นักโทษประหาร #1
สวัสดีค่ะ...วันนี้หยิบเอาเรื่องราวดีๆ จากเว็บลานธรรมมาฝากกันค่ะ

นักโทษประหาร


โดย แสง จันทร์งาม


เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2508 เรา 3 คน คืออ. บุพพัณห์ นิมมานเหมินท์ นายกยุวพุทธิกสมาคมเชียงใหม่ ร.อ.เสาร์ สุวิทยาลังการ อนุศาสนาจารญ์ประจำค่ายกาวิละและกรรมการยุวพุทธิกสมาคม และข้าพเจ้า ได้รับเชิญจากคุณเชาวน์ เจริญพงษ์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ ให้ไปทำการอภิปรายปัญหาไขข้อข้องใจต่าง ๆ แก่นักโทษ ซึ่งมีจำนวน 900 คนเศษในเรือนจำนั้น วิธีการอภิปรายของเราเป็นแบบให้นักโทษถามปัญหาแล้วเราช่วยกันตอบ ปรากฏว่านักโทษสนใจถามปัญหากันมาก ปัญหาที่ถามก็มีทุกชนิด แต่เมื่อประมวลดูแล้ว มีเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องผี เรื่องกรรม และเรื่องวิปัสสนาเป็นส่วนมาก เราอภิปรายได้เพียง 4 - 5 ปัญหาก็ต้องยุติด้วยเวลา ท่ามกลางความเสียดายของบรรดาผู้ต้องขังทั้งหลาย

ท่านผู้บัญชาการเรือนจำได้เล่าให้เราฟังว่า นักโทษที่อยู่ในเรือนจำนั้น ต้องโทษตั้งแต่ 10 ปี ลงมา ถ้ามีนักโทษเกิน 10 ปี ก็ส่งไปกรุงเทพฯ ความผิดส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวดับทรัพย์ทางการเรือนจำให้อาหารและเสื้อผ้า แก่นักโทษ และมีระเบียบบังคับให้กิน นอน ทำงาน เล่นตามเวลา ภายในเรือนจำมีห้องสมุด มีการเปิดสอนวิชาชั้นประถมศึกษาให้แก่นักโทษที่สนใจสมัครเรียน นับว่าทางเรือนจำได้เอาใจใส่ต่อสวัสดิการและการบริการแก่ผู้ต้องขังเป็นอย่างดี ทำให้ผู้ต้องขังมีความสะดวกสบายตามสมควรแก่อัตตภาพ

แต่แม้จะมีความสบายกาย นักโทษทุกคนก็หาได้ลืมไม่ว่าตนเป็นผู้ต้องขัง ไร้อิสรภาพซึ่งเป็นยอดปรารถนาของทุกคน ข้าพเจ้าสังเกตเห็นผู้ต้องขังทั้งนั้นมีหน้าตาหม่นหมอง ไร้ราศี ขาดแววแห่งความสุขสดชื่น แม้จะยิ้มด้วยความพอใจต่อวาทะของผู้อภิปรายบางท่าน ก็เป็นการยิ้มแหย ๆ เฉพาะที่มุมปาก ไม่ใช่การยิ้มอย่างเบิกบานทั่วใบหน้า ทุกคนปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะออกไปให้พ้นจากเนื้อที่ 2 ไร่เศษ แวดล้อมด้วยกำแพงสูงทั้ง 4 ด้านนั้น เฉพาะอย่างยิ่ง อยากออกไปสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของภรรยาและบุตรซึ่งตั้งตาคอยอยู่ทางบ้าน

เมื่อได้เห็นสภาพของนักโทษแล้ว ข้าพเจ้าเกิดความสงสารอย่างจับใจ สงสารเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้รับความทุกข์ ข้าพเจ้าได้ปรารภกับอ. บุพพัณห์ว่า ถ้าเป็นไปได้ เราควรหาทางเข้ามาทำธรรมสงเคราะห์แก่นักโทษเหล่านี้เป็นการประจำ เพราะเขาเหล่านี้เป็นคนป่วยที่กำลังต้องการยาอย่างแท้จริง การเผยแผ่ธรรมในเรือนจำเป็นการยิงลูกศรถูกเป้าหมาย เพราะการเผยแผ่มีจุดประสงค์สำคัญ คือ ทำคนชั่วให้เป็นคนดี เรือนจำอาจถือได้ว่าเป็นที่อยู่ของคนชั่ว ถ้าเราสามารถกลับจิตกลับใจเขาได้แม้เพียง 4 - 5 คน ก็จะเป็นมหากุศลและเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนาอย่างมาก เราไปเทศน์ไปแสดงปาฐกถาที่อื่น ล้วนแต่คนดี ๆ มาฟังทั้งนั้น คนเหล่านี้แม้จะไม่ได้ฟังเทศน์เลย เขาก็จะไม่ทำชั่ว เป็นการวางยาแก่คนไม่ป่วย อ. บุพพัณห์เห็นด้วย และจะติดต่อกับผู้บัญชาการเรือนจำเพื่อดำเนินการต่อไป

