อ่านรีวิวล่าสุดได้ เพียงคลิ้กเบาๆ ที่โปสเตอร์ข้างล่างนี้ครับ (((ครึ่งซ้ายเป็นรีวิวหนัง))) {{{ส่วนครึ่งขวาเป็นรีวิวหนังสือครับ}}}
*****เปิดพรีออเดอร์นิยาย The Lord of The Rings (ฉบับครบรอบ 60 ปี) คลิ้กโปสเตอร์เพื่ออ่านรายละเอียดได้เลยครับ*****
หมื่นทิพ's Movie Review

เทพบุตรตบะแตก!!
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 111 คน [?]




จำนวนดาว = กี่คะแนน

= 10 เต็ม
= 9
= 8
1/2 = 7
= 6
1/2 = 5
และต่ำกว่า < 4 แต่ไม่ถึงกับ 0

ค้นหารีวิวหนังเก่าๆ ได้ที่นี่ครับ
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
4 ธันวาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เทพบุตรตบะแตก!!'s blog to your web]
Links
 

 
Click (2006) คลิ๊ก... รีโมทรักข้ามเวลา



แนวหนัง ตลกผสมแง่คิดชีวิต

ในบรรดาหนัง Adam Sandler ผมรักเรื่อง Click มากที่สุด

ไม่ใช่แค่ชอบนะครับ แต่ถึงขั้น "รัก" เลย

พล็อตเข้าทางด้วยล่ะครับ เป็นสไตล์ It's A Wonderful Life, Groundhog Day และ The Family Man เนื้อเรื่องว่าด้วย ปีเตอร์ (Sandler) หนุ่มบ้างานที่ได้รีโมทแปลกๆ มา แล้วปรากฏว่าเจ้ารีโมทนี่มันคุมทุกอย่างในชีวิตได้ จะกรอเดินหน้าไปดูอนาคตก็ได้ จะกด Pause ก็ได้ หรือจะฟัง Commentary ก็ยังได้

รีโมทมหัศจรรย์นี่แหละครับที่ทำให้เขาได้ย้อนทบทวนชีวิตตน ชี้ชวนให้ตระหนักว่าอะไรกันแน่คือสิ่งที่ล้ำค่าสำหรับชีวิต

เป็นหนังที่ดูเพลินตามแบบฉบับ Sandler (ในยุคนั้น) กำกับโดย Frank Coraci ที่คู่บุญกันมาหลายรอบ ตัวหนังนั้นจะเอาฮาก็ได้ เอาสาระก็มี ส่วนดาราก็เลือกมาเหมาะไม่ว่าจะ Kate Beckinsale ในบทภรรยา, Christopher Walken ในบทมอร์ตี้ ชายลึกลับที่มอบรีโมทให้ (หน้าตาแกดูมึนๆ เมาๆ เข้ากับบทแปลกๆ แบบนี้ดี)

ที่ลืมไม่ได้คือ Henry Winkler ที่แสดงเป็นพ่อของไมเคิลได้อย่างน่าปรบมือ (หลายฉากทำเอาน้ำตาซึมเลยครับ)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

หนังมันโดนใจดีครับ ในแง่ความสร้างสรรค์ผมว่าหนังฉลาดดีที่เอารีโมทมาเป็นสื่อ แล้วก็เอาลูกเล่น (เวลาเราดูหนังสักเรื่อง) มาใช้ประกอบเรื่องราว อย่างพวกฉาก "Making of" หรือเบื้องหลังงานสร้างอะไรนั่น ฮาใช้ได้เลย

ที่ผมชอบที่สุดคือ "ปุ่มฟอร์เวิร์ด" ครับ เป็นปุ่มที่ไมเคิลใช้บ่อยๆ ประเภทว่าถ้าเจอเหตุการณ์ที่อยากผ่านไปไวๆ ก็กดเดินหน้าซะ แล้วเขาก็จะผ่านช่วงนั้นไปอย่างเร็ว

แต่ที่นี้รีโมทมันอัจฉริยะครับ มันจะบันทึกไว้ว่าเหตุการณ์แบบไหนที่ไมเคิลชอบกดกรอเดินหน้าเสมอ ทำให้คราวหน้าหากมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดกับไมเคิล มันก็จะออโต้ฟอร์เวิร์ดให้เลย

ผมชอบความหมายของปุ่มนี้นะครับ

ปุ่มฟอร์เวิร์ด (เดินหน้า) ก็เปรียบได้กับเวลาที่เราทำอะไรแบบผ่านๆ ส่งๆ ด่วนๆ ลวกๆ ในชีวิตจริง

อย่างทำงานสักชิ้น บางทีมีเวลานับเดือนดันไม่ทำ มาฟอร์เวิร์ดสุดชีวิตเอาคืนก่อนส่ง

หรือเวลาครอบครัว เช่น ตอนไปเดินเล่นกัน ไปเที่ยวกัน ใจเราอาจไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น แต่ใจเราฟอร์เวิร์ดความคิดและสติทั้งหมดเดินหน้าไปที่เรื่องอื่น เช่น งานที่ค้างไว้, นัดกับเพื่อนร่วมก๊วนว่าจะไปสังสรรค์โต้รุ่ง หรือดูบอลนัดดึกให้อิ่มเอมเปรมไปเลย.. เราหาได้อยู่ตรงนั้นกับครอบครัวของเราไม่

