มีนาคม 2558

1
2
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
เล่าเรื่องราวผ่านตัวหนังสือ ตอน “Lost Away in Tokyo”
เล่าเรื่องราวผ่านตัวหนังสือตอน “Lost Away in Tokyo”

โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ ฮิ้ววววววววว มง มงมง มง เท่ง มง เท่ง มง เท่ง มง ……….

ที่ต้องตีกลองฆ้องวงกันขนาดนี้ นั่นก็เพราะโอยยยยย….. 1 ปีที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เป็นมนุษย์อ้วน ธรรมดาๆคนหนึ่งตื่นเช้าไปทำงาน กินข้าว ดูทีวี นอน นั่งเพ้ออยู่คนเดียวว่า กูจะไปไหนดีๆ แต่ เอ๊ะอะ อูว์ อ้าววว ไม่มีตังค์ หนี้ก็ไม่หมด จบกัน นอนดีกว่าขอขอบคุณการสื่อสารแห่งประเทศไทย ปิดคอม…………….กริ๊บ กริ๊บ

ปีที่แล้วบอกเลยว่า ผมได้ไป Japan Japan นะ Japan ตั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกไป Tokyo ครั้งแรกในชีวิตเลย ครั้งที่สอง Fukuoka แต่ เอ๊ะ อะ อูว์ อ้าววว มานั่งถามตัวเองว่าทำไมไม่เอามาโชว์เพื่อนๆกันบ้างละ ว่าแล้วก็เปิดคอมขึ้นมาเอารูปมาคัด เอารุปมาวาง กว่าจะเสร็จก็เป็นชั่วโมง ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ทำอะไรก็ดูลำบ๊าก ลำบาก เนอะ เอาละๆณ บัดนี้ขอเชิญท่านทั้งหลายสดับรับชมและฟังการผจญภัยของผม ณ บัดนี้เลยนะครับเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในความทรงจำผมน้อยมาก เพราะมันนานมาแล้วข้อมูลไหนที่ไม่ถูก ผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ


เรื่องมันมีอยู่แว๊ …. ว่า คุณทูลหัวอยากจะไปญี่ปุ่นครับ ไอ้เราก็เอ้าไป ก็ไป ตังค์ก็ไม่ค่อยจะมี แต่ก็ไปอยากไปจับหิมะ อยากไปเจอหิมะ (ถ้าติดตามตอนกลางๆเรื่อง ท่านจะรู้เลยว่าผมเกลียดหิมะตลอดชีวิต) ก็จัดแจงจองตั๋วโดยสารการบิน Ca..Pa ฮ่าๆๆ ไม่รู้เลยเนอะสายการบินนี้ผมชอบตรงที่เค้าไม่บินตรงครับ เค้าแวะฮ่องกงก่อน เพราะโดยนิสัยส่วนตัวผมไม่ชอบนั่งเครื่องบินนานๆ ผมอยากต่อเครื่องพักบ้างไรบ้าง ยืดขาบ้างไรบ้าง

