อ่านรีวิวล่าสุดได้ เพียงคลิ้กเบาๆ ที่โปสเตอร์ข้างล่างนี้ครับ (((ครึ่งซ้ายเป็นรีวิวหนัง))) {{{ส่วนครึ่งขวาเป็นรีวิวหนังสือครับ}}}
*****เปิดพรีออเดอร์นิยาย The Lord of The Rings (ฉบับครบรอบ 60 ปี) คลิ้กโปสเตอร์เพื่ออ่านรายละเอียดได้เลยครับ*****
หมื่นทิพ's Movie Review

เทพบุตรตบะแตก!!
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 111 คน [?]




จำนวนดาว = กี่คะแนน

= 10 เต็ม
= 9
= 8
1/2 = 7
= 6
1/2 = 5
และต่ำกว่า < 4 แต่ไม่ถึงกับ 0

ค้นหารีวิวหนังเก่าๆ ได้ที่นี่ครับ
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2556
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
22 มีนาคม 2556
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เทพบุตรตบะแตก!!'s blog to your web]
Links
 

 

Step Up Revolution (2012) สเต็ปโดนใจ หัวใจโดนเธอ 4



แนวหนัง ชีวิตคือการเต้น ผสมความสนุกสนานและรักโรแมนติก

ไม่เคยคิดเลยครับว่าตัวเองจะชอบ Step Up พอๆ กับที่ไม่เคยคาดหวังว่าหนังชุดนี้จะมีดีทั้งความบันเทิงและเรื่องชวนคิด

สำหรับภาคนี้เป็นภาคที่ถ้าจะดูก็ควรดูให้จบ เพราะหากดูเพียงครึ่งแรกอย่างเดียว เราอาจมองหนังเป็นแค่แนวรักวัยรุ่นที่มีดีกรีร้อนแรงกว่าภาคก่อนๆ เอาแค่ท่าเต้นเปิดตัวระหว่างพระเอกนางเอกก็รู้สึกได้ถึงความเร่าร้อนแล้วครับ

แต่พอดูๆ ไปจะพบว่าหนังมีครบเครื่องในแง่ความสนุก ทั้งเรื่องความรัก ความขำ ลีลาท่าเต้นแจ๋วๆ ไหนจะแง่มุมชวนคิดที่เหมาะสำหรับวัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรุ่นที่คลั่งไคล้ในการสะบัดลีลาแดนซ์

พล็อตภาคนี้คล้ายคราวก่อนครับ พระเอกสุดหล่อนามว่า ฌอน (Ryan Guzman) เป็นพนักงานโรงแรมที่ว่างๆ ก็ชอบรวมกลุ่มที่ชื่อ The Mob อันเป็นผองเพื่อนที่คอยไปแดนซ์ตามที่ต่างๆ ซึ่งบางทีก็สร้างสรรค์และบางคราวก็ป่วนเมือง

ส่วนนางเอกคือ เอมิลี่ (Kathryn McCormick) สาวงามสุดฮ็อตที่หมายมั่นจะเข้าสถาบันการเต้นวินวู๊ด (Winwood Dance Academy) แม้พ่อของเธอ (Peter Gallagher) จะไม่เห็นด้วยและอยากให้เธอมาทำงานมั่นคงอย่างบริหารโรงแรมมากกว่า แต่ลองว่าคนเรามุ่งมั่นแล้ว ใครจะมาขวางมากั้นก็ย่อมขวางไม่ค่อยอยู่

หลังจากได้รู้จักกับฌอน เอมิลี่เลยตัดสินใจลองสัมผัสการเต้นอิสระสไตล์ The Mob เพื่อเพิ่มลีลาพริ้วไหวให้ตนเอง แต่แล้วพ่อของเอมิลี่ก็มีแผนพัฒนาเมือง ซึ่งจะส่งผลให้ถิ่นที่อยู่เดิมของฌอนและพรรคพวกถูกทำลายทั้งหมด... แล้วพวก The Mob จะสามารถทำอะไรเพื่อปกป้องบ้านของพวกเขาบ้าง เรื่องที่เหลือก็ลองไปดูกันนะครับ



ผมชอบธีมเรื่องภาคนี้ครับ มันเริ่มด้วยการที่ The Mob ไปแดนซ์กลางถนน แม้จะเต้นได้ถูกใจคนดูแต่ก็มีอีกไม่น้อยต้องเดือดร้อนจากสิ่งที่พวกเขาทำ

