อ่านรีวิวล่าสุดได้ เพียงคลิ้กเบาๆ ที่โปสเตอร์ข้างล่างนี้ครับ (((ครึ่งซ้ายเป็นรีวิวหนัง))) {{{ส่วนครึ่งขวาเป็นรีวิวหนังสือครับ}}}
*****เปิดพรีออเดอร์นิยาย The Lord of The Rings (ฉบับครบรอบ 60 ปี) คลิ้กโปสเตอร์เพื่ออ่านรายละเอียดได้เลยครับ*****
หมื่นทิพ's Movie Review

เทพบุตรตบะแตก!!
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 111 คน [?]




จำนวนดาว = กี่คะแนน

= 10 เต็ม
= 9
= 8
1/2 = 7
= 6
1/2 = 5
และต่ำกว่า < 4 แต่ไม่ถึงกับ 0

ค้นหารีวิวหนังเก่าๆ ได้ที่นี่ครับ
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2558
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
1 กรกฏาคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เทพบุตรตบะแตก!!'s blog to your web]
Links
 

 
Mortdecai (2015) มอร์เดอไค สายลับพยัคฆ์รั่วป่วนโลก



แนวหนัง ตลก

Mortdecai จัดเป็นหนังน่าเสียดายแห่งปีครับ เพราะวัตถุดิบน่ะมีดีๆ หลายอย่าง ไม่ว่าจะดาราอย่าง Johnny Depp, Gwyneth Paltrow, Paul Bettany, Ewan McGregor, Olivia Munn และ Jeff Goldblum แต่ละคนนี่มืออาชีพ เคยผ่านงานหนังเบาสมองกันมาแล้วทั้งนั้นด้วย

และยังกำกับโดย David Koepp แห่ง Secret Window, Ghost Town และ Premium Rush ที่แต่ละเรื่องก็ออกมาสนุกดี โดยเฉพาะ Ghost Town นี่ถือเป็นหนังตลกผสมโรแมนติกที่น่ารักกำลังดีเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ผลงานหนังเรื่องนี้กลับออกมาจืดชืดเกินความคาดหมายอย่างมาก

ตอนดูตัวอย่างรอบแรกผมว่ามันไม่เลวนะครับ ก็น่าดูดี แต่พอได้ดูเต็มเรื่องจริงๆ แล้วกลับจืดอย่างแรง แม้ป๋า Depp จะมาพร้อมลีลาเพี้ยนๆ อันเป็นจุดขายสำคัญของพี่แกก็เถอะ แต่สถานการณ์โดยรอบมันไม่ขำ การเดินเรื่องก็ไม่ลงตัวทั้งในแง่ความตลกและในแง่เนื้อหา

ถ้าว่ากันถึงเนื้อหานี่หนังจัดว่าน่าสนใจเลยนะครับ ตัวเอกคือ ชาร์ลี มอร์เดอไค (Depp) นักค้างานศิลปะที่จำต้องรับงานสืบหาภาพเขียนที่ถูกขโมยไป ซึ่งถ้าหนังทำดีๆ ก็จะมีอะไรให้เล่นเยอะครับ ไม่ว่าจะไหวพริบในการตามสืบ ประมาณว่าให้มอร์เดอไคใช้ความรู้เชิงศิลปะในการสืบหา แล้วก็ผสมลีลาเพี้ยนไม่เหมือนชาวบ้านลงไปหน่อย หนังก็จะได้ทั้งเนื้อหาและความขำมาดึงให้คนดูรู้สึกอยากติดตาม

แต่หนังดันเน้นแต่ความเพี้ยนเพื่อขายขำ (และปัญหาคือ มันแป๊ก) ส่วนพวกประเด็นพล็อตหลักก็ลอยไปลอยมา จับไม่ติดเลยครับ คือมันเป็นการสืบที่ไร้เข็มทิศมากๆ นึกจะไปประเทศไหนก็ไป ทั้งที่ไม่มีการทิ้งปมที่ชัดเจนเลยว่า ทำไมต้องไปที่นั่น และพอการเดินเรื่องเป็นแบบนี้มากๆ เข้า ความรู้สึกอยากติดตามของคนดูก็ลดลงตามลำดับ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าพี่มอร์เดอไคแกจะไปทำไม...

อันที่จริง คาแรคเตอร์ของพี่มอร์เดอไคเอาก็แอบหัวช้าเหมือนกันครับ กล่าวคือบางทีพี่แกเองก็ยังไม่ทราบแน่เหมือนกัน ว่าฉันจะไปประเทศนี้ทำไมเนี่ย 555

