อ่านรีวิวล่าสุดได้ เพียงคลิ้กเบาๆ ที่โปสเตอร์ข้างล่างนี้ครับ (((ครึ่งซ้ายเป็นรีวิวหนัง))) {{{ส่วนครึ่งขวาเป็นรีวิวหนังสือครับ}}}
หมื่นทิพ's Movie Review
เทพบุตรตบะแตก!!
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 51 คน [?]




ค้นหารีวิวหนังเก่าๆ ได้ที่นี่ครับ


จำนวนดาว = กี่คะแนน
= 10 เต็ม
= 9
= 8
1/2 = 7
= 6
1/2 = 5
และต่ำกว่า < 4 แต่ไม่ถึงกับ 0


Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2556
 
16 พฤษภาคม 2556
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เทพบุตรตบะแตก!!'s blog to your web]
Links
 

 

รีวิวฉบับสมบูรณ์ Star Trek ตอนที่ 11 - Star Trek (2009) สตาร์ เทรค สงครามพิฆาตจักรวาล



แนวหนัง ไซไฟ แอ็กชัน ผจญภัย อย่างมันส์

ด้วยรายรับที่น้อยเกินคาดของ Star Trek: Nemesis ผมก็ทำใจแล้วครับว่าเรื่องราวของ Star Trek คงจบลงตรงนั้น แต่ลึกๆ ก็หวังว่าจะมีการรีเมคหรือไม่ก็ทำภาค Beginning ตามกระแสที่กำลังนิยมกัน... แล้วฝันก็เป็นจริงในที่สุดครับ

ก่อนอื่นขอเท้าความก่อนครับ ว่า Star Trek: Nemesis อันเป็นตอนที่ 10 ของ ST ฉบับจอใหญ่ทำรายได้น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์หนังชุดนี้ ทำให้โครงการทำภาคต่อโดน Paramount ระงับในทันที แล้วจากนั้นในปี 2005 Star Trek: Enterprise ซึ่งเป็นซีรี่ส์เดียวที่เหลืออยู่ในตระกูล ST ก็ถูกสั่งให้เลิกสร้างเนื่องจากเรตติ้งไม่ดีอย่างแรง (ดำเนินเรื่องไปได้แค่ปีที่ 4 เท่านั้น) โดยซีรี่ส์ดังกล่าวย้อนไปเล่าเหตุการณ์ในปี 2151 ว่าด้วยการผจญภัยยุคแรกของยานเอ็นเตอร์ไพรส์ ก่อนการมาของกัปตันเคิร์กอีกครับ แต่ในแง่ความสนุกนั้นสู้ชุดอื่นไม่ได้จริงๆ แม้จะสร้างโดย Rick Berman และ Brannon Braga ผู้สร้างชุดเดียวกับ The Next Generation ก็ตาม

แต่ Berman ก็ยังเชื่อในชื่อเสียงของ ST เขาเลยขอแรง Erik Jendresen มือเขียนบทที่เคยผ่านงานมินิซีรี่ส์ Band of Brothers ให้มาช่วยเขียน Star Trek: The Beginning ที่ว่าด้วยเหตุการณ์หลังจาก Star Trek: Enterprise แต่จะเกิดก่อน Star Trek: The Original Series โดยตัวเอกของเรื่องคือ ไทบีเรียส เชส ปู่ของเจมส์ ที เคิร์กนั่นเองครับ

บทภาค The Beginning กล่าวถึงชีวิตที่ต้องฝ่าฟันของไทบีเรียสที่จริงๆ แล้วเขาเป็นนักบินมือดีมากๆ ครับ แล้วยังมีเสน่ห์อย่างยิ่ง เสียแต่อารมณ์ร้อนไปสักหน่อย และแม้เขาจะมีฝีมือการบินชั้นอ๋อง แต่เขาก็ไม่สามารถเข้าประจำการณ์ในสตาร์ฟลีทได้ เนื่องจากตระกูล "เชส" ของเขามีชื่อเสียงไม่ใคร่จะดี เพราะตระกูลเชสเป็นพวกต่อต้านเผ่าพันธุ์ต่างดาวและคิดเสมอว่าการมาของพวกเอเลี่ยนจะทำให้เลือดของมนุษย์ต้องแปดเปื้อน (เหมือนพวกเหยียดผิวนั่นแหละครับ)

