Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
26 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
ขอคารวะพญามังกรผู้ลับฟ้า...เฉลียว อยู่วิทยา

                    สองสัปดาห์ที่แล้ว ๑๗ มีนาคม ประเทศไทยได้สูญเสียนักการตลาดอาวุโสผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่ง คุณเฉลียว อยู่วิทยา ในวัย ๘๙ ปี ที่จากไปอย่างเงียบสงบ แม้พิธีศพก็จัดที่วัดเครือวัลย์วรวิหารวัดเล็ก ๆ ฝั่งธน ก็รักษาความ “เงียบ” โดยเคร่งครัดที่ตามคำสั่งให้อย่างจัดเรียบง่ายที่สุด ทั้งที่นี่คือ อภิมหาเศรษฐีที่สร้างทรัพย์สมบัติกว่า ๑.๕ แสนล้านบาท เจ้าของสินค้าแบรนด์ไทยที่โด่งดังที่สุดในโลก ครองส่วนตลาดยาดื่มของโลกกว่า ๗๐%

 

          ครับ สินค้าไทยที่ถือเป็น Global Brand ตัวจริงเสียงจริง เพียงแบรนด์เดียวในเมืองไทย ลบคำคุยโวของนักการตลาดไทยนักเรียนนอกที่อ้างตัวว่าเป็นเซียนนักสร้างแบรนด์สอนหนังสือ บรรยาย เอาตำรามาสอนลูกศิษย์ เรื่องการสร้าง Global Brand แต่วันนี้ ยังไม่มีคนไทยทำได้สำเร็จแม้แต่คนเดียว ยกเว้นคุณเฉลียว อยู่วิทยา คนไทยผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ผู้จบการศึกษาแค่มัธยมศึกษาจากโรงเรียนบ้านนอก โรงเรียนพิจิตรวิทยาคม จ. พิจิตร

 

          วันนี้ ผมอยากเล่ามุมมองถึงคุณเฉลียว อยู่วิทยา ที่ผมรู้จักในฐานะที่เป็นคู่แข่งขันและขับเคี่ยวกันอยู่หลายปี สู้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยุคนั้น (๒๕๒๖ – ๒๕๒๘) ผมในฐานะผู้อำนวยการตลาดสินค้าลิโพวิตันดีที่คุมกองทัพนักขายและนักการตลาดกว่า ๕๐๐ ชีวิต มีอุปกรณ์รถขาย รถหน่วยกว่า ๓๐ คัน งบโฆษณามหาศาลหลายร้อยล้านบาท สินค้าที่ทำยอดขายอันดับหนึ่งของกลุ่มโอสถสภาและเป็นเจ้าของสโลแกน “หนึ่งมาตลอด” เพราะเคยครองส่วนแบ่งตลาดถึง ๙๐%

 

          ก่อนที่จะเกิด “ม้ามืด” กระทิงแดงที่มาขวิดจนเสียศูนย์จนสูญเสียความเป็นผู้นำตลาดอย่างไม่คาดฝัน และแก้เกมไม่ตก มิใยจะจ้างมือการตลาดอาชีพระดับชาติเข้ามาระดมกำลังแก้ไขกันอย่างสุดชีวิต ข้อแตกต่างสำคัญคือ บรรดามืออาชีพเหล่านี้คิดแบบ “ลูกจ้าง” แต่คุณเฉลียวคิดแบบ “เถ้าแก่”

 

          การเกิดของกระทิงแดงยุคนั้น เข้าหลัก “Guerilla Warfare” หรือ “สงครามจรยุทธ” ครบครัน แต่เป็นการเกิดอย่างห้าวหาญและใช้ยุทธศาสตร์การตลาดครบรูปแบบ เล่นเอากองทัพโอสถสภาฯแตกไม่เป็นขบวนเพราะคาดไม่ถึง เพราะก่อนหน้านั้นเกิดสินค้าเลียนแบบลิโพวิตัน-ดีมากมาย ชื่อแปลก ๆ เช่น ม้าศึก แรดบิน ช้างบิน สิงโตเหยียบโลก ฯลฯ แต่ไปไม่รอดสักราย จนกระทั่งเกิด “กระทิงแดง” ของคุณเฉลียว อยู่วิทยา มาแบบฟ้าถล่ม ดินทะลาย เกิดอย่างเงียบและเร็วทั้งที่มีงบเพียงนิดเดียว สู้กันไม่ได้เลย บรรดาแม่ทัพโอสถสภาฯผู้ยิ่งใหญ่ยุคนั้นถึงกับประมาท คิดว่าเดี๋ยวก็ไปไม่รอดเหมือนกับทุกราย

