กบเอง คนที่มองไม่ได้ด้วยตา แค่ อ่านด้วยใจ

กบเมืองชล
Location :
Chitagong Bangladesh

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เขียนให้อ่านกันขำขำไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น ชอบหม่ำมาก
การเขียนหากไม่สุภาพประการใดขออภัยไว้ก่อนครับผม


อาชีพ ทำรองเท้า
ประสพการณ รองเท้า อาหาร
งานอดิเรก ถ่ายภาพ
ชอบ ทำบุญ กิน เที่ยว
คติ กินเหล้าในวัด ระวังติดคุก
สถานที่ท่องเที่ยว แสงสวยๆ อากาศดีดี
อาหาร รสไม่จัดมาก ไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง
อดีต ไม่สำคัญ
ปัจจุบัน เมืองแขก
อนาคต ต้องดีกว่าเก่า
Group Blog
 
 
กันยายน 2550
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
23 กันยายน 2550
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add กบเมืองชล's blog to your web]
Links
 

 
เอื้อ สุนทรสนาน

คุณเอื้อฯ ที่ผมรู้จัก โดย...แก้ว อัจฉริยะ กุล

โดย...แก้ว อัจฉริยะกุล
แหล่งที่มา หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเอื้อ สุนทรสนาน ตจว. จช. ณ
วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 22 มีนาคม 2525

….คืนหนึ่ง ดึกประมาณตีสอง ในปี พ.ศ.2486 กรุงเทพพระมหานครอยู่ในสภาพพรางไฟมืดตื๋อไปทั้งเมือง เพราะประเทศไทยอยู่ในฐานะสงคราม ที่จริงก็สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเอง แต่สงครามทางภาคนี้ของโลก ญี่ปุ่นตั้งชื่อให้อย่างโก้หรูว่า สงครามมหาเอเซียบูรพา และสมัยนั้นมีการ “จี้” กันทั่วแทบทุกหัวระแหง และแทบมิเว้นแต่ละคืน แต่….

เขา (คุณเอื้อฯ) กับผมยังเดินอยู่สองคนโดยโดดเดี่ยว ตามถนนสายเปลี่ยวจากโรงแรมรัตนโกสินทร์ (ปัจจุบันโรงแรมรอแยล) จะไปถนนราชวิถี หลังจากได้กินอยู่หลับนอนมาด้วยกันที่โรงแรมรัตนโกสินทร์มาหลายเพลา โดยถูก พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ (อดีตอธิบดีกรมตำรวจ บัดนี้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว) คุมตัวเขากับผมให้ไปสิงสู่อยู่ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยสั่งคุณสงัด วสุธาร (หัวหน้ากองโรงแรมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วเช่นกัน) ดูแลเขาและผมไม่ให้ออกนอกโรงแรมไปไหนจนหว่าจะแต่งเพลงให้เสร็จ
โดยมีคำสั่งจากคุณเผ่าฯ ว่าจะกินอยู่หลับนอนอย่างไร จะกินอะไร จะดื่มอะไร ให้บอกเขา หรือจะเอาอะไรก็ได้ทั้งนั้น ฟรีทุกอย่าง
จะอยู่กี่วันกี่คืนก็ฟรีทุกอย่าง ขออย่างเดียวน้องแต่งเพลงให้เสร็จเรียบร้อย

สมัยนั้น คณะสุนทราภรณ์จะต้องออกแสดงรายการเพลงบนเวทีโรงภาพยนต์โอเดียน (เดี๋ยวนี้คือ นิวโอเดียน – สามแยก) ซึ่งครั้งนั้น
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีหน้าที่ควบคุมดูแลรักษาทรัพย์สินผลประโยชน์ของคนต่างด้าว ซึ่งโรงภาพยนต์โอเดียนก็เป็นทรัพย์สินของชนต่างด้าวเขากับผมสองคนสิงสู่อยู่ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์หลายคืนอยู่ และเราสองคนก็กินเสียอย่างเต็มคราบ อาหารฝรั่งอย่างดี เหล้าที่ซื้อตามท้องตลาดไม่ได้ ตราขาวเอย ตราดำเอย เรามีกินอย่างไม่อั้น ทุกเวลาและทุกเมื่อ จนกระทั่งคืนหนึ่ง ผมรู้สึกอึดอัดในการที่ถูกกักบริเวณอย่างนั้น ผมจึงคบคิดกับเขาว่าเราสองคนนี้สิงสู่อยู่ที่รัตนโกสินทร์มานานหลายแล้ว กินก็กินเสียจนเกรงใจ อยู่ก็ไม่ค่อยได้อยู่ นอนก็นอนไม่ค่อยหลับ นอนเล่นบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น นอกนั้นก็ใช้เวลาเขียนเพลงกันอยู่ตลอดเวลา