แต่ไทบีเรียสก็ไม่ยอมแพ้ เพียรพยายามทำให้ทุกคนยอมรับ โดยเขาได้พบรักเพเนโลปี้ การ์ดเนอร์ลูกสาวของท่านนายพลคนหนึ่ง ซึ่งเธอเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่ไอโอวา (อันเป็นเมืองที่เจมส์ ที เคิร์กเติบโตนั่นเอง) และในเวลาต่อมาไทบีเรียสก็ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อสกุลเป็น "เคิร์ก" เพื่อจะได้พ้นจากเงาของครอบครัวเชส และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของตระกูลเคิร์กครับ

บทหนังเรื่องนี้วางไว้เป็นไตรภาค โดยจะมีฉากหลังว่าด้วยสงครามระหว่างโลกกับชาวโรมูลัน แต่ในช่วงที่มีการนำบทส่งไปให้บริษัทพิจารณานั้นบริษัท Paramount ก็เกิดการเปลี่ยนทีมผู้บริหารครับ เป็นหญิงเก่งนามว่า Gail Berman มากุมบังเหียนแทน (เธอกับ Rick ไม่มีความเกี่ยวดองกันแต่อย่างใดครับ) และว่ากันว่าเธอไม่ค่อยปลื้มกับบทนี้สักเท่าไร เลยวางบทไว้บนหิ้งทิ้งให้ฝุ่นจับ และนับจากวินาทีนั้น Rick Berman ก็ตัดสินใจหันหลังให้โปรเจคท์ ST โดยสิ้นเชิง อันเป็นการปิดตำนานการอยู่เบื้องหลังหนังชุดนี้มาเกือบ 20 ปีของเขา



ใช่ว่า Gail Berman จะไม่สนใจนะครับ จริงๆ เธอก็อยากทำหนังชุดนี้ เลยตามตัว Roberto Orci และ Alex Kurtzman ที่ตอนนั้นเพิ่งเสร็จจากงานเขียนบท Mission: Impossible III ให้ Paramount ซึ่งพวกเขาก็ยินดีรับเลยครับ เพราะ Orci นั้นประกาศตัวแต่แรกว่าเขาคือ Trekkies คนหนึ่ง ในขณะที่ Kurtzman แม้จะไม่ถึงขนาดเป็นแฟนตัวยงแต่ก็ชมชอบหนังชุดนี้เหมือนกัน แล้วต่อมาพวกเขาก็ไปตาม J. J. Abrams ผู้กำกับ M:I III มาหวังว่าจะให้ช่วยอำนวยการสร้าง แต่พออ่านบทที่ทั้งคู่เขียน Abrams ก็ตัดสินใจนั่งเก้าอี้กำกับให้ทันที

Abrams ออกตัวว่าเขาไม่ถึงกับเป็นแฟนหนังชุดนี้ เขาไม่คุ้นเคยกับลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์ที่มี ฌอง-ลุค พิคาร์ดเป็นกัปตัน (ก่อนหน้านั้นเขาไม่เคยดู Star Trek: Nemesis ด้วยซ้ำ) แต่เขาคุ้นกับกัปตันเคิร์กและสป็อกมากกว่า และพอเขาได้อ่านบทของ Orci และ Kurtzman เขาก็มั่นใจว่าเรื่องของ ST ภาคใหม่นี้นอกจากจะถูกใจคอหนังดั้งเดิมแล้ว ยังสามารถโกยคะแนนนิยมจากคนดูรุ่นใหม่ๆ ได้

Orci และ Kurtzman เห็นตรงกันว่าพวกเขาจะไม่ "รีเมค หรือ รีบูท" หนังชุดนี้ แต่จะเขียนบทออกมาให้ได้เป็นตอนที่ 11 โดยมีตัวละครเก่ากลับมาสานเรื่องราวให้ต่อเนื่องกันและสามารถย้อนไปสู่จุดเริ่มต้น เพื่อเริ่มเรื่องราวใหม่ไปพร้อมๆ กัน

ไปๆ มาๆ หนังเรื่องนี้เลยกลายเป็น Prequel และ Sequel ในเรื่องเดียว

เนื้อเรื่องของภาคนี้เล่าถึงวันที่เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์ก ถือกำเนิดขึ้น โดยจอร์จ เคิร์ก (Chris Hemsworth) พ่อของเขาต้องสละชีวิตขณะอยู่บนยาน ยูเอสเอส เคลวิน เพื่อให้ภรรยาและลูกรอด