 

          สิ่งที่ผมสอนนิสิตนักศึกษามาตลอด คือ การเกิดของสินค้าที่ยิ่งใหญ่ ถ้ามาบรรจบพร้อมกัน คือ เกิดแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ ที่ชำนาญการศึก รู้จัก “ใจ” ผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง เข้าใจกลไกทางการค้า  และโชคดีได้มืออาชีพคู่ใจในการผลิตสินค้า เกิดสินค้าที่มี “Concept” รสชาติถูกใจ “โดนใจ” เกิดยุทธศาสตร์ที่ทำอย่างถูกหลักวิชา ค่อยโจมตีจุดอ่อนของเจ้าตลาดทีละน้อย ไม่หักโหม มีความอดทน อดกลั้น ขยัน อ่อนน้อม จากไอเดียที่ยิ่งใหญ่ในที่สุดสินค้าเล็ก ๆ ก็จะกลายเป็นสินค้าที่ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานได้

 

          ยุคนั้นในขณะที่บรรดาเซียนการตลาดคนดังที่ถูกดึงตัวมาชุมนุมที่โอสถสภาฯต่างก็ปรามาสวิธีการแบบบ้านนอกของคุณเฉลียว ที่ใช้นักแสดงโฆษณา ดาวตลกลูกทุ่ง “โกร่ง กางเกงแดง” เป็นนายแบบ โฆษณาง่าย ๆ แต่คำพูดลึกเฉียบคมง่าย ๆ ว่า “กระทิงแดง ซู่ซ่า ๆ” ดูเป็นโฆษณาคุณภาพต่ำที่ไร้รสนิยม น่าขบขัน เมื่อเทียบกับโฆษณาที่มีคลาสของลิโพวิตัน-ดี แต่ลึก ๆ โฆษณาดังกล่าวกลับ “โดนใจ” ลูกค้าระดับล่าง ทำให้เกิดการขยายฐานตลาดใหม่ ที่กว้างใหญ่เกินกว่าที่ชาวลิโพวิตัน-ดี เข้าใจ และในที่สุดฐานล่างของปิรามิดก็ใหญ่กว่าฐานเดิมข้างบน

 

          ย้อนประวัติกำเนิดลิโพวิตัน-ดี ในเมืองไทย เป็นสินค้าที่คุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นำมาจากญี่ปุ่น เพราะเป็นสินค้าขายดีอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นและหลายประเทศทั่วโลก เจ้าของคือ บริษัทไตโชฟาร์มาซูติคอล จำกัดยักษ์ใหญ่วงการยาของญี่ปุ่นที่มีระบบ Eagle System เครือข่ายแน่นเหนียวในวงการยาของญี่ปุ่น ในช่วงนั้นในเมืองไทยจะมียาดื่มสองสามยี่ห้อ เช่น กูโรม้อนท์ กูรอนซาน ป้อปปิ้นดี ฯลฯ เป็นผู้นำตลาดแบบเล็ก ๆ แต่ ด้วยความสามารถและสมองอันเฉียบแหลมของคุณสุรัตน์ ก็สามารถสร้าง Concept ใหม่ “ใจยังสู้ชูสองนิ้ว” กลายเป็นยาโด้ปที่ดังระเบิด และขายเป็นเทน้ำเทท่า จนญี่ปุ่นตกใจ และลิโพฯก็กลายเจ้าตลาดอย่างเบ็ดเสร็จมานับสิบปีติดต่อกัน ชนิดไร้เทียมทาน ไร้คู่แข่งระดับเดียวกัน

 

