อ่านรีวิวล่าสุดได้ เพียงคลิ้กเบาๆ ที่โปสเตอร์ข้างล่างนี้ครับ (((ครึ่งซ้ายเป็นรีวิวหนัง))) {{{ส่วนครึ่งขวาเป็นรีวิวหนังสือครับ}}}
*****เปิดพรีออเดอร์นิยาย The Lord of The Rings (ฉบับครบรอบ 60 ปี) คลิ้กโปสเตอร์เพื่ออ่านรายละเอียดได้เลยครับ*****
หมื่นทิพ's Movie Review

เทพบุตรตบะแตก!!
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 113 คน [?]




จำนวนดาว = กี่คะแนน

= 10 เต็ม
= 9
= 8
1/2 = 7
= 6
1/2 = 5
และต่ำกว่า < 4 แต่ไม่ถึงกับ 0

ค้นหารีวิวหนังเก่าๆ ได้ที่นี่ครับ
Group Blog
 
<<
มกราคม 2559
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
30 มกราคม 2559
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เทพบุตรตบะแตก!!'s blog to your web]
Links
 

 
The Good Lie (2014) หลอกโลกให้รู้จักรัก




แนวหนัง ชีวิต

ระหว่างดู The Good Lie รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับเรื่องการลี้ภัยมากขึ้นพอสมควร

หนังสร้างจากเรื่องจริง ว่าด้วยเด็กๆ จากซูดานที่ต้องเผชิญสงครามกลางเมืองจนบ้านแตกสาแหรกขาด หนีห่ากระสุนหัวซุกหัวซุน เพราะสงครามนี้ฆ่ากันโดยไม่สนว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ขอเพียงต่างชนต่างเผ่าก็พร้อมจะฆ่ากันได้ทุกเมื่อ

แล้วหนังก็สโคปมาที่เด็ก 4 คน (ชาย 3 หญิง 1) ที่รอดจากเหตุการณ์นั้น ในที่สุดพวกเขาก็ได้ลี้ภัยไปอยู่อเมริกา แต่ปัญหาก็เกิดตั้งแต่นาทีแรกที่ไปถึง พวกเขาถูกจัดให้ต้องแยกกันอยู่ แล้วไหนจะมีเรื่องวัฒนธรรมและสังคมของพวกเขาที่ต่างจากอเมริกันชนอีก ทำให้การเริ่มชีวิตใหม่เต็มไปด้วยความไม่สะดวก (ทั้งกายและใจ)

ระหว่างนั้นพวกเขาได้รับการดูแลจากแคร์รี่ (Reese Witherspoon) สาวนักสังคมสงเคราะห์ที่ตอนแรกก็ไม่เต็มใจนักที่ต้องมาดูแลเด็กจากซูดานกลุ่มนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป แคร์รี่ก็เข้าใจพวกเขามากขึ้น และได้กลายเป็นพลังสำคัญในการช่วยเหลือให้พวกเขาทั้ง 4 ได้กลับมาอยู่แบบพร้อมหน้า

หนังเรื่องนี้จัดอยู่ในข่าย Feel Good อยู่ครับ ว่าตามจริงเนื้อหาอาจไม่เข้มข้นจัดๆ แต่ก็ถือว่าพอดีคำ มีส่วนผสมที่พอเหมาะระหว่าง "หนังชีวิตที่เล่าชะตากรรมอันโหดร้านของเพื่อนร่วมโลก" บวกด้วยความเป็น "หนังเสริมความหวังและกำลังใจ"

ถ้าให้พูดในเบื้องต้นแล้ว หนังคุ้มค่าน่าชมครับ ดูสนุก น่าติดตาม ดาราแสดงกันดี เนื้อเรื่องอาจไม่เข้มไม่หนักแต่ก็จัดว่าถึงเครื่องในแง่หนังชีวิตคุณภาพดีๆ สักเรื่องหนึ่ง ว่าง่ายๆ คือแนะนำให้ลองชมกันครับ (หลังจากนี้อาจมีสปอยล์ ไม่อยากทราบก็อ่านแค่ตรงนี้ แล้วไปหาหนังมาดูเลยก็ได้ครับ ^_^)