จริงที่ The Mob มีดีมีคุณค่าในสิ่งที่แสดงออก เพียงแต่เวทีที่พวกเขาเลือกนั้นยังไม่ใช่เวทีที่ดีที่สุด ที่เหมาะที่สุด หรือทิศทางแห่งการเต้นก็ยังดีได้อีก

แล้วเมื่อหนังดำเนินไป เราจะได้เห็นพัฒนาการของ The Mob จากเดิมที่เต้นตามใจก็เริ่มเลือกสถานที่ เช่นไปเต้นในหอศิลป์ แล้วพอเอมิลี่ ก้าวเข้ามาร่วม เธอก็ลองตั้งคำถามกับกลุ่ม The Mob ว่าพวกเขาสามารถใช้การเต้นสื่อสารถึงบางสิ่งที่มีประโยชน์มากขึ้นได้ไหม เช่น ตอนนี้ชาวบ้านกำลังจะโดนไล่ที่ พวก The Mob ก็สามารถเต้นเป็นกระบอกเสียงให้กับชาวบ้าน ทำให้คนหันมาสนใจพวกเขากันมากขึ้นได้

เดิม The Mob แสดงความเจ๋งแบบไม่มีทิศทาง แต่พอพวกเขาสร้างพลังด้านบวก เต้นให้เกิดคุณค่า ไม่ใช่เต้นแค่เพื่อตนเอง แต่ทำเพื่อคนอื่น นั่นก็กลายเป็นพลังอันมหาศาลที่ทำให้คนอีกกลุ่มใหญ่สนับสนุนพวกเขา และชื่อเสียงก็ดังสนั่นกว่าตอนเต้นเอาสนุกอย่างเดียวเท่านั้นอีกด้วย

The Mob มีการพัฒนาที่น่าขบคิด เช่นเดียวกับหนังชุด Step Up ครับ จากภาคแรกที่เรื่องการเต้นเหมือนเป็นเพียงสื่อสายใยมัดใจคนสองคน และฉุดคนหนึ่งคนให้มีอนาคตขึ้นมา พอมาภาคสองก็เริ่มตั้งคำถามต่อความหมายแห่งการเต้น ว่ามันควรจริงจังเข้มงวดด้วยกฎ หรือควรมีเสรีมากเท่าที่ศิลปินนักเต้นต้องการ (หรือต้องหารสองแล้วใช้ทางสายกลาง)

ภาค 3 ก็จับประเด็นการแข่งขันที่นักเต้นต้องหมั่นพัฒนาตนเอง ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่า "เราจะสามารถเดินตามฝันไปได้พร้อมๆ กับการมีชีวิตที่มั่งคงหรือไม่" อย่างมูสที่ยอมหยุดการเต้นเพื่อเรียนวิศวะ แต่ในที่สุดเขาก็ตระหนักว่าหากเขาทุ่มเทเพียงพอ เขาจะสามารถเรียนเต้นไปได้พร้อมกับเรียนวิศวะ แม้จะเหนื่อยมากขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น แต่มันก็คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าโลกแห่งความจริงกับโลกแห่งความฝัน มันเดินคู่ไปกันได้ แต่เราต้องทุ่มกายทุ่มใจให้เกิน 100 ถึงจะได้ผล



พอมาภาคนี้หนังเริ่มจากประเด็นง่ายๆ ที่เหมือนจะซ้ำรอยเดิมครับ เริ่มที่นักเต้นเต้นตามใจ ทำให้บางคนชื่นชมบางคนก็บ่นว่า นางเอกก็มีฐานะลึกลับ พระเอกก็เป็นคนมีฝัน แต่แล้วการเต้นก็สอนพวกเขา และทุกครั้งที่เขาเต้น มันสามารถเป็นทั้งสนามฝึกซ้อม, แหล่งรวมใจของเพื่อนนักเต้น, เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ และสามารถสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้ ต่อเพื่อนมนุษย์ได้

เมื่อ The Mob เริ่มให้กับผู้อื่น คนอื่นก็เริ่มหันมาให้ความปรารถนาดีกับ The Mob ตั้งแต่ความนิยม ชื่อเสียง ไปจนถึงคำขอบคุณ

