ผู้หญิงใจอ่อนกับหมาขี้อ้อน

zygotic
Location :
Siemreap Cambodia

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




"เลือกที่จะรักและทำในสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข โดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน"
เราเชื่อว่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาทั้งดี และไม่ดี ล้วนมีคุณค่า ควรแก่การบอกกล่าว เล่าต่อ เผื่อจะมีประโยชน์กับคนอื่นที่บังเอิญ " ผ่านมา " หรือเพียงเพื่อ ให้ "เรา" ระลึกถึง "ความทรงจำที่เคยมี"
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add zygotic's blog to your web]
Links
 

 

เที่ยวไปในมุมไบ - เดอะเกทอ้อฟอินเดีย

เมืองโคลาบ้า มุมไบ รัฐมหาราชตรา

เริ่มเข้าที่เข้าทางซะที มีวันหยุดแบบหยุดจริงๆ ไม่ต้องคอยรับโทรศัพท์ และตอบคำถามเกี่ยวกับงาน ก็เลยได้โอกาสค้นหนังสือนำเที่ยวมาเปิดดูว่ามุมไบคืออะไร มีอะไรน่าสนใจบ้าง ประวัติเมืองก็ง่ายๆ ใกล้ทะเล ก็ของตาย เป็นเมืองท่า และมีอาชีพหลักคือชาวประมง ดูแล้วก็ตัดสินใจไปที่ โคลาบ้า ซึ่งเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวมักจะมาพักและแวะเวียนมากันมากที่สุด

อันดับแรกน่าจะเป็นเพราะ เดอะเกท ออฟ อินเดีย (Gateway of India)



ตอนนี้ยังปิดผ้าซ่อมแซมก็เลยไม่ค่อยจะเห็นอะไรซักเท่าไร แต่คนที่มาเที่ยวก็ยังคึกคัก ถ่ายรูปกันนัวเนีย เบียดกันไปมา โอ้ย ถ้าเป็นบ้านเราต้องมีร้านของที่ระลึกมาตั้งกันเพียบ แต่ที่นี่ยังไม่ค่อยมีหัวทางธุรกิจกันสักเท่าไร
เห็นแต่ขายลูกโป่ง



ขายถั่ว



ขายหมาก



ขายไอติม



ให้เช่ารถม้าเที่ยวรอบโรงแรม ทัชมาฮาล (คราวหน้าจะเอารูปมาให้ดู )



เกท อ้อฟอินเดีย เป็นประตูโค้งที่ลอกแบบมาจากสมัยศตวรรษที่ 16 เหมือนประตูชัย อะไรแบบนี้แหล่ะ เปิดเป็นทางการเมื่อ ปี 1924 ตอนที่อังกฤษถอนตัวออกจากการปกครองอินเดียโดยเดินเรือผ่านทางประตูนี้ ดังนั้นจึงเป็นงานก่อสร้างที่เปรียบเหมือนกับการประกาศชัยชนะของชาวมุสลิม




 

Create Date : 24 มีนาคม 2551    
Last Update : 24 มีนาคม 2551 1:59:09 น.
Counter : 480 Pageviews.  

แท็กซี่มุมไบ

มุมไบที่เปลี่ยนไป

วันนี้เจอเรื่องดีๆ แท็กซี่ที่มุมไบ เลยอยากเล่าให้ฟัง

ตอนแรกก้าวขึ้นรถ โอ้มาย ก๊อด อินี่มีแต่ขี้ฝุ่น หลังพิงเบาะยังต้องกระดกขึ้น กลัวเสื้อสีเหลืองถวายพระพรในหลวงซึ่งมีมาแค่ 2 ตัว ใส่สลับกันไปมาทุกวันจันทร์ คงจะหมองหม่นแน่ครานี้ โอ้ย อิฉันแทบจะบอกว่า รูโกะ (แปลว่า จอด ) ฉันจะลง แต่เพราะกลัวว่าจะไปโรงเรียน เอ้ย ไปทำงานสาย ก็เลยตามเลยไปซะ เราหาหนังสือมาอ่านได้แล้วก็เลยก้มหน้าก้มตาอ่าน ไม่ได้ดูถนนหนทางเพราะเห็นทุกวัน จนชิน เงยหน้าก็รู้แล้วว่าอยู่ตรงไหน จะถึงสนามบินหรือยัง เก่งประมาณนี้แล้ว

สักพักลุงแกชะลอรถ เราเลยแปลกใจเพราะพี่แกขับรถยังกับแท็กซี่ กทม ซิ่งมาก เรารู้สึกดีเพราะเจอแต่แท็กซี่เต่าคลาน พอเจอคันนี้ก็เลยถูกใจ พอชะลอรถ เราก็เลยคิดว่าแกคงลังเล เราก็จะบอกว่าไปอินเตอร์แอร์พอร์ต นะ ไม่ใช่โดเมสติก แต่ก็ยั้งปากเอาไว้ทัน รอดูท่าทีว่ามีอะไร ตรงนี้เป็นแยกที่รถติดมาก และติดทุกวันด้วย ลุงแท็ก ถอยรถค่ะ แบบว่าขอให้คันหลังช่วยหลบนิดนึง ถอยสักสักประมาณนึง ก็หักซ้ายป้าด เข้าซอย เล็กๆ ถนนลูกรัง อีกแย้ว กระโดกกระเดก สักพักนึง เราเดาว่าเป็นทางลัดล่ะนะ คงจะใช่ สุดท้ายก็ตัดออกถนนสี่เลน มาถึงตรงแยกที่รถติดกันนุงนังเมื่อกี้ แต่ลุงแท็กของเราเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด ลุงแกหันมายกหัวแม่โป้งให้เราทีนึง แถมยิ้มตาหยี เราก็ยิ้มตอบ ตบมือ ให้แกไป สองโป้งเลย ถูกใจมากๆ เอาล่ะ ครึ่งทางแล้ว อ่านหนังสือต่อละกัน