+++++++++++++++++++++++

ช่วงต้นถือว่าทำได้ดีเลยครับ ตอนบอกเล่าว่าพวกเขาต้องเจออะไรมาบ้าง ต้องเสี่ยงตายมากมายขนาดไหนกว่าจะรอดชีวิตกันมาได้ จะหนีไปไหนก็มีแต่ความหวาดระแวง ความตายอาจรออยู่ตรงพงหญ้าข้างหน้านั่น คนที่ถือปืนฆ่ากันก็ไม่สนว่าที่เจอจะเป็นเด็กหรืออะไร ขอเพียงไม่ใช่พวกเดียวกันก็ต้องโดนไล่ยิง แม้หนังจะไม่ได้ถ่ายทอดภาพออกมาจนหดหู่รุนแรงอย่าง Hotel Rwanda แต่ก็ทำให้เข้าใจความรู้สึกเบื้องต้นของพวกเขาได้ดีครั

ถัดมาพอพวกเขาย้ายมาอเมริกา ก็ต้องปรับตัวปรับใจ แม้อเมริกาจะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และไม่มีใครมาไล่ยิงพวกเขา แต่มันก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นั่นเลย ไม่รู้ว่าควรใช้ชีวิตแบบไหน ไม่รู้ว่าวัฒนธรรมปฏิบัติ หรือแม้แต่ของที่เราใช้ประจำอย่างโทรศัพท์พวกเขาก็ยังไม่เคยเห็น

แล้วในระยะแรกแทนที่พวกเขาจะได้รับการสอนให้ปรับตัว แต่คนอเมริกัน (เช่น แคร์รี่) กลับมองว่าเป็นพวกล้าหลัง ไม่รู้ในสิ่งที่ใครๆ ก็รู้ จุดนี้ก็สะท้อนความจริงง่ายๆ ได้เหมือนกันนะครับ ซึ่งไม่ใช่ว่าแคร์รี่เป็นคนไม่ดีหรืออะไรหรอก แต่เธอเคยชินกับชีวิตแบบนี้ เธออยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด สังคมอเมริกันมันก็ต้องง่ายสำหรับเธออยู่แล้ว

แต่เธอลืมคิดไปครับว่า เด็กๆ จากซูดานน่ะเคยมีชีวิตอย่างไร เธอ (และอเมริกันชนหลายคน) คิดว่าการพาเด็กๆ เหล่านี้มายังที่ปลอดภัยเช่นอเมริกา ถือว่าบรรลุหน้าที่แล้ว เพราะไม่มีใครไล่ฆ่าพวกเขาอีกแล้ว แต่ในความจริง หน้าที่ของเธอเพิ่งเสร็จไปครึ่งเดียวเท่านั้น

อเมริกันอาจช่วยให้พวกเขารอดชีวิตมา แต่ขณะเดียวกันก็ลืมไปว่า "แล้วพวกเขาจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร?"

เหตุการณ์ที่หนังบอกเล่านั้นเกิดตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 น่ะครับ ว่าง่ายๆ คือเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว แม้อเมริกาจะยื่นมาช่วยให้ใครต่อใครลี้ภัยมา แต่การบริหารจัดการคุณภาพชีวิตของผู้ลี้ภัยยังไม่ลงตัวนัก เหตุการณ์แบบที่เราเห็นในหนังก็คือส่วนเสี้ยวของความจริงที่ผู้ลี้ภัยต้องประสบ ต้องรอจนปัญหามันขยายขนาด องค์กรต่างๆ ในอเมริกาจึงเริ่มหันมาสนใจและแก้ไขข้อขัดข้องเหล่านั้

ในมุมนี้ก็ทำให้เราเข้าใจครับ ว่าโครงการอะไรก็ตาม มันไม่ใช่แค่ตั้งโครงการแล้วดำเนินงานลื่นตลอด แต่มันต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และเรียนรู้เพื่อพัฒนาอยู่เสมอ อันนี้ถือเป็นหลักคิดตั้งต้นสำหรับใครก็ตามที่คิดจะทำโครงการ, มูลนิธิ หรือตั้งองค์กรทั้งหลาย

หากใครคิดว่าตั้งแล้วก็จบ เหมือนตั้งศาลพระภูมิแล้วจุดธูปถวายข้าว+น้ำทุกเช้าแค่นั้น... ก็ต้องคิดใหม่ล่ะนะครับ