และจุดที่ผมชอบคือระบบออโต้นี่แหละครับ ที่หากไมเคิลเดินหน้าข้ามฉากไหนมากๆ หลังๆ มันก็จะเดินหน้าข้ามแบบออโต้ให้ ไม่ว่าไมเคิลจะต้องการข้ามหรือไม่ก็ตาม

หากเปรียบเป็นชีวิตจริงแล้ว "ระบบออโต้" ก็คือ "นิสัยเคยชิน" นั่นเอง

หากเรามักจะเฉยและไม่สนใจพ่อ (ไม่ว่าจะเพราะงานเยอะจนไม่มีเวลา หรือโกรธกับท่านอยู่ก็ตาม) ถ้าเราทำมากๆ เข้า เราก็จะเคยชินกับมัน มันจะกลายเป็นนิสัยประจำ เราจะสนใจพ่อน้อยลง จนในที่สุดเราอาจไม่นึกถึงเลย... จนกว่าท่านจะไม่อยู่ให้เรานึกอีก

ถ้าเราชอบทำงานเฉพาะตอนไฟลนก้น แล้วเราไม่ปรับปรุงแก้ไขตนเองในจุดนี้ เราก็จะติดนิสัย "ลวกงานแบบออโต้" ทุกครั้งไป

ผมชอบตอนหนังแสดงให้ดูว่า "ไมเคิลในระบบออโต้นั้นมันดูซังกะตายขนาดไหน"

คำถามที่น่าสนใจคือ "เราเคยดำเนินชีวิตไปงั้นๆ โดยที่ใจไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะบ้างหรือไม่?"

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อีกจุดที่โดนมากๆ คือ เรื่องของ แอมเมอร์ (David Hasselhoff) เจ้านายไมเคิลที่ตอนแรกก็ดูท่าจะบ้างานไม่น้อย แต่พอถึงจุดหนึ่งเขากลับเลือกที่จะให้เวลากับคนรักเป็นหลัก เลยค่อยๆ Fade ตัวเองออกจากงาน แล้วก็มอบหมายอะไรต่อมิอะไรให้ไมเคิลทำ

ไมเคิลก็มองว่านี่คือโอกาสอันแสนงามของชีวิตแล้ว... แต่ทว่าเหตุการณ์ถัดๆ มากลับเป็นอะไรที่ชวนคิดได้แบบเจ็บแสบทีเดียว

ปรากฏว่าชีวิตของแอมเมอร์มีแต่สุขกับสุขครับ เขาแฮปปี้กับชีวิตที่ปล่อยวาง ไม่บ้างาน และดูแจ่มใสสุดๆ ในขณะที่ไมเคิลโทรมเอาๆ อีกทั้งชีวิตครอบครัวยังทรุดตามสุขภาพไปด้วย

เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ชวนให้เราพิจารณากันครับ

แน่นอนว่าหนังคงไม่ได้จะบอกให้เราเลิกทำงานแล้วไปดูแลคนรักหรือครอบครัวเพียงอย่างเดียว (เพราะในความจริงเราก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต) แต่หนังชวนให้เรารู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม งานก็ต้องทำ แต่คนรักและครอบครัวเราก็ต้องจัดสรรเวลา ให้พวกเขารับรู้ว่า เรายังใส่ใจ ห่วงใย และสุขใจที่มีพวกเขามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ความรู้ชนิดหนึ่งที่ควรศึกษาให้ดี (เพื่อนำไปสู่ความสุข) คือ "ความรู้ในเรื่องบริหารจัดการ และจัดสรรชีวิต" เพราะมันจะทำให้ชีวิตเรา "ยากน้อยลง" พอสมควรทีเดียว

ไม่ต้องถึงกับ "ง่าย" ก็ได้ครับ แค่ "ยากน้อยลง" นี่ก็น่ายินดีแล้ว 555

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อีกสิ่งที่แซ่บคือดนตรีประกอบครับ เพลงก็ดี โดยเฉพาะเพลง You Get What You Give ที่ปิดท้ายเรื่องราวได้อย่างลงตัวที่สุด

ถือเป็นหนังที่ชวนให้เราตรวจสอบต้วเองได้อย่างดีครับ ดูสนุกเพลิดเพลิน บางช่วงก็น้ำตาซึม

สำหรับผม... หนังทำให้รักชีวิตและให้เวลากับมัน ณ ปัจจุบันขณะ ได้มากขึ้นอีกขั้นครับ

สามดาวครับ



ข้อมูลจาก IMDB ครับ


Create Date : 04 ธันวาคม 2557
Last Update : 4 ธันวาคม 2557 12:50:28 น. 1 comments
Counter : 2205 Pageviews.

 
เรื่องนี้ผมก็ชอบเหมือนกันครับ แต่ไม่ถึงกับ 'รัก' หรอก
มันก็ดูเพลินๆคลายเครียดได้ แถมยังมีแง่มุมให้คิดอีกต่างหาก
เอารวมๆของแซนด์เลอร์ทั้งหมดนี่ ผมชอบ 50 First Dates มากกว่านะ เรื่องนั้นมันลงตัวกว่า


โดย: lemonleak (สมาชิกหมายเลข 1657002 ) วันที่: 18 มกราคม 2558 เวลา:22:07:51 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.