“เรากลับบ้านกันเสียทีดีไหม?” ผมออกความคิด
“ก็ดี ชักคิดถึงบ้านแล้วเหมือนกัน” เขาว่า “พรุ่งนี้เราไปทำงานแล้ว เรากลับบ้านเลยนะ”
“ทำไมต้องคอยพรุ่งนี้ด้วยล่ะ? ไปกันเดี๋ยวนี้เลยเป็นไง” ผมว่า
“เรามีกระเป๋าคนละใบเท่านั้น”
“เดี๋ยวนี้ไปกันได้ยังไง? จะตีสองอยู่แล้วนะ ถนนก็มืดตื๋อ สามล้อก็คงไม่มี เราต่างคนต่างแยกกันกลับบ้านก็ต้องเดินไป ดีไม่ดีถูกจี้ระหว่างทางเราก็หมดตัว มิหนำซ้ำจะถูกทำร้ายเอาด้วย”
“คุณมีปืนมาสองกระบอกไม่ใช่หรือ” ผมถาม เขาพยักหน้า
“แบ่งให้ผมถือกระบอกหนึ่ง แล้วเราออกเดินทางจากนี่ไป จากนี่เดินไปบ้านคุณที่ราชวิถีก่อน แล้วผมเอารถจักรยานขี่จากบ้านคุณไปบ้านผมที่วงเวียนใหญ่-ฝั่งธนฯ”
“แถวบ้านผมมีนักจี้แยะเสียด้วย” เขาว่า
“ไม่เป็นไร” ผมว่า “นอกจากเรามีปืนแล้ว เรายังมี พระสมเด็จห้อยคอ อยู่อีกด้วย อาราธนาไว้คุ้มภัยได้ถมไป”
“เอา ตกลง ไปก็ไป”

เขากับผมก็พร้อมใจกันหนีออกจากโรงแรมรัตนโกสินทร์ไป เดินกันไปคุยกันหนุงหนิงไปตลอดทางไม่มีรถโดยสารอะไรผ่านมาสักคันเดียว

“นี่ถ้าคุณเผ่าฯ รู้เข้าว่าเราหนีกลับบ้าน คงโกรธตายห่ะ”
ตอนหนึ่งเข้าเอ่ยขึ้นในระหว่างทางที่เดินไป
“ไม่เป็นไรหรอก” ผมว่า “ถ้าท่านมาต่อว่า หรือมาดุมาด่า เราก็บอกว่า เหลืออีกเพลงเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้ก็เสร็จ เราอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลยดีกว่า ตอนนี้ถนนหนทางไม่มีมนุษย์เลย นอกจากเราสองคน ถ้าเราได้ยินเสียง “ตุ๊บ” ละก็ต้อง เปรี้ยง เชียวนะ”
ตุ๊บ คือเสียงที่โดดลงจากต้นไม้ เปรี้ยง! คือเสียงปืนที่เราต้องยิงออกไป เพราะในสมัยนั้น ปรากฏบ่อย ๆ ว่า พวกผู้ร้ายนักจี้
มักจะปีนต้นไม้ขึ้นไปซุ่มอยู่ พอเหยื่อเดินมาก็กระโดดตุ๊บลงมา
“คุณยิงแม่นไหม?” ผมถามต่อไป
“ก็ไม่แม่นหรอก แต่ก็ยิงคนไม่ผิดแน่” เขาตอบ
แต่แล้วเราก็ลุรอดปลอดภัยตลอดทางจนถึงบ้าน

