั้งดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จัด แต่ผมก็ไม่เคยให้เธอเห็นผมดื่มเหล้าและสูบบุหรี่เลยสักครั้งเดียว ซึ่งรวมถึงครั้งนี้ด้วย

“งานใหม่ของหนูเป็นไงบ้างครับ ช่วงนี้โอเคไหม?” ผมถามขึ้นเพื่อที่จะได้ไม่ทำให้บรรยากาศมันเงียบจนเกินไป

“งานของหนูก็เรื่อย ๆ ค่ะพี่ ไม่มีอะไรมากหรอก” เธอตอบผมโดยไม่ได้มองผมเลย สายตาของเธอกวาดทอดยาวไปยังของประดับต่าง ๆ ที่ตกแต่งร้านอยู่โดยรอบร้าน

ใบหน้าของเธอทางด้านข้าง ในภาพที่มีปอยผมเพียงเล็กน้อยตกลงมาปิดปังที่แก้มสีชมพูระเรื่อของเธอ ทำให้ผมเห็นนัยน์ตาที่โต คิ้วที่โก่งโค้ง รวมทั้งเรียวจมูกที่สวยโด่งของเธอ ริมฝีปากรูปกระจับสีทาไว้ด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อน ๆ ยังคงแลดูสวยงามเหมือนเดิม ผมมองดูมือข้างซ้ายที่เธอกำลังเท้าคางอยู่ ผมเห็นนิ้วมือที่เรียวงาม ที่ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้จับและได้สัมผัส แค่เพียงผมได้มองเห็นมือของเธอ ความรู้สึกที่บ่งบอกถึงความนุ่มนวลและบอบบางของมือเธอก็กลับเข้ามาอยู่ในใจของผมในทันที

แต่ว่าในวันนี้ผมคงไม่มีโอกาสได้รู้ว่า มือของเธอนั้น ยังคงนุ่มนวลและบอบบางอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า? ผมสังเกตเห็นแหวนสีเงินอยู่ที่นิ้วนางในมือข้างซ้ายของเธอ ความแวววาวของมันทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในใจ

เธอหันมามองหน้าผม เธอสังเกตเห็นผมที่กำลังเหม่อลอยจ้องเธออยู่ เธอจึงพูดขึ้นทำลายความเงียบในทันที

“เดี๋ยวหนูมานะคะ? หนูขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะค่ะ” เธอลุกขึ้นหยิบกระเป๋าถือของเธอ พร้อมทั้งเดินตรงไปยังห้องที่อยู่อีกมุมหนึ่งของร้านอาหาร ที่มีภาพรูปไม้แกะสลักเป็นรูปสุภาพสตรีในชุดไทยกำลังพนมมืออยู่ที่หน้าประตู

ผมจำได้ว่าเธอเป็นสาวสวยที่แต่งตัวได้เก่งมาก ชุดที่เธอใส่ในแต่ละครั้งที่ผมได้พบเจอนั้น สามารถทำให้ผู้คนต่าง ๆ รอบข้างที่ได้เห็นเธอรวมทั้งตัวผมด้วย จะต้องหันมามองจ้องเธออย่างประทับใจเกือบทุกครั้ง เธอชอบใส่เครื่องประดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแหวน ต่างหู สร้อยคอ ไม่เว้นแม้กระทั่งสร้อยข้อเท้า ผมเคยพาเธอไปซื้อเครื่องประดับประมาณ 2-3 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งนั้นทำให้ผมต้องหมดเงินไปเป็นจำนวนมากพอสมควร แต่ผมจำได้ว่าผมไม่เคยซื้อแหวนวงนั้นให้แก่เธอเลย

ผมจำได้ว่าหลังจากที่ผมคบกับเธอเกือบ 2 เดือนผมถึงได้ค้นพบกับความจริง ความจริงที่ทำให้ผมได้รู้ว่า ผู้หญิงที่สวยงามขนาดเธอคนนี้ เธอสูงส่งเกินกว่าที่จะมาคู่ควงกับผู้ชายธรรมดาอย่างเช่นตัวผม วันนั้นเป็นวันรับปริญญาของเธอ ผมบินไปที่เชียงใหม่ล่วงหน้าก่อนที่จะถึงวันรับปริญญาของเธอถึง 2 วัน แต่ผมได้เจอเธอก็แค่ตอนที่เธอออกมาจากห้องประชุมใหญ่ หลังจากที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว

ผมพยายามตามหาเธอ หลังจากที่ได้ยินเสียงจากไมโครโฟนที่แจ้งบอกให้บรรดาเครือญาติของบัณฑิตทราบว่า บัณฑิตได้ออกจากห้องประชุมแล้ว ผมสอบถามจากบรรดาบัณฑิตที่กำลังถ่ายรูปอยู่ในขณะนั้น ผมถามว่าเห็นหญิงสาวชื่อฟ้า คณะที่ใส่พู่ของชุดครุยสีขาวไหม? บัณฑิตหลายคนพยายามชี้ทางบอกผมจนกระทั่งผมได้พบเธอ

เมื่อผมได้พบกับเธอ ฟ้า บัณฑิตสาวที่กำลังยืนถือใบปริญญาบัตรอยู่ในขณะนั้น ทำให้ผมถึงกับตาสว่างเมื่อได้รู้ว่า เธอคือ ดาวของมหาลัย แห่งนี้นั้นเอง เธอกำลังยืนถ่ายรูปอยู่กับบัณฑิตหนุ่มจากต่างคณะประมาณ 10-12 คน บัณฑิตหนุ่มทั้งหมดยืนห้อมล้อมเพื่อถ่ายรูปคู่กับเธอ

ผมได้แต่ยืนยิ้มโบกมือเพื่อแสดงความยินดีให้แก่เธอ โดยผมต้องยืนอยู่หลังบรรดากลุ่มช่างภาพนับสิบคน ที่กำลังรุมถ่ายรูปบัณฑิตอยู่ในขณะนั้น ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่า ในตอนนั้นเธอมองเห็นผมหรือเปล่า

“อาหารมาพอดีเลยค่ะพี่กล่อง” เธอบอกผมในทันทีที่เธอเดินกลับมาถึงโต๊ะอาหาร พร้อมกับที่พนักงานเสิร์ฟยกอาหารมาเสิร์ฟให้พอดี