วันที่ 12 Feb 2014 ..เหยียบแผ่นดิน…

From Bangkok to Japan ลงสู่สนามบินNarita ก็ไปยืนรอ ตม. คนเยอะมากครับ กลัว ตม.จะถามนู่น นี่ นั่นด้วย แต่ปรากฎว่า ผ่านฉลุยมีคุณลุงถามตอน ตรวจกระเป๋าว่า “Where are you from?” เอ่อในใจเราก็ตอบไปเลยว่า ดู passport กูดิ ทันใดนั้นสมองก็สั่งการให้เราตอบไปว่า Bangkok ฮ่าเกือบไม่ได้เข้าเมืองแล้วเรา ผ่าน ตม.มาก็ไปที่ รถไฟใต้ดิน บอกตรงๆครับ งง มากอ่านป้ายนู้น นี่ นั่น เฮ้ยในหนังสือไม่เห็นมี ว่าแล้วก็ซื้อบัตร Suica ก่อนเลยด้วยความที่อ่านหนังสือมา คุ้นๆซื้อแมร่งก่อนเลย วันแรกผมจะไป Kawaguchiko ก่อนเลยครับ หาข้อมูลมาเลย เราต้องนั่งรถไฟ JR อะไรซักอย่าง จำไม่ได้ละ ไปลงสถานี Shinjuku แล้วไปต่อรถบัส Keio ไป Kawaguchiko ปรากฏว่า นั่งมั่วครับ ไม่ได้จองที่นั่งอะไรเลยจองไม่เป็น ดีจังที่มีคุณลุงใจดีมาถามเราว่าจะไปไหน เราบอกว่าเราจะไป Shinjuku แกชี้ไปที่รถขบวนข้างหน้ากำลังจะออกเราก็รีบกระโดดขึ้นรถเลย ปรากฎว่า รถคันนี้เป็นรถธรรมดาครับ ฮ่าๆๆๆในใจนึกเลยว่า วันแรกกรูก็โดนซะละนอนก็ไม่ได้นอน นู้นนน กว่าจะถึงสถานีโตเกียว ชั่วโมงครึ่งนู้นนน เริ่มกระวนกระวายหลงชัวๆๆๆๆๆ ทำไงดี ตั้งสติๆๆๆ หยิบแผนที่ขึ้นมาแล้วก็ ดูครับจากตรงนี้กรูจะไป Kawaguchiko ยังไง สรุปก็คือไหนๆก็ตกรถบัส ไปแล้วก็นั่งรถไฟนี่แหละยาวๆเลยไปลงสถานี Otsuka(น่าจะใช่นะ) ต่อสถานีนู้นสายนี้มั่วไปหมดสุดท้ายก็มาถึงสถานี Otsuka ครับ


เชื่อม่ะทุกท่านครับผมลงรถไฟที่สถานี Otsuka ก็ไปถามนายสถานี “คุยไม่รู้เรื่องหรอก แต่ได้ความว่า รถไฟจะไป Kawaguchiko อีก 5 นาทีจะออกแล้ว” อ้าวเฮ้ยทันทีทันใด ก็วิ่งเอาบัตร Suica ไปติ๊ดเลยสิ แต่โอ้ววว พระเจ้าช่วยยด้วยบัตรติ๊ดไม่ได้ ตังหมดพนักงานพยายามจะบอกแต่ เอ่อบอกเป็นภาษาญี่ปุ่นฟังไม่รู้เรื่องอ่ะ แกเลยเดินไปชี้ที่ตู้หยอดเหรียญ เอาล่ะเสียตังค์อีกรอบไหนๆก็ไหนๆละก็จัดไป

พอมาถึงที่สถานี โอ้ว โอ้ว โอ้วทำไมอ่ะ ทำไม ทำไมสถานที่นี้มันช่างสวยยยยยยยงาม อะไรขนาดนี้ผมสวมเสื้อบางๆแล้วเอาคาดิแกนมาสวม เชื่อป่ะครับ บรรยากาศที่สุดยอดแบบนี้แทบจะลืมความหนาวไปเลยครับ ผมก็นำกระเป๋าไปเก็บที่พัก ก็อยู่ตรงกันข้ามนั่นแหละ Kawaguchiko Inn อะไรซักอย่างนี่แหละ คุณลุงใจดีมากพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง ก็มั่วๆกันไป ผมมั่วบ้างลุงมั่วบ้าง สรุปคุยกันรู้เรื่องฮ่าๆๆ เก็บกระเป๋าเสร็จก็ไม่ รีรอเวลา ในช่วงบ่ายรีบไปซื้อตั๋ว Fujikyo pass ticket (น่าจะนะจำไม่ได้อีกนั่นแหละ)เพื่อที่จะได้นั่งรถชมเมืองไปยันป้ายสุดท้ายเลยนะครับ แต่น่าเสียดายที่อากาศไม่เป็นใจ น้องฟูจิองผมขี้อายไม่ยอมเผยหน้าตาออกมาเลยอากาศดูครึ้ม มึนๆ งงๆ แต่ก็เอาเถอะมาถึงนี่แล้ว ดูดดื่มบรรยากาศให้เต็มที่รายละเอียดท่องเที่ยวที่ Kawaguchikoไปหาเอาเองนะครับหรือสอบถามหลังไมค์ได้ครับยินดีแนะนำและค้นคว้าหาให้ครับ งานถนัดของผม อิอิ