เขากับผมไม่ใช่รู้จักกันมาแต่เพียง พ.ศ.2486 ดังที่เล่ามา ผมรู้จักมาก่อนนั้น และได้ร่วมงานกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2486 ร่วม 40 ปี มาแล้วเขาเป็นหัวหน้าวงดนตรี เป็นทั้งนักดนตรี และเป็นทั้งนักร้องที่ทุกคนรู้จักดีเขาเกิดที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2453 เป็นลูกคนสุดท้องของพ่อ เนื่องจากพ่อเป็นผู้มีฝีมือในศิลปะ แกะสลักหนังหุ่นได้อย่างประณีต เชิดหนังใหญ่ได้เป็นยอดเยี่ยม ลูกของแกจึงเป็นศิลปินมีชื่อทั้งนั้น หมื่นไพเราะพจมาน พี่ชายของเขาก็เป็นนักพากย์โขนตัวฉกาจแห่งราชสำนักครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

เมื่อเด็ก ๆ เขาเป็นคนตัวเล็กไม่สูงชะลูดอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ แม้ผิวจะคล้ำตามวิสัยของคนต่างจังหวัด แต่ก็ดูจะผ่องใสมากกว่าพี่ ๆ พ่อจึงตั้งชื่อให้ว่า “ ละออ ” และได้เข้าเรียนอยู่ในโรงเรียนราษฎร์บูรณะที่สมุทรสาครนั่นเองเด็กชายละออผู้นี้มีนิสัยรุ่มร่ามอยู่อย่างหนึ่ง ชอบทำหม้อข้าวแตก ถ้าคดข้าวที่ไหนต้องคดข้าวให้ทัพพีกระแทกกับข้างหม้อข้าวจนทะลุที่นั้น ไม่รู้กี่ใบต่อกี่ใบ จนชาวบ้านแถบอัมพวาตั้งสมญาให้ว่า “พ่อละออหม้อแตก”

พ่อแกเห็นว่า ถ้าขืนชื่อละออ คงซื้อหม้อข้าวกันไม่หวาดไม่ไหว จึงไปอำเภอขอแก้สำมะโนครัวเสียใหม่จากละออมาเป็น “บุญเอื้อ” ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่า จะไม่มีการทำลายกันอีก แล้วก็ส่งเข้ามาให้ได้รับการอบรมอยู่กับพี่ชาย ซึ่งเป็นขุนนาง คือ หมื่นไพเราะพจมาน

เด็กชายละออหรือในชื่อใหม่ว่า บุญเอื้อ เป็นเด็กเรียบร้อย ชอบและสนใจในเรื่องพระเรื่องเจ้าตั้งแต่เล็ก ๆ รับศีลได้ถูกต้องแม่นยำ แม้แต่ต่อพระพักตร์สมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ จนสมเด็จฯ ทรงโปรด เอ่ยพระโอษฐ์ขอต่อพ่อว่าถ้าอายุได้ 11 ขวบเมื่อไร ให้ส่งตัวมาถวาย แต่จนแล้วจนรอดกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต เด็กชายผู้นี้ก็ไม่ได้ถูกส่งตัวเข้าไปถวาย มิฉะนั้นทุกวันนี้เขาคงไม่มีชื่อเป็น “ศิลปิน” ที่ใคร ๆ รู้จัก แต่คงจะได้เป็นพระมหาเปรียญที่อุบาสกอุบาสิการู้จักเท่านั้น

เมื่อพ่อส่งตัวมากรุงเทพนั้น อายุได้เพียง 5 ขวบเท่านั้น ได้มาเรียนภาษาอังกฤษจากพี่สะใภ้ ซึ่งเป็นลูกศิษย์แหม่มโคล์ วังหลัง (ทุกวันนี้รู้จักกันว่า “วัฒนาวิทยาลัย”) เขาถูกพี่สะใภ้เคี่ยวเข็ญด้วยเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษมากเกินไป จึงเผ่นหนีกลับมาอยู่กับพ่อที่อัมพวาอีก
คราวนี้พี่ชายก็จับส่งให้เข้าเรียนที่โรงเรียนโฆสิตสโมสร เรียนบ้างไม่เรียนบ้างก็ตามเรื่อง เวลาพี่ชายไปพากย์โขนที่ไหนก็ติดตามไปด้วยกลิ่นไอของศิลปินก็เริ่มจับขั้วหัวใจ จึงถูกส่งเข้าไปเป็นนักเรียนพรานหลวง

