ประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากประเทศออสเตรเลียค่ะ
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
8 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 
วันวานไม่หวนกลับ 4

ฤกษ์งามยามดี ก็เริ่มตั้งแต่ทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน แต่ละคนก็จะเริ่มไม่เหมือนกัน เพราะบางคนทำงานเลิกสี่ทุ่ม ห้าทุ่ม บ้างก็ไม่ทำงาน พอคนสุดท้ายมา พรรคพวกก็พากันเมาตาเยิ้มไปแล้ว ถ้าอยากเห็นเพื่อนในมุมมองใหม่ ๆ ก็ไปปาร์ตี้ สักสองสามชั่วโมงให้หลัง รับรองค่ะ อะไรที่ไม่เคยได้ยินก็จะได้ยิน อะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะเห็น แววตาที่แสนจะธรรมดา ก็เปลี่ยน กลายเป็นสีแดงแบบกรึ่ม ๆ ระบบขนส่งที่เพิร์ธ จะบางตาหลังทุ่มไปนะคะ เนื่องจากเมืองเล็ก คนก็ไม่ค่อยจะขึ้นรถไฟ รถบัสกันแล้ว ดังนั้น เพื่อนๆ ที่ไม่มีรถและเลิกงานดึก ก็อาจจะลำบากที่ต้องรอรถไฟ ชั่วโมงละสองเที่ยว หรือถ้าเป็นรถบัส อาจจะไม่วิ่งเลย เราก็ต้องดื่มกันแบบค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป เพราะตอนเพื่อนเลิกงาน เราอาจต้องขับรถไปรับที่สถานีที่ใกล้ที่สุด หรือไม่ก็ในเมือง เห็นใจเพื่อนค่ะ อยากมาก็อยากมา ถึงจะลำบากก็ยังมา พอปาร์ตี้สิ้นสุด ก็ค้างกันที่บ้านเพื่อนไปเลย เพราะกลับไม่ได้แล้วค่ะ คนที่ขับรถได้ก็เมาไม่รู้เรื่อง ไอ้ที่ไม่เมาก็ดันขับรถไม่ได้ สรุป ตื่นเมื่อไหร่ก็นั่งรถบัสกลับกันเองก็แล้วกัน กลางวันแล้วไม่อันตราย

จากประสบการณ์ส่วนตัว สุราเกินปริมาณ ก็ไม่ดีกับสุขภาพ แต่บางครั้งการดื่มก็ทำให้เราเห็นอะไรในตัวเพื่อนไม่มากก็น้อยนะคะ พอดื่มไปสักพัก เรื่องที่ไม่พ้นในวง ก็เห็นจะเป็น การเมือง การเรียน งาน (โดยเฉพาะงานร้านอาหาร เรื่องนี้อาจจะกินเวลาไปทั้งคืน) ครอบครัว พื้นเพของแต่ละคนว่ามากไหน จังหวัดอะไรมีอะไรขึ้นชื่อ อ้อ มีอีกเรื่องพ่วงมา อาจจะมีเรื่องแฟนตามมาด้วย ในกรณีที่แฟนบางคนไม่ได้มา เรื่องที่คุยกัน จะออกรสมาก ๆ ก็ตอนเริ่มเมา อาจจะมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง แต่รวม ๆ เราก็พอดูออกว่าคนๆนี้เป็นยังไง บางคนพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ก็พูดไปอย่าง แต่ลับหลังก็ทำอีกอย่าง บางคนก็ตรงไปตรงมา ตอนไม่เมายังไง ตอนเมาก็อย่างนั้นไม่เปลี่ยน บางคนก็ขาดสติไปเลย พอตื่นเช้าขึ้นมา มักจะมีประโยคยอดฮิตว่า 'กูจำอะไรไม่ได้เลยว่ะ เมื่อคืน' พอมารู้ทีหลังก็แทบกรี๊ด ทำไปได้ไงเนี่ย 'ทำไมมึงไม่ห้ามกูวะ' ก็กลายเป็นตำนานของแต่ละคนไป หลัง ๆ สมาชิกก็อาจจะลดลง บ้างก็เรียนจบกลับเมืองไทย บ้างก็ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน เก็บเงินเก็บทอง บ้างขาก็เข้ากันไม่ได้ ดื่มด้วยแล้วไม่สบายใจ จากที่เคยมีปาร์ตี้กันอาทิตย์ละครั้ง ก็อาจจะเหลือสองวันต่อเดือน หรืออาจจะไม่มีเลย