13 Feb 2015…ดื่มด่ำบรรยากาศ…

ตื่นเช้ามาเราก็รีบมุ่งหน้าไปที่สถานีShimoyoshida โห…..เป็นเมืองที่ผู้คนน่ารักเงียบสงบ สวย มว๊ากกกกกๆ ที่นี่เรากำลังจะไป Chureito Pagoda เจดีย์ 5 ชั้นสองข้างทางเต็มไปด้วยหิมะที่กวาดกองโดยผู้คนแถวนั้นหิมะขาวโพลนเต็มไปเลย ขาวจนแสบตากันไปเลยทีเดียว ลงรถไฟมาก็มั่วกันเลยทีเดียวบนถนนมีแต่รอยเท้าของเราที่เหยียบย่ำกันไป ไม่มีใครให้ถามทางเลยแม้แต่คนเดียวอ่านป้ายไม่ได้ เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย ซักพักมีคุณแม่บ้านญี่ปุ่นเดินผ่านมาคุณแหม่ก็โค้งคำนับเลย โค นิ ชิ ว้า… #@@!%^&*^%%$ เดส ก้า…. คุณๆคิดว่าผมจะทำยังไง ผมยืนสตั๊นไป 4 วิ กว่าจะรวบรวมสติกลับมาได้ ยัง ยังยังไม่หยุดพูด แต่คำสนทนาต่อมามีท่าทางเว้ยเฮ้ยยย คุณแหม่บอกว่า ข้ามทางรถไฟ ผมก็ “ไฮ้”เลี้ยวซ้าย ผมก็ “ไฮ้” ตรงไปข้ามใต้สะพาน ผมก็ “ไฮ้” จะถึงพอดี ถึงอะไร คุณแหม่รู้หรอว่าผมจะไปที่ไหนและสุดท้ายก็จบการสนทนาโดยผมกล่าวคำว่า อา ริ กา โต๊ะ โก ไซ มาสสสสสสแต่น่าเสียดายครับ ทางขึ้นเจดีย์มีหิมะปกคลุมทั้งหมดขึ้นกันมาสองคนได้ซักพักนึงก็ตัดสินใจว่าได้แค่นี้แหละ อันตรายเกินไปที่จะขึ้นไปแต่ขอบอกว่า มันงดงามมว๊ากกกก จริงๆครับ

ดื่มด่ำกับ shimoyoshida กันมาซักพักนึงละก็เดินทางกลับมาสถานี Kawaguchiko เพื่อซื้อตั๋วรถบัสกลับมาที่ shinjuku ครับ


ถามสิว่าอ่านออกมั้ยก็ตอบเลยว่า “ไม่”จากนั้นผมก็นั่งรถบัสเฉื่อยๆเอื่อยๆ (รถที่นี่เค้าจำกัดความเร็วนะครับ)จริงๆต้องบอกว่าเกือบจะทุกประเทศที่เค้าจำกัดความเร็ว ไม่เหมือนกับ สาย 8 บ้านเราหรือ รถทัวร์กรุงเทพ – XXX ที่พอเวลาผู้โดยสารหลับนี่มรึงซัดซะ 140 – 160 กูนี่กลัวจนหลับเลย “แมร่ง”