+++++++++++++++++++++++++++

จุดนี้ก็คิดเหมือนกันนะครับ ว่าคนเราชอบเคยชินกับชีวิตปกติของตน และเรามักสรุปว่าคนทั้งโลกก็น่าจะมีขอบข่าย มุมคิด หรือพื้นฐานชีวิตที่เหมือนๆ กัน นั่นทำให้หลายครั้งเราเอาข้อสรุปของเราไปคลุมครอบจักรวาล... ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ขนาดคู่แฝดเกิดมาพร้อมกันก็ยังต่างกัน แม้จะใช้ชีวิตบนโลกใบเดียวกัน

"ผู้ใดที่พึงเข้าใจความแตกต่าง ผู้นั้นย่อมเห็นวิถีทางในการเชื่อมต่อ"

++++++++++++++++++++++++++++

ดูๆ ไปก็เข้าใจความยุ่งยากของระบบเหมือนกันนะครับ อย่างระบบการลี้ภัยที่เราอาจรู้สึกว่ามันยุ่งยากเยอะแยะ และเราอาจหงุดหงิดแทนพวกตัวเอกที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับพี่น้องได้ หรืออาจคิดว่าจะไปแยกพวกเขาจากกันทำไม?

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง อเมริกานี่ก็ทำเรื่องไว้เยอะนะครับ ทั้งเรื่องดีจริงๆ และเรื่องที่แฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่การกระทำของอเมริกาจะเพาะอันตรายสำหรับตนเองไว้เยอะ เขาก็เลยมีมาตรการที่ดู "เยอะ" เอาไว้ป้องกัน

มุมนี้ดูแล้วเข้าใจพวกตัวเอกชาวซูดาน แต่ก็เข้าใจอเมริกาเหมือนกันครับ มันเป็นเรื่องที่พูดยากอยู่ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตน แต่ประเด็นคือ ชีวิตจริงมันไม่เหมือนในหนังนี่ครับ ในหนังเราดูจนรู้ว่าพวกตัวเอกก็เป็นคนดี เป็นผู้ประสบภัยจริง และไม่เคยคิดร้าย แต่ในชีวิตเราเห็นแบบนั้นได้ชัดเจนสักแค่ไหน?

ไม่ว่าโลกนี้จะสแกนคลื่นหัวใจปอดตับม้ามไตได้ละเอียดแค่ไหน แต่ก็ยากเหลือเกินที่จะสแกนตัวตนอันจริงแท้ของคนสักหนึ่งคน

พอคิดมุมนี้แล้วก็เข้าใจอเมริกาเหมือนกันครับ เราอาจมองว่าพวกเขาเป็นตำรวจโลกจอมยุ่ง เจือกเรื่องชาวบ้านไปทั่ว ซึ่งมันก็จริงครับ แต่ชาวอเมริกันบางคนหรือโครงการบางอันเขาก็ทำเพื่อให้เกิดผลดีจริงๆ เช่นกัน และมันก็มีผลข้างเคียงตือไปสะดุดตีนคนบางกลุ่มเช่นกัน ดังนั้นมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยให้ตัวเขาเอง บางครั้งเราอาจไม่สะดวกเพราะมัน แต่มันก็เพื่อ "กันไว้ดีกว่าแก้"

บางครั้งเราก็ต้องเข้าใจให้ครบเหลี่ยมมุม เพื่อมองเรื่องสักเรื่องให้รอบด้านที่สุด... อย่าด่วนสรุปขาวดำไวจนเกินไปครับ เดี๋ยวพลาด

+++++++++++++++++++++++++

โดยรวมแล้วนี่คือผลงานคุณภาพอีกเรื่องครับ ดูสนุกและน่าจดจำ Witherspoon แสดงได้ดี แต่คนที่เด่นจริงๆ ต้องยกให้ 3 ตัวเอกหนุ่ม Arnold Oceng, Ger Duany และ Emmanuel Jal ที่สร้างความน่าติดตามให้กับหนังได้อย่างยอดเยี่ยม

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

1/2



Create Date : 30 มกราคม 2559
Last Update : 30 มกราคม 2559 12:35:07 น. 0 comments
Counter : 504 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.