ตั้งแต่วันนั้นมา ข้าพเจ้าก็เกิดความสนใจในคนประเภทที่เรียกกันว่านักโทษและเรือนจำวันหนึ่งเมื่อมีโอกาสจึงได้ไปเยี่ยมเรือนจำมหันตโทษอีกแห่งหนึ่ง และได้พบเห็นสิ่งประหลาดมหัศจรรย์น่าสนใจเหลือล้ำ ยิ่งกว่าที่พบเห็นมาแล้วในเรือนจำกลางเชียงใหม่ ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อว่าสิ่งที่ได้พบเห็นในเรือนจำนั้นเป็นความจริง แต่ข้าพเจ้าก็ขอยืนยันกับท่านผู้อ่านว่า มันเป็นความจริง จริง ๆ เพราะเหตุผลบางประการ ข้าพเจ้าจะยังไม่บอกท่านว่าเรือนจำนั้นอยู่ที่ไหน

สิ่งแรกที่ประทับใจข้าพเจ้าก็คือ ความกว้างใหญ่ไพศาลของเรือนจำนั้นมันกว้างใหญ่จริง ๆ จนมองไม่เห็นกำแพงที่ล้อมอยู่โดยรอบ และจำนวนนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำนั้นก็มากมายเหลือคณนา ประกอบด้วยคนทุกชาติทุกชั้นวรรณะ เจ้าหน้าที่เรือนจำและผู้คุมก็มีจำนวนมากมายพอ ๆ กับจำนวนนักโทษ ข้าพเจ้าคิดอยู่ในใจว่า มันน่าจะเป็นมหานครแห่งหนึ่งมากกว่าจะเป็นเรือนจำ

ท่านผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งเป็นชายผิวคล้ำ ร่างใหญ่ อายุประมาณ 50 ปี ได้อธิบายให้ข้าพเจ้าฟังว่า "นักโทษทุกคนในเรือนจำนี้ ล้วนแต่ต้องคดีอุกฉกรรจ์ที่ต้องประหารชีวิตทั้งสิ้น"

ข้าพเจ้าถึงกับ สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ทราบข่าวเท็จจริงอันนี้ พยายามระงับใจให้เป็นปกติแล้วก็เรียนถามท่านผู้บัญชาการฯ ว่า "นักโทษเหล่านี้ส่วนมากทำความผิดอะไรครับ จึงถูกส่งตัวมาคุมขังที่นี่"

" ผมไม่ทราบและไม่สนใจว่าใครทำความผิดอะไรมาก่อน" ผู้บัญชาการตอบ แสดงความยิ่งใหญ่อยู่ในน้ำเสียง "มันเป็นหน้าที่ของตำรวจและศาล เมื่อตำรวจจับผู้กระทำความผิดได้ก็ส่งตัวให้ศาลดำเนินคดี เมื่อศาลพิพากษาเสร็จ ตำรวจก็คุมตัวนักโทษมาส่งผม ผมก็คุมขังไว้และจัดการประหารชีวิตตามชอบใจ ถ้าคุณอยากทราบว่าเขาทำผิดอะไร คุณลองไปถามนักโทษคนนั้นดูซิ" ผู้บัญชาการชี้มือไปที่นักโทษคนหนึ่งซึ่งกำลังนั้งถอนหญ้าอยู่ใกล้ ๆ

" นี่คุณ คุณทำความผิดอะไร จึงต้องมาถูกขังอยู่ในเรือนจำนี้" ข้าพเจ้าถามด้วยเสียงสุภาพ นักโทษคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองดูข้าพเจ้าดุจเห็นข้าพเจ้าเป็นสัตว์ประหลาดตัวห นึ่ง ดวงตาของเขามีแววขุ่นแสดงว่าไม่พอใจอย่างมาก "คุณเป็นใครมาจากไหน" เขาถามด้วยเสียงเครียด "ผมไม่ได้ทำความผิดอะไร ผมไม่ได้เป็นนักโทษ ผมไม่ได้อยู่ในเรือนจำ! " เขาตอบด้วยเสียงดังลั่น

ข้าพเจ้าถึงกับยืน อ้าปากค้าง ด้วยความงงงันต่อพฤติกรรมประหลาดของนักโทษคนนั้นเมื่อไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร จึงหันไปมองดูผู้บัญชาการฯ ด้วยหวังจะได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติม อย่างน้อยท่านก็อาจจะบอกข้าพเจ้าว่า นักโทษคนนั้นเป็นคนเสียจริตหรืออะไรทำนองนั้น แต่แล้วข้าพเจ้าเองก็เกือบจะกลายเป็นคนเสียจริตไป เพราะท่านผู้บัญชาการฯ และเจ้าพนักงาน 4 - 5 คนซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ได้หัวเราะเยาะขึ้นพร้อมกัน และไม่พูดว่ากระไร ข้าพเจ้าบอกไม่ถูกว่าขณะนั้นรู้สึกอย่างไร ทั้งโกรธทั้งงงทั้งประหลาดใจระคนกัน

