นับหนึ่งไม่ถึงไหน

akkradej
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีต้อนรับทุกคน ^^
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
14 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add akkradej's blog to your web]
Links
 

 
แนะนำตัวกันก่อน

อืม มม..เอิ่ม จะเรื่มอย่างไรดีเอ่ยตัวกระผมเองก็ไม่ได้มีประสปการณ์ในการเขียนบลอคมากมาย สักเท่าไรก็เรยยังมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะบอกกล่าวสิ่งใดให้กับเพื่อนๆ ที่เข้ามาในบลอคนี้
ได้รับทราบดี

อืมมม เริ่มจากแนะนำตัวผมก่อนดีกว่า ผม ชื่อ นายอัครเดช
นามสกุล สมมุติว่า สะกิดตลิ่งละกัน -. .- ยืมเค้ามาๆ
เนื่องจากมิอาจเปิดเผยนามสกุลจริงได้นะเวลานี้เนื่องด้วยยังไม่ได้ไปยื่น
เรื่องขอเปนคนไทย โผก้อเรอม่ามีนาซากุง - -. เอาเปนว่าชื่อัครเดชครับ
เหอเหอ นามสกุลไม่ต้องสนหรอกม่ายมีอารายแค่ไม่อยากใส่
ณ ปัจจุบันนี้ผมก็มีอายุได้ 31 ปลายๆเต็มที่จะ 32 ในเดือนกุมภา
ที่่จะถึงนี่หละครับ สาเหตุที่กระผมเขียนบลอคนี้ขึ้นมาก็เพื่อที่อยากจะให้เรื่องราวชีวิตของตัว
กระผมเองได้มีผู้รับรู้เปนประจักพยานว่ามนุษย์อย่างนี้หนอก็มีอยู่ในโลก
และอาจจะหาทางช่วยเหลือผมได้ด้วยคำแนะนำของผู้ที่ได้เข้ามาผ่านหูผ่านตาบ้างก็
เป็นได้
อันที่มาของชื่อบลอคนี้ว่า "นับหนึ่งไม่ถึงไหน" นั้นก็มาจากความไม่เอาไหนของตัวกระผมนี่เอง
ปัจจุบัน
ผมยังไม่มีการงานและยังคงต้องอาศัยการดูแลของพ่อแม่เพื่อประทังชีวิตนี้ให้
อยู่รอดต่อไป ทุกวันนี้ผมเรียนอยู่ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหงครับ
คณะบริหารธุรกิจ สาขา ท่องเที่ยว เหลืออีกประมาณ
20วิชาผมก็จะได้ออกมาเป็นไกด์กับเขาเสียที รหัสของผมคือ
4802029175นับตามรหัสนี่ก็เปนปีที่ผมสมควรจะสำเร็จการศึกษาออกไปได้แร้วแต่
มานช่างยากเย็นเสียนี่กะไรครับ เรยยังไม่จบอยู่ทุกวันนี้ เรย
นับหนี่งไม่ถึงไหนอยู่นี่หละครับ

ต้องกล่าวให้ทราบกันว่าในชีวิตผมนั่นมีสิ่งที่รักดังดวงใจ
อยู่สามสิ่งด้วยกันครับ หนึ่งก็คือ ยายของผม สองและสามคือ พ่อ แม่ครับ

อันความหวังตั้งต้นของผมนั้นอยากจะมีครอบครัวมีหลานให้ยายผมได้อุ้มได้
เลี้ยงดูเหมือนอย่างตอนที่ท่านเลี้ยงผมมา
แต่ผมก็ทำไม่สำเร็จครับตอนนี้ยายผมท่านจากผมไปแล้วครับทั้งที่ผมพยายามจะทำ
ให้ได้ตามที่คาดไว้แต่ชีวิตมันไม่ง่ายหรือ
มีรูปแบบที่่ตายตัวครับเราจะคาดเดาไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่เราจะเจอในวันต่อไป
คืออะไรหรือเราจะเจอกับ อุปสรรคแบบไหนในชีวิต
ก็อย่างที่บอกหละครับผมทำไม่สำเร็จ ผมเลือกทางผิด
ทั้งที่ผมคิดว่าเปนทางที่ถูกที่ดีที่จะทำให้ผมทำได้ตามที่คาดหวังนั่นเป็น
การไม่
ถึงไหนของผมเรื่องหนึ่งในหลายๆเรื่องในชีวิตของผมนะครับ
มาดูเรื่องการเรียนของผมกันบ้าง


