อ่านรีวิวล่าสุดได้ เพียงคลิ้กเบาๆ ที่โปสเตอร์ข้างล่างนี้ครับ (((ครึ่งซ้ายเป็นรีวิวหนัง))) {{{ส่วนครึ่งขวาเป็นรีวิวหนังสือครับ}}}
*****เปิดพรีออเดอร์นิยาย The Lord of The Rings (ฉบับครบรอบ 60 ปี) คลิ้กโปสเตอร์เพื่ออ่านรายละเอียดได้เลยครับ*****
หมื่นทิพ's Movie Review

เทพบุตรตบะแตก!!
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 112 คน [?]




จำนวนดาว = กี่คะแนน

= 10 เต็ม
= 9
= 8
1/2 = 7
= 6
1/2 = 5
และต่ำกว่า < 4 แต่ไม่ถึงกับ 0

ค้นหารีวิวหนังเก่าๆ ได้ที่นี่ครับ
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2558
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
27 มิถุนายน 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เทพบุตรตบะแตก!!'s blog to your web]
Links
 

 
The Judge (2014) เดอะ จัดจ์ สู้เพื่อพ่อ



แนวหนัง ชีวิต

ปี 2014 ถือเป็นปีพักร้อนของ Robert Downey Jr. ครับ หลังจากโหมเล่นหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Iron Man, Sherlock Homes และ The Avengers มาหลายปี ก็ได้พักมาเล่นบทเล็กๆ ใน Chef ตามด้วย The Judge ผลงานชิ้นแรกของบริษัท Team Downey ที่เขาและภรรยา (Susan Downey) ร่วมกันก่อตั้งขึ้น

เรื่องราวว่าด้วยทนายชั้นเซียน แฮงค์ ปาล์มเมอร์ (Downey Jr.) ที่ว่าความเพื่อเงินเป็นหลัก โดยไม่สนว่าลูกความจะบริสุทธิ์หรือไม่ ทีนี้แม่ของเขาเพิ่งเสียชีวิตไปครับ เขาเลยต้องกลับมาเคารพศพที่บ้านเกิด และต้องมาเจอกับพ่อ (Robert Duvall) ซึ่งเป็นผู้พิพากษาประจำเมือง และแฮงค์กับพ่อก็ไม่ถูกกันอย่างแรง เจอหน้ากันก็แทบทะเลาะ เลยทำให้แฮงค์ทนอยู่ได้ไม่นาน พาลจะกลับท่าเดียว

แต่ปรากฏว่าพ่อของเขาตกเป็นผู้ต้องหาขับรถชนคนตาย แฮงค์ก็เลยจำใจต้องอยู่ต่อเพื่อช่วยพ่อ แล้วก็ตามสูตรครับ เมื่อแฮงค์กับพ่อต้องมาเผชิญปัญหาร่วมกัน ความรู้สึกดีๆ บางอย่างก็ก่อตัว และปมในใจบางเปราะก็ได้รับการแก้ไข

65% ของหนังเป็นเรื่องดราม่าครับ ส่วนอีก 35% ว่าด้วยการสู้คดีในศาล ดังนั้นโดยรวมหนังเลยเป็นดราม่าล้วนๆ และความที่หนังยาวตั้ง 2 ชั่วโมง 20 นาทีนิดๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนที่ไม่สันทัดหนังดราม่าที่เดินเรื่องช้าๆ แบบกินบรรยากาศ จะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่แนว ซึ่งจะว่าไปก็จริงครับ ถ้าไม่ชอบดราม่าก็ไม่น่าจะปลื้มหนังเรื่องนี้

การเดินเรื่องจริงๆ ก็ยังไม่เข้มเต็มร้อย มีช่วงอืดช้าบ้าง แต่ยังดีครับที่ Downey Jr. กับ Duvall ผลัดกันเล่นส่งพลังใส่กันเป็นพักๆ ซึ่ง Downey Jr. ก็เล่นดีตามมาตรฐานครับ ส่วน Duvall นี่ก็สุดยอดเสมอ เอาแค่ฉากในห้องน้ำที่เขาล้มลุกคลุกคลานนี่ผมก็คารวะแล้วครับ ทุ่มเทจริงๆ

Vera Farmiga มารับบทซาแมนต้า หวานใจวัยเรียนของแฮงค์, Billy Bob Thornton มาเป็นดไวท์ ดิ๊กแฮม อัยการฝ่ายตรงข้ามที่ยื่นฟ้องพ่อของแฮงค์ และ Vincent D'Onofrio แสดงในบทพี่ของแฮงค์ เหล่านี้ถือเป็นดารามืออาชีพที่ช่วยหนังไว้ได้มากทีเดียว