มันเป็นการเชื่อมสะพานที่น่าทึ่งและน่ารักไปได้คราวเดียว ดังนั้นถ้าใครยังคิดว่าการเต้นกินรำกินนั้นมีไว้เพื่อความสนุกสะใจ ปลดปล่อยระบายอารมณ์ หรือเป็นกิจกรรมไร้สาระอยู่ล่ะก็... ขอให้ดูหนังเรื่องนี้และมองให้ลึกครับ มองมุมที่หนังพยายามบอกดูสักครั้ง

เช่นกันกับเหล่านักเต้นครับ บางคนเต้นอวดสาว บางรายก็เต้นแบบไร้จุดหมาย ผมก็อยากให้ลองดูหนังเรื่องนี้เช่นกันครับ เพราะมันมีแก่นสารน่าสนสื่อตรงถึงพวกคุณโดยตรงทีเดียว

ไม่เถียงครับว่าการเต้นอาจมีแง่ลบอยู่ แต่หนังเรื่องนี้พยายามจะบอกว่ามันก็มีแง่บวกครับ และเราก็เลือกได้ที่จะเต้นไปให้ชีวิตบวก หรือเต้นแล้วชีวิตติดลบ อย่างที่หนังแสดงให้เห็นผ่านตัวละครอย่างเอ็ดดี้ (Misha Gabriel Hamilton) ซี้ของพระเอกที่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ให้การเต้นในทางทำลาย ล้างอาย และแก้แค้น จนก่อให้เกิดผลกระทบตามมาทั้งต่อตัวเขาและคนอื่นๆ ใน The Mob

ในมุมหนึ่งก็เข้าใจเอ็ดดี้ครับ เขาก็คือปุถุชนที่มีรักมีโกรธมีแค้น ในสภาวะนั้น (นาทีที่เขาตัดสินใจทำมัน) มันมีสภาวะอารมณ์ลบอัดแน่นในใจครับ ไม่ว่าจะความรู้สึกแค้นที่เขามี, ความรู้สึกโกรธที่ถูกหลอก และความรู้สึกแย่ที่กำลังจะเสียเพื่อนซี้ไป (เนื่องจากฌอนกำลังมีแฟน และเขาย่อมห่างเหินจากซี้อย่างเอ็ดดี้อย่างไม่ต้องสงสัย แล้วอะไรๆ ก็จะไม่เหมือนเดิมอีก)

เอ็ดดี้โกรธครับ ขาดสติไปพักหนึ่งเลยอาละวาดผ่านทางการเต้น แล้วผลที่ตามมาคือความเจ็บปวด ทั้งต่อเอมิลี่ ฌอน และเพื่อนร่วม The Mob ที่ต้องเสียคะแนนนิยมที่อุตส่าห์สร้างมานาน มันสลายไปด้วยความหุนหันเพียงครั้งเดียว และในท้ายสุดความเจ็บปวดนั้นก็ตรงดิ่งมาสู่ใจของเอ็ดดี้เอง เพราะเขากลายเป็นตัวการที่ทำให้โครงการกว้านซื้อที่ดินที่เกือบถูกระงับไป กลับคืนชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

นี่แหละครับเรื่องธรรมดาชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ "คนโกรธ ใช้อารมณ์ ทำลายผู้อื่น ทำลายตน" ถือเป็นแพทเทิร์นคลาสสิกที่ก่อให้เกิดทุกข์

แต่หากทุกอย่างเปลี่ยนล่ะ หากเอ็ดดี้คุมตนเองได้และเลือกทางออกที่ดีกว่า ไม่ว่าจะการทำใจให้สงบ, ทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมดด้วยการเอ่ยปากคุยกับเพื่อนอย่างฌอน หรือถ้าอยากระบายก็ตะโกน ว้ากดังๆ สัก 5 รอบ เชื่อว่าความแรงของสิ่งที่เอ็ดดี้ทำน่าจะลดปริมาณลงไม่มากก็น้อย

ผมมองว่าความโกรธก็เหมือนพลังแบบหนึ่ง เกิดขึ้นมาแล้วมันย่อมต้องส่งผลให้เราทำอะไรสักอย่าง การที่จะบอกว่า "พอโกรธแล้วให้รีบใจเย็นทันที" อาจไม่ใช่ของง่ายสำหรับหลายคน ดังนั้นหาวิธีสลายพลังนั้นด้วยวิธีที่สร้างความเสียหายน้อยที่สุด ก็น่าจะเป็นทางออกที่เข้าท่านะครับ