          ในปี ๒๕๒๕ ผมถูกดึงตัวจากค่ายเครือซิเมนต์ไทย ให้มาเปิดบริษัทโฆษณาในเครือ ชื่อ สปาแอดเวอรไทซิ่ง งานหลักคือทำโฆษณาให้กับลูกค้าใหญ่คือ ลิโพ ในปีแรกลูกน้องผมทำโฆษณาชื่อ “แข่งเรือ(พาย)” ปรากฏว่าได้รางวัลโฆษณายอดเยี่ยมประจำปี และปีต่อมาผมก็เขียนโฆษณาเอง ชื่อ “ลิโพ มวยไทย (หักงวงไอยรา) ก็ได้รางวัลยอดเยี่ยมประจำปีอีก และปีต่อมา ผมก็เขียนสคริพท์ใหม่ ฉลองให้ขาวผ่อง สิทธิชูชัย นักชกเหรียญเงินโอลิมปิค เหรียญแรกของไทย ให้กับลิโพ อีก ก็ได้รางวัลยอดเยี่ยมประจำปีอีก ในขณะที่เราดีใจฉลองกันใหญ่ ผมหารู้ไม่ว่า สินค้าคู่แข่งของเรา คือ กระทิงแดงที่ไม่ได้รางวัลอะไรเลย แต่กลับทำยอดขายแซงลิโพฯ อย่างเงียบ ๆ ชนิดที่คนทั้งโอสถสภาฯก็ไม่ยอมรับว่า แพ้แล้ว เพราะยอดขายลิโพฯ มิได้ตกลงเลย (แต่เกิดตลาดใหม่ ตลาดล่างขยายมหาศาลไม่รู้ตัว)

 

          เช้าวันหนึ่งในปี ๒๕๒๖ คุณเพชร โอสถานุเคราะห์ (ลูกชายคุณสุรัตน์) ซึ่งทำหน้าที่รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทโอสถสภาฯ และเป็นประธาน บริษัทสปาแอดเวอร์ไทซิ่ง เดินเข้ามาหาผมและบอกว่า ผมได้รับคำสั่งมาให้แจ้งคุณมานิตว่า บอร์ดได้มีมติให้ย้ายคุณมานิต ไปเป็นผู้อำนวยการตลาด บริษัทโอสถสภาฯ ให้คุณมานิต รีบหาคนมาแทนและย้ายไปได้เลยเพราะเป็นเรื่องด่วน ผมยังไม่หายตกใจก็ขอพบคุณสุรัตน์ เพื่อทราบนโยบาย สรุปในที่สุดก็เป็นอันว่ายังไงผมก็ต้องไปเพราะสถานการณ์รีบด่วนมาก ผมก็ต่อรองขอเวลา ๖ เดือน โดยช่วงนี้ผมขอไปเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ของบริษัทโอสถสภาฯ เพื่อทดลองงานและลงลุยสนามกับบรรดาลูกน้องเซียนนักขาย เพื่อจะได้ไม่ทำอะไรห้าแต้มเสียหายหนักเข้าไปอีก ขอรู้สภาพสนามจริงด้วยตนเองเลย

 

          สิ่งที่ผมพบด้วยความตกตะลึง ก็คือ ส่วนแบ่งตลาดในสนามจริง ลิโพฯแพ้ราบในหลายพื้นที่ มิใช่แพ้อย่างสูสี หลายพื้นที่เราเสียส่วนแบ่งตลาดไปเกือบหมด ทั้งตลาดเป็นกระทิงแดงส่วนใหญ่ เหลือไว้เฉพาะเขตในเมืองกับจังหวัดใหญ่เท่านั้น ปรากฏว่าคุณเฉลียวแกเก่งจริง ๆ ทั้งที่แอบสืบทราบมา มีพนักงานขายเพียง ๒๗ คนเท่านั้น จับเฉพาะ Key Account ในขณะที่พนักงานลิโพฯ รวมกันแล้วเป็นร้อย มีรถหน่วยหลายสิบคัน คุมทั่วประเทศ แต่กลับขายสู้กองทัพเล็ก ๆ ของคุณเฉลียวไม่ได้

 