ต้องบอกก่อนว่าในแง่การสืบสวนคดีแล้ว หนังอาจไม่เร้าใจตื่นเต้นเหมือนหนังขึ้นโรงขึ้นศาลอื่นๆ นะครับ อย่างที่บอกว่าส่วนมากจะเน้นไปที่ดราม่ามากกว่า

ดังนั้นหากให้สรุปในเบื้องต้น คนที่เหมาะจะดูหนังเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นแฟนๆ ของ Downey Jr. (รวมถึงดาราท่านอื่นๆ) หรือเป็นคนที่ถูกจริตกับหนังดราม่าสไตล์พ่อลูกไม่ถูกกัน

และสำหรับผมแล้ว ผมชอบเรื่องนี้พอสมควรครับ

สิ่งที่ชอบมากๆ เลยคืองานด้านภาพ หนังได้ Janusz Kaminski ตากล้อง 2 รางวัลออสการ์ (Schindler's List และ Saving Private Ryan) มาคุมกล้องให้ ภาพที่ออกมานี่ได้อารมณ์มาก จุดเด่นหนักๆ คือการเล่นแสงเงาในแต่ละฉากครับ จัดแสงได้เยี่ยมมาก

ฉากที่อยากให้ลองดูกันคือ ฉากในศาล ที่มีการจัดปริมาณแสงให้ส่องไปตามจุดต่างๆ อย่างพอดี และก่อให้เกิดเงามืดๆ ซึ่งเข้ากับสีดำของบัลลังก์ศาลอย่างพอเหมาะ

อีกฉากที่โดนคือ ฉากที่พ่อขอให้แฮงค์เป็นทนายให้ (ขอแบบอ้อมๆ น่ะนะครับ) ฉากนี้สัดส่วนแสงเงาน่าสนใจครับ ใช้แสงส่องจากด้านบนตกกระทบหน้าตัวละครและของชิ้นต่างๆ ในห้อง แต่ภาพเบื้องล่างของห้องยังดูหม่นมืด โทนตัดกันกำลังดีครับ และพอถึงนาทีที่แฮงค์ทำท่าจะยอมเป็นทนายให้ จังหวะแสงก็ดูสว่างนวลขึ้นในห้องอย่างมีนัยสำคัญ

ยอมรับครับว่าผมเพลินกับการดูรายละเอียดด้านภาพจริงๆ ช็อตมุมกว้างก็สวย (อย่างตอนพ่อและแฮงค์เดินไปคนละทาง) หรือช็อตบริเวณลานบ้านปาล์มเมอร์ สีของหินที่พื้น กับต้นไม้ และสีบ้านมันกลมกลืนพอเหมาะจริงๆ

โลเกชั่นก็สวยนะครับ หนังถ่ายกันที่แมสซาชูเซตส์ บรรยากาศเมืองดูอบอุ่น และโลเกชั่นที่ใช้เป็นบาร์ของซาแมนต้า (Vera Farmiga) หวานใจวัยเรียนของแฮงค์ ฉากนี้ก็เจ๋งมาก

บาร์ที่ว่านี่ตั้งอยู่ใกล้น้ำตกเชลเบิร์นครับ จุดเด่นคือถ้ามองออกไปนอกบาร์ เราจะเห็นน้ำตกเชลเบิร์นแบบชัดเจน ตอนกลางวันมองแล้วให้อารมณ์อลัง ครั้นพอมองกลางคืนจะได้อารมณ์โรแมนซ์อย่างบอกไม่ถูก

เว้าซื่อๆ เลยว่าผมดูฉาก ดูภาพ ดูโทนแสงก็สนุกแล้วครับ

ดนตรีของ Thomas Newman ก็ละเมียดอารมณ์ใช้ได้ ด้านบทนั้นถือว่าน่าพอใจครับ ปมหลายๆ อย่างนับว่าดี เพียงแต่การนำเสนอยังไม่กลมกล่อมเต็มร้อย การขมวดปมยังไม่ผสมเป็นเนื้อเดียวกันสักเท่าไร (ทั้งๆ ที่ตัวปมมันสมเหตุผลมากอยู่)

หนังกำกับโดย David Dobkin ที่ผมชอบแกมาตั้งแต่ Shanghai Knights มาจนถึง Wedding Crashers เรื่องนี้ถือเป็นงานดราม่าแบบเป็นเรื่องเป็นราวชิ้นแรกของเขา ซึ่งผลที่ได้ก็คือสอบผ่านครับ แต่มันก็ยังดีได้อีกเยอะนั่นแหละ