การอยู่ต่างบ้านต่างเมืองทำให้ดิฉันได้ข้อคิดเกี่ยวกับการวางตัว คือถ้าเราวางตัวดี เราก็จะได้คบกับเพื่อนที่ดีน่ะค่ะ เนื่องจากคนไทยน้อยมาก ไม่เหมือนเมืองไทย ที่เรามีโอกาสเลือกมากกว่า หรืออย่างน้อยก็ยังมีครอบครัวให้เราได้พึ่งพิง แรก ๆ ดิฉันก็ไม่ค่อยจะพูดกับคนไทยสักเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าหยิ่งนะคะ หนึ่งคืออยากจะฝันเป็นภาษาอังกฤษเสียที เคยได้ยินว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณฝันว่าคุณพูดเป็นภาษาอังกฤษ นั่นหมายความว่าภาษาของคุณได้พัฒนาแล้ว เพราะตอนฝันเราไม่ได้เสแสร้งไงคะ มันมาจากจิตใต้สำนึก อย่างที่สองที่ไม่คบกับคนไทยง่าย ๆ เนื่องจากแต่ละคนมีที่มาไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจนรวย ไฮโซ ไม่ไฮโซนะคะ ของพวกนี้วัดอะไรกันไม่ได้เลย ไม่ว่าจะจบจากที่ไหนมา เป็นลูกใครหลานใคร บทจะดีก็ดี บทจะเลวก็เลวกันสุดขั้วไปเลย ถ้าไปสนิทกับใครง่าย ๆ ไม่วางตัวให้ดี ๆ บางทีก็เหมือนกับกระดาษบาดนิ้วมือน่ะค่ะ ไม่ถึงกับเจ็บ แต่จะรำคาญ ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอ รู้สึกเสียวที่ท้องน้อยอยากอาเจียน ดังนั้นถ้าเราอยู่กลางๆ ไม่สุงสิงกับใครมาก พอไปสนิทด้วยมาก ๆ เรื่องที่ตามมาก็มักจะเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่นว่า ขอยืมเงิน ขอยืมรถ เรื่องพวกนี้บางทีทำให้เราเครียดได้ง่าย ๆ นะคะ ถ้าเค้าไม่คืนของที่ยืมเราไป โดยเฉพาะคนที่มาเรียน ก็ควรจะเอาเวลาไปให้กับการเรียน หรือเพื่อนที่มหาลัยจะดีกว่า อย่างน้อย ก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ จากเพื่อนหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งยังช่วยเราในเรื่องการเรียนได้อีกด้วย