หลักสูตรในโรงเรียนพรานหลวงนั้น เข้าเรียนวิชาสามัญครึ่งวัน เรียนวิชาศิลปินอีกครึ่งวันโดยหมุนเวียน เรียนดนตรีสากล ดนตรีไทย โขน และรำ ใครถนัดอย่างไหนก็ไปเรียนอย่างนั้น แต่เด็กชายบุญเอื้อไม่ต้องวนเวียนเหมือนนักเรียนอื่น ถูกบังคับให้เรียนแต่ดนตรีสากลอย่างเดียว อยู่ใต้สังกัดและบังคับบัญชาของพระพำนักนัจนิกร รองเจ้ากรมพิณพาทย์หลวงผู้เป็นอา ซึ่งตอนนั้นเขาอายุได้เท่านั้น

เขาเรียนซอจากครู 3 คน คือ คุณฉะอ้อน (โฉลก) เนตสูต (ถึงแก่กรรมไปแล้ว) ขุนสำเนียงชั้นเชิง(หม่อมหลวงโกมลรัตน์) และหลวงดนตรีบรรเลง (กุล เสนะวีณิน์) พออายุ 12 ขวบ ก็สอบได้มีบรรดาศักดิ์เป็นเด็กชาตรี ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ 5 บาท ได้เข้าเรียนร่วมวงซิมโฟนีกับเขาด้วย นั่งสีซอบนเก้าอี้เท้ายังไม่ถึงพื้น ตอนนี้แหละใครเห็นใครก็เอ็นดู และได้พบกับนารถ ถาวรบุตร ตอนนี้แหละครูนารถก็รับไปอยู่ด้วย สอนวิชาแหวกแนวจากในสมัยนั้นให้ คือ การสีซอแบบแจ๊ส และได้ให้ไปสีซอตามคาบาเร่ต์ต่าง ๆ ซึ่งมีการเต้นรำในเวลากลางคืนด้วย ซึ่งความจริงให้ได้นอนหลับมากกว่า เพราะอายุเพียงเท่านั้นจะทนให้อดตาหลับขับตานอนเหมือนผู้ใหญ่ย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงได้สีซอบ้างเวลาเขาเต้นรำกัน ซึ่งมีน้อยเต็มทีเท่านั้น อดนอนกลางคืนแล้วยังมิหนำซ้ำต้องไปทำงานในหน้าที่เด็กชาอีกในเวลากลางวัน

เขาหากินอยู่อย่างนี้พักหนึ่งก็เผ่นมาอยู่กับพี่ชายและไปอยู่ที่สโมสรเสือป่า และตอนนี้เลยกลายเป็นคนอยู่ไม่เป็นที่ ไม่ชอบอยู่กับญาติ ชอบชีวิตอิสระ ตุหรัดตุเหร่อยู่กับคนโน้นบ้าง คนนี้บ้างเรื่อยไป ในเวลาเดียวกัน คุณพระเจนดุริยางค์ ต้องการคนเป่าปี่ (แคลริเน็ต) และเป่าแซ็กโซโฟนเพิ่มขึ้นอีก และเห็นว่าคนเป่าแซ็กโซโฟนหรือเป่าแคลริเน็ตจะต้องมีหูแม่น ผู้ที่จะมีหูแม่นคือ คนซอ ดังนั้น เขาจึงได้รับเลือกเข้าไปเรียนวิชาเป่าปี่และแซ็กโซโฟนแล้วเขาก็เป่าได้ดีเสียด้วย

ชีวิตการเป็นเด็กชาของเขาก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากฝึกซ้อมดนตรีแล้วก็คอยวิ่งตามรถยนต์พระที่นั่งเป็นบางคราว ในเวลามีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างโรงเรียนวชิราวุธกับโรงเรียนพรานหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 มักจะเสด็จไปทอดพระเนตรเสมอ และเวลาเสด็จกลับพวกนักเรียนพรานหลวงก็มักจะวิ่งไปเกาะรถพระที่นั่ง แล้วเปล่งเสียงร้องไชโยด้วย ซึ่งพระองค์ก็มิได้ทรงถือ
กลับทรงโบกพระหัตถ์ลูบหลังลูบไหล่ด้วยพระพักตร์อันยิ้มแย้มแจ่มใส

สมัยนั้น มีสถานกาแฟอยู่แห่งหนึ่งเรียกว่า “กาแฟนรสิงห์” มีคอนเสิร์ทบรรเลงทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ถึง 21.00 น. พระเจนดุริยางค์เป็นผู้ควบคุมวงและเขาก็ต้องไปนั่งบรรเลงด้วยทุกครั้งไป ครั้นต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6
เสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช (กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา) ก็ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 สืบต่อมา