อาหารไทย 5 อย่างที่มีหน้าตาน่ารับประทาน ถูกจัดวางไว้อย่างสวยงามในชามลายเบญจรงค์ใบสวย อาหารทั้งหมดถูกนำมาวางไว้เบื้องหน้าของผมและเธอ

“หนูทานตามสบายเลยนะ พี่ทานขนมปังรองท้องมาจากออฟฟิตแล้ว เลยไม่ค่อยหิวสักเท่าไหร่หรอก” ผมบอกแก่เธอ

“ไม่เอาค่ะ หนูทานคนเดียวไม่อร่อย พี่กล่องต้องทานด้วยกันกับหนู พี่กล่องต้องทานเยอะ ๆ นะคะ จะได้อ้วน ๆ มากกว่านี้” เธอบอกผมด้วยน้ำเสียงแกมบังคับ ที่เธอเคยใช้ได้ผลเป็นประจำ รวมทั้งในครั้งนี้ด้วย

“ทานก็ได้ครับ แต่ว่าพี่ทานไม่เยอะนะ” ผมบอกเธอ พร้อมกับบรรจงตักข้าวสวยที่กำลังอุ่นไปด้วยไอของควันที่ร้อนกรุ่น ใส่ลงไปในจานข้าวของเธอ

ผมและเธอต่างก็ทานอาหารไป โดยที่ทั้งคู่ต่างก็เงยหน้ามาสบตากันเป็นระยะ ผมทานอาหารไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ เคี้ยวข้าวให้หมดไปทีละคำ โดยที่ไม่ได้เอ่ยปากเพื่อเริ่มต้นสนทนาต่อแต่อย่างใด

ไม่ใช่เพราะว่าผมประหม่าเหมือนกับครั้งแรกที่พบได้เดทกับเธอหรอก แต่ในครั้งนี้ผมกลับนั่งอยู่ในภวังค์มากกว่า ในใจของผมขณะนี้ ยังคงคิดขึ้นนึกภาพความประทับใจของเธอที่ยังอยู่ในความทรงจำของผมมาโดยตลอด จนกระทั่งเธอเริ่มต้นบทนสนทนาที่ได้ทำลายความเงียบ และพาผมออกจากภวังค์ของความคิดในขณะนั้น

“ พี่กล่องคะ พี่กล่องเจอพี่เอกบ้างไหมคะ พี่เอกสบายดีไหมคะ?” เธอถามขึ้นเพื่อกำหนดหัวข้อสนทนา

“พี่ไม่เจอไอ้เอกนานแล้วนะ ช่วงนี้พี่งานวุ่น ๆ เลยยังไม่ได้เจอเพื่อน ๆ เท่าไหร่ครับ?” ผมตอบเธอ ซึ่งคำตอบนั้นเป็นคำตอบที่ผมตั้งใจโกหกเธอเพื่อให้เธอสบายใจ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ผมเพิ่งนั่งกินเหล้ากับไอ้เอกและเพื่อน ๆ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี้เอง

ไอ้เอก เป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม ตอนนี้มันก็ยังเป็นเพื่อนสนิทของผมอยู่ ฟ้าเคยเป็นลูกน้องภายใต้บังคับบัญชาของไอ้เอก เมื่อตอนที่ฟ้าเพิ่งจบและเป็นพนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทที่ไอ้เอกทำงานอยู่ ไอ้เอกเป็นคนแนะนำให้ผมรู้จักกับเธอเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้ไปกินเหล้าสังสรรค์กับพวกเพื่อน ๆ ตอนที่ผมปลีกตัวเดินไปเข้าห้องน้ำกับไอ้เอกเพียงลำพังกันสองคน ไอ้เอกยังคงพูดกับผมด้วยประโยคเดิม ที่มันพูดกับผมมาเกือบจะตลอด 2 ปีที่ผ่านมานี้

“กูขอโทษมึงวะ ที่กูเป็นคนแนะนำให้มึงรู้จักฟ้า” เป็นประโยคคำพูดเดิมที่ไอ้เอกมักจะพูดกับผม ซึ่งผมก็ตอบมันไปในทุกครั้งที่มันพูดประโยคนี้ ผมบอกมันว่า “ไม่ใช่ความผิดของมึงหรอก กูเสือกไปชอบน้องเค้าเอง”

ไอ้เอกมันยังคงรู้สึกว่า มันเป็นคนผิดทุกครั้งที่มันเจอหน้าผม มันบอกกับผมว่ามันไม่คิดว่า ผมจะเสียใจมากมายถึงขนาดนั้น ในตอนที่ผมอกหักจากน้องฟ้า ซึ่งผมก็ได้ผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายนั้นมาเกือบ 2 ปีแล้ว

“เดี๋ยวทานอาหารเสร็จแล้ว หนูจะไปที่ไหนต่อเหรอครับ? จะรีบกลับคอนโดฯเลยหรือเปล่า?” ผมถามฟ้า เมื่อผมสังเกตเห็นว่าเธอใกล้จะทานอาหารเสร็จแล้ว

“ ไม่รู้ค่ะ วันนี้เงียบ ๆ ไม่มีอะไรทำ พี่สาวหนูก็ไม่อยู่ที่คอนโดฯคะ กลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปแล้ว เดี๋ยวหนูอาจจะแวะไปนั่งเล่นที่ห้องของเพื่อนก่อนดีกว่า” เธอตอบผม พร้อมกับบรรจงรวบช้อนส้อมเข้าหากัน

“งั้นพี่สั่งเค้าเก็บเงินก่อนนะครับ หนูจะได้ไปถึงไม่ดึกมาก” ผมพูดขึ้นพร้อมกับส่งสัญญาณให้พนักงานในร้านเช็คบิล

ตัวเลขในบิลใบเสร็จเรียกเก็บเงินค่าอาหารมื้อนี้ ไม่ได้ทำให้ผมตกใจเลย เพราะว่าผมทราบดีถึงราคาที่ค่อนข้างสูงของมัน และผมก็ได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านแล้ว ตัวเลขในบิลมันยังน้อยเมื่อเทียบกับตัวเลขของเงินในอดีตที่ผมเคยทุ่มให้แก่เธอ เพียงแต่ว่ามันคงทำให้เงินในกระเป๋าของผมในขณะนี้ร่อยหรอลงไปมากพอสมควร