มาอยู่ต่างแดน โดยเฉพาะอยู่คนเดียวเนี่ย ต้องมีการวางแผนชีวิตกันล่วงหน้า เช่นว่าจะย้ายบ้าน จะต้องขายของเมื่อไหร่ ต่อทะเบียนรถเมื่อไหร่ เงินที่มีอยู่จะพอไหม ตอนดิฉันอยู่เมืองไทย ไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้เลย ถ้าเงินไม่พอก็ขอพ่อแม่ บ้านก็ไม่ต้องย้ายไปไหน แต่พอมาเรียนที่เพิร์ธ ความจำเป็นก็บังคับให้ดิฉัน คิดอ่านเหมือนที่พ่อแม่เค้าคิดกัน เช่นว่าถ้าทำงานพิเศษ จะได้อาทิตย์เท่าไหร่ หักค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเช่าบ้านแล้ว จะเหลือเท่าไหร่ รถจะต้องเอาเข้าศูนย์เมื่อไหร่ จะตรงกับวันที่เรามีเรียนไหม จะขายของกลับบ้าน ควรจะไปติดป้ายโฆษณาเมื่อไหร่ เนื่องจากติดตอนสิ้นปีจะขายไม่ค่อยออก เพราะหยุดยาวไปจนถึงเดือนกุมภา ดังนั้นขายของตั้งแต่กลางเทอม เดือนกรกฏาจะดีกว่า พรุ่งนี้มีเรียนตอนสิบเอ็ดโมง แต่มีนัดจ่ายค่าเช่าบ้านตอนเก้าโมง ควรจะออกบ้านกี่โมง เนื่องจากตอนแรก ๆ ดิฉันไม่มีรถ ก็เลยต้องคิดแล้วคิดอีก ไม่อยากจะพลาดนัด เพราะบางที รถบัส รถไฟ หยุดทำงานไปดื้อ ๆ ก็บ่อย จากที่เคยเป็นคนเฉื่อย ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นกระฉับกระเฉง จะยึดติดกับระบบที่แน่นอนตายตัว เริ่มกล้าคิด กล้าทำ กล้าซักถามมากขึ้น พอปิดเทอมกลับเมืองไทยทีไร ที่บ้านมักจะบอกเสมอ ว่าดิฉันเปลี่ยนไป ทางที่ดีก็คือ กระฉับกระเฉง ซักผ้าทำงานบ้านเอง กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ประหยัดมากขึ้น เนื่องจากทำงานพิเศษ ทำให้รู้ว่าเงินแต่ละเหรียญ กว่าจะได้มา มันลำบากมากมาย พูดถึงงานพิเศษ หรืองาน part-time สำหรับนักเรียนไทย ก็จะมีงานยอดฮิตก็คืองานในร้านอาหาร แล้วแต่ว่าความสามารถเราจะอยู่ขั้นไหน ถ้าภาษาอังกฤษดีหน่อยก็เป็นเด็กเสิร์ฟ หรือถ้าอยากเรียน เชฟ ก็เป็นผู้ช่วยในครัว เด็กล้างจาน หรือคนผัด
ไว้ตอนหน้า ดิฉันจะถ่ายทอดประสบการณ์ร้านอาหารไทยให้คุณอ่านกันนะคะ คงกินพื้นที่ไปหนึ่งตอนเต็ม ๆ เพราะได้อะไรมาเยอะแยะมากมายแทบจะลืมกันไม่ลงเลยล่ะค่ะ



Create Date : 08 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2551 6:14:25 น. 1 comments
Counter : 141 Pageviews.

 
Just dropping by to say hello ka.


โดย: CrackyDong วันที่: 8 พฤศจิกายน 2551 เวลา:7:10:20 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Indian Butterfly
Location :
Melbourne Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน เคยติดตามอ่านบล็อกมาหลายสำนัก ก็เล็งเห็นประโยชน์มากกว่าโทษ อ่านแล้วได้ความรู้สารพัดอย่าง เลยคิดว่าดิฉันควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมบ้าง ที่เคยคิดว่าจะเป็นครู พยาบาล นางสาวไทย ก็คิดนานซะจนอายุล่วงเลยมาจะสามสิบ จะไปสมัครงานที่ไหนใครก็คงไม่รับ นางงามไม่ต้องพูดถึง แต่มิสคานทองยังพอไหวนะคะ พออ่านมาก ๆเข้า ก็เกิดไอเดีย ว่าการเขียนก็เป็นการแบ่งปันเหมือนกัน วัตถุดิบก็มาจากประสบการณ์ ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องขาย ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ให้เสียเวลา ใครอยากอ่านก็อ่าน อยากแสดงความคิดเห็นก็เชิญ รู้สึกว่าเป็นอิสระ และมีความเป็นส่วนตัวดี แถมอาจจะยังให้ประโยชน์ (อันน้อยนิด) ไม่มากก็น้อย

ดิฉันจะนำเสนอ เรื่องราว ประสบการณ์ที่คั่งค้างอยู่ในความทรงจำ ที่พูดไม่ออก บอกคนใกล้ชิดไม่ได้ แต่บอกผ่านตัวกลางแล้วสบายใจ แอบเข้าข้างตัวเองค่ะ ว่าเราคงมีพรสวรรค์ด้านการถ่ายทอดอยู่บ้างล่ะน่า น่าจะมีคนติดตามอ่าน หรือรู้สึกชอบเรื่องราวบางตอนบ้างก็ได้ ลองอ่านกันเลยดีกว่า รู้สึกไม่ดี ไม่ชอบอย่างไร คอมเม้นต์กันได้นะคะ ไม่โกรธไม่เคือง เปิดกว้างทางความคิดค่ะ

ผุ้อ่านท่านใดชอบอ่านบล็อกนี้ก็ขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้เลยนะคะ ส่วนท่านที่คิดว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไรค่ะ ยินดีรับคำติชมเสมอ
Friends' blogs
[Add Indian Butterfly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.