จริงๆ แล้วหนังขายขำ ต่อให้ทำออกมาแล้วไม่ขำ แต่อย่างน้อยหากพล็อตหลักยังโอเค เราก็ยังพอกล้อมแกล้มดูต่อไปได้ แต่นี่พอพล็อตสะเปะสะปะ แล้วยังพร่องความตลกอีก หนังชั่วโมงครึ่งกว่าๆ เรื่องนี้เลยกลายเป็นอะไรที่นิ่งสนิทไปเลย (อยากบอกว่าผมชอบช่วงที่ชาร์ลีเล่าประวัติของภาพนะครับ ตอนแรกก็คิดว่า "เอาล่ะวะ พี่แกน่าจะโชว์เทพแล้ว หนังน่าจะเข้าท่าแล้ว อารมณ์หนังสืบสวนผสมตำนานประวัติศาสตร์น่าจะมีบ้างแล้ว" แต่ดันเข้าท่าแค่ฉากเดียว 555)

หนังเขียนบทโดย Eric Aronson ที่เขียนบทหนนี้เป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต ครั้งแรกเขียนให้กับหนังเรื่อง On the Line เมื่อปี 2001 (14 ปีล่วงมาแล้ว) ซึ่งเรื่องนั้นก็ไม่ได้มีอะไรให้จดจำนักครับ (นอกจากสาวสวย Emmanuelle Chriqui ที่น่ารักมากๆ) พอมาเรื่องนี้ก็เหมือนกันครับ กราฟความสนุกไม่กระดิกเลย

และที่แปลกใจหนักขึ้นคืองานดนตรีครับ มีน้อยมาก ทั้งที่ในบางช่วงหากใส่เข้ามาล่ะมันอาจช่วยให้หนังครื้นเครงขึ้น แต่นี่แทบไม่มีเลย ซึ่งคอมโพเซอร์คือ Geoff Zanelli ที่ร่วมงานกับ Koepp มาตั้งแต่ Secret Window ซึ่งเรื่องนั้นดนตรียังมีส่วนช่วยให้หนังหลอน ครั้นมา Ghost Town ดนตรีก็เน้นโทนน่ารักของหนังได้ดีเกินคาด แต่มาเรื่องนี้นี่... งงจริงๆ ครับ ว่ามันเกิดอะไรกันขึ้น

เมื่อดูแล้วก็เข้าใจแจ่มแจ้งครับว่าทำไมหนังทุน $60 ล้านเรื่องนี้ถึงทำรายได้ไปแค่ $6 ล้าน (ณ ตอนนี้) ในอเมริกา หรือถ้านับทั่วโลกตอนนี้ก็ได้แค่ $12 ล้านเท่านั้น สรุปว่า "เจ๊งเฮือก" ครับงานนี้

ดูเรื่องนี้แล้วนึกย้อนถึง The Pink Panther กับ Johnny English ครับ 2 เรื่องนั้นดูเพลินและฮากว่าเรื่องนี้มาก เอาเป็นว่าถ้าชอบหนังสไตล์นักสืบเพี้ยนไขคดีและมีลูกน้องผู้ภักดีคอยประกบล่ะก็ 2 เรื่องนั้นเวิร์กกว่ามากครับ

... ไหนๆ พูดถึงแล้วก็ขอต่ออีกนิดครับ ผมว่า 2 เรื่องนั้นมีจุดร่วมที่น่าสนใจประการหนึ่ง นอกจากเนื้อหาที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว สิ่งที่ทั้ง 2 เรื่องมีคือ ต่อให้ตัวเอกจะเพี้ยนโคตร ซุ่มซ่ามโคตรแค่ไหนก็ตาม แต่จะต้องมีช่วงหนึ่งของหนัง (ประมาณกลาง-ค่อนไปทางท้ายเรื่อง) ที่ตัวเอกทำพลาดอย่างแรง จนโดนตำหนิ โดนปลด หรือไม่ก็หมดกำลังใจจะทำงานต่อ ก่อนที่พล็อตจะกำหนดให้เขาฮึดสู้ ลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้องอีกครั้ง

ผมว่าจุดนี้สำคัญนะครับ มันทำให้ตัวเอกมีมิติ ทำให้เรารู้สึกอยากเอาใจช่วย และทำให้เราสนุกยามที่ตัวเอกแก้คดีได้สำเร็จ

พูดง่ายๆ คือ "เพี้ยนอย่างเดียว" ไม่ใช่คำตอบครับ มันต้องมีส่วนผสมอื่นใส่ลงไป หนังเรื่องนั้นๆ ถึงจะมีรสชาติออกมากลมกล่อมพอเหมาะ

อีกจุดร่วมหนึ่งคือลูกน้องต้องซื่อโคตรๆ รักนายสุดๆ ซึ่งอย่างน้อยในเรื่องนี้ Bettany ก็เป็นลูกน้องที่เรียกความฮาได้ไม่น้อย (ฮาโดยไม่ต้องเพี้ยนน่ะครับ แค่ทำหน้านิ่งๆ แล้วหาเรื่องกินตับให้เจ้านายอิจฉาเล่นไปเรื่อยๆ 5555)

... เฮ่อ เสียดายเรื่องนี้จริงๆ นะเนี่ย

ไม่ถึงสองดาวครับ

1/2


ข้อมูลจาก IMDB ครับ


Create Date : 01 กรกฎาคม 2558
Last Update : 1 กรกฎาคม 2558 20:35:06 น. 0 comments
Counter : 293 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.