          แต่ที่เจ็บปวดที่สุดคือ ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของเราในกรุงเทพฯ เช่น เฮีย “โอวจุก” ผมโผล่เข้าไปเยี่ยมที่ร้านตกใจมาก เพราะกว่าครึ่งของโกดังซึ่งเป็นตึกแถวหลายห้อง เป็นสต๊อคของกระทิงแดงเกือบหมด แปลว่า คุณเฉลียวใช้วิธีเจาะจุดอ่อน ลูกค้ารายใหญ่ของเราทั่วประเทศ ให้รางวัลและของแถมเพียบกลายไปภักดีคุณเฉลียวหมด แต่บรรดาลูกน้องตัวดีของผมไม่รายงานเลย ทั้ง ๆ ที่รู้ความจริงมานานแล้วมิน่ากระทิงแดงถึงได้เกิดได้เกิดดี

 

          คุณเฉลียว เป็นเซลส์แมนเก่าของบริษัท เอฟอี ซูลิค ขายยา “ออริโอมัยซิน”ที่โด่งดัง จึงได้ไอเดียลาออกมาแล้วมาทำเอง ตั้งชื่อว่า “ทีซีมัยซิน” แต่ก็ยังขายดีไม่เท่า จึงหันมาทำกระทิงแดง เลียนแบบลิโพวิตัน-ดี แทน  แต่ด้วยความเป็นมือเก่า จึงวางยุทธศาสตร์ “เฉียบ” โจมตีจุดอ่อนลิโพฯ ครบ ๔ พี คือ ประการที่หนึ่ง ตัวสินค้า จุดเด่นของยาดื่มคือ คาเฟอีน ซึ่งลิโพฯมีเพียง ๕๐ มล. แต่กระทิงแดง อัดเข้าไปถึง ๑๐๐ มล. เรียกว่ากินแล้วตาสว่างทันที แล้วก็โฆษณาว่า ซู่ซ่า ๆ (ต่อมาทุกยี่ห้อถูก อย.บังคับให้ลดเหลือ ๘๐ แต่กระทิงแดงก็ติดตลาดเสียแล้ว)

 

          ประการที่สองคือ ราคา ลิโพ ขายขวดละ ๑๐ บาท (๑๐๐ ซีซี) กระทิงแดงขายเพียง ๙ บาท ประการที่สาม การจัดจำหน่าย กระทิงแดงใช้วิธีฉลาดเจาะลูกค้าใหญ่ชองลิโพฯ ทั่วประเทศ เพื่อให้เป็น Key Account ไม่กี่ราย ให้ของแถม ส่วนลด กำไรเพียบ และกลยุทธ์ ป่าล้อมเมือง ประการสุดท้าย ใช้โฆษณาแบบง่าย ๆ “กระทิงแดง ซูซ่า ๆ” Hard Sell จะ ๆ ลงโฆษณาเต็มหน้าในไทยรัฐ มีแต่เนื้อความตัวโต ๆ ว่า “กระทิงแดง ผสมตัวยาบำรุงตับ” ซึ่งเสี่ยงและหมิ่นเหม่และกลายเป็นคดีกับ อย. แน่คุณเฉลียว ก็ไม่สนใจ คดีก็สู้กันไปหลายปี แถมยังอัดแคมเปญวัดดวง เปิดรางวัลใต้ฝา เปิดปุ๊บได้รางวัลปั๊บ (Instant Win) ซี่งทางการไทยไม่อนุญาต แต่คุณเฉลียวก็หัวใส เพราะถ้าเปิดปุ๊บเห็นภาพรางวัล ต้องเอาเงินไปแลกอีกหนึ่งบาท ก็จะได้มอเตอร์ไซค์ ได้รางวัลอะไรก็ได้ ถือว่าเป็น “ แลกซื้อ (Redemption)” ฯลฯ กลายเป็นแคมเปญระเบิดโลก แต่กลุ่มโอสถสภาฯละล้าละลังกลับไม่กล้าทำเพราะถือว่าเสี่ยงมาก

 