"เอ นี่นักโทษคนนั้นบ้า หรือว่าท่านบ้า หรือว่าผมบ้ากันแน่" ข้าพเจ้าโพล่งออกมาด้วยความหัวเสีย จนขาดสติสัมปชัญญะ

"บ้าด้วยกันทั้งนั้น" ผู้บัญชาการตอบหน้าตาเฉย
หลังจากเหตุการณ์ประหลาดนั้นแล้ว ท่านผู้บัญชาการก็พาข้าพเจ้าตระเวนชมเรือนจำต่อไปตลอดระยะทางที่เดินผ่าน ข้าพเจ้าเห็นนักโทษรวมกันทำงานอยู่เป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 5 คนบ้าง 6 คนบ้าง ทุกคนกำลังทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง หน้าตาและเนื้อตัวขุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ งานที่นักโทษทำก็มีทุกประเภท เช่น บางกลุ่มก็ปลูกผักในสวนของเรือนจำ บางพวกก็เป็นช่างไม้ บางพวกก็เป็นช่างเหล็ก บางพวกก็เป็นช่างทอง บางพวกที่มีความรู้ก็ทำงานเป็นเสมียน บางพวกก็ค้าขายอยู่ในร้านค้าของเรือนจำ ข้าพเจ้ารู้สึกพอใจมากที่ได้เห็นนักโทษทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง จึงได้ถามท่านผู้บัญชาการว่า "ผลประโยชน์ที่ได้จากการทำงานเหล่านั้น ทางเรือนจำแบ่งให้นักโทษบ้างหรือไม่ หรือเอาไว้เป็นของหลวงหมด"

ผู้บัญชาการตอบว่า "ผลประโยชน์ที่นักโทษทำได้ ตกเป็นสมบัติของนักโทษนั่นเอง ทางเรือนจำไม่เกี่ยวข้องเลย แต่เมื่อเขาถูกประหารชีวิตตายไปแล้ว สมบัติของเขาทั้งหมดจะต้องตกเป็นของเรือนจำ แต่ตราบเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่เขาสามารถจะหาทรัพย์และใช้ทรัพย์ของเขาได้ อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นนักโทษของเราทุกคนจึงตั้งหน้าทำงานด้วยความขยันขันแข็งโดยไม่ต้ องบังคับ บางคนทำงานทั้งกลางวันกลางคืนก็มี"

ข้าพเจ้าถามขึ้นว่า "ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่เขามีการให้อาหารตามเวลา มีการให้เครื่องนุ่งห่ม ผมอยากทราบว่าที่เรือนจำนี้มีการให้อาหารและเสื้อผ้าหรือไม่"

"ไม่มี " ผู้บัญ่ชาการฯ ตอบ "เราไม่ให้เสื้อผ้าหรืออาหารแก่นักโทษ เพราะนักโทษแต่ละคนมีสิทธิหาเองได้ ทำงานได้ ทางเรือนจำเลยปล่อยให้ทุกคนช่วยตัวเอง" แต่ทุกคนก็มีพออยู่กิน มีบางรายเหมือนกันที่เกียจคร้านหรือไร้ความสามารถ ไม่อยากทำงาน ไปเที่ยวขโมยหรือปล้นสะดมหรือฉ้อโกงเอาทรัพย์ของนักโทษคนอื่นมาเลี้ยงชีวิต "

"มีการปล้นกันภายในเรือนจำนี้ด้วยหรือครับ" ข้าพเจ้าถามด้วยความประหลาดใจ

"มี" ผู้บัญชาการตอบ "มีการปล้นกันทุกวัน มีการทะเลาะวิวาทกันทุกวัน มีการตีรันฟันแทงกันตายทุกวัน"

"แล้วทางการเรือนจำจัดการอย่างไร กับนักโทษใจร้ายที่ฆ่าเพื่อนนักโทษตายในเรือนจำ" ข้าพเจ้าถาม

" ไม่ทำอะไร" ผู้บัญชาการฯ ตอบ คล้ายกับไม่เห็นว่าการฆ่ากันตายเป็นเรื่องร้ายแรง "ปล่อยให้เขาทำตามสบาย เพราะนักโทษทุกคนในเรือนจำนี้มีโทษถึงตายทุกคนอยู่แล้ว สักวันหนึ่งทุกคนจะต้องถูกประหารชีวิต ฉะนั้นแม้จะทำความผิดใรนระหว่างหรือไม่ทำ ทุกคนก็จะต้องถูกประหารชีวิตอยู่แล้ว ดีเสียอีกที่เขาจัดการประหารชีวิตกันเอง โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่เพชฌฆาตเรือนจำต้องลำบาก"