รถติดไฟแดง ชิดขวาก่อนจะเลี้ยวที่สี่แยกอีกอันนึง จู่ๆลุงแกหันหลังมาด้านหลังคนขับ เราตกใจ แล้วแกก็หมุนกระจกขึ้น เราก็เงยหน้าดู งงๆ อยู่ว่าอะไร อ๋อ มีเด็ก ขอทานตามสี่แยกกำลังมุ่งหน้าหาเงินอยู่นั่นเอง ลุงแท็กคงกลัวว่าเราจะรำคาญก็เลยช่วยปิดกระจกหน้าต่างให้ ถูกใจอีกแย้ว

ถึงที่ทำงานแบบสบายๆ ปนขี้ฝุ่นเล็กๆ แต่ทิปให้ลุงแท็กไป ห้าสิบรูอินเดีย แกยิ้มแฉ่งเลย ชูกรียะ ค่ะ ลุงแท็ก ( แปลว่า ขอบคุณ) อยากเจอแท็กซี่ที่เอาใจลูกค้าแบบนี้อีกเยอะๆ แอบหวังว่า แท็กซี่มุมไบ จะต้องดีกว่าเก่า สาธุ




แท็กซี่ที่แอร์พอร์ตแบบจ่ายเงินล่วงหน้า ใกล้นิดเดียวก็เริ่มต้น 120 รูอินเดีย ถ้ายอมเดินไกลนิดนึงมาด้านนอกตรงที่มีรูปปั้นคนเก่งของอินเดียแล้วนั่งริกชอร์ สามล้อเครื่องแค่ 12 รูเท่านั้น 10 เท่าครับท่านๆ แถมพี่แท็ก ลุงแท็กก็นัดหยุดงานได้ทุกวันเว้นวันจนลูกค้าอย่างอิฉันรำคาญ ยอมเดินไกลๆ ไปหารถเอาด้านนอก คนที่เดินทางมาส่วนมาก 80% ก็มีรถโรงแรมหรือญาติ มารับกันอยู่แล้ว





แท็กซี่พวกนี้จอดกันแบบลืมโลก ดูเอาละกัน บางคันสตาร์ทไม่ติดด้วยซ้ำ ถ้าหลงเดินเข้าไปอาจจะหาทางออกไม่เจอ แถมจอดแบบไม่มีการวางแผนเข้า ออกเลย เหมือนเรียงขนมทองหยอดใส่ถาดยังไงยังงั้น นี่ถ้า ชมรมอนุรักษ์ของเก่า รถโบราณที่เมืองไทยมาเห็น น่าจะชอบ อิฉันจะกระซิบบอกหัวหน้าแท็กซี่ที่นี่ให้เปิดประมูลรถเก่าทางอินเตอร์เน็ต คงดีกว่านั่งประท้วงกันสลอนเพราะไม่มีลูกค้ามาใช้บริการ




 

Create Date : 22 มีนาคม 2551    
Last Update : 22 มีนาคม 2551 12:31:53 น.
Counter : 295 Pageviews.  

ชมตลาดอินเดีย

ตลาด ปาลี ,เขตบรันดา เวส, มุมไบ



วันอาทิตย์เป็นวันที่อิฉันมักจะไปเดินเล่นที่ตลาดใกล้บ้าน มองดูโน่นนี่ เพลินๆ เดินไปก็คิดไป ว่าอยากจะได้เครื่องปรุงต่างๆ เป็นซองๆ เช่น น้ำพริกแกงแดง แกงเขียวหวาน ผงพะโล้ เครื่องเทศพะโล้ (อยากกิน ไข่พะโล้ กับหมูตุ๋นแต่หาซื้อไม่ได้เลย) มีพวกตุ๋นยาจีนด้วย เป็นซองๆ เคยซื้อให้ ยายเคยทำแล้ว อร่อยดี ที่นี่มีหมู แกะ ไก่ เนื้อ สามชั้น ปลา กุ้ง หอย ครบทุกอย่าง แต่อินเดียมีแต่พริกแกง มะสะลา เท่านั้น ทำออกมาแล้ว สีเหลืองๆ ส้มๆ กลิ่นแรงๆ ข้นคลั่ก เหนียวหนับเป็นก้อนๆ เหมือนๆ กันทุกจาน มองไม่ออกว่า ใช้เนื้ออะไรทำ บางทีก็มีแต่ผักเท่านั้น คนที่นี่เป็นมังสะวิรัต 80-90% อาหารก็เป็นเว็ก VEG ซะมาก บางร้านมีแบบนอนเว็กให้เลือกแต่ก็ไม่เยอะ ส่วนใหญ่ก็ ไก่แทบทั้งนั้น มีแกะบ้าง ปลาบ้าง แต่น้อย ยกเว้นไปร้านใหญ่ๆ ก็จะมีให้เลือกมากขึ้น