          ที่เล่ามานี้ เล่าด้วยความนับถือในฐานะคู่แข่ง เพราะทำถูกหลักการตลาดสมัยใหม่เปี๊ยบ ทั้งที่คุณเฉลียว ไม่ได้เรียนการตลาดอะไรเลย ที่ได้มาจากประสบการณ์การขายที่อยู่ในตัวทั้งสิ้นและเป็นคนกล้าคิด กล้าเสี่ยง ถ้าผมจำไม่ผิด กระทิงแดงเกิดในปี ๒๕๑๙ ทันทีที่เกิดได้ ยกที่หนึ่ง โอสถสภาก็รีบแก้เกมด้วยการส่งสินค้าชื่อ ซิพต้า ออกประกบใช้งบมหาศาลเปิดแคมเปญยิ่งใหญ่ สัญลักษณ์เป็นรูปปืนใหญ่ กะเผด็จศึกกระทิงแดงแบบเบ็ดเสร็จ ปรากฏว่า นอกจากไม่ทำความกระทบกระเทือนให้กับกระทิงแดงเลย แถมยังไปขยายตลาดให้โตขึ้น และกระทิงแดงก็ยิ่งกวาดตลาดหนักขึ้นไปอีก

 

          ยกที่สอง โอสถสภาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ ตั้ง SBU คือหน่วยรบพิเศษ ตั้งเป็นบริษัทแยกออกไปชื่อคล้ายกัน บริษัททีวีฟาร์มาซูติคอล (ไม่รู้คิดยังไงที่ไปเลียนแบบชื่อบริษัทคุณเฉลียว) เปลี่ยนฉลากเป็นรูปดาวนายอำเภอ ตั้งชื่อสินค้าว่า “แม็กนั่ม” แล้วก็ออกไปลุยกับกระทิงแดงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่เกี่ยวกับทีมงานลิโพฯเลย ปรากฏว่าหนักเข้าไปอีก แม็กนั่ม นอกจากไม่ทำความระคายเคืองกระทิงแดงแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้ภายในโอสสถสภาฯแตกเป็นสองทีม แข่งกันเอง

 

          เมื่อตอนที่ผมย้ายไปเป็นผู้อำนวยการตลาด ผมขึ้นประกาศในห้องประชุมฝ่ายขายที่มีคนนับร้อยว่า เราต้องยอมรับว่าวันนี้เราแพ้กระทิงแดงแล้ว อย่าหลอกตัวเองว่าเราเป็นหนึ่งมาตลอด ตอนนี้ที่เราโฆษณาชูสองนิ้ว ตอนนี้เรากลายเป็น “สองมาตลอด” ทุกคนก็หัวเราะ แต่ผมก็ประกาศว่า ถ้าเราแพ้ก็ต้องยอมรับว่าแพ้ เพราะตอนนี้คุณเฉลียว เขาก้าวไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว เขาออก กระทิงแดงขวดใหญ่ ๑๕๐ ซีซี. ขายแค่ขวดละ ๑๐ บาท ประกบเรา ปรากฏว่าขายดียิ่งกว่าเก่า แท็กซี่กินแล้วบอกว่าอิ่มมาก เรามัวแต่ไปโจมตีว่าขวดใหญ่กว่า แต่เจือจางลง และผิดหลักการตลาด เพราะสินค้าทุกสินค้าขวดเล็กใหญ่ต้องสูตรเดียวกัน ผมว่าคุณเฉลียวแกเป็น Genius แกสามารถทำสินค้าเดียวกันได้สองสูตร แต่ขายดีทั้งคู่ (ไม่รู้คิดได้อย่างไร เพราะปกติสินค้าระดับโลก เช่นโค้กขวดเล็กขวดใหญ่ ก็ต้องสูตรเดียวกัน) จากนั้นผมก็ประกาศว่าเราจะสู้ในยกที่สาม ด้วยสินค้าใหม่ ชื่อ M-100 และ M-150 ชื่อและฉลากผมคิดกับลูกน้องชื่อคุณสุรศักดิ์ สูตรได้จากทีม R&D พิเศษชื่อคุณบัญชา แล้วผมก็ขอยุบ บ.ทีวีฟาร์มาซูติคอล แยกตลาดเป็นตลาด ๑ และตลาด ๒ รวมทีมจัดทีมใหม่เพื่อเตรียมสู้กับกระทิงแดงแบบเต็มพลัง