แล้วหนังก็เดินเรื่องมาถึงตอนที่เคิร์กโตเป็นหนุ่ม (Chris Pine) ได้เข้าเรียนสถาบันสตาร์ฟลีทตามคำท้าของกัปตันคริสโตเฟอร์ ไพค์ (Bruce Greenwood) จากนั้นชะตากรรมก็ชักนำเคิร์กให้ไปเจอกับเลนเนิร์ด แม็คคอย (Karl Urban) คุณหมอจอมบ่น แต่รักเพื่อนยิ่งชีพ, สป็อก (Zachary Quinto) ชาววัลแคนที่มีแม่เป็นชาวโลกทำให้เขามีทั้งด้านแห่งตรรกะเหตุผลแบบวัลแคน และมีมุมอารมณ์ร้อนตามแบบวัยรุ่นชาวโลก, อูฮูร่า (Zoe Saldana) นักเรียนด้านภาษาศาสตร์และการสื่อสารที่มีประสาทหูดีเยี่ยม, ฮิคารุ ซูลู (John Cho) พลขับเคลื่อนที่เชี่ยววิชาป้องกันตัวด้วยเพลงดาบ, พาเวล เชคอฟ (Anton Yelchin) ที่มีฝีมือหลากหลาย แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ชัดถ้อย เนื่องจากเขาเป็นชาวรัสเซียน่ะครับ และ มอนต์โกโมรี่ สก็อตต์ หรือสก็อตตี้ (Simon Pegg) ช่างเครื่องจอมโวที่แม้จะพูดเยอะและติดเล่น แต่พอถึงคราวจริงจังขึ้นมาเขาก็สามารถสร้าง "ปาฏิหาริย์" ช่วยชีวิตคนบนยานได้

สำหรับวายร้ายประจำตอนก็คือ นีโร (Eric Bana) อดีตคนเหมืองชาวโรมูลันที่มีความแค้นกับสป็อกในโลกอนาคตอีก 129 ปีจากนี้ แล้วก็มีเหตุให้เขาย้อนเวลามา โดยยานของนีโรนั้นเป็นลำใหญ่ล้ำสมัยแบบที่ไม่มียานลำไหนของสหพันธ์จะสามารถรับมือได้ (ก็มาจากอนาคตตั้ง 129 ปีน่ะครับ ทันสมัยแบบสุดขีดไปเลย)... แล้วเคิร์กกับพรรคพวกจะหาทางสยบนีโรได้อย่างไรก็ติดตามกันนะครับ

บอกแบบไม่อ้อมค้อมว่าผมชอบ Star Trek ฉบับนี้ หนังสนุกมากครับ ในแง่ความบันเทิงนี่ขอยกนิ้วให้เลย Effect เยี่ยมมาก สมจริง เร้าใจ ตื่นเต้น ฉับไว เนื้อเรื่องน่าติดตาม และหัวใจของหนังชุดนี้อย่าง "ความสัมพันธ์ของตัวละคร" หนังก็ทำจุดนี้ได้อย่างน่าปรบมืออีกเช่นกัน

ลองว่าครบเครื่องขนาดนี้ก็ไม่น่าแปลกใจครับที่เหล่าแฟนๆ หนังชุดนี้ ไม่ว่า Trekker หรือ Trekkie ต่างก็ชอบเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งยังสามารถสร้างฐานแฟนๆ กลุ่มใหม่ได้เป็นผลสำเร็จอีกด้วย

ผมก็บอกสิ่งที่รู้สึกต่อหนังแบบคร่าวๆ ไปแล้วนะครับ น่าจะเพียงพอสำหรับการตัดสินใจว่าจะดูเรื่องนี้ดีหรือไม่ (ในกรณีที่ยังไม่เคยดูนะครับ) ซึ่งหลังจากบรรทัดนี้ไปสิ่งที่ผมเขียนก็อาจมีสปอยล์ ดังนั้นผู้ที่ยังไม่เคยดูหรือไม่อยากทราบ สามารถข้ามไปอ่านอีกทีได้ตรงที่ผมเขียนสรุปบรรทัดสุดท้ายและให้ดาวเลยนะครับ