และแล้วก็มาถึงสถานี Shinjuku ที่นี่ต่างจาก Kawaguchiko ชัดเจนมากๆ เนื่องจากผมมาถึงช่วงเย็นๆก็จะมีเด็กนักเรียน พนักงานออฟฟิต แหม่ๆๆๆดูเพลินตาอยู่ แต่สู้คนไทยไม่ได้หรอกบอกตามตรงที่สวยๆเนี่ยไปอยู่ในแผ่น โม้ดดดดด ฮ่าๆๆ จัดแจงเติมบัตร suica แล้วก็นั่งรถไฟไปลง สถานี Inaricho ใช่แล้วผมพักที่โรงแรม Oak Hotel สาเหตุที่เลือกโรงแรมนี้คือ เดินไม่ไกลจากสถานีราคาไม่แพง อยู่ระหว่าง Uenoกับ Asakusa ว่าแล้วก็ไม่รอช้าโดนกระเป๋าเสร็จ ก็ไป Odaiba ก่อนเลย ที่นั่นเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่มาก มีห้างVenus fort สะพานสายรุ้ง ชายหาด มีวิว มีชิงช้าสวรรค์ มี Megaweb Toyota showcase มีหลายสิ่งที่ผมคิดว่าทุกท่านควรจะไปรวมทั้งแหล่งช๊อบปิ้งแต่สารภาพเลยผมเดินไม่หมดหรอก แฮ่ะๆ ก็ผมไปตอนเย็นๆแล้วนิ (แต่วันท้ายๆผมก็มาซ้ำนะ แอบมาซื้อ Gundam กลับบ้าน ฮ่าๆๆ) ผมนั่ง Jr มาลงที่สถานี Shimbashi แล้วไปต่อรถ Yurikamome ไปสถานี Daiba ซึ่งจะเจอสิ่งที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตว่าต้องมาให้ได้ คือ



บอกเลย…เจอแค่ไอ้ตัวนี้กลับเลยก็ได้ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้วผมจบแต่แฟนไม่จบ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาชมกันว่าผมจะไปไหนต่อก่อนจากลาในคืนนี้ก็ลากันด้วยอาหารใน Fast food ที่ Odaiba นี่แหละหลับฝันดีทุกท่านครับ


14 Feb2014  …หิมะถล่ม วันสยองโลก…

สวัสดีวันแห่งความรักครับวันนี้ผมมาจบความใฝ่ฝันของแฟนผมกันที่ Sanrio Puroland หลายๆท่านที่ไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ เอ่ะ ๆๆ มันคืออะไรทำไมเราไม่เคยได้ยินที่นี่คือ บ้าน คิตตี้ ครับ การเดินทางผมก็นั่งรถไฟใต้ดินจาก Inaricho มา Shinjuku แล้วต่อ JR ไปลงสถานี Tama-Center ครับ โหยยยวันนี้นี่พายุหิมะลงแรงมากๆ เข็ดเลยในการอยากเจอหิมะครั้งแรกมันแย่มากๆครับ ลมพาหิมะมาตีหน้าเราแถมเท้าเรายังต้องเหยียบย่ำไปกับหิมะที่ยังไม่จับตัวกันเป็นปุยๆ คือมันลื่นอ่ะครับแต่ละย่างก้าวเราต้องจิกเท้าเพื่อไม่ให้ล้ม ขอบอกเลยเหนื่อยมากครับสำหรับท่านที่ไม่เคยเจอหิมะ อย่าไปคิดภาพหิมะกองขาวๆสวยๆนะครับ วันนี้สำหรับผมมันคือเละ…….