 

          แต่กระทิงแดงก้าวกระโดดไปไกลยิ่งกว่านั้น ผมมีเพื่อนสนิทจบจุฬาฯรุ่นเดียวกันคือ คุณจิรศักดิ์ สมาธิวัฒนชัย ผมไปเยี่ยมที่สิงคโปร์ แกตั้งบริษัทเป็นตัวแทนขายกระทิงแดง เปิดตลาดสิงคโปร์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ปรากฏว่าขายดีมาก คุณจิรศักดิ์ แกกระซิบบอกผมว่า ตอนนี้ กระทิงแดงไปเร็วมาก คุณเฉลียว โชคดีมากได้ฝรั่งลูกน้องเก่าที่จ้างมาทำยาสีฟันเบลนแด๊กซ์(อันดับหนึ่งเยอรมัน) มาทำตลาดอยู่เป็นปีให้เบอร์ลี่ยุคเกอร์ขาย แต่ไปไม่รอด ทั้งที่ทุ่มโฆษณาเป็นร้อยล้านบาท ขากลับ นายดีทริช แกขอเอากระทิงแดงไปตั้งชื่อว่า  RedBull ใส่กระป๋องสีเงิน เติมคาร์บอเนต แล้วไปตั้งโรงงานที่ออสเตรีย แต่คุณเฉลียวกับคุณเฉลิม (ลูกชาย) มี ๕๑% ดีทริช ถือ ๔๙% ปรากฏว่าฝรั่งเก่งมากทำยอดขายทะลุฟ้า กลายเป็นสินค้าอันดับหนึ่งของโรงงานออสเตรีย ตอนนี้กำลังดังไปทั้งยุโรป และกำลังจะมาเปิดตลาดที่สิงคโปร์

 

          สิ่งที่คุณเฉลียวเก่งก็คือ ท่านเปิดตลาดต่างประเทศแถวเอเชียนี้โดยใช้กระทิงแดง กระป๋องสีทองบุกตลาด ปรากฏว่าทั้งในจีน ในไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลย์เซีย ขายดีมาก ขายทะลุไปถึงเพื่อนบ้าน พม่า เขมร และลัดฟ้า ข้ามไปถึงอเมริกา โดยเฉพาะตลาดไชน่าทาวน์ กลายเป็นสินค้าเอ๊กซปอร์ต ที่โตอย่างเงียบ ๆ แข่งกับ RedBull กระป๋องสีเงินของนายดีทริช แต่ต่างคนต่างขายไม่ว่ากัน (แต่นาน ๆ ก็โดนศุลกากรสั่งห้ามเข้าทีท่าเรือสหรัฐเพราะสูตรไทยมีส่วนผสมบางตัวที่สหรัฐห้ามเข้า) แต่กระทิงแดงกระป๋องทองก็ขายดีทุกตลาดยอดขายปีละหลายพันล้านบาทเงียบ ๆ ไม่มีใครรู้ คนก็ต้องแย่งก้นซื้อ แถมต้องซื้อด้วยเงินสดอีก

 

          แต่ที่ไม่มีใครคาดคิดคือ RedBull สูตรของนายดีทริช ทะลุทะลวงกลายเป็นสินค้าเจ้าตลาดยาดื่มของโลก เพราะความสามารถในการเจาะตลาดยุโรป สปอนเซอร์กีฬาความเร็ว และความรุนแรงสุดขีด ไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์วิบาก ผาดโผน เรือเร็ว รถแข่ง เรือบิน สกี กลายเป็นเครื่องดื่มผสมในแอลกอฮอล์ดังในทุกผับเพราะทำให้กินแล้วไม่เมาค้าง กลายเป็นส่วนผสมสูตรใหม่ของสุราชั้นดี ระบาดไปทั่วทุกคลับ จนถูกฝรั่งด้วยกันอิจฉาแกล้งปล่อยข่าวโจมตีมากมายแต่ก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง แม้บริษัทเครื่องดื่มระดับโลกพยายามออกสูตรมา แข่งขันและเลียนแบบ แต่ก็สู้ไม่ได้ แม้แต่ญี่ปุ่นต้นตำรับ RedBull จึงทำยอดขายได้ทั่วโลกกว่า ๑ พันล้านกระป๋อง ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า ๗๐% ของโลก