หนังมันจัดเต็มมากสำหรับแฟน Star Trek ที่สามารถเนรมิต "ภาพการต่อสู้ในอวกาศ" ได้แบบสะใจ ซึ่งในอดีตนั้นการรบด้วยยานเราจะเห็นไม่กี่มุมใช่ไหมครับ เนื่องจากทุนสร้างและเทคโนโลยีสมัยก่อนยังสร้างภาพเนียนๆ เหมือนจริงแบบสมัยนี้ไม่ได้ แต่กับภาคนี้เราจะได้ลำแสงเฟเซอร์และโฟตอน ตอร์ปิโดที่ยิงรัวและเคลื่อนไหวพริบพริ้วไปตามมุมยิงของยาน หรือยานแต่ละลำที่เราเห็นก็ดูมีรายละเอียดสมจริงมากๆ

แล้วเวลายานมาไล่ล่า ไล่ยิง หรือต่อสู้กัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราก็จะได้เห็นแค่ภาพตรงสะพานสั่นสะเทือน เห็นแสงแว้บๆ ยิงจากยานหนึ่งไปอีกยานหนึ่ง เห็นยานอีกฝั่งโดนยิง แล้วก็จบ แต่กับภาคนี้มันเร็ว มันไว มันลุ้น ระเบิดเป็นระเบิด หลุมดำเป็นหลุมดำ วอร์ปเป็นวอร์ป สะเก็ดยานเป็นสะเก็ดยาน ฯลฯ ว่าง่ายๆ คือภาพการสู้รบและห้วงอวกาศในจินตนาการในอดีตนั้นได้รับการเติมเต็มแบบครบถ้วนอย่างแรง

ด้านบทนั้นก็อยากจะขอคารวะ Orci และ Kurtzman ด้วยเหล้าโรมูลัน เอลคนละจอกเลยครับ เขียนได้ดีจริงๆ ครับ ที่เขาบอกว่าจะทำเป็น "ตอนต่อ" และเป็น "ตอน Beginning" ไปพร้อมๆ กันนั้นพวกพี่แกทำได้ครับ ทำได้อย่างเนียนมากๆ ด้วย

อย่างในฐานะ "ตอน Beginning" นั้นชัดอยู่แล้วครับ เราได้รู้จักเคิร์กตั้งแต่ออกจากท้องแม่ เริ่มต้นตั้งแต่ลมหายใจแรกของว่าที่กัปตันผู้เป็นตำนานคนนี้ แต่ขณะเดียวกันเหตุการณ์ตอนเริ่มนั้นก็เป็นเรื่องราวที่สืบต่อมาจากตำนาน Star Trek ชุดดั้งเดิมครับ

หากดูหนังแล้วจะทราบว่าต้นเหตุของเรื่องจะเกิดในอนาคตอีก 129 ปี (นับจากเวลาในหนังนะครับ) โดยนีโรนั้นแค้นสป็อกที่ไม่สามารถช่วยดาวโรมูลันได้ตามสัญญาที่ให้ไว้ จนดาวโรมูลันต้องแตกดับ ทำให้นีโรไล่ล่าสป็อกทะลุหลุมดำย้อนเวลามาปี 2233 แล้วนีโรก็ถล่มยานยูเอสเอส เคลวิน อันนำมาสู่การสละชีวิตของจอร์จ เคิร์ก เพื่อให้ภรรยาคลอดลูกโดยปลอดภัย

สำหรับเรื่องราวพันธะสัญญาที่สป็อกมีต่อชาวโรมูลันนั้นก็ถือเป็นการสานต่อเรื่องมาจากStar Trek: The Next Generation ตอน Unification (ซีรี่ส์ 2 ตอนจบครับ เป็นตอนที่ 7 และ 8 ของปี 5) โดยตอนที่ว่านี้กัปตันฌอง-ลุค พิคาร์ด (Patrick Stewart) กับลูกยานมีโอกาสได้เจอกับสป็อก (Leonard Nimoy) ที่ตอนนั้นเป็นเอกอัครราชฑูตไปแล้ว โดยความตั้งใจของสป็อกนั้นคืออยากทำให้ชาววัลแคนและชาวโรมูลันยอมกลับมาอยู่ร่วมกันเหมือนเดิม เนื่องจากจริงๆ แล้วทั้ง 2 เผ่าพันธุ์มีบรรพบุรุษเดียวกันครับ แต่ชาววัลแคนเลือกวืถีชีวิตแห่งตรรกะ ใช้เหตุผล และตัดเอาอารมณ์ความรู้สึกออกไป ในขณะที่ชาวโรมูลันเลือกวิถีแห่งความปรารถนา ใช้อารมณ์เป็นหลัก ทำให้เผ่าโรมูลันมีส่วนสร้างเรื่องรุนแรงให้กับจักรวาลไม่น้อยไปกว้าชาวคลิงออน เพียงแต่คลิงออนจะก่อเรื่องด้วยสัญชาตญาณนักรบ แต่ชาวโรมูลันจะมีเล่ห์เหลี่ยม ไม่ได้ก่อการด้วยความกล้าแบบคลิงออน