ข้าพเจ้ามองดูหน้าท่านผู้บัญชาการเรือนจำด้วยความงุนงง พลางคิดในใจว่าเรือนจำนี้ช่างโหดร้ายทารุณป่าเถื่อนเสียเหลือเกิน ผู้บัญชาการเรือนจำเองก็ช่างใจไม้ไส้ระกำ เห็นชีวิตของคนเป็นชีวิตของมดของปลวกไปได้ แต่มิได้พูดออกมาด้วยวาจา เพียงแต่เดินตามผู้บัญชาการฯ และคณะไปอย่างเงียบ ๆ

"คุณอยากจะดูการประหารชีวิตนักโทษไหมล่ะ" ผู้บัญชาการถาม ข้าพเจ้าเกิดความกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาทันที เพราะใจหนึ่งเกิดอยากรู้อยากเห็น แต่ใจหนึ่งเกิดความสังเวชสลดใจไม่อยากเห็นเพื่อนมนุษย์ถูกตัดคอต่อนหน้าต่อ ตา กลัวจะเกิดเป็นลมเพราะตกใจกลัวต่อความโหดร้ายทารุณของการฆ่ามนุษย์ แต่คิดว่าวิธีการประหารชีวิตไม่แสดงความโหดร้ายทารุณเกินไป ก็จะไปดูประดับความรู้เสียบ้าง เพื่อแน่แก่ใจจึงถามผู้บัญชาการฯ ดู "ทางเรือนจำประหารนักโทษโดยวิธีไหน?"

"ทุกชนิด" ผู้บัญชาการฯตอบ "ใช้ปืนยิงบ้าง ใช้มีดแทงให้ตายบ้าง ใช้ค้อนทุบกะโหลกศีรษะบ้าง แขวนคอบ้าง บังคับให้ดื่มยาพิษบ้าง ปล่อยสัตว์ร้ายให้กัดตายบ้าง ดกคอให้จมนำตายบ้าง ให้ล้อเหล็กขนาดใหญ่บดตัดคอให้ตายบ้าง บางทีก็ให้เจ้าหน้าที่ทรมานโดยตัดแข้งขาตีนมือเนื้อหนังออกทีละน้อย ๆ จนตายไปเอง"

ข้าพเจ้าเหงื่อแตกพลั่ก ด้วยความสะดุ้งตกใจกลัวต่อวิธีการประหารชีวิตอันทารุณโหดร้าย ที่ผู้บัญชาการฯ บรรยานให้ฟัง "ผมไม่ดูละครับ" ข้าพเจ้าบอกผู้บัญชาการ ฯ "เพียงแต่ได้ยินท่านเล่าวิธีการให้ฟังเท่านั้น ผมก็แทบทนฟังไม่ไหวแล้ว ถ้าไปเห็นจริงๆ ผมเป็นลมแน่"

"รู้สึกว่าคุณขวัญอ่อนมาก" ผู้บัญชาการกล่าวยิ้ม ๆ "ถ้าคุณกลายเป็นนักโทษและจะถูกประหารชีวิตแบบนั้นบ้าง คุณจะรู้สึกอย่างไร"

"ผมก็คงช็อคตายก่อนถูกประหารจริง ๆ" ข้าพเจ้าตอบ ผู้บัญชาการฯหันไปมองดูเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ยืนข้าง ๆ แล้วก็ยิ้มอย่างมีนัย ทำให้ข้าพเจ้าหวาดระแวงอย่างไรชอบกล


วันหลังจะเอามาฝากต่อนะคะ


ขอบคุณเว็บลานธรรมที่ลงเรื่องนี้ และคุณ ธรรมดา ธรรมดา ที่เอางานเขียนดีๆแบบนี้มาลงไว้ด้วยค่ะ



Create Date : 26 กันยายน 2550
Last Update : 26 กันยายน 2550 17:10:43 น.
Counter : 168 Pageviews.

1 comments
  


*** สวัสดีคะ แวะมาเยี่ยม มีเวลาว่างอย่าลืม แวะไปทักทาย..หน่อยอิง..บ้าง ขอให้มีความสุขทุก ๆ วันนะคะ ***

โดย: หน่อยอิง วันที่: 26 กันยายน 2550 เวลา:20:37:15 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

พายุสีเงิน
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชอบกิน...
ชอบเที่ยว...
ชอบทำบุญ...
ชอบอ่าน...
...ประกาศความเป็นตัวเองให้โลกรู้








กันยายน 2550

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
27
28
29
30
 
 
All Blog