“กลับรถไฟฟ้าบีทีเอสกันนะครับ รถจะได้ไม่ติด หนูจะได้ไปถึงไม่ดึกมาก” ผมบอกแก่เธอ เมื่อผมจ่ายเงินค่าอาหารเรียบร้อยแล้ว

“ได้ค่ะ” เธอตอบรับผมเพียงสั้น ๆ ก่อนที่จะเดินตามหลังผมออกมาจากร้าน พนักงานสุภาพสตรีในชุดไทยที่อยู่หน้าประตูร้านยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวลาผมและเธอด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

ทั้ง ๆ ที่ผมรู้ว่า เธอไม่ชอบนั่งรถสาธารณะไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือว่ารถแท็กซี่ก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นรถเมล์ยิ่งไม่มีทางที่เธอจะขึ้นเลย เธอมักจะอ้างว่า ไม่ค่อยจะรู้ทางจึงไม่อยากเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวเพราะกลัวว่าจะหลงทาง จึงเป็นโอกาสให้ชายหนุ่มหลาย ๆ คนที่มีรถยนต์ มักจะขออาสาทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถเพื่อไปรับไปส่งเธอเป็นประจำ ซึ่งเธอก็มักจะไม่ปฏิเสธความปรารถนาดีของชายหนุ่มเหล่านั้นเลย

แต่ในช่วงเวลานี้ผมคงทำได้แต่เพียงไปเป็นเพื่อนเธอ เพื่อไปส่งเธอกลับคอนโดฯ ด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสเพียงเท่านั้น

“ลงสถานีเอกมัยเหมือนเดิมใช่ไหมครับ?” ผมถามเธอเมื่อเราทั้งคู่เดินไปถึงสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสแล้ว

“หนูลงที่อ่อนนุชค่ะ เดี๋ยวหนูแวะไปนั่งเล่นที่ห้องเพื่อนก่อนดีกว่าค่ะ” เธอตอบ ผมเลยต้องกดปุ่มยกเลิกที่ตู้ซื้อตั๋วอัตโนมัติ ก่อนที่จะกดสถานีเป้าหมายใหม่เป็นสถานีอ่อนนุช

“เราแยกกันเลยก็ได้นะคะ เดี๋ยวหนูกลับไปเองได้ พี่กล่องจะได้กลับบ้านไปเลย” เธอบอกผม

“ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวพี่ไปส่งที่อ่อนนุชเลย วันนี้พี่ไม่รีบกลับบ้าน พรุ่งนี้เป็นวันหยุดสงกรานต์พี่กลับบ้านดึกหน่อยก็ไม่เป็นไรครับ” ผมบอกเธอเพื่อยืนยันว่าจะขอไปส่งเธอให้ถึงที่หมาย ในขณะที่เธอทำสีหน้างอน ๆ แบบไม่ค่อยจะพอใจเล็กน้อย

ผมจำไม่ได้ว่าเธอมีเพื่อนอยู่ที่อ่อนนุชด้วยเหรอ? แต่ว่าเกือบ 2 ปีมาแล้วที่ผมไม่ค่อยได้เจอและพูดคุยกับเธอ เธอคงมีเพื่อนใหม่ หรือใครสักคนที่พักอาศัยอยู่แถวนั้นมั้ง

บนรถไฟฟ้าบีทีเอสถึงแม้ว่าเราทั้งคู่จะได้นั่งเคียงข้างกัน แต่ว่าเราทั้งสองคนแทบจะไม่มีบทสนทนากันเลย เธอนั่งเช็คข้อความในโทรศัพท์มือถือของเธอ พร้อมทั้งหยิบสายชุดหูฟังออกมาจากกระเป๋า เพื่อเสียบสายฟังเพลงจากโทรศัพท์มือถือ ในขณะที่ผมพยายามหันหน้าแอบไปมองเธอตลอดเวลา เพื่อเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ของเธอไว้ในความทรงจำของผมให้ได้มากที่สุด

ผมสังเกตเห็นที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ ในขณะนี้มันปราศจากแหวนสีเงินสวมใส่อยู่ที่นิ้วของเธอแล้ว ผมไม่รู้ว่าเธอแอบถอดแหวนวงนั้นออกไปตอนไหน อาจจะเป็นตอนที่เธอขอตัวไปเข้าห้องน้ำตอนที่อยู่ในร้านอาหารมั้ง ซึ่งผมก็ได้แต่สงสัยว่าเธอถอดมันออกทำไม ผมมองดูริ้วมือสวยของเธอ พร้อมกับอดคิดในใจไม่ได้ว่า ตอนนี้มือของเธอยังคงนุ่มอยู่เหมือนเดิมหรือไม่?

เสียงพูดอัตโนมัติภายในรถไฟฟ้าบอกว่าสถานีข้างหน้าเป็นสถานีเอกมัย ซึ่งเป็นสถานีที่ผมเคยมาส่งเธอเป็นประจำ เป็นสถานีที่อยู่ปากซอยคอนโดฯ ที่พักของเธอที่เธอใช้บริการเป็นประจำ ผมเริ่มละสายตาที่มองเธอมามองบรรยากาศโดยรอบภายในตู้โดยสาร แต่ตัวเธอยังคงฟังเพลงและจ้องมองโทรศัพท์มือถือของเธออย่างไม่สนใจ เหมือนกับว่าสถานีนี่ไม่ใช่สถานีที่เธอเคยใช้บริการเป็นประจำ

“เธอกำลังจะไปหาใครกันแน่ เพื่อนสนิทของเธอคนไหนอยู่ที่สถานีนี้หว่า?” ผมได้แต่ตั้งคำถามให้กับตัวเองในใจ

จนกระทั่งรถไฟฟ้าวิ่งมาถึงสถานีปลายทางอ่อนนุช เธอถอดหูฟังออกและเก็บมือถือเข้าไว้ในกระเป๋าถือ เธอหันหน้ามายิ้มให้กับผมครั้งหนึ่ง แล้วเธอก็ลุกยืนเพื่อเตรียมตัวเดินออกจากตู้โดยสาร