ก่อนหน้านี้หากจำกันได้ สป็อกนี่แหละครับเป็นผู้ริเริ่มให้สหพันธ์ดวงดาวกับชาวคลิงออนได้เจรจาผูกสัมพันธ์กัน (นำมาสู่เรื่องราวใน Star Trek VI: The Undiscovery Country) และในครั้งนั้นผลการเจรจาลุล่วง แม้จะมีเรื่องให้ตื่นเต้นเสี่ยงภัยกันบ้างก็ตาม มาครั้งนี้สป็อกเลยอยากทำแบบนั้นกับดาววัลแคนและโรมูลันบ้าง แต่เหตุผลที่สป็อกเลือกทำภารกิจนี้ลำพังก็เพราะครั้งก่อนเคิร์กและเพื่อนๆ ทุกคนต้องประสบเคราะห์กรรมเกือบตายก็เพราะเขา งานนี้เขาเลยลุยเดี่ยวไม่ให้ใครมาเสี่ยงด้วยอีก

แล้วบทหนังฉบับนี้ก็สานต่อเรื่องราวโดยกำหนดเรื่องการแตกดับของดาวโรมูลัสมาเป็นจุดเริ่มของเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าภารกิจช่วยเหลือก็ต้องตกเป็นของสป็อกไปโดยปริยาย ผมนับถือเลยนะครับ เป็นการผูกเรื่องที่ดี ทีมงานทำการบ้านได้เจ๋ง ทำให้หนังเป็นตอนต่อและตอน Beginning ได้สำเร็จ



และที่นับถืออีกอย่างคือการกำหนดให้นีโรทะลุเวลามาในวันที่เคิร์กเกิดนั้น เท่ากับเป็นการสร้างไทม์ไลน์ใหม่ให้กับหนังชุดนี้ แม้ตัวละครในเรื่องจะเป็นตัวเดียวกับต้นฉบับ แต่สิ่งที่พวกเขาเจอ, รูปแบบบุคลิก, วิถีชีวิต, หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมก็จะเปลี่ยนไป ไม่มีอะไรเหมือนเดิมเพราะประวัติศาสตร์ได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นจึงเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถเขียนบทได้อย่างเป็นอิสระ โดยไม่ต้องอิงฉบับ Original... จินตนาการสุดยอดแท้ๆ เลย

ในรีวิวอันก่อน (ที่เขียนค้างปี) ผมให้นิยามหนังว่า "คงวิญญาณเดิม เสริมวิญญาณใหม่" มาวันนี้ก็ยังยืนกรานคำเดิมครับ

อันว่าวิญญาณเดิมของ Star Trek นั้นก็เริ่มจากคาแรคเตอร์ตัวละครต่างๆ ที่แม้บางบุคลิกจะเปลี่ยนไป (เพราะประวัติศาสตร์เปลี่ยน) แต่แก่นของพวกเขาก็ยังคงอยู่ เริ่มจากเคิร์กที่กลายเป็นเด็กจอมซ่าส์ท้าความตาย ชอบสุราและนารี อันเป็นผลมาจากไม่มีพ่อคอยดูแลชี้แนะ (ในขณะที่ไทม์ไลน์เดิม พ่อเคิร์กไม่ตายและยังเป็นต้นแบบที่ดีให้เขาด้วย) แต่แม้จะไร้แก่นสารแค่ไหน ทว่าแก่นแท้ๆ ของเคิร์กยังคงอยู่ ไม่ว่าจะความเป็นผู้นำที่แพ้ไม่เป็นและชอบเล่นนอกกรอบ อย่างกรณีข้อสอบโคบายาชิมารุนั้น ไทม์ไลน์ไหนพี่แกก็โกงไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไหนจะไหวพริบปฏิภาณการเป็นยอดนักแก้ปัญหา, รักพวกพ้อง, ช่างคิดเชื่อมโยง, ชอบเถียงกับแม็คคอย, ชอบงึมงำกับสป็อก และชอบ "ขอปาฏิหาริย์" จากสก็อตตี้