ที่เห็นตามร้านหรือรถเข็นทั่วไป เป็นแป้งทอดก้อนกลมสีเหลืองทองจะโชว์ในตู้ก็เป็น แป้งบางๆ ทอดจนเหลืองพองก๋า เต็มตู้ พอมีคนซื้อเค้าจะบิให้แตกเล็กน้อยแล้วตักใส้ที่เตรียมไว้ใส่จนเต็มก้อน เสิร์ฟบนจานกระดาษ บางทีก็มีช้อนให้ ถ้าขอเค้านะ ใส้ที่ใส่ก็เป็นผักหั่น เล็กๆ มันฝรั่ง เกือบบดละเอียด ถั่วลันเตาเม็ดเล็ก ผัดกับชีส หรือแกงมะสะลา แล้วแต่ชอบ ราดซ้อสพริกด้วยก็ได้ ว่าจะลองหลายทีแต่มีคนห้ามบอกว่าไม่คุ้มถ้าต้องไปโรงพยาบาลเพราะท้องเสีย เฮ้อ อดเลยเรา

ว่าแล้วก็นึกถึงขนมจีนน้ำยาประตูน้ำ กินง่ายๆแบบนั้นแหละ ฝรั่งมาบ้านเราเราก็ห้ามกลัวเค้าท้องเสียจะลำบาก คงเป็นแบบเดียวกันมั้ง อยากขึ้นมาก็มองหาเส้นก๋วยเตี๋ยวมาแก้อยากซะหน่อย เห็นแต่เส้นแป้งข้าวเจ้าแห้งๆ ดูแล้วไม่น่ากินซะเลย เส้นหมี่ก็ละเอียดยิบ เค้ากินกับแกง เกือบทุกอย่างที่นี่จะผสมกันผัดกับเครื่องเทศ เครื่องแกงทั้งนั้น แม้แต่มาม่าที่นี่ยังเป็นมะสะลา เลยด้วย เคยลองแล้ว อิฉันไม่ค่อยชอบสักเท่าไร ไม่อร่อย เส้นหมี่ที่นี่ก็ไม่อร่อย ซื้อเส้นมาต้ม มาผัดกินก็แหวะๆ ยังไงไม่รู้ มันเละๆ บอกไม่ถูก

ที่ทำงานเรา เป็นห้องอาหารที่สนามบินนานาชาติ (แล้วนะ) ผัดหมี่ ก็เป็นแบบอินเดีย ก็พอกินได้ แต่ไม่อยากกินทุกวันแน่นอน ต้องสลับกับ แสนคบาร์ ด้านนอกเป็นแซนด์วิช ครัวร์ซอง ไส้ผักบ้าง ไก่บดละเอียดยิบบ้าง ซึ่งก็เป็น มะสะลาอีกเหมือนกัน กินแล้ว ก็แหวะดี แต่หิวอ่ะ ก็ต้องกิน บางวัน น้องแดง ตื่นเช้ามีเวลาทำกับข้าวก็ได้ข้าวกล่องไปทำงานด้วย บางวันก็ตะลอนหาของกินกลางวันเอาเอง ก็ร้อนตับปลิ้น บางวันโชคร้ายก็ทำงานเพลิน ลืมกิน เลยเวลาจนเย็น ก็หิวมาก กว่า จะถึงอพาร์ทเม้นท์ 2-3 ทุ่ม แต่ก็จะมี น้ำพริกกะปิ บ้าง กุ้งบ้าง มีผักต้ม บางทีก็แกงส้ม ปลา แกงสัประรดกุ้งสด



เมื่อวานเพิ่งกินแกงเขียวหวานไก่มะเขือยาว มีใบโหระพาด้วยนะจ๊ะ ผักรวมมิตรก็อร่อย โอ้ย เปลี่ยนเมนูไปเรื่อย กินข้าวดึกมาก กินเสร็จก็ อาบน้ำ เข้านอน เป็นห่วงว่าพุงจะป่องในไม่ช้านี้ เพราะยังออกกำลังกายไม่ได้ คุณหมอห้ามเอาไว้ ขอสัก 4 เดือน ค่อยเต้นแอโรบิค ถ้างี้พุงปลิ้นแน่นอน ต้องหาทางกินสลัดผัก ตอนนี้ ตระเวณห้างวันอาทิตย์ หาน้ำสลัดมากิน ผักที่นี่สด กรอบ หวาน แตงกวา แครอท กะหล่ำเขียว ม่วง มะเขือม่วง ถั่วลันเตา บวบ คะน้าเล็ก ผักกาด ผักชี หอมแดง มะเขือเทศ และอื่นๆ อีกมากมาย ยกเว้น ผักสลัด ที่อิฉันชอบ อินเดียมันไม่มี ต้องสั่งมาจากจีน สดดีนะแต่ขม ต้องบีบมะนาวช่วยถึงจะอร่อย