ผมรีบลุกขึ้นเพื่อเดินตามเธอออกไปในทันที สถานีนี้มีผู้คนมากมายเนื่องจากเป็นสถานีปลายทาง เธอเดินออกไปปะปนกับผู้โดยสารคนอื่น ในขณะที่ผมยังติดแง่กอยู่กับยัยผู้หญิงอ้วนคนข้างหน้าของผม ที่กำลังถือข้าวของพะรุงพะรัง ผมพยายามเร่งฝีเท้าเพื่อเดินตามเธอให้ทัน ซึ่งผมเดินมาทันเธอ ก่อนที่จะถึงทางออกที่จะต้องสอดบัตรโดยสารคืนเพื่อเดินออกจากตัวสถานี

“พี่ส่งหนูแค่นี้ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูนั่งรถแท็กซี่ต่อไปเอง ไม่ไกลหรอกค่ะ นิดเดียวเอง” เธอบอกผม พร้อมกับพยายามมองหารถแท็กซี่ที่จอดรอรับอยู่บริเวณด้านล่าง ริมถนนเชิงบันไดสถานี

“เดี๋ยวพี่เดินไปส่งหนูขึ้นรถแท็กซี่ก็แล้วกันครับ” ผมบอกกับเธอ พร้อมกับพยายามเร่งฝีเท้าเพื่อเดินลงบันไดให้ทันเธอ

เธอเดินไปยังรถแท็กซี่คันหน้าสุดที่จอดอยู่เชิงบันไดพอดี เธอเดินไปเปิดประตูด้านหลังของรถแท็กซี่ พร้อมทั้งก้มตัวเข้าไปบอกทางรถแท็กซี่ ก่อนที่เธอจะหันกลับมาพูดกับผม

“ขอบคุณมากค่ะพี่กล่อง ที่เลี้ยงข้าวหนู หนูไปก่อนนะคะ แล้วเจอกัน” เธอรีบขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังของรถแท็กซี่ ผมเดินตามไปที่ประตูรถแท็กซี่ พร้อมทั้งยื่นถุงช็อปปิ้งคืนให้แก่เธอ

“แล้วไว้พี่โทรไปคุยด้วยนะครับ กลับบ้านดี ๆ นะครับ” ผมยิ้มบอกแก่เธอ พร้อมทั้งปิดประตูรถแท็กซี่ให้แก่เธอ

ผมยืนมองรถแท็กซี่คันที่เธอนั่งวิ่งออกไป ผมยืนรอจนรถแท็กซี่วิ่งลับตาไป ก่อนที่ผมจะหยิบซองบุหรี่ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของผมขึ้นมาจุดสูบ

ควันบุหรี่ที่ถูกพ่นออกมาจากปากของผม ลอยขึ้นไปสู่อากาศเบื้องต้นอย่างช้า ๆ นั้นคือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ในค่ำคืนของวันก่อนวันสงกรานต์นี้ ช่างเป็นวันที่มีอากาศร้อนอบอ้าวมาก ๆ จนแทบจะไม่มีลมพัดเลย

ผมยืนสูบบุหรี่อยู่เพียงลำพังสักพัก ก่อนที่ผมจะเดินไปดับบุหรี่ที่เชิงบันได แล้วเดินขึ้นบันไดเดิมกลับขึ้นไป เพื่อขึ้นรถไฟฟ้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการกลับบ้านเพียงลำพังของผม ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ผมเคยทำในอดีตในอดีตเมื่อ 2 ปีที่แล้วสักเท่าไหร่ จะต่างกันก็เพียงแต่ว่า สถานีนี้คือสถานีอ่อนนุช ไม่ใช่สถานีเอกมัยที่เป็นสถานีที่ผมเคยกลับเป็นประจำ หลังจากที่ผมได้ส่งเธอกลับคอนโดฯ เรียบร้อยแล้ว

ผมเดินไปถึงตู้ขายตั๋วอัตโนมัติอีกครั้ง เพื่อกดสถานีเป้าหมายที่เป็นบ้านของผมเอง ผมเดินขึ้นไปเพื่อเข้าไปยังตู้โดยสารที่จอดรออยู่อย่างเงียบเหงาเพียงลำพัง เวลาในตอนนี้อาจจะยังไม่ดึกมากนัก แต่ว่าในค่ำคืนวันนี้มีคนใช้บริการรถไฟฟ้าไม่มากนัก

บรรยากาศในตู้โดยสารของรถไฟฟ้าในตอนนี้ แทบจะไม่ต่างไปจากขบวนก่อนหน้านี้ที่ผมได้นั่งมากับเธอเลย จะต่างกันก็เพียงแค่ไม่มีผู้โดยสารเยอะมากเท่าขบวนที่แล้วก็เท่านั้นเอง

แต่นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกถึงความอ้างว้างได้ไม่น้อย

ผมจำได้ว่าผมไม่เคยบอกเลิกกับเธอ แล้วเธอก็ไม่เคยบอกเลิกกับผม เราทั้ง 2 คนต่างก็เงียบหายกันไปเอง โดยเหมือนว่าต่างคนต่างรู้กันดี ไม่เคยมีใครพูดบอกเลิกกับใคร เพราะเธอเองก็คงคิดว่าผมไม่ใช่แฟนของเธอในขณะนั้น แต่ในทางกลับกัน ผมกลับเศร้าอยู่เพียงคนเดียว อยู่ในสภาพที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “อกหัก”

วันสุดท้ายก่อนหน้านี้ที่ผมได้พบกับเธอ วันนั้นเป็นวันที่ผมไปรับเธอที่หน้าคอนโดฯของเธอ เราสองคนเดินจูงมือกันมาขึ้นรถไฟฟ้า เพื่อที่จะพาเธอไปสยามฯ วันนั้นเธอบอกผมว่าเธอจะไปดูหนังที่สยามฯ ซึ่งทำให้ผมรีบกระตือรือร้นที่จะมารับเธอ