 

          ครับ คนเราถ้าเก่งจริง แถมดวงดี ได้คู่ดี ดวงสมพงษ์ แม้ฟ้าก็ไม่อาจหยุดความยิ่งใหญ่ได้ แต่ที่ผมชื่นชมที่สุด ทั้งที่เป็นคู่แข่งทางการค้าช่วงหนึ่ง ในฐานะเป็นนักการตลาดอ่อนอาวุโส เมื่อวันที่ผมเป็นนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย วันหนึ่งผมเสนอให้กรรมการมอบรางวัล “Hall of Fame” ให้คุณเฉลียว เพื่อเป็นการแสดงคารวะ ทุกคนเห็นพ้องกันเป็นเอกฉันท์ แต่ปรากฏว่าคำตอบที่ได้รับคือ ขอบคุณแต่ขอไม่รับ เพราะไม่เคยยอมรับรางวัลอะไรเลย

 

          ใช่ครับ นี่คือ นักการตลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตัวจริง ในสายตาผม ผู้มีชีวิตเรียบง่าย ไม่เคยให้สัมภาษณ์ ไม่เคยอวดตัว ไม่เคยเป็นข่าว ไม่อยากดัง ไม่อยากได้อะไรเลย ในชีวิตมีแต่ให้ และทำบุญทำกุศล ยิ่งในยามที่รวยแล้ว แต่ก็ทำเงียบ ๆ ไม่ให้ใครรู้ ผมเคยไปที่วัดเขาสุกิม ที่จันทบุรี ปรากฏว่าทุกอย่างที่หลวงพ่อสมชายท่านสร้าง เบื้องหลังก็คือคุณเฉลียว อยู่วิทยานี่เอง

 

          วันนี้ผมขอเขียนคารวะนักการตลาดผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริง ที่ผมแอบเคารพนับถือมานาน แม้เป็นคู่แข่งขันกัน เมื่อวันที่ผมได้พบท่านที่คณะกรรมการสมาคมผู้ผลิตยาและนั่งติดกัน ผมก็ยกมือไหว้และทักทายด้วยความนับถืออย่างจริงใจ เจอหน้าครั้งใดใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มและวันนี้ขออนุญาตเก็บท่านเป็นต้นแบบในใจของผมไว้ตลอดไป ไม่เพียงแต่ จากเซลส์แมนเล็ก ๆ เด็กบ้านนอกคนยากที่กลายมาเป็นนักการตลาดผู้ยิ่งใหญ่ของโลก แต่ที่สำคัญ เป็นตัวอย่าง “รวยจริงเก่งจริงไม่ต้องอวด แต่ที่สุดก็ดังด้วยความดีและความเก่งที่ยั่งยืนยงตลอดกาล” 

 

          ครับ ไม่เหมือนคนรวยหรืออภิมหาเศรษฐีหลายคนในเมืองไทยเลย พอรวยแล้วก็ชอบอวด ชอบดัง อยากได้รางวัล อยากเป็นใหญ่ แถมสร้างบ้านอย่างกับวัง สุดท้ายก็คือพัง ชีวิตเลยไม่สงบ น่าจะหันมาดูตัวอย่างคุณเฉลียวบ้าง รวยเท่าไรก็ขี่จักรยานคันเล็ก ๆ ตรวจรอบโรงงาน ไม่ซื้อโรลส์รอยส์หรือเบนท์ลี่มาขี่โชว์เลย ทั้งที่จะซื้อกี่สิบคันก็ได้ ใครเอารางวัลอะไรมาให้ก็ปฏิเสธ

 

          ขอให้ท่านไปสู่สุคติ สมปรารถนาของท่านและครอบครัวนะครับ

 

                     

มานิต รัตนสุวรรณ 26/3/12                                                                                                         

smatmarketing.com

 

                                




Create Date : 26 มีนาคม 2555
Last Update : 26 มีนาคม 2555 15:32:35 น. 0 comments
Counter : Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
smat-ajmanit
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add smat-ajmanit's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.