ฉะนั้นบอกยายเลยว่าไม่ต้องกลัวผอม มีแต่จะโตขยายใหญ่ขึ้น น้องแดงเค้าชวนมาที่บ้านด้วยนะ ถ้าสนใจก็เตรียมหาถุงนอนมาได้เลย ในห้องมีเตียงใหญ่ นอน 2 คนสบาย 3คนอาจจะยากหน่อย ที่พื้นอีกคน สบายๆ ครอบครัวนี้เค้าง่ายๆกันทุกคน ไม่เจ้าระเบียบ อยู่ง่ายกินง่าย ทุกคน เลย นู๋เพชร ลูกชายก็ไม่โยเย สามขวบกว่าๆ กินกล้วยวันละหวี เกิดปีวอก ชัวร์ ประมาณนั้น กล้วยที่นี่หวานมาก แอ้ปเปิ้ล อร่อย ทับทิมสีแดงเลือดสาดเลย เม็ดโต ราคาไม่แพง องุ่นเขียว กับม่วง กรอบ หวาน หอม โลละ 70รู แต่ส้มไม่ได้เรื่องเปลือกหนา สีเหลืองส้ม รสขม กับเปรี้ยว ไม่ควรซื้อมากินให้เปลืองตังค์ แต่ถ้าเป็นน้ำส้มกล่องจะอร่อย น้ำมะม่วงก็อร่อย เอาไปโรงเรียนทุกวัน เอ้ยไปทำงาน


ตอนนี้เริ่มรู้ทางบ้างแล้ว ก็เรียกตุ๊กๆ ไปทำงาน และกลับบ้าน อันตราย ขับหวาดเสียว กว่าบ้านเราอีก กระเทือนกระแทก ถนนขรุขระ อันนี้แหละมั้งที่ทำให้เจ็บแผล แล้วก็ ฝุ่นเยอะ รถติดมาก แถมไม่มีช่องแบ่งทางเดินรถด้วยนะ ก็เคยเล่าแล้วทีนึง จำได้มั้ย สามารถจูบกับรถคันข้างๆ ได้เลย ยังไงก็ตามก็ประหยัดดี ค่ารถ แท็กซี่ติดแอร์ วันละ 500 รูอินเดีย แต่ตุ๊กๆไปกลับ 200รูเอง ก็เอาผ้าปิดปากปิดจมูกไปเรื่อยๆ ตลอดทาง คราวละ ชั่วโมงเอง เพื่อเงิน 300รู




 

Create Date : 10 มีนาคม 2551    
Last Update : 10 มีนาคม 2551 1:31:47 น.
Counter : 565 Pageviews.  

จดทะเบียนบ้าน ที่อินเดีย

วันนี้ ไปหาทนายของบริษัท เพื่อดำเนินการจดทะเบียนบ้าน สำคัญมากสำหรับลูกจ้าง เพราะต้องใช้ทะเบียนบ้านเล่มนี้ในการดำเนินธุรกรรมทุกอย่าง เช่น เสียภาษี เปิดบัญชีสำหรับเงินเดือน ทำบัตร atm บัตรเดรบิตการ์ด หรือเช่าซื้อ บ้าน รถยนต์ จิปาถะ รวมทั้งแอร์การ์ดแบบรายเดือน สำหรับอินเตอร์เน็ต หรือเช่าคู่สายโทรศัพท์ ฯลฯ

หลังจากที่เจอโรงแรมห่วยแตกมาเมื่อคืน พอตอนเช้าก็เดินทางไปหาทนายความ สำนักงานทนายความกลายเป็นสวรรค์เลย มีกาแฟคาปูชิโน มีคุ๊กกี้ มีมันฝรั่งทอด ให้กินเล่น ระหว่างนั่งรอเอกสารต่างๆ เพราะที่โรงแรมห่วยแตกไม่มีอาหารเช้า มีกาแฟสั่งได้แต่ห่วยมากพอกัน รู้ราคาแล้วล่ะตอนเช็คเอ้าค์ สี่พันรูอินเดียค่ะท่าน คุณขา อิฉันหัวเราะซะน้ำตาไหลเลยอาบแก้ม น้ำร้อนก็เปิดไม่ได้ ทีวีก็เปลี่ยนช่องไม่ได้ อาหารเช้าก็ไม่มี พอดีกว่า เดี๋ยวรมณ์เสียอีก

กลับมาที่สำนักทนายความ ก็เตรียมเอกสารกัน แล้วก็เดินทางไปที่ ที่จดทะเบียนชาวต่างชาติ คิวยาวออกมาด้านนอก ตรงที่จอดรถ มีการตรวจพาสปอร์ต ลงชื่อ และเซ็นชื่อ ยามจะดูหน้าว่าตรงกันกับในรูป ปล่อยตัวเข้าด้านใน ห้องที่ดูแน่นขนัด มีคนนั่ง ยืน เดิน พล่าน ไป หมด เข้าแถวกัน ยาวเป็นวงกลม หางแถวหัวแถว คุยกันได้น่ะแหละ หลายชาติ ต่างภาษา ส่งสำเนียงกันเหมือนฝูงนกออกหาอาหารตอนเช้า ใครเคยตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในหุบเขาคงนึกออก เสียงประมาณนั้นเลย ใครยืนใกล้ใคร ก็มักจะเริ่มพูดคุยซักถาม มาจากไหน ทำอะไร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เล่าสู่กันฟัง