แต่พอเข้าไปใน Sanrio Puroland ขนาดผมไม่ใช่สาวก ผมยังบอกเลยว่า เออ Ok นะน่ารักดี ข้างในน่าจะมี 4-5 โซนครับจำไม่ได้แต่บอกเลยว่าสวย มีการแสดงของผองเพื่อนตามเวลาครับ แต่บอกเลยชอบคนแสดงครับน่าร๊ากกกก น่ารัก ฮ่าๆๆ

น่าทึ่งป่ะละ นึกว่าอยู่ในนิยาย



การแสดงเป็นรอบๆครับ


อันนี้นี่สุดยอดเลยผมชอบมากเลย โซนนี้

จริงๆมีอีกหลายภาพนะครับที่ถ่ายมาแต่เนื่องจากรูปเยอะมาก ขี้เกียจเอามาตัดต่อครับ แห่ะๆ แอบขี้เกียจถ้าอยากดูเต็มก็ไปดูได้ที่ Facebookผมครับ search เลยครับ EkkaNitta ดูกันให้จุใจไปเลยครับ ผมอยู่ที่ Sanrioประมาณเย็นๆก็กลับที่พักและระหว่างการกลับที่พัก แค่ระยะทาง 300 เมตรจากทางขึ้นสถานีรถไฟไปโรงแรมเชื่อป่ะครับ มันแสนทรมาน เม็ดหิมะ โดนลมพัดมาแปะตัวแปะหน้า รองเท้าก็เปียกเนื้อตัวเปียกปอนด์ ชุ่มช่ำไปด้วยหิมะที่ละลาย โอ้ยยยยย กรูไม่เอาแล้ว หิมะ ฮือๆๆอยากกลับบ้าน ทันใดนั้นเห้นแสงสว่างรำไรๆ โอ้วววร้าน Yoshinoya บอกเลยว่า ทริปนี้ ผมใช้บริการร้านนี้เยอะมากกกกกกกถึงมากที่สุดเพราะว่า ถูกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก อร่อยยยยยยยยยเหาะกันเลยทีเดียว เอผมถ้าใครทานเนื้อนะข้าวหน้าเนื้อย่าง แมร่งเอ้ยยยยยย บรรยายออกมาไม่ถูกเลย เนื้อมันนุ่มลิ้นกินกับข้าวร้อนๆ บวกกับน้ำชาร้อนๆ โอ้ววว สวรรค์กันเลยทีเดียว ใครที่ไม่ทานเนื้อก็ใส่หมูมาก็ไม่แพ้กันนะครับมันทำให้คลายหนาวไปได้เยอะมากๆ จนแทบอยากจะบอกเจ้าของร้านว่า..พี่ๆขอค้างที่นี่ได้ม่ะ…


15 Feb2014   …ไข้ ขึ้น …

หลังจากที่ผ่านมรสุมเมื่อคืนมาบอกเลยว่าไข้ขึ้นกันทั้งสองคนเลย ตื่นกันนู้นนนน 11 โมงแต่ก็นะ เพราะว่าตอนกลางคืนฝนตก ตอนเช้าหิมะตกปรอยๆก็เลยนอนยาวกันเลยทีเดียว วันนี้เราทั้งสองคนก็เปลี่ยนแผนกันหน่อยครับเราจะไปเที่ยวที่วัด Sensojiย่าน Asakusa เนื่องจากว่าวันนี้แผนเก่าเราจะไป Nikko แต่ว่าไม่ได้จองตั๋วตอนเช้าไว้ก็เลยเปลี่ยนแพลนครับ เราตัดสินใจเดินไปวัดSensoji ครับ สภาพในตอนนั้นบนถนนหนทางก็เห็นผู้คนออกมากวาดหิมะมาตั้งเป็นกองๆตามถนน บอกเลยสกปรกมากดูไม่ปุยเลยเหมือนในทีวีนะครับ บอกเลยว่าไกลอยู่แต่เนื่องจากเดินชิวๆก็คงไม่เหนื่อยมั้งครับ แล้วแต่คนนะครับ