แต่วันนั้นเธอไม่ได้เอ่ยปากบอกกับผมเลยว่า เธอจะดูหนังกับผม เธอเดินจูงมือผมไปถึงหน้าโรงหนัง เพื่อเดินไปพบกับใครบางคน คนที่ผมจำได้ว่าผมเคยเจอในงานวันรับปริญญาของเธอ ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาในชุดบัณฑิตเหมือนกับเธอ ต่างกับเธอก็เพียงแค่สีของพู่บนชุดครุยรับปริญญาที่ไม่ใช่สีเดียวกับของเธอ

ผมจำประโยคเดียวที่เธอพูดในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี มันเป็นประโยคเดียวที่ยังคงฝังลึกอยู่ในใจของผมมาจนถึงทุกวันนี้

“นี่แฟนของหนูค่ะพี่กล่อง”

เธอพูดขึ้นในขณะที่เธอยืนอยู่ตรงกลางระหว่างผม กับชายหนุ่มคนนั้น ก่อนที่เธอจะเดินจากไปกับเขา โดยปล่อยทิ้งให้ผมยืนโง่อยู่บริเวณหน้าโรงหนังตรงนั้นเพียงคนเดียว

ซึ่งผู้ชายโง่ ๆ อย่างผม ก็ยืนตะลึงอยู่ในความมึนงงซึ่งเกิดขึ้นในขณะนั้น ผมยืนอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง โดยที่ตัวผมเองไม่สามารถที่จะก้าวขาเดินไปไหนได้ ตอนนั้นผมคงไม่มีสติที่จะคิดอะไรออกได้ สมองของผมไม่สามารถสั่งการให้ขาของผมก้าวออกไปไหนได้ ผมเพียงได้แต่ยืนอยู่อย่างนั้น อาจจะต้องรอนกเอี้ยงบางตัวมาเกาะที่หัวไหล่ของผมมั้ง ผมถึงจะสามารถค้นพบตัวเองได้

ผมสะดุ้งกับเสียงพูดอัตโนมัติภายในรถไฟฟ้า ที่ทำให้ผมต้องละความทรงจำดังกล่าว ออกจากความคิดของผมในขณะนั้นโดยทันที

“สถานีต่อไป สะพานควาย เน็กสเตชั่น สะพานควาย”

ทำให้ผมต้องรีบกวาดสายตามองบรรยากาศโดยรอบภายในตู้โดยสารอีกครั้ง ผมเหลือบขึ้นไปเห็นจอทีวีที่อยู่ข้างบน ตรงขอบเพดานเหนือที่นั่งฝั่งตรงข้าม ภาพในจอทีวีในขณะนี้เป็นภาพของเพลงมิวสิควีดีโอ ประกอบภาพยนต์เรื่องแฝด ที่มาช่าเป็นคนร้อง ภาพของมาช่าในจอทีวี พร้อมกับเนื้อร้องของเพลงนั้นทำให้ผมต้องมองและฟังอย่างสนใจ

“เธอคือส่วนหนึ่งของฉัน ... เป็นความฝันส่วนหนึ่งของฉัน ... มีกันและกันไม่ว่าจะนานเท่าไร ... เธอเป็นชีวิตส่วนหนึ่งของฉัน ... ไม่มีวันที่ฉันจะทอดทิ้งเธอไป ... ไม่มีวันไหนที่เราจะพรากจากกัน ...”

ผมไม่รู้ว่าเพลงนี้ชื่อว่าเพลงอะไร แต่ว่าเนื้อร้องของเพลงนี้กลับทำให้ผมรู้สึกเศร้ามากขึ้นไปอีก ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงพูดอัตโนมัติภายในรถไฟฟ้าอีกครั้ง

“สะพานควาย”

ที่นี่เป็นสถานีที่ผมต้องลง นี่เป็นสถานีเป้าหมายของผม บ้านของผมอยู่ห่างจากสถานีนี้ไปไม่ไกลนัก ซึ่งผมใช้บริการที่สถานีนี้เพื่อเดินทางไปกลับเป็นประจำเกือบทุกวัน

ผมรีบลุกขึ้นยืน พร้อมกับเดินออกมาจากตู้โดยสารเมื่อรถไฟฟ้าจอดสนิท สายลมเย็น ๆ เพียงวูบนึง พัดผ่านตัวของผมไปในทันทีที่รถไฟฟ้าวิ่งออกจากสถานี มันเป็นเพียงสายลมเย็น ๆ เพียงวูบเดียวเท่านั้นในค่ำคืนของวันที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้ สายลมที่พัดผ่านตัวของผมไป โดยที่ไม่พัดหวนกลับมาอีกเลย

ผมได้แต่เดินก้มหน้าออกจากสถานีเพียงลำพัง เพื่อเดินกลับบ้านเหมือนเช่นเคยทำเป็นประจำทุกวัน

จบ


๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ปล. เรื่องนี้แต่งขึ้นจากเสี้ยวส่วนลึกของความทรงจำ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจ จนยากที่จะลืมได้ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้




Create Date : 11 พฤษภาคม 2550
Last Update : 11 พฤษภาคม 2550 15:47:30 น. 50 comments
Counter : 511 Pageviews.

 

๙๙๙ เจิม ๙๙๙



โดย: pataramin วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:01:00 น.  

 
วันนี้อัพ 2 ครั้งครับ เนื่องจากบล็อคเมื่อเช้าติดปัญหาทางเทคนิคนิดหน่อย (แก้ไม่เป็นนะ ... โง่มากเรื่องคอมพิวเตอร์ ... อิอิ)

แต่ไม่กล้าลบบล็อคเมื่อเช้าทิ้ง เพราะว่าเกรงใจคนที่เข้ามาอ่านแล้วทิ้งคอมเม้นท์ไว้ ไม่อยากลบคอมเม้นท์ของเขานะครับ

แต่สาเหตุที่อัพบล็อคใหม่ก็เพราะว่า ยังอยากได้ความคิดเห็นของเพื่อน ๆ นะครับ ผมอยากรู้ว่าพอผมแต่งเรื่องสไตล์นี้แล้วเป็นไงบ้าง? พอใช้ได้ไหม? เพราะว่าที่ผ่านมาผมจะเน้นเขียนแต่เรื่องตลกเป็นส่วนใหญ่

เรื่องนี้ผมใช้เวลาแต่ง พิมพ์ ตรวจทาน แก้ไข ปรับปรุง เพิ่มเติม ฯลฯ เกือบ 2 สัปดาห์เลยนะครับ

เพื่อน ๆ อ่านแล้ว มีความคิดเห็นว่ายังไง? ช่วยคอมเม้นท์ วิจารณ์ ต่อว่า เสนอแนะ ทิ้งไว้ด้วยนะครับ

ขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่คอมเม้นท์ไว้นะครับ แล้วผมจะตามกลับไปเยี่ยมท่านที่บล็อคนะครับ

อิอิ


โดย: อาคุงกล่อง (อาคุงกล่อง ) วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:08:18 น.  