ทนายผู้สาวของเราลืมหนังสือมอบอำนาจ เลยต้องรอเอกสารอยู่ด้านนอกไปก่อน เฮ้อ เรานั่งรออยู่ก็ดูๆ ไป คนที่มีกันหลากหลายประเทศ หน้าตาแปลกๆ รวมทั้งเราด้วยก็คงแปลกเหมือนกัน ผิวขาว ผิวดำ ผิวเหลือง ปะปนกัน จนทนายผู้สาวเข้ามาก็บอกให้พวกเราไปเข้าคิว อ้าวทำไมไม่บอกตะแรกเล่า แถวมันยาวมาก กว่าจะถึงคิวเราคงบ่ายโมง

เออ ช่างเถอะ แล้วกันไป เข้าแถวไปสักพัก เราก็ขอตัวไปนั่งรอดีกว่าพอดีเห็นเก้าอี้มันว่างอยู่ พอถึงคิวของเราก็ลุกขึ้นไปโชว์หน้าว่าตรงกับพาสปอร์ต แล้วก็ได้ คิวนัมเบอร์ มา ก็ต้องไปเข้าอีกแถวนึง ตรงที่เค้าให้คิวไว้ ก็เหมือนเดิม เราไปนั่งรออีก ทนไม่ไหว แล้ว หิวข้าว ขอออกไปเอาขนมมากินดีกว่า ได้น้ำส้มด้วย อีกกล่อง เออ ค่อยยังชั่ว คนที่นี่เค้าไม่กินข้าวตอนเที่ยงค่ะ

อีกหลายคิวกว่าจะถึงพวกเรา พอบ่ายครึ่ง เจ้าหน้าที่ทั้งหมดก็ลุกขึ้นจากเคาน์เตอร์ หายตัวไป หมดเลย แว้บเดียวเท่านั้น พวกเราเลยออกไปหาแซนด์วิช กับกาแฟ ในร้าน คอฟฟี่เดย์ อยู่ในปั้มน้ำมัน คล้ายสตาร์บัคส์ มีสาขาทั่วไปหมด กาแฟใช้ได้นะ แซนด์วิช อร่อย กินเสร็จแล้วก็กลับมา ที่เดิม ปวดฉี่ขอเข้าห้องน้ำก่อนนะ เปิดประตูปุ๊บ ต้องถอยหลังปั๊บ อุ๊ยตาย ดำปี๋ เลย ไม่ใช่พื้นนะคะ ขี้ค่ะ ขี้กองเบ้อเริ่ม อดทนไว้ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว รอกลับไปโรงแรมดีกว่า

และแล้วทนายผู้สาวแสนสวยของเราก็เป็นประโยขน์ หัวหน้ากองท่านชอบแอบมองกันอยู่ก็เลยไถ่ถามกัน จนพวกเราได้ลัดคิว คนอื่นเค้าเห็นนะ แต่ช่างเหอะ ตอนบ่ายนี่คนน้อยลงแล้ว พอหัวหน้ากองมาช่วย พวกเราเลยได้จดทะเบียนบ้านเร็วขึ้น ไชโย ได้เปิดบัญชีธนาคารซะที จะได้ใช้เงินเดือนซะที

แล้วค่อยมาเล่าต่อ อลิสเตอร์มารับไปกินข้าวเย็นค่ะ น้ำจ๋า ไปก่อนนะ




 

Create Date : 09 มีนาคม 2551    
Last Update : 9 มีนาคม 2551 19:23:07 น.
Counter : 149 Pageviews.  

โรงพยาบาลอินเดีย

เขียนที่มุมไบ เขตบันดรา เวส
ไปเดลลี เจอลุงเอ เค้าบอกว่า พี่น้ำไม่ค่อยชอบอินเดีย เพราะสกปรกมาก แม่ครัวก็ยังไม่ถูกปาก อาจจะต้องจ้างแม่ครัวจากเมืองไทย ยุ่งลองถามพี่น้ำซิว่าให้เงินเดือนเท่าไร กินอยู่เลยได้มั้ย 5555 เราว่า มันก็สนุกดี มีอะไรใหม่ๆ ให้ต้องคอยระมัดระวัง เสมอๆ เป็นการฝึกจิต ให้ มีสติ และ สตางค์ ตลอดเวลา แต่ต้องลงมาเดินดิน กิน พาเนียะ (ชีส ที่ใส่ในอาหารทุกอย่างของอินเดีย) กับ พาผัด (แป้งบางๆ กลมๆ ย่างเตาแก็ส พอเหลือง กรอบๆ จิ้มกับซอสเขียว กินกับหอมแดง ก็อร่อยดี) แต่จะเดินไปไหนให้ระวัง เราหลบ รอด มาได้ทั้งน้ำลาย น้ำหมาก ขยะเปียก ขยะแห้ง จนวันหนึ่งได้หมากฝรั่ง อี้้ย ติดรองเท้ากลับมา อยากขว้างรองเท้าทิ้งเลย แต่ยังเสียดายอยู่ ก็ ทนๆเอา พยายามใช้ไม้เขี่ยออก ลงแปรงขัด ล้างซะ เรี่ยม ปรากฏว่า รุ่งขึ้น รองเท้าหนังขึ้นราสีขาว เป็นฝ้าเต็ม ทายาขัดรองเท้าก้ไม่หาย คงเพราะเปียกน้ำ ต้องทิ้งไปจริงๆ แล้วก็ซื้อรองเท้าใหม่อยู่ดี เฮ้อ เวร