ในวัยเด็กผมได้เริ่มเรียนในชั้นอนุบาลในโรงเรียนใกล้ๆบ้าน
ชื่อว่าอนุบาลเรือนเด็กครับ ต่อมาก็ได้ไปต่อ ประถมจนถึงมัธยม 3
ที่โรงเรียน ทิวไผ่งาน ซึ่งในช่วงม1-ม3
ผมก็เริ่มส่อแววไม่ถึงไหนของผมด้วยการเกเรียนซะแร้ว
ช่วงม1นี่มีโอกาศพิเศษได้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเรียนที่วัดนวลนรดิศก็เป็น
อะไร
ที่ น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับชีวิตผมดีเหมือนกันครับ จนแร้วจนไม่รอด
ผมก็ต้องกระเสื่อกกระสนกลับไปเรียนที่ทิวไผ่งามเหมือนเดิมครับ
ก็ถูไถได้อาจารช่วยเข็นจนจบ ม3 มาจนได้ หลังจากนี้ผมก็ได้มี
โอกาศไปศึกษาต่อที่นิวซีแลน
เป็นโอกาศอันดีที่ผมได้ล้างผลาญเงินของพ่อผมอีกแร้วครับ
ไปอยู่ได้ประมาณสองปี ทำวีรกรรมไว้มากมาย
สุดท้ายไม่ได้อะไรติดมาเรยเสียเงินไปเปล่าๆหลายอยู่ครับ
ทุกวันนี้ผมยังมานั่งใจหายสงสารพ่อที่ต้องทุ่มเงินก้อนโตไปกับความไม่เอาไหน
ของผม
เมือเรียนไม่จบก็ต้อง กลับบ้านครับ
จะอยู่ไปไยหละครับมิได้สังเคราห์แสงได้
ก็กลับมาสาเหตุทีทำให้เรียนไม่จบก็เนื่องจากการเลือกทางเดินที่ผิดของผม
อันมาจากความคิดที่อยากจะรีบมีครอบครัวจะได้รีบมีหลานให้ยายอุ้ม
ก็กลับมารับกรรมจากการกระทำของตัวเองอยู่หลายปีทีเดียวหละครับ
ใช้ชีวิตอย่างว่างเปล่าไร้แก่นสารไปวันๆ

จะว่าว่างเปล่าไปซะทีเดียวมันก็ไม่ใช้ครับ
จริงๆแร้วอาจจะพูดได้เลยว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตผมเลยทีเดียว
ที่ทำให้ผมเป็นผมอย่างทุกวันนี้
เพราะในช่วงชีวิ่ตที่ว่างเปล่าของผมนี้ผมได้มี
โอกาศใกล้ชิดกับธรรมะคำสอนของ พระพุทธเจ้ามากขึ้นครับ จากการที่มีเวลาว่างมากไม่มีอะไรทำ
มีคนบังคับให้อ่านหนังสือครับ เหอเหอ ก็เลยโชคดีได้อ่านสิ่งต่างๆที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้
ทำให้เกิดปัญญาขึ้นมากมายในจิตใจที่ขุ่นมัว เหมือนดัง แสงไฟในคืนเดือนมืด
ดังเสียงเรียกที่บอกเราให้ตื่นจากภวังค์ กลับมาเดินในเส้นทางที่ถุกต้อง
ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าผมก็เปนคนธรรมดาเหมือนคุณๆท่านๆนี่แหละครับตอนเด็กก็มี
เล่นซนทำบาปยิงนกตกปลา แต่ผมอาจจะป่าเถื่อนกว่าเด็กธรรมดาไปหน่อย
ทั้งทีจริงๆแร้วเบื้องลึกผมไม่ได้มีจิตใจโหดร้ายอะไรนะครับ
แต่มันเป็นการกระทำที่ทำไปโดยไม่มีความยั้งคิด
เหมือนกับช่วงตอนนั้่นผมได้อาศัยไปในรถคือร่างกาย แต่
ผมไม่ได้บังคับพวงมาลัย มานเกิดอะไรผมก็รับรู้ แต่ผมไม่ได้บังคับมัน
แต่หลังจากที่มีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาในชีวิต การได้อ่านได้คิด ได้ทบทวน
ได้มีเวลาอยู่กับตัวเองและใช้ความคิดกับสิ่งต่างๆ การทำสมาธิ
ทำให้ผมเปลี่ยน เป็นผมในทุกวันนี้
ถึงตอนนี้คุณๆท่านๆอาจจะคิดว่า เอ็งเปลียนอะไรของเอ็งวะ
ข้าก็เห็นเองพร่ำๆนู่นนี่ๆของเอ็งมาไม่เหนมีไร
โอเคครับเดวผมจะเล่าให้ฟังต่อ












Create Date : 14 ตุลาคม 2552
Last Update : 17 ตุลาคม 2552 6:58:45 น. 0 comments
Counter : 114 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.