เอ็ดดี้คือตัวอย่างที่ผมอยากให้เราได้เรียนรู้ ดูว่าเขาผิดพลาดอย่างไร ก่อเรื่องด้วยต้นเหตุแบบไหน เพื่อที่เราจะได้ไม่เผลอก้าวเดินแบบที่เขาทำ

แต่ก็นั่นล่ะครับ ไม่ใช่ทุกคนที่จะคุมตัวเองได้ง่ายดั่งใจ บางทีเราก็หงุดหงิดและทำผิดแบบที่เอ็ดดี้ทำ (หรือทำแรงกว่านั้น) เช่นนั้นแล้วเราควรทำเช่นไร

หนังก็ทำหน้าที่ได้ครบวงจรครับ หลังจากเอ็ดดี้ก่อเรื่อง หนังก็เล่าต่อว่าการแก้ไขสิ่งที่เกิดนั้นควรทำเช่นไร แน่นอนว่าอย่างแรกคือยืดอกรับผิดชอบ

ผมชอบตอนที่พี่แกรับผิดนะครับ เขาตระหนักดีว่าเขาคือคนที่ทำให้พลังบวกของ The Mob หายไป และใครๆ ก็พลอยมอง The Mob เป็นลบไปเสีย

แต่เมื่อลบได้ก็ย่อมทำให้เป็นบวกได้ ทำผิดก็แก้ให้มันเป็นถูกซะ... นั่นล่ะทางออกที่ลัดตัดตรงที่สุด



ลองว่าผมพูดมาขนาดนี้ คงไม่ต้องบอกครับว่าเมื่อบทสรุปมาถึงแล้ว ผมรู้สึกชอบแค่ไหน ยิ่งนาทีที่สองตัวละครจับมือกันในตอนท้าย มันเป็นอะไรที่สวยงามดีจริงๆ ซึ่งการเต้นในตอนท้ายนั้นนับว่างดงามครับ อุดมไปด้วยความหวังและพลังด้านบวกที่สดใส

มันสวยงามครับเมื่อจังหวะการเต้นของเรากลมกลืนเข้ากับจังหวะการหมุนของโลก... เพราะยังไงเราก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกเสมอ ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ลีลาการดิ้นของหนังภาคนี้ก็แจ๋วได้ใจครับ ออกแบบได้มันส์จริงๆ และยังมีความหมายด้วย อย่างตอนไปแดนซ์กันในหอศิลป์ หรือแดนซ์ในชุดสูทเพื่อต่อต้านแผนพัฒนาเมือง มันชวนให้คนจับตามองจริงๆ จนการที่ตัวละครอื่นๆ หันมามองและสนใจจนพูดไม่ออกนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยครับ เป็นผลไปอยู่ที่ตรงนั้นก็คงตะลึงดูเหมือนกัน

ดารานักแสดงในเรื่องก็เลือกมาดีครับ เล่นได้เหมาะ แม้พระเอกนางเอกอาจจะมาอารมณ์เดียวกันเลยกับภาค 3 แต่พวกเขาก็ดูมีชีวิตชีวาครับ และดาราที่ได้ใจผมที่สุดก็ขอยกให้ Peter Gallagher พี่แกเล่นหนังดีเสมอครับ ผมชอบการวางตัวและบุคลิกของเขา ที่ดูเป็นนักธุรกิจแต่ก็มีความอ่อนโยนในบางส่วนของจิตใจ แววตาตอนพี่แกปวดร้าวนั่นชวนให้สะเทือนใจไปไม่น้อยเหมือนกัน

หนังสมชื่อครับ Step Up Revolution เพราะมันคือการปฏิวัติหลายๆ อย่าง ทั้งลีลาแดนซ์ที่จัดเต็มความสดมากขึ้น, วัยรุ่นที่มีสมองมากขึ้น (สังเกตนะครับ วัยรุ่นในหนังชุดนี้จะไม่ค่อยไร้สมอง ขนาดตัวต๊องยังแทบไม่มีเลยครับ), บ่งบอกความหมายของการเต้นมากขึ้น และผู้คน (ในหนัง) ที่ไม่ได้เป็นนักเต้นก็เข้าใจวิถีแห่งการเต้นมากขึ้น ยอมรับในการแสดงออกทางดิ้นมากขึ้น

สรุปที่สองดาวครึ่งครับ

1/2


ข้อมูลจาก IMDB ครับ




 

Create Date : 22 มีนาคม 2556
0 comments
Last Update : 14 เมษายน 2556 23:36:57 น.
Counter : 3860 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.