 
เจิมก่อนเดี๋ยวอ่านต่อ


โดย: หนูนีล (นางน่อยน้อย ) วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:35:58 น.  

 
อัพใหม่อีกเรื่องรับฝนตกค่ะ กลับบ้านไม่ได้


โดย: pataramin วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:47:32 น.  

 


เนื้อเรื่อง === บีบคั้นอารมณ์ค่ะ สงสาร (พระเอก)

การเขียน === สำหรับหนูถือว่าอยู่ในขั้นดี เพราะสามารถทำให้คนอ่านมีจินตนาการออกว่าสถานการณ์เป็นแบบไหน
(อ่านแล้วเจ็บปวดตาม ฮือ ๆ ) การบรรยายดีมากเลยค่ะเพราะเหมือนว่าหนูไปนั่งทานข้าวอยู่โต๊ะข้าง ๆ พี่เลยประมาณนั้น (เห็นเหตุการณ์หม๊ด)


โดย: หนูนีล (นางน่อยน้อย ) วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:47:37 น.  

 
แวะมาอ่านแล้วจ้า..สงสารสะพานควาย...เอ้ย..อาคุงกล่องน๊า..อิอิ

ความหลังฝังใจอีกละซิ..อิอิ


โดย: จิชฎา วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:57:19 น.  

 
วันนี้บ๊อกของปาต้ากะนายกล่องผลัดกันเจ๊ง เม้นท์หลุดเม้นท์ร่วงหลายรอบเลย

นกเอี้ยงเซ็ง ไม่เกาะแล้วฟุ้ย


โดย: เป๋อน้อย วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:17:11:40 น.  

 
แหม... น่าจ๋งจ๋านคนลืมอดีตไม่ได้อ่ะค่ะคุณกล่อง

สาวผู้นั้นทำไมใจร้ายจังเลยน๊า


โดย: fonrin วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:17:22:46 น.  

 
เก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีเนอะ


โดย: อันติกา (อันติกา ) วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:17:33:09 น.  

 


ช้ำใจนักรักนี้


โดย: Felasia วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:17:59:52 น.  

 
วันนี้ไม่กลับสะพานควาย มุ่งเดินสายโพรโมทบ๊อกเหรอ?


โดย: เป๋อน้อย วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:04:46 น.  

 
อ้าว ลบความเห็นผมเหรอ


ถ้างั้นจ่ายค่าเสียหายมาเลย.. 1 ลัง


เมื่อเช้าบอกว่า "ให้พาน้องฟ้ามารู้จักกับผมเด่ะ"


โดย: smartman หล่อสุดๆ วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:16:37 น.  

 
มาอีกรอบก็ได้ ไหนๆก็จุดธูปเรียกแล้ว

แต่ว่า... เจ๊เคยได้ยินแว้บๆว่าเช็คหลังไมค์เป็นตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอยะ ตอนแวะไปถนนนักเขียนอ่ะ แล้วทำไมวันนี้ทำเป็นไม่รู้จักหลังไมค์อีกละ มารยาเยอะจริงๆตานี่

แล้วจะมาจับผิดเค้าทำไมล่ะเนี่ย ไปดีกว่า แว้บบบบบบบ


โดย: พจมารร้าย วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:17:04 น.  

 
สวัสดีค่ะ...

เหตุผลที่หญิงสาวนัดเจอกับชายหนุ่ม เพียงเพื่อให้หนุ่มเลี้ยงข้าวเย็นร้านแพงๆกระนั้นหรือ? ไม่มีการถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง สาวอะไรทำตัวแบบนั้น..ตอนจบน่าจะให้หนุ่มนั้นตามสาวเจ้าไป อาจจะไปพบกับหนุ่มคนใหม่ หรือเพื่อนรักคนเดิมกันแน่ค่ะ...


โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:24:29 น.  

 
เขียนเรื่องได้น่าอ่านดีค่ะ แม้จะจบแบบไม่แฮบปี้

ที่แท้ก็อยู่สะพานควาย....อิอิ


โดย: ปางหวัน วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:47:07 น.  

 
เรื่องยาวมากกก แต่กระต่ายก็อ่านจนจบนะ


โดย: กระต่ายลงพุง วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:17:51 น.  

 
อาคุงกล่องอ่ะ

ตอนบ่ายมาอ่านแล้วนะ

เม้นท์เรื่องการเขียนก็ได้

เราว่ายาวไปนิดค่ะ แต่เพื่อเป็นกำลังใจให้อาคุงกล่อง เลยตั้งใจอ่านจนจบเลยค่ะ

แต่อ่านไปลุ้นไปจนเหนื่อย ว่าจะเป็นยังไงต่อน๊า ลุ้นๆๆ ลุ้นนานไปหน่อยค่ะ

จบแบบจุก ๆ ค่ะ นี่แหละค่ะที่เค้าว่าชีวิตจริงเน่ากว่านิยาย ยังไงก็เป็นกำลังใจให้อาคุงกล่องนะคะ


โดย: ใบไม้ร่วงในป่าใหญ่ วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:26:58 น.  

 
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยังคงแบบของอาคุงกล่อง

มีให้ขำบ้างเล็กน้อย

ในความคิดของอ้อม อาคุงคงต้องเพิ่มอีกนิด บางช่วงมันดูเบาไปในเรื่องของอารมณ์

แต่เป็นการเริ่มต้นที่ดีค่ะจะรออ่านเรื่องแบบนี้อีกนะคะ

ป.ล. ที่ถามว่า ถ้าใส่กระโปงคลุมถึงข้อเท้าเนี่ย

ก็โดนสิคะ อาจารย์ที่ ม. ก็สั่งห้ามใส่

เพรา อ. บ้างที่ไม่ชอบค่ะ เด๋วคะแนนจะน้อยเพราะงั้นห้ามใส่ค่ะ


โดย: verdancy วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:41:32 น.  