มีเรื่องป่วยไข้อีกแล้ว คุณแกรนต์ ที่เราพักอยู่กับครอบครัวเค้า มาล้มป่วยเป็นหลอดเลือดอุดตันที่น่อง ตอนนี้นอนขาบวมฉึ่งอยู่ที่บ้าน เริ่มเจ็บวันพฤหัสตอนเย็น บอกให้ไป รพ ไม่ยอมไป สุดท้ายเช้าวันศุกร์ก็ต้องยอม เพราะเจ็บมาก เดินลำบาก ลากขาพาไปโรงพยาบาลแถวบ้านนี่แหละ โรงพยาบาลลีลาวะตรี ก็ใหญ่โต โอ่อ่า ตึกสูงหลายชั้น สีส้มเก่าๆ เรานั่งรถผ่านหลายทีแต่นี่ครั้งแรกที่เข้ามา รู้สึกแปลกดี คนไข้นอกต้องไปแผนก OPD ซึ่งค่อนไปด้านหลังตึก กว่าจะหาเจอ ก็ถามอินเดียแมน ไปหลายคน พอเจอแผนก OPD ก็ดีใจ ว่าเจอซะที มองหาที่ทำบัตรคนไข้ ก็ไม่มี ต้องไปสอบถามที่เคาน์เตอร์ รีเซฟชั่น เจ้าหน้าที่เค้าก็จะถามว่ามาทำไม เราก็บอกว่ามาหาหมอ ก็แหงล่ะ มาโรงบาลก็ต้องหาหมอซิ ถามทำไมไม่รู้ เออ เค้าก็พูดอะไรไม่รู้ผ่านกระจกใส เราก็ไม่ได้ยิน ต้องเอาหน้ากดกับกระจก แล้วก็ตั้งใจฟัง เค้าคงรำคาญ ก็เลยบอกว่า หมอยังไม่มาให้นั่งรอก่อน ตอนนี้ก็ราว สิบโมงแล้ว หมอยังมาอีกเหรอเนี่ยะ
นั่งคอยอยู่ตรงหน้าเจ้าหน้าที่นั่นแหละ มองดูผู้คนเข้ามาติดต่อแล้วก็ออกไป หลายราย สักพัก เราก็อดไม่ได้ ทำไมไม่ให้เรากรอกข้อมูลทำบัตร ซะที นี่เป็นคนไข้ใหม่ไม่มีประวัติที่นี่นะ เค้าตอบว่า ไม่ต้องเดี๋ยวรอพบหมอก่อนแล้วถึงจะทำบัตร งง งง งง
อีกสักพักนึง คุณอินเดียสาวก็เรียกเรา "แมม แมม ยู โก ทู แอ้บพ้อยน์เม้นต์ เคาน์เตอร์ แอนด์ เป มันนี่"
โอยโย้ เอาวะ เดินไปอีกเคาน์เตอร์นึง อินเดียหนุ่มก็ยื่นแฟ้มมาให้ มีกระดาษเปล่า เฮดดิ้ง โรงพยาบาล 2 แผ่นด้านใน แล้วก็ให้เรากรอกชื่อ นามสกุล อายุ (เท่านี้จริงๆ) บอกอาการอีกทีนึง อินเดียหนุ่มก็บอกว่า 600 รูอินเดีย อะไรกัน เก็บเงินเลยเหรอเนี่ยะ โหดมาก แต่ก็กวักเงินจ่ายเค้าไป ได้ใบเสร็จมา พร้อมก้อปปี้มาอีกแผ่น แล้วก็บอกว่าให้ไปชั้นสอง พบหมอมิลาน ไปทางไหน ยังไงค่ะ เค้าก็บอกว่า เดินไปตรงๆ เลี้ยวขวา ขึ้นลิฟท์ โอ้ยง่าย ไปกันเถอะคุณแกรนต์ เจอลิฟท์ก็เข้าไป ทันใดนั้น ก็รู้ว่า มันเปิดสองด้าน แล้วตูข้าจะออกด้านใด พอถึงชั้นสอง ลิฟท์เปิด ก็เป็นแคนทีน อิฉันก็งงซิคะ แต่ก็ต้องเดินออกมา หันไปดูอีกด้านนึง น่าจะออกด้านนั้นมากกว่า แต่ไม่ทันซะแล้ว ก็ต้องออกมายืนเล็ง มีประตูอยู่ หลายบาน เอาบานนี้ก่อนละกัน โชคดีที่เจอห้องกว้างๆ เป็นลักษณะของที่นั่งรอหน้า ห้องตรวจ ก็ยื่นเอกสารไปที่เคาน์เตอร์ อินเดียสาวกว่า ก็ทำเมินมองไม่เห็น เพราะติดคุยกับเพื่อนสาวอยู่ จนคุณแกรนต์ เดินมาถึง (ขาเจ็บเลยเดินช้า อิฉันก็เดินมาโดยลืมตัว) อินเดียสาวเริ่มสนใจฝรั่งหันมารับใบเสร็จไป หนึ่งใบ แล้วก็บอกให้นั่งรอเรียก ดูทีวีสักพัก ก็เข้าห้องตรวจ คุณหมอมิลาน เก่งมาก คล่อง รู้เลยว่าเจอเคสแบบนี้มามากแล้ว ก็เล่าให้ฟังว่าจากที่เห็นของคุณแกรต์เนี่ยะ ซีเรียสนะ แล้วก็ควรจะมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ปล่อยไว้ทำไม แอบดุเล็กน้อย คนไข้ก็เลยหงอยๆ นิดหน่อย เพราะเจ็บด้วยมั้ง แล้วหมอก็เขียนใบสั่งยาให้ บวกกับ คำสั่งให้ไปตรวจเลือด และอัลตร้าซาวน์ ซึ่ง คนไข้จะต้องไปเดินเรื่องทำเอง หมอเค้าสั่ง อย่างเดียวเท่านั้น
เราก็ต้องกลับไปที่เดิม ตอนลงลิฟท์นี่แหละน่าสนใจ อิฉันไม่ได้สังเกตุ ก็บอกคนกดลิฟท์ ว่าจะไปชั้นหนึ่ง พอออกมายืนที่ชั้นหนึ่ง มันไม่ใช่ที่เดิมนี่หว่า แต่ทุกคนก็บอกว่า นี่แหละชั้นหนึ่ง ใครบ้ากันแน่วะเนี่ยะ จนท คนนึงก็เลยถามว่าจะไปทำอะไร ก็บอกว่า จะไปตรวจเลือด เค้าก้อเลยโทรถามมาให้ บอกเราว่า ต้องไปชั้นศูนย์ นะ ไม่ใช่ชั้นนี้ โอ้ย อิฉันก็เลยถึงบางอ้อ เวร ใครจะรู้ละที่อินเดียแม่ ง มีชั้นศูนย์