หรืออย่างสป็อกก็มีวิญญาณเดิมอย่างการใช้ตรรกะ, ชอบเถียงด้วยตรรกะกับหมอแม็คคอย หรือ ความช่างสังเกต แต่ก็มีของใหม่อย่างสภาวะอารมณ์ที่มีขึ้นลง มีความโกรธและโทสะมาเป็นตัวผลักดัน ซึ่งอะไรเหล่านี้ก็เพิ่มดีกรีความเข้มข้นให้กับหนังได้อีกไม่น้อย

หมอแม็คคอยก็ชอบบ่นมากมาย, อูฮูร่าก็เก่งในเรื่องการสื่อสาร, เชคอฟก็พูดช้าๆ แต่ยังไงก็ไม่ชัดโดยเฉพาะด้วยตัว V และ W, ซูลูก็เก่งดาบแบบเมพขริงๆ (เพราะในฉบับเดิมพี่แกคลั่ง สามทหารเสือ (The Three Musketeers) เอาดาบไล่ฟันชาวบ้านก็ทำมาแล้ว) ส่วนสก็อตตี้ก็ไม่ต้องพูดถึง ซึ่งพวกเขามีทั้งจุดที่แฟนรุ่นเก่ายิ้มออกยามนึกถึงวันเก่าๆ แล้วก็อดสนุกไปกับมุมใหม่ๆ ของพวกเขาไม่ได้

วิญญาณเดิม วิญญาณใหม่ เป็นอะไรที่มีคู่กันไปตลอดในหนังครับ แม้จะเริ่มด้วยความแค้น การสูญเสีย การทำลายล้าง และความตาย แต่หนังก็ค่อยๆ นำเรื่องไปสู่ความรัก สามัคคี มิตรภาพ การให้อภัย การมองโลกในแง่ดี การมีความหวัง และลงท้ายด้วยจุดเริ่มแห่งการเดินทางของเอ็นเตอร์ไพรส์ ไปยังดินแดนที่ไม่มีใคร... เคยไปมาก่อน

ดนตรีก็มีการใช้ทำนองดั้งเดิมสมัยซีรี่ส์ฉบับแรกเป็นแกนหลักครับ ผมชอบธีมตอนท้ายเรื่องมาก มันคือทำนองเดิมแล้วเสริมด้วยจังหวะใหม่ที่ไพเราะ พริ้วไหว สนุกครื้นเครง แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการเดินทาง อันนี้ขอชม Michael Giacchino ที่ทำดนตรีได้ยอดเยี่ยมเหลือกิน

จุดเด็ดต่อมาคือดาราที่คัดมานี่เหมาะกับบทในระดับโคตรๆ ทั้งแสดงได้ดีและละม้ายดาราต้นฉบับมากๆ Pine เหมือน William Shatner ส่วน Quinto ก็โขก Leonard Nimoy มาทั้งบล็อก, Urban แม้จะไม่เหมือน DeForest Kelley ในแง่หน้าตา แต่เวลาบ่นแล้วปั้นหน้านี่มันใช่เลยน่ะครับ รายอื่นๆ ก็เช่นกันครับ ไม่ถึงกับเหมือนแต่ก็บุคลิกเนี่ยใช่จริงๆ

การแบ่งคาแรคเตอร์ก็ดีครับ ดูจบแล้วจำได้ว่าใครเป็นใครและทำหน้าที่อะไร มีวาระขโมยซีนของแต่ละคน และที่สำคัญคือมีอะไรฮาๆ แทรกตลอด การเดินเรื่องก็พุ่งไปข้างหน้าแบบไม่หยุดยั้ง

จัดเป็น Star Trek ที่คงความเป็น Trek ไว้ได้อย่างดีครับ แต่ถ้าถามว่าดีมากมาย มีความเป็น Trek เต็มร้อยไหมก็คงต้องบอกว่ามีไม่น้อยกว่า 85 อาจมีพร่องไปบ้าง ที่ยังขาดไปเล็กๆ ก็คือ Concept การพบเจอโลกใหม่ สิ่งแปลกใหม่ ที่ก็พอจะเข้าใจครับว่านี่คือตอนเปิดตัว และพล็อตมันก็แน่นจนไม่มีเวลาไปสำรวจอวกาศได้ เลยหวังว่าเราจะได้พบเจอประเด็นเหล่านี้ในตอนต่อๆ ไปซึ่งหนังก็ทำให้เราเห็นเป็นเลาๆ แล้วครับว่าการเดินทางสำรวจอวกาศน่ะ เพิ่งจะเริ่มต้นหลังหนังจบเท่านั้นเอง