เมื่อมาถึงวัดเซ็นโซจิ จะเจอซุ้มประตูสีแดงมียักษ์เฝ้าประตูทั้ง 2 มีโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่แขวนไว้บนซุ้มประตู เป็นประตูทางเข้าวัดระหว่างทางเดินเข้าวัดก็จะมีร้านค้า ขายขนม ขายของที่ระลึกมากมายครับแต่ระหว่างทางผมสังเกตุเห็น สถานที่ที่เค้าห้ามถ่ายรูปครับ ซักพักเห็นวัยรุ่น 4-5 คนยืนถ่ายรูปส่งเสียงดัง โหยยยเพลินกันเลยสิ่งที่ไม่คาดคิดคือ พวกเค้าเหล่านั้นพูดภาษาไทยครับ อึ้งซิครับ เอ่อเดินต่อไปเลยดีกว่า ข้ามไปเลยละกัน


สภาพในวัด Asakusa ก็ไม่แตกต่างกับบนถนน ซักเท่าไหร่ แฉะๆเปียกแต่ก็นะ ได้อารมณ์ไปอีกแบบ นี่แหละการเดินทางที่แท้จริง เราไม่รู้หรอกว่าเราจะเจออะไรข้างหน้าแต่ขอให้ยอมรับมัน สนุกไปกับมัน แล้วคุณจะไม่คิดว่านั่นคือ อุปสรรคคุณจะเปลี่ยนคำว่าอุปสรรค เป็น ผจญภัย…..

พอเสร็จสรรพจากวัด Sensoji ก็ล่วงเลยไปบ่ายๆก็เลยตัดสินใจเดินทางไปเที่ยวแถว Harajuku ครับลงสถานีฮาราจูกุมาก็ข้ามถนนไปฝั่งห้างจะเห็นทางเข้า Takeshita dori นะครับก็ขายของกินทั่วๆไปที่นิยมกันก็นี่แหละครับ เครป มาริยง


ถามว่าอร่อยมั้ยก็ใช้ได้นะครับแต่ผมเป็นคนที่กินของพวกนี้แล้วไม่รู้ว่าอร่อยรึเปล่า แต่ก็กินนะหรือจำรสชาติไม่ได้ก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆๆ ในเส้นทางก้จะมีร้านเสื้อผ้า แฟชั่น กิ๊บช๊อบไรประมาณเนี้ยบอกตามตรงผมไม่ค่อยชอบ แลดูจะเหมาะกับคุณผู้หญิงซะมากกว่า เดินตรงจนสุด Takeshita Dori รู้สึกจะเลี้ยวขวามันก็จะเป้นแหล่งช๊อบปิ้งทั้งเส้น มี Brand name มากมายนะครับ เดินไปเรื่อยๆ รู้สึกว่ามันจะไปบรรจบกับถนน Omotesandro นะ เดินไปเจอช๊อบ Onisuka tiger อ้าวมาถึงถิ่นแล้วต้องลองของซะหน่อย สุดท้ายก็เสียตังค์จนได้


แต่ Shop ค่อนข้างจะหายากนะครับ มันจะอยู่ในซอยใกล้ Ralph lauren นะครับ วันนี้ก็ค่ำมากแล้ว เดินเยอะมาก เดินจนปวดเท้ากลับโรงแรมนอนแช่เท้าสบายใจเฉิบ กันดีกว่านะครับ พรุ่งนี้เรามีนัดไป Nikko