เฮ้อ ได้เรื่องแล้ว ก้อกลับไปหาอินเดียสาวอีกที เอาเศษกระดาษของหมอให้ดู บอกว่า ไอจะทำอันนี้ พี่แกบอกว่า เดินตรงไป อีกฝากนึง ทำ appointment ที่นั่น พอไปถึงอีกฝากนึง ก็ปรากฏว่า ทำอัลตร้าซาวด์ ไม่มีคิวเลยจนวันพุธหน้า เราว่ามันช้าไปนิดนึง ก็เลยถามว่ามีที่อืนแนะนำมั้ย เค้าบอกให้ไปถามประชาสัมพันธุ์ โน่น เราเลยกลับไปหาอินเดียสาวอีกที บอกว่าจะตรวจเลือด ก็เลยส่งเราไปหาอินเดียหนุ่มเหมือนเดิมอีกที ยื่นแฟ้มกับคำสั่งหมอ ให้ไปและบอกว่าจะตรวจเลือด พี่แกก็ดั้นถามเราว่า คุณแกรนต์ฟาสต์มั้ย หันไปมองแกรนต์ นั่งอยู่ที่เดิม ตรงอินเดียสาว เราก็เลยตอบว่า ไม่ มันก็ถามอีกว่า แฮพ ฟาสต์มั้ย โอ้ โน ฮี ดาส น้อท ฟาสต์ จริงๆ ไม่รู้หรอก แต่ก็งง ตรูจะรู้มั้ยว่าคุณแกรนต์ ตด หรือเปล่า เออ หนุ่มอินเดียก็ทำเป็นรำคาญ บอกให้อิฉันไปหา จนทห้องตรวจเลือดก่อน เพื่อยืนยันก่อนว่า ตรวจเลือดได้ แล้วค่อยมาจ่ายเงินที่นี่ พอโผล่เข้าไปที่ห้องตรวจเลือด ก็ สาวๆในห้องถามหาใบเสร็จ เรายังไม่มี สาวๆ ก็ไล่ให้ไปเอาใบเสร็จมาก่อน แล้วแกรนต์ที่เดินตามมา ก็บอกให้ รอข้างนอก เราก็ต้องหายใจลึกๆ เล่าว่า อินเดียหนุ่มให้มาที่นี่ เพื่อให้ จนท ยืนยันว่า ตรวจเลือดได้ แล้วถึงจะไปจ่ายเงิน เฮ้อ เหนื่อย ก็สอบถามแกรนต์ว่ากินอาหารเช้ามาหรือเปล่า กาแฟ ชา ? แกรนต์ก็บอกว่าเปล่า โกหกเห็นๆ เมื่อเช้ามีทั้งกาแฟ น้ำส้ม แต่ช่างเหอะ สาวๆ ก็เลยบอกว่า OK เราก็เลยไปจ่ายเงิน ค่าตรวจเลือด กับ ตรวจฉี่ 990 รูอินเดีย นึกขึ้นได้ หนุ่มอินเดียคงจะถามว่า แฮพ เบรคฟาสต์ หรือเปล่า นั่นเอง ฮาเลยตรู ปล่อยไก่ไทยไปเล้านึง ก้ดันพูดเร็วซะจน ไม่มี "เบรค" คำหน้ามันหายไป ได้ยินแต่คำหลัง ว่า "ฟาสต์ " ก็นึกว่า "ตด" น่ะสิ หัวเราะเสร็จ ก็เอาใบเสร็จไปยื่นให้คุณสาวๆ เค้า นั่งรอสักแป้บนึง ก็เจาะเลือดไป แล้วก็เอากระป๋องไปใส่ฉี่ เป็นอันจบกันซะที สาวๆ บอกว่า ตอนเย็นๆ จะได้ผลตรวจให้มารับที่โรงพยาบาล แท้งกิ้วค่ะ สาวๆ ๆ เค้าอยู่กันสามสาวในห้องนี้ bye bye