ในครั้งนั้น ได้มีการตัดและยุบดุลย์ข้าราชการออกเป็นการใหญ่ บางแห่งต้องถูกยุบเป็นกรม ๆ ก็มี กรมที่เขาอยู่ก็ถูกยุบ แต่ตัวเขาไม่ได้ยุบเหมือนคนอื่น มิหนำซ้ำยังได้เงินเดือนขึ้นเสียอีก จากเดือนละ 5 บาทเป็น 20 บาท ขึ้นพรวดเดียว 15 บาท ตอนนี้เขากลับไปอยู่กับพี่ชายอีก เพราะไม่มีที่อยู่ ที่ทำงานก็ย้ายไปย้ายมา เขาได้เงินเดือนขึ้นครั้งนั้นก็ถูกย้ายมาอยู่กรมอัศวราช (ม้าหลวง) ซึ่งนอกจากอยู่ในฐานะและลักษณะของนักดนตรีที่เรียกว่า “แตรม้า” แล้ว ยังจะต้องเลี้ยงม้าอีกด้วย แต่เขากลัวมัน สัตว์เดรัจฉานอย่างม้าหลวง เขากลัวมันเพราะเมื่อเด็ก ๆ เขาเคยถูกสุนัขกัดมาแล้ว เขาก็เลยเห็นสัตว์หน้าขนแม้แต่ม้าหลวงซึ่งได้รับการฝึกปรือมาแล้วก็เป็นสัตว์ที่ไว้ใจไม่ได้ แม้แต่วันแรกที่เข้าขึ้นขี่ม้า บรรดาคนอื่น ๆ ต่างพากันเอ็ดอึงว่า
.
“เฮ้ย! ใครปล่อยให้ไอ้เด็กคนนี้ขี่ไอ้หมึก (ชื่อม้า) ละ? เอ!
ไอ้เด็กขี่ไอ้หมึกเชียวเรอะ”

เขาก็เลยคิดว่า ไอ้หมึกที่เขาเลี้ยงนี้คงไม่ใช่เล่น ความที่กลัวอยู่แล้วก็ยิ่งเพิ่มความกลัวขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ทั้ง ๆ ที่ไอ้หมึกไม่เคยทำอะไรให้เข้าเลย ครั้นแล้ววันหนึ่ง วันนั้นเขาพาไอ้หมึกวิ่งแล้วก็เลยเอาเชือกที่จูงผูกมันพันไว้กับต้นไม้แล้ววิ่งหนีไป และไม่ยอมแตะต้องไอ้หมึกอีกต่อไป

กรมมหรสพที่เขาสังกัดอยู่ก็เลิกล้มไป มาขึ้นอยู่กับกระทรวงวัง แล้วต่อมาไม่นานก็กลายมาเป็น กรมศิลปากร จนกระทั่งทุกวันนี้ในระหว่างที่เขาอยู่กรมศิลปากร เขามีความสามารถในเรื่องดนตรีทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ดังปรากฏผลจากการสอบของ “บุญเอื้อ” ว่าสอบได้ที่หนึ่ง ในการสอบฟังด้วยหู (Ear Training) ซึ่งเหมือนกับการเขียนตามคำบอก โดยไม่ใช่บอกด้วยปากอันเป็นทำนอง (Melody) เพียงเสียงเดียวเท่านั้น แต่ต้องเขียนลงไปทั้งคอร์ด (Chord) ให้รู้ว่าเป็นคอร์ดอะไรด้วย โดยใช้เสียงเปียโนเป็นเครื่องบอกเสียง ซึ่งกดลิ้นครั้งเดียวดังตั้งสิบเสียง ครั้นถึงคราวสอบประสานเสียง เขากลับสอบได้ที่สอง ทั้งนี้เนื่องจากความประมาทนั่นเอง

ในตอนนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงคำนึงถึงหลักการของเพลงไทยเดิมว่ายังไม่เป็นหลักเป็นฐาน นักดนตรีก็ดี นักร้องก็ดี ที่บรรเลงและร้องได้ก็ด้วยการใช้วิธี “ต่อ” ให้กัน คนหนึ่ง ๆ ก็ไม่เพลงไทยเดิมบันทึกไว้ในสมองนับไม่ถ้วนเพลงและนานไปบรรดาพวกที่บรรทุกเพลงไทยเดิมไว้แต่ในสมอง ก็ต้องมีวันสิ้นไปตามกฎธรรมชาติ เพลงไทยเดิมก็จะต้องพลอยสูญสิ้นไปด้วย และอีกประการหนึ่ง การ “ต่อ” เพลงไทยเดิมในสมัยโบราณดึกดำบรรพ์นั้น ครู “ต่อ” ให้หลานศิษย์ เหลนศิษย์ โหลนศิษย์ ก็พากันขยักกันเอาไว้เป็นทอด ๆ สืบมา เหตุที่ต้องขยักไว้นี้เป็นการ “ขยัก” เม็ดเด็ดเอาไว้ เพื่อกันลูกศิษย์คิดล้างครู ครูแต่ละคนหยักไว้คนละเม็ดเท่านั้น ตั้งแต่สมัยโบราณดึกดำบรรพ์จนถึงสมัยนี้ “เม็ดเด็ด” จะเหลือสักกี่เม็ด ด้วยวิธีนี้ จะทำให้เพลงไทยเดิมสูญไป ดังนั้น เสด็จในกรมพระยาดำรงฯ จึงทรงโปรดให้จดเพลงไทยไว้ให้หมดทุกเพลง จะได้เป็นมาตรฐานเสียที คุณพระเจนดุริยางค์จึงสั่งให้นาย “ละออหม้อแตก” หรือ “นายบุญเอื้อ” ผู้สอบ (Ear Training) ได้ที่หนึ่งนี่แหละไปเป็นคนจด

การจดนั้น ไปจดจากการฟังบรรดาครูเพลงไทยเดิมที่ดีด สี ตี เป่า ให้ฟัง เช่น เขาไปจดจากการเป่าปี่ของนายเทวา ประสิทธิ์ พาทยโกศล (บุตรของจางวางทั่ว) เป็นต้น ซึ่งเขาจดได้ถูกต้องแม่นยำ ไม่มีผิดไม่มีเพี้ยนแล้วก็มาให้คนลายมือดี ลอกลงไปอีกต่อหนึ่ง
เพลงเหล่านั้นยังมีหลักฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไม่ปรากฏชื่อคนจด ปรากฏแต่ชื่อคนลอกและคนเป่าปี่เท่านั้น

ในระหว่างที่นายบุญเอื้อหรือพ่อละออหม้อแตกอยู่ที่กรมศิลปากร ก็ยังคงหากินด้วยการเล่นดนตรีตามบาร์ต่าง ๆ อยู่ ซึ่งเป็นการเล่นตั้งแต่เด็กจนโต และจากการตระเวนเล่นตามบาร์ต่าง ๆ นี่เอง ได้พาให้รู้จักกับหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ (ผมเคยเขียนเรื่องของหลวงสุขุมฯ ไว้หลายครั้งแล้ว ในครั้งนี้จึงของดไว้ เพราะถ้าเขียนอีกมันก็จะยาวเกินไป) และหลวงสุขุมฯ กับพวกเราก็ได้มาผูกพันกันในด้านดนตรีและเพลงจวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตของท่าน

จากการเล่นดนตรีตามบาร์ก็มาหาลำไพ่จากการเล่นดนตรีกับคณะละคร เช่น คณะปรีดาลัยบ้าง คณะแม่เลื่อนบ้าง และจากนั้นเขาก็ได้ควบคุมวงดนตรีไทยฟิล์ม (ของเสด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล) และเริ่มเป็นนักแต่งเพลงมีชื่อ เป็นนักร้องที่มีแววเสียงแปลกกว่าคนอื่น

นอกจากเข้าได้ตระเวนบรรเลงตามบาร์ต่าง ๆ แล้ว ยังได้ตะเวนสีซอแต่งเพลงตามคณะละครต่าง ๆ เช่น คณะ “แม่เลื่อน” เป็นต้น
ชีวิตตอนนี้เป็นชีวิตที่สนุกตามประสาหนุ่มคะนองมีเงินใช้ก็ใช้ ไม่มีเงินใช้ก็ทนอดมื้อกินมื้อ อยู่กับเพื่อนร่วมรุ่น ซึ่งเคยเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน และตระเวรไปเล่นดนตรีตามบาร์ด้วยกัน เช่น จำปา เล้มสำราญ ถึงแก่กรรมไปราว 30 กว่าปีแล้ว และสังข์ อสัตถวาสี (เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสบายเพราะถูกรถเมล์ชน)

“บุญเอื้อ” เป็นคนรู้จักสร้างตัว เพราะเคยหิวจนใส้กิ่วมาแล้ว หิวขนาดต้องเดินเก็บฝักมะขามที่ท้องสนามหลวงกินรองท้องแก้หิว กินเสียจนท้องเสียและเป็นโรคลำไสิ เขาเข็ดต่อชีวิตที่ต้องตุหรัดตุเหร่เป็นพ่อนกขมิ้น เข็ดต่อการผจญภัยอดมื้อกินมื้อ ครั้นกาลเวลาล่วงเลยมาถึง พ.ศ.2482 ประจวบเหมาะ สำนักงานโฆษณาการก่อตั้งขึ้นเป็นกรมโฆษณาการ และคุณวิลาศ โอสถานนท์ จะต้องเป็นอธิบดี คุณวิลาศฯ ได้ขอโอนข้าราชการจากกองการกระจายเสียงกรมไปรษณีย์โทรเลขมาอยู่กรมโฆษณาการ และเนื่องจากจะต้องมีวงดนตรีหนึ่งวง คุณวิลาศฯ จึงได้ชักชวน “เขา” ให้มาอยู่ด้วย “เขา” จึงรวบรวมเพื่อนฝูงพรรคพวกที่เคยร่วมงานกันอยู่ครั้งสมับกรมศิลปากรและไทยฟิล์มให้มาอยู่ด้วยกัน และ “เขา” ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าวง

จากเด็กชาย “ละออหม้อแตก” ต้องเปลี่ยนเป็นเด็กชายบุญเอื้อ และแล้วก็ต้องเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อครั้งสงครามมหาเอเซียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สร้างรัฐนิยม ปรากฏว่าชื่อ “บุญเอื้อ” เป็นชื่อผู้หญิง จึงต้องตัดคำว่า “บุญ” ออก เหลือแต่ “เอื้อ” ตลอดมาครั้นมา พ.ศ.2489 ชีวิตโลดแล่นของคนหนุ่มก็สิ้นสุดลง เขาถูกพระกามเทพแผลงศรปักอก ได้พบยอดดวงใจที่ปรารถนามาช้านานแล้ว “เขา” ได้แต่งงานกับคุณอาภรณ์ กรรณสูตร และได้ทายาทคนหนึ่งชื่อ “อติพร”อันนามแฝงว่า “สุนทราภรณ์” นั้นเป็นชื่อที่ “ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง” เพื่อนคู่หูได้ตั้งให้โดยเอาคำว่า “สุนทร” จาก “สุนทรสนาน” มาสนธิกันกับคำว่า
“อาภรณ์” มาเป็น “สุนทราภรณ์” และด้วยชื่อ “สุนทราภรณ์” ได้โด่งดังก้องไปทั่วไประเทศ และยังดังไปถึงต่างประเทศด้วย
คุณเอื้อฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความขยันขันแข็งและสามารถมาตลอด นอกจากนำเพลงเอก ๆ ชั้นยอดออกแสดงให้ประชาชนชมตามโรงมหรสพต่าง ๆ จนชื่อ “สุนทราภรณ์” มีชื่อเสียงดังลั่นไปทั่วแล้ว

ยังได้เคยนำวงบรรเลงถวายหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อีกด้วยหลายครั้งหลายหน ถวายความจงรักภักดีในวาระต่าง ๆ ไม่เคยขาด เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกพระองค์และวันคล้ายวันอภิเษกสมรสนับเป็นสิบ ๆ ปี จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสามารถว่า มีความดีความชอบ จึงได้พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์เป็นอันดับแรก โดยได้รับจากพระหัตถ์ทีเดียว และในตอนหลัง เมื่อปี 2518 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ

อันชิวิตคนเรา ก็มีดีบ้างมีมรสุมบ้างเป็นธรรมดา มีคนชอบก็มีคนชัง เขาชอบเข้าก็ชม เขาชังเขาก็ด่า เขาเคยถูกด่าทางหนังสือพิมพ์อย่างเกรียวกราว แต่เขาก็ไม่เคยโต้ตอบ ไม่เคยแก้ กลับหัวเราะเสมอ ๆ จนมีคนอื่นโต้ตอบแทนทางหนังสือพิมพ์ จนเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้นเบาลง เบาบางและหายไปในที่สุด

มันเป็นกฎอันแน่นอนที่ธรรมชาติตั้งไว้ให้ สัตว์โลกทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นกฎนี้ นั่นคือเกิดมาแล้วต้องตาย ไม่มีการยกเว้นไม่ว่ารูปนามใด
คุณเอื้อฯ ก็เป็นสัตว์โลกผู้หนึ่งที่หนีกฎธรรมชาตินี้ไม่พ้น และในที่สุดคุณเอื้อฯ ก็จากไปจริง ๆ จากไปอย่างไม่มีวันกลับ จากไปอย่างน่าเสียดายที่สุด

ผมคิดถึงคุณเอื้อฯ คิดถึงอย่างบอกไม่ถูก เพราะใคร ๆ เขาก็รู้ว่าผมกับคุณเอื้อฯ มีความผูกพันกันเพียงไหน ผมได้เล่าให้ฟังถึงคุณเอื้อฯ ที่ผมรู้จัก ผมเล่าตามถนัดของผม ผมกับคุณเอื้อฯ ไม่ใช่รู้จักกันมา 20-30 ปี และผมเข้าใจว่าที่ผมเขียนมาแต่ต้นจนจบ คงไม่ซ้ำกับของใคร ผมเขียนตามประสาของผม

“คุณเอื้อที่ผมรู้จัก”



ขอบคุณบทความแห่งความรู้และรูปภาพที่ดิฉันหยิบยกมาจากเว็บไซด์บ้านคนรักสุนทราภรณ์
สนใจอ่านต่อ ขอฟังเพลงได้ที่นี่ครับhttp://www.siamdvd.wi2fi.com/index.php?topic=207.0


Create Date : 23 กันยายน 2550
Last Update : 23 กันยายน 2550 14:07:37 น. 5 comments
Counter : 353 Pageviews.

 
แวะมาทักทายบ่ายๆจ้ะ
ขออ่านด้วยคนค่ะ............


โดย: BeBby (หนูหลงทางมา ) วันที่: 23 กันยายน 2550 เวลา:15:54:02 น.  

 
ตามสบายเลยน๊ะพี่กบ...แต่เล่าดี ๆ น๊ะ..เดี๋ยวเขาหาว่าเอาเรื่องตัวเองไปเล่า...โดนล้อแย่เลย

บทความนี้แปะไว้ก่อนน๊ะ...เดี๋ยวกลับมาอ่าน


โดย: วรรณ wan_wan วันที่: 24 กันยายน 2550 เวลา:12:39:40 น.  

 
เป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบวงสุนทราภรณ์มาก
สมัยก่อนสถาบันใดจัดงานราตรีแล้วมีวงสุนทราภรณ์เล่นดนตรี ถือว่าสุดยอด

บ้านคนรักสุนทราภรณ์ เมื่อก่อนไม่มีเพลงให้ฟังดูเหมือนปัจจุบันมีให้ฟังออนไลน์แล้ว

ขอบคุณที่เข้าไปร่วม มันส์ มันส์ มันส์ นะครับ


โดย: ลุงแอ๊ด วันที่: 24 กันยายน 2550 เวลา:19:44:08 น.  

 
ยินดีที่ได้รู้จักคุณพี่กบ

ขอบคุณค่ะ สำหรับคำชมเรื่องบล็อก....

ขอบคุณบทความดี ๆ ที่มาให้อ่านค่ะ

ฝันดีค่ะ


โดย: ดวงตะวัน (Doungtawan ) วันที่: 24 กันยายน 2550 เวลา:19:46:10 น.  

 
ตามมาอ่านค่า เรื่องดีดีที่น่าอ่านจริงๆ เนอะ .....

ว่าแต่ลงรูปได้รึยังอะคะ มีที่แปะรูปรึยังเอ่ย ... มีไรให้ช่วยก้อบอกนะคะ


โดย: หนูชล วันที่: 25 กันยายน 2550 เวลา:11:13:51 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.