16 Feb 2014…เรื่องไม่คาดคิด…

วันนี้ตื่นเช้าสุดๆเพื่อที่ไปจองตั๋วเช้าสุดไปNikko รถไฟไป Nikko เช้าสุดจำได้ลางๆว่าออก 7:45 นะแต่Ticket Office เปิด 8:00 หรือ8:30 นี่แหละตื่น 6 โมงเช้านั่งรถไฟไปAsakusa ปรากฏว่ามาเช้าเกินไป ว่าแล้วก็ซัด Yoshinoya มื้อเช้าซักรอบแถมท้ายด้วยข้าวกล่องเนื้อย่าง อีก1 กล่องเอาไปกินบนรถไฟ รอจน Ticket Office เปิด เราก็เดินเข้าไปเลย “I would like to get ticket to Nikko”Ticket Officer ยิ้ม 2 แหยะ แล้วค่อยๆเอื้อนเอ่ยพร้อมกับหยิบแผนที่มาบอกว่า“You can get ticket toNIKKO” but … ในใจผมก็คิดแล้วว่าbut ทำไมว่ะ เธอบอกว่า but now the bus service at Nikko doesn’t availablebecause snow storm at last night ??? ช่วยบอกกรูทีว่ากรูแปลผิด เสียใจ เสียดายเสียเวลา “ที่แหกขี้ตาตื่นขึ้นมาจริงๆ” วินาทีนั้นไม่ได้คิดถึง Nikko เลย ได้แต่ยืนสตั้น 4 วิแล้วก็เดินคอตกมานั่งรถไฟกลับโรงแรมนอนยันเที่ยงเลยยยยยยยย เอาดิ เหอะๆ

ตืนมาอีกทีก็ 11 โมงเช้า ไม่ได้ปลุกนาฬิกาปลุกเลยก็มานั่งคิดวันนี้จะไปไหนดีหว่า จะเอาแพลนล่นขึ้นมาจะดีหรือเปล่าทีแรกก็คิดว่าอยากจะไปที่ที่มีการืตูนเยอะๆ โดยส่วนตัวอยากไปพิพิธภัณฑ์ นารูโต๊ะแต่ขอโทษครับเป็นความเพ้อฝันของผมเอง ไม่มี๊ ไม่มี ค้นคว้าค้นหาทางเนตกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่มีข้อมูลเลยครับถ้าใครรู้จักรบกวนบอกด้วยนะครับ ผมจะรีบดิ่งไปอีกครั้งเลย

กลับมาสู่เรื่องราวปัจจุบันกันต่อเลยนะครับสรุปก็คิดไม่ออกครับ เดินออกไปกินร้าน Sukiya ใกล้ๆโรงแรมก่อนละกัน แล้วค่อยว่ากันอีกทีเพราะหลังๆมานี่ก็เริ่มเชี่ยวชาญเส้นทางหมดแล้วครับ ขึ้นลงรถไฟ ต่อ JR เดินไปนู้นนี่นั่น อ้อ ลืมบอกไป ผมชอบที่จะใช้ One day pass Ticket นะครับผมว่าถูกดี ใช้เดินทางได้เกือบหมดทั้งโตเกียวที่ไม่ครอบคลุมก็ใช้ suicaไปครับ


หลังจากทานเสร็จหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน กลับโรงแรมไปนอนต่อกันดีมั้ย ….. เฮ้ยยไม่ได้สิ สุดท้ายก็ลงเอยที่ พระราชวังอิมพีเรียล กับ TokyoTower ละกันสารภาพตามตรงครับ ในแผนไม่มีครับ 2 ที่นี้เพราะโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบอะไรที่เป็น ปราสาท castle อะไรแบบเนี้ยส่วนแฟนผมก็มุ่งหน้าช๊อบอย่างเดียวแต่ไหนๆวันนี้ก็ว่างละก็แวะไปเยี่ยมชมหน่อยละกัน