สุดท้ายก็กลับไปหาอินเดียสาวรีเซฟชั่นอีกแล้ว ถามเธอว่า เราต้องซื้อยา จะไปทางไหน พี่แกเริ่มคุ้นหน้าเรามั้งก็เลยยิ้มซะสวยด้วย บอกทางเสร็จ เราก็เลยขอคำแนะนำว่า มีโรงบาลไหนบ้างที่ทำอัลตร้าซาวด์ได้อีก อินเดียสาวใจดีก็บอกชื่อมาโรงนึง เราก็ยิ้มแบบไทยๆ ส่งกระดาษไปให้เขียนซะ ขอเบอร์โทรด้วย ถ้ามี ก็เลยได้ชื่อโรงพยาบาลมา หลังจากนั้นก็ไปร้านขายยา ก็ได้ยาตามที่หมอสั่ง ทุกประการ ราคา 64 รูอินเดีย ตกใจมาก ราคาไม่น่าเป็นไปได้ มันเป็นยาแน่ๆ หรือเปล่า บ้านเรามันโค....ตระ แพง หอบยาพร้อมกับแฟ้มกลับบ้าน เพื่อพักผ่อน ที่นี่เค้าไม่เก็บแฟ้มคนไข้นอกค่ะ ต้องเอามาเก็บเองที่บ้าน เค้าเขียนไว้บนปกแฟ้มเลย

เวลาก็ล่วงมาบ่ายแก่ๆ อิฉันมีประชุมทางโทรศัพท์ ก็เลยไม่ต้องไปทำงานที่แอร์พอร์ต ใช้โทรที่บ้านซะเลย ประชุมไปสัก ชั่วโมงครึ่งได้มั้ง หู ร้อนฉ่า ไปเลย

แล้วก็ไปทำนัดให้คุณแกรนต์ ที่โรงพยาบาล ฮินดูจาที่ได้มา ก็ไม่ไกลเท่าไร แท็กซี่ราวๆ 50 รูอินเดีย ตอนแรกก็ไม่ได้คิวจนวันที่ 10 เราก็ไม่ยอมแพ้ อ้อนวอนซะเค้าสงสาร เอาแฟ้มให้ดู แล้วบอกว่าพี่ชายป่วยมากเดินไม่ได้ อยากได้คิวพรุ่งนี้เลย จนท สาวอวบคนนี้ก็ใจดีอีกแหล่ะ เอาแฟ้มเราไปคุยด้านใน นานมาก แล้วก็กลับมาบอกเราว่า OK แต่ต้องมาพรุ่งนี้ 8.30 ตรงเผลง นะ ได้เลยค่ะ อิฉันจะมาแต่เช้าเลย ที่อินเดียเนี่ยะ ชีวิตเริ่มต้นกันตอย 10 โมง ก็เลยเป็นเวลาผิดปกติของเค้า แต่สำหรับเราพวกชอบหนอนตัวใหญ่ ตื่นเช้าอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นเป็นไร
ดีใจจังที่ได้นัดเร็ว รีบกลับบ้านมาบอกข่าวดี ทุกคนก็ดีใจด้วย ยกเว้นเพชร (ลูกชาย ตัวน้อย) มันเล่นรถ เล่นของเล่น ไม่เห็นดีใจเลยว่ะ

สรุปโดยรวม การหาหมอที่โรงบาลอินเดียก็สนุก และเก๋ ไปอีกแบบนึง ทุกการกระทำใดๆ ต้องจ่ายเงินก่อน แล้วค่อยเจอหมอ หรือตรวจโน่นนี่ หมอที่เราเรียกกัน ที่นี่เค้าเรียก คอนเซ้าท์แต้นส์ ซึ่งจะให้คำปรึกษา ว่าคนไข้ควรจะต้องตรวจอะไรบ้าง หมอต้องการจะดูผลตรวจอะไรก็จะเขียนใบสั่ง เซ็นชื่อที่อ่านไม่ออก มาให้คนไข้ไปหาผลต่างๆมา แล้วก็ต้องเอาผลต่างๆ กลับไปหาหมอ อีกที อย่างนี้ก็ดี ประหยัดมาก ไปเอาผลตรวจจากที่อื่นมาก็ได้ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นที่นี่ แต่มันไม่สะดวก ถ้าป่วยมาก แล้วต้องเดินไปเดินมา เข้าออกที่โน่นที่นี่ หาผลตรวจโน่นนี่ กว่าจะครบตามที่หมอสั่งมา คาดว่า ตายก่อนซะมั้ง

เอาเป็นว่า ที่ราคาถูกมากๆ ก็เพราะ NO อินเดียเซอร์วิส นั่นเอง




 

Create Date : 07 มีนาคม 2551    
Last Update : 7 มีนาคม 2551 1:17:10 น.
Counter : 269 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.