 
^
^
^
^

ใช่ ใช่ เห็นด้วยกับคุณคนผ่านทางมาเจอค่ะ
ไหนๆ ก็ ไม่พัดหวนแล้ว ก็ตอกย้ำกันให้ตายไปข้างเลย


โดย: NooNok [MiChiYo] วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:49:09 น.  

 
วันนี้ อ่านแล้วเศร้าค่ะ


โดย: เพียงแค่เหงา วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:53:47 น.  

 
วันนี้นึกว่าจะมีฮา

เศร้า ๆ นะคะวันนี้

เวลาไม่ได้ช่วยให้ลืมหรอกค่ะ

แต่จะช่วยเยียวยาให้เราดีขึ้น เมื่อมีสิ่งอื่นมาดึงความสนใจเราไป

ปล.คุณกล่องเจ้าขา ไปส่งข้อความผิดบ้านหรือป่าวคะ


โดย: ดวงตะวัน (Doungtawan ) วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:21:19:56 น.  

 
ผมก็นึกว่าเรื่องจิงซะอีก
หลงอินไปกับมันเลยยยย
เอากะผมสิ...เฮ้ออออ โล่งอก...

ที่จุกใจผมที่สุดก็ตอนที่บอกว่า...สะพานควาย...นี่แหล่ะ

มันแทนคำตอบได้หมดเลย

จิงป่ะคับ


โดย: Kurt Narris วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:21:37:05 น.  

 
อ่านแล้วเศร้าค่ะ


โดย: yangiuyi วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:12:43 น.  

 
โอ้...ตากล่องคุงมีเรื่องแบบนี้ในชีวิตด้วยเหรอ

ไม่น่าเชื่อเลย หงุหงิ สะพานความ


โดย: ตอกะจอ วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:13:59 น.  

 
สวัสดีค่ะ ไม่ได้เข้ามาซะนานเลย ยังเขียนเรื่องได้น่าอ่านอยู่เหมือนเดิมนะคะเนี่ย


โดย: Complicatedgirl วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:19:14 น.  

 
ง่ะ...หวัดดีกั๊บคุงกล่อง แสดงว่าในกล่องเก็บความทรงจำไว้มิใช่น้อยเรยนะ สุขเศร้าเคล้าน้ำตา...ธรรมดาของชีวิต



ปล. แป้งหอมยังมะมีลูกไว้ดูเล่น เง้ย..มะใช่ๆ ไว้ดูแลอบรมหรอกค่ะ เพราะถ้ามีบางทีแป้งหอมอาจต้องเขียนบล็อคว่า " พื้นซิเมนต์..ศัตรูร้ายที่ทำร้ายลูกฉัน" ก้อเปนได้ 555+


โดย: floral_flory วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:0:10:12 น.  

 
อ๊ะ เรื่องจริงเหรอเนี่ย

...เอาน่า อกหักเป็นเรื่องธรรมชาติ

ใจเย็น ๆ ค่ะ ขำขำไว้

ในชีวิตหนึ่ง ใครก็ใคร ต้องเคยอกหักกันบ้างแหละ
ทำให้ชีวิตมีรสชาติดีออกค่ะ

สู้ ๆ


โดย: โสดในซอย วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:0:49:20 น.  

 
เข้ามารับทราบ ความเจ็บปวดที่ยังแฝงความทรงจำที่งดงามหลงเหลืออยู่ครับ


โดย: สอระ (สอระ ) วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:7:21:26 น.  

 
ตอนนี้เศร้าจัง เข้ากับฝนที่ตกเลยค่ะ


โดย: unmei วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:11:49:32 น.  

 



สวัสดีตอนเช้าของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า

ขอเพียงแค่คิดถึง
ไม่ลึกซึ้งไม่เป็นไร
ส่วนตัว..ในหัวใจ
ยังห่วงใยเธอเหมือนเดิม



** มีความสุขในช่วงวันหยุดพักผ่อนนะจ้า **



อ่านแล้วก็พลอยเศร้าไปเลยอะจ้า


โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:13:33:01 น.  

 
ผู้หญิงอะไร ใจร้ายชะมัด


โดย: i am tabo วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:14:01:05 น.  

 
"สะพานควาย" เหรอเนี้ยยยยยเฮ้ย...เศร้าอีกแล้ว


โดย: ม่วงคราม (the violetblue home ) วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:34:13 น.  

 
อาคุงกล่องเขียนเรื่องได้ดีมากทั้งแนว ขำ แนว เศร้า

เขียนเรื่องขำ ดิฉันก็อ่านไปหัวเราะไป
เขียนเรื่องเศร้า อ่านแล้วรู้สึกอินไปกับบทบาทของตัวละคร

อ่านเรื่องนี้แล้วเศร้าไปกับตัวเอกชาย ที่ยังไงก็ยังรักและดีต่อผู้หญิงในอดีต ไม่มีคำพูดเหน็บแนมต่อว่าให้เห็น แล้วยังกระทบกระแทกตัวเองแทนด้วยคำว่า สะพานควาย

ส่วนฝ่ายหญิงอ่านแล้วก็เห็นภาพว่าเป็นคนใช้ความสวย ความอ่อนหวาน เป็นสิ่งหลอกใช้ หลอกรับประทาน (อิอิ สุภาพหน่อย) คนที่บ้านอยู่สะพานควาย แต่ก็คงไม่ใช่คุณคนเดียวสังเกตุได้จากแหวนที่ถอดออกก่อนไปต่อ

อย่าเศร้าไปเลยนะ คงจะมีคนอื่นที่อยู่สะพานเดียวกันกับอาคุงกล่องด้วย

ต้องขอโทษไว้ ณ ที่นี้นะคะ ถ้าคำพูดใด ๆ ข้างต้นจะไปเสียดแทงใจอาคุงกล่อง แต่นั่นก็คือความรู้สึกที่ได้รับหลังจากอ่านเรื่องนี้ค่ะ



โดย: endeavour วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:39:29 น.  