ที่ผมชอบมากอีกอย่างคือการกลับมาแสดงเป็นสป็อกของ Nimoy จริงๆ ทีมงานอยากให้ William Shatner มาแสดงด้วยนะครับ ในบทสมทบเล็กๆ ในความทรงจำของสป็อกตอนแก่ แต่ Shatner น่ะอยากได้บทมากกว่านี้ครับ เขาเลยเจรจาว่าอยากได้พบเด่นพอๆ กับสป็อก แต่เนื่องจากบทกัปตันเคิร์กนั้นตายไปในภาค Generations ทีมงานเลยไม่รู้จะเติมบทมายังไง Shatner ก็ไม่ยอมแพ้ครับเขียนพล็อตมาให้เลย ว่าด้วยการคืนชีพของกัปตันเคิร์ก แต่ทำไปทำมา Abrams ก็คิดว่าแบบนี้ไม่น่าจะเหมาะ เพราะหากหนังต้องเทน้ำหนักไปที่การคืนชีพของเคิร์ก ก็คงไม่เหลือเวลาสำหรับการแนะนำตัวละครใหม่แน่ๆ ทำให้การเชิญ Shatner มาแสดงต้องถูกระงับไป (แอบเสียดายเหมือนกันครับที่บทกำหนดให้เคิร์กตายในคราวนั้น)

สรุปเลยนะครับว่าหนังเรื่องนี้ทำออกมาได้มันส์ ครบเครื่อง สนุกมาก ที่ผมชอบเป็นพิเศษคือหนังมีพร้อมทั้งความเป็นหนังไซไฟ ผจญภัยในอวกาศ มีจินตนาการ และมีความมันส์ ซึ่งปกติสมัยก่อนเราจะมักต้องแยกแยะครับ ว่าหนังไซไฟคือหนังเน้นจินตนาการนะ อย่าคาดหวังความมันส์ แต่สำหรับเรื่องนี้มาเต็มทั้งจินตนาการและความมันส์ระทึกใจครับ

สามดาวครับ



ข้อมูลจาก IMDB ครับ

รีวิวหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นรีวิวที่เขียนทิ้งไว้ค้างเติ่งเป็นเวลานานที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ ผมเขียนค้างไว้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2552 และเพิ่งมามีเวลาเขียนต่อจนจบวันที่ 16 พฤษภาคม 2556... 4 ปี กับ 4 วัน... เสร็จเอาตอนหนังภาค 2 เข้าฉายพอดี!

สำหรับคนที่อยากแวะไปฝากเมนต์เป็นที่ระลึกก็แวะไปได้โดยคลิ้กที่ตรงนี้ได้เลยครับ

Movie Connection
รีวิวภาคอื่นๆ ของหนังชุดนี้





 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2556
4 comments
Last Update : 26 พฤษภาคม 2556 17:49:30 น.
Counter : 2660 Pageviews.

 

เขียนค้างไว้ 4 ปี เป็นผมคงทำต้นฉบับที่เขียนหายชัวร์

 

โดย: แผ่นพิมพ์เขียว 16 พฤษภาคม 2556 21:19:24 น.  

 

เพิ่งได้ดูภาค Into Darkness เลยมาหาภาคนี้อ่าน ผมชอบภาค 2009 มากกว่าครับ

 

โดย: คนขับช้า 19 พฤษภาคม 2556 6:37:34 น.  

 

เป็นภาคที่ทำให้ผมรู้จักกับ Star Trek หลังจากที่ไม่เคยสนใจหนังชุดนี้มาก่อนเลย
ขอบบอกว่าภาคนี้มันส์มากและก็โดนใจสุดๆครับ

 

โดย: ปีศาจความฝัน 29 พฤษภาคม 2556 13:09:23 น.  

 

รีวิวจบแล้วครับ บราโว! น้ำตาจะไหล ฮ่าๆ

 

โดย: McMurphy 30 พฤษภาคม 2556 22:52:50 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.