วิธีไปพระราชวังอิมพีเรียลก็นั่ง Tokyo Metro ไปลงสถานี Hibiya แล้วก็เดินต่อไปทางตึกที่คนทำงานกัน สูงๆข้ามถนน ฝั่งตรงข้ามคือ พระราชวังอิมพีเรียลครับโชคดีตอนที่ผมไป ผมมีโอกาสได้รับเสด็จ ราชวงศ์ญี่ปุ่นท่านหนึ่งครับซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้จักครับ นายทหารท่านหนึ่งก็เชิญนักท่องเที่ยวมาตั้งแถวเพื่อรับเสร็จใกล้ๆครับ ในเวลาไม่เกิน 5 นาทีก็มีรถวิ่งออกมาจากพระราชวัง“ใช่แล้วครับ ท่านผู้นั้นคือ สมเด็จพระจักรพรรดิ์อะกิฮิโต๊ะ ครับ” รู้สึกปลื้มปิติ มากครับพอขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านไป ผมก็เดินมาทางสะพานแว่นตา เพื่อที่จะไป Tokyo Tower ต่อครับ ว่าแต่มันอยู่ไหนหว่าเสร็จสรรพก็จัดการเปิดแผนที่ครับ ผมนั่งรถไฟ สาย Hibiya ไปลงสถานี Kamiyachoพอโผล่ออกจากสถานี ก็จะมีป้ายบอกทางออกไป Tokyo Tower เลย ง่ายๆครับ ประมาณ 600 เมตรแต่รู้สึกว่าไกลอ่ะ

แต่ผมก็ไม่ได้ขึ้นไปนะครับก็อย่างที่บอกไป ผมไม่ชอบสไตล์นี้ ผมชอบธรรมชาติ แฟนผมชอบช๊อบปิ้งการมาในที่แบบนี้ก็ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาไปอีกแบบนึงครับ หอคอยโตเกียวตั้งเด่นดูสง่างามมากครับ รูปที่ถ่ายมาชอบมุมนี้ที่สุดเลยครับ ดูได้อารมณ์ยุโรปดี อดคิดถึงParis ไม่ได้ซะทีเดียว เอ่อ…ยังไม่เคยไปนะ แต่ก็จินตนาการไปซะละ ฮ่าๆๆ

กลับไปทานมื้อเย็นที่ Ueno ดีกว่ามานี่ยังไม่ได้กิน Ramen เลยบอกเลยโดยส่วนตัวไม่ชอบ Ramen ครับ แต่แฟนชอบมากเลยต้องหาร้านชิมซักหน่อยเอาแบบไม่เกรงใจเลยละกัน ยิ่งผมเป็นคนไม่ชอบ Ramen แล้วผมกลืนเข้าไป ผมยังฝืนเลย ฮ่าๆๆ ผมว่า ฮะจิบังบ้านเราอร่อยกว่าไม่โทษกันนะครับ ลิ้นใครลิ้นมัน ฮ่าๆๆ


17 Feb 2014…วันนี้ที่รอคอยของ…. แฟน….

วันนีมาตามแพลนเลยครับ ไม่ต้องกล่าวอะไรกันมากวันนี้เราจะไป ShinjukuShibuya Ikebukuro บอกได้เลยว่าตั้งแต่เช้ายันเย็น จนมืด เข้าทุกห้างครับเดินทุกถนนสำหรับคุณผู้หญิงนักช๊อบนะครับ AINZ ที่ Shibuya นะครับ เธอบอกว่า ก็ถูกเป็นบางอย่างแต่จากผลการช๊อบปิ้งของเธอ ร้านนี้เธอโกยมาเกือบหมดครับ ตำแหน่งร้านจากสถานีรถไฟเดินข้ามห้าแยกแล้วเลี้ยวขวาซอยแรกเลยครับ ก้จะเจอร้านเด่นเป็นสง่าเลยครับอ้อแล้วช่วงที่ไปนี้พลาดไม่ได้กับ เจ้าฮะจิโกะที่ตามประวัติรบกวนไปหาอ่านเอาเองนะครับ ฮ่าๆๆๆ ออกแนวขี้เกียจ อิอิช่วงที่ผมไปมีหิมะตก ก็เลยมีคนปั้นหิมะขึ้นมาเป็น เงาฮะจิโกะ มาอีกตัวนึงดูน่าสนใจขึ้นมาเลยทีเดียว





Create Date : 04 มีนาคม 2558
Last Update : 4 มีนาคม 2558 22:17:00 น.
Counter : 543 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



เป็ดน้อยในดงหมอก
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Java1

Blog กรูนี่สูดดดทรีนนนนจิงๆ 555++