 
เอ้า สู้ๆค้าบพี่น้อง


โดย: oreocream วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:17:39:38 น.  

 
กล่องใช่คนนี้ไหมจ๊ะ


โดย: wa (yoja ) วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:23:03 น.  

 
เขียนเรื่องได้ดีเลยคะ...เรียบเรียงอารมณ์เก่งดี ทำให้อ่านแล้วคนอ่านนึกภาพตามง่าย...สรุปว่าชอบคะ บียังมีปัญหาเรื่องการเรียงลำดับเหตุการณ์นิดหน่อย(รู้สึกอย่างนั้นอะนะ)

วันนี้แวะมาทักทาย....บีกลับมาอัพบล็อกแล้วน๊า ทริปนี้ไปพนมรุ้งมา คราวนี้มีเรื่องกัดจิกนักท่องเที่ยวอีกแล้ว สนใจตามไปเที่ยวได้นะ...Takecare ja


โดย: bunnybee วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:36:29 น.  

 
เศร้าจังเลยค่ะ ขอบคุณที่แวะไปหานะคะ แล้วจะเข้ามาเป็นแฟนประจำค่ะ


โดย: saruta วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:14:28 น.  

 
สงสารอาคุงกล่องจังเลยค่ะ
แล้วก็ยังอยากไปกับน้องฟ้า ต้องไปเลี้ยงข้าวแพงๆ เขาอีก...แถมไปกันสองคน สั่งกับข้าวมาตั้ง 5 อย่าง น้องฟ้านี่เป็นปอบหยิบหรือไง ...เฮ้อ...
ไม่ต้องไปคิดถึงแล้วค่ะ... ผู้หญิงดีๆ ที่ไม่หลอกใช้คนมีอีกเยอะแยะไป

เข้าใจย้ำเรื่องสะพายควาย...ฮา...


โดย: the Vicky วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:3:52:22 น.  

 
อยากให้คนที่เรารัก โทรมาบ้างจัง 2 ปีแล้ว ที่เสียงโทรศัพท์ เงียบลง


โดย: นกแห้ว วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:12:02:13 น.  

 



สวัสดีตอนเช้าของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า

สวัสดีตอนเช้าวันใหม่
อากาศแจ่มใสสดชื่น
ใจยังเฝ้าห่วงใยทุกวันคืน
ตลอดทุกอาทิตย์คิดถึงเพียงแต่เธอ



** มีความสุขกับคนที่คุณรักนะจ้า **



โดย: จอมแก่นแสนซน วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:13:04:21 น.  

 
......

ตามมาอ่านค่ะ มีความสุขกับวันหยุดนะค่ะ


โดย: N_BEE810 วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:13:31:32 น.  

 
แวะมาอ่าน...เจอเรื่องเศร้าซะแล้ว....



โดย: ป้าหมีจอมวุ่น วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:15:01:09 น.  

 
แวะมาอ่านอีกรอบค่ะ


โดย: verdancy วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:17:34:58 น.  

 
มาให้กำลังใจจ้า.... สู้ๆนะคะ...


โดย: piladluck วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:19:32:00 น.  

 
โห ซึ้งนะเนี่ยย
บล้อกใหม่อรเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักนะคะ ลองไปอ่านดูได้


โดย: Too Optimistic วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:30:14 น.  

 
มาวันทา ว่า Goodnight ค่า


โดย: โสมรัศมี วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:51:48 น.  

 


วันนี้อ่านเก็บทุกเม็ดเลยล่ะคุณ
เฮ้อ.............
แวะมาทักทายยามค่ำคืน...หลับฝันดีนะคะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:21:55:05 น.  

 
แวะมาหาเช้า ๆ เจ้าของบ้านตื่นอะยัง..


โดย: จิชฎา วันที่: 14 พฤษภาคม 2550 เวลา:8:55:36 น.  

 
เศร้า....

อย่างนี้เค้าเรียกว่า
"สวยประหาร"


โดย: iamorange วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:16:00:25 น.  

 
มาแอบอ่านค่ะ งิงิ

นั่นแน่... อาการเดียวกัน


โดย: Beee (Beee_bu ) วันที่: 19 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:34:06 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

อาคุงกล่อง
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 55 คน [?]




อาคุงกล่องเป็นชายไทยนิสัยดีมีความฝัน ผู้ผันตัวมาเป็นทาสวรรณกรรมอย่างแท้จริง ใช้ชื่อกำหนดตัวตนว่า “อาคุงกล่อง” เป็นนามปากกาสร้างสรรค์ผลงานในเชิงหัสนิยาย และงานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี ความเรียง บทกลอน ไดอารี่เพ้อเจ้อละเมอเพ้อฝันต่างๆ ฯลฯ

ปัจจุบัน “อาคุงกล่อง” เป็นนักนักอ่าน นักคิดและนักเขียน รวมทั้งเป็นนักจินตนาการออกมาเป็นตัวอักษรด้วย ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่คือการเป็นนักเขียนมีคุณภาพที่สรรค์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ คาดว่าในเวลาอันใกล้นี้นาม “อาคุงกล่อง” จะเกิดปรากฎชัดในโลกวรรณกรรม จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่หนอนนักอ่านทั่วไทย



"ในชีวิตจริงของคนเรา มีอะไรอีกมากมายที่จะต้องรับรู้และรับผิดชอบ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะหัวเราะได้สักกี่ครั้ง? แต่ถ้าเราได้มีโอกาสหัวเราะเสียบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลายหรือคลายเครียด ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีนะครับ"

ถ้าคุณเข้ามาในบล็อคของผมแล้ว คุณสามารถอมยิ้มหรือหัวเราะได้ ผมก็คงจะดีใจแล้วครับ (กรุณาช่วยทิ้งคอมเม้นท์วิจารณ์ไว้ให้ผมด้วยนะครับ จักขอบพระคุณมากเลยครับ)

akungklong@gmail.com
Friends' blogs
[Add อาคุงกล่อง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.