ครับ โดยรวมผมชอบหนังเรื่องนี้นะ ดาราเล่นดี ภาพสวย โลเกชั่นดีแจ๋ว ปมดราม่าก็น่าสนใจ หากจะมาสะดุดเล็กๆ ก็ตรงการเล่าเรื่องนี่แหละครับ ที่หากกลมกล่อมกว่านี้หนังก็จะยอดอย่างแรงไปเลย

แต่เท่าที่เป็นนี่ผมก็ชอบมากอยู่ล่ะครับ กระนั้นผมก็ไม่รับประกันว่าทุกท่านจะชอบเหมือนผมไหมนะครับ เอาเป็นว่าคอดราม่าและแฟนพี่ Robert ลองชมดูครับ แต่หากไม่ชอบดราม่าล่ะก็ ข้ามไปก็ได้ครับ

+++++++++ ถัดจากนี้มีสปอยล์ ++++++++

หนังชวนให้คิดนะครับ ว่าพ่อลูก แม่ลูก หรือพี่น้องที่ห่างเหินกันนั้น พวกเขาห่างกันจริงๆ ดังนั้นหรือเปล่า คือท่าทางเราดูออกครับ การแสดงออกว่าเกลียดกัน เห็นขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน มันสื่อชัดว่าต่างคนต่างก็ไม่ถูกกัน

แต่หากเรามองให้ลึกลงไปถึงวิธีคิดหรือพฤติกรรมที่แต่ละคนมี เราอาจเห็นเยื่อใยบางอย่างที่สื่อว่าลึกๆ แล้ว พวกเขาก็อยากจะดีกันมากกว่ามานั่งตีกัน

อย่างปมสำคัญของโจเซฟ (พ่อของแฮงค์) นั้น ผมว่ามันสะท้อนความจริงในโลกได้พอสมควร

โจเซฟนั้นไม่พอใจที่แฮงค์เอาแต่ใจ ไม่ยอมรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ เจอหน้าก็บ่น ไม่เจอหน้าก็ว่า เรียกว่าเข้าหน้ากันไม่ติด

แต่แล้วหนังก็เฉลยว่า โจเซฟคิดอยากให้อภัยลูกมาโดยตลอด ถึงขนาดว่าตอนตัดสินคดีในศาล พอเขาเห็นวัยรุ่นชายคนหนึ่งร้องห่มร้องไห้ สำนึกผิดในสิ่งที่ตนเองทำ เขาก็เลยตัดสินใจลงโทษสถานเบาให้กับวัยรุ่นคนนั้น

"ผมมองเห็นลูกผมในตัวเขา... และเขาควรได้รับการให้อภัย"

น่าเสียดายที่โจเซฟให้อภัยคนผิด จนหมอนั่นออกมาก่อเหตุอีก... น่าคิดว่าถ้าตอนนั้นโจเซฟให้อภัยลูกชายแบบเป็นเรื่องเป็นราว สลายปมนี้ให้หมดไป การตัดสินคดีวัยรุ่นชายคนนั้น ก็อาจเหมาะสมกว่าที่เป็น

แต่นี่โจเซฟให้อภัยคนผิด ส่วนลูกชายกลับไม่เคยเอ่ยปากให้อภัย เจ้าวัยรุ่นนั่นก่อเหตุ ส่วนลูกชายก็แอนตี้ครอบครัวไปเลย นี่ก็สื่อให้เห็นครับว่าการตัดสินใจ "ทำ" หรือ "ไม่ทำ" อะไรนั้น บางครั้งมันเปรียบได้กับทางแพร่งที่จะนำชีวิตคนบางคนให้หลงไปอีกทางเลยก็ได้

เรื่องราวคงไม่ลุกลาม หากโจเซฟและแฮงค์หันหน้าเข้าหากันแต่ต้น

แต่ก็อีกนั่นแหละ การพูดหลักการและเหตุผล พูดยังไงก็พูดได้ ครั้นในตอนปฏิบัติจริงแล้ว อารมณ์คือตัวแปรสำคัญที่สามารถชงเรื่องนั้นๆ ให้ผันแปรได้อย่างยิ่ง

"ปมในใจ" นั้นสำคัญ แม้มันจะผุดเกิดที่ใจ แต่สามารถส่งผลกระทบไปถึงชีวิตจริง

หมั่นดูแลใจ หมั่นคลายปม หมั่นฝึกให้การตัดสินใจของตน นำไปสู่ปัญหาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

พูดง่าย ทำยาก...

... แต่ก็ยังดีที่แค่ "ทำยาก"

... ไม่ถึงขั้น "ทำไม่ได้"

สองดาวครึ่งครับ

1/2


ข้อมูลจาก IMDB ครับ


Create Date : 27 มิถุนายน 2558
Last Update : 27 มิถุนายน 2558 23:31:53 น. 0 comments
Counter : 277 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.