Group Blog
 
All blogs
 

"เรียนพิเศษตั้งแต่เด็ก" จำเป็นแค่ไหน

อันนี้เราตั้งกระทู้ถามในห้องชานเรือนไว้ค่ะ ขอเก็บไว้อ่านตอนลูกโตนะคะ Smiley



ความคิดเห็นที่ 1


เราเคยเรียนพิเศษมัยประถมนะคะ เป็นตอนเย็น ๆ
คือคุณครูจะให้ทำการบ้านของที่เรียนแต่ละวิชา
คือเหมือนกับถ้าสงสัยก็ถามแล้วครูจะสอนให้ค่ะ
















จากคุณ : kiknaka
เขียนเมื่อ : 11 ม.ค. 53 11:44:47











ความคิดเห็นที่ 2  

ถ้าลูกชอบที่จะเรียน ก็สนับสนุนเต็มที่ค่ะ
แต่ถ้าเค้าไม่ชอบ ไม่สนใจ อันนี้ก็บังคับไปก็ไม่มีประโยชน์ จะทำให้เด็ก Anti เสียเปล่า ๆ ค่ะ

ส่วนตัวเราคิดว่าต้องถามว่าลูกชอบอะไร ยินดีที่จะปรับพื้นฐานสิ่งที่เค้าไม่ชอบให้ดีขึ้นหรือเปล่า คุยกันว่าอันนี้หนูทำได้ไม่ดีนะ เป็นเพราะอะไร เราจะแก้ไขที่ตรงไหนดี หรือถ้าหนูคิดว่ามันไม่ดีหนูอยากที่จะเปลี่ยนมันไหม อยากเรียนเพิ่ม หรือว่าหาเพื่อนติวหนังสือ
















จากคุณ : nokkycrazy
เขียนเมื่อ : 11 ม.ค. 53 11:46:26











ความคิดเห็นที่ 3  

แล้วแต่ลูก
















จากคุณ : saturn_eyes
เขียนเมื่อ : 11 ม.ค. 53 12:00:39











ความคิดเห็นที่ 4  

แรกเริ่มเดิมที มีเหตุผลข้อ 1
เหตุผลข้อที่ 1 จะให้เรียนเพื่อให้เค้าลดเวลาซน ป่วนพ่อแม่
ใช้ครูเป็นตัวช่วย เพราะเค้าฟังครูมากกว่าพ่อแม่ และเค้าเรียนอนุบาลแบบบูรณาการ ซึ่งเวลาสอบเข้าเรียนป.1 เค้าไม่รู้อะไรเลย ก็ต้องเสริมเล็กน้อย แต่ไม่ซีเรียสอะไร

เหตุผลข้อที่ 2 ตอนนี้คนโตอยู่ป.1 ให้เรียนพิเศษ เพราะได้ยินว่าข้อสอบโรงเรียนยากเหลือเกิน และเราไม่รู้ว่าเวลาเรียนเค้าใส่ใจแค่ไหน แต่ดูจากตอนทำการบ้าน ไม่ค่อยเอาอะไรเลย จึงให้เรียนเพิ่มไว้ก่อนก็ดีค่ะ
และเค้าก็บอกว่า เค้าจะขอเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มด้วยตอนบ่ายที่ยังว่าง เริ่มเรียนเทอม2 นี้เอง เพราะเทอมแรกแม่ไม่ได้ให้เรียนค่ะ

ส่วนวันอาทิตย์ วันฟรี ปล่อยเล่นค่ะ

เพิ่มเติม..สมัยเราเรียน เราเรียนต่างจังหวัด เรียนๆเล่นๆ ไม่ได้เก่งอะไร
แต่ก็มีเรื่องการเรียนพิเศษแล้วเหมือนกัน แต่เราไม่เรียน และพ่อแม่ก็ไม่ได้สนใจอะไร..เราก็เอาตัวรอดได้พอควร
แต่ต้องยอมรับอย่างนึงว่า สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน การเรียนการสอน ครูเองยังชิงดีชิงเด่นกันเลย เดี๋ยวนี้คงกลายเป็นว่า เราต้องพร้อมที่สุด ครูบางคนสอนให้เด็กแข่งขัน สามารถเหยียบใครขึ้นไปได้ ก็ให้ทำ..(อันนี้ไม่ชอบค่ะ ไม่เห็นด้วย)


แก้ไขเมื่อ 11 ม.ค. 53 12:08:18
















จากคุณ : patapril
เขียนเมื่อ : 11 ม.ค. 53 12:05:04











ความคิดเห็นที่ 5  

คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าลูกโต(ตอนนี้ยังไม่1เดือนเลย)ก็จะให้เค้าเรียนเหมือนกัน
แต่เป็นพวก ดนตรี กีฬา ศิลปะ ออกค่าย พวกอาสาสมัคร ไม่ก็ไปปฏิบัติธรรม
อยากให้เค้ารู้จักการเข้าสังคม แก้ปัญหา แล้วก็เข้าใจโลก ไม่ใช่แค่บทเรียนในตำรา
ส่วนเรื่องการเรียน ก็ช่วยกันกับพ่อเค้าสอนในเรื่องที่ไม่เข้าใจดีกว่า
มันไม่แน่เสมอไปว่าคนเรียนเก่งจะได้ดี ไม่จำเป็นว่าต้องเรียนเตรียม
แล้วเอ็นติด เอ็นไม่ติดเอกชนเยอะแยะ มาตรฐานเท่ากันอยู่ที่คนเรียนมากกว่า
















จากคุณ : kangkakangka
เขียนเมื่อ : 11 ม.ค. 53 12:45:49











ความคิดเห็นที่ 6  

แหม คะถามโดนใจ ตอนเราเล็ก ๆ ก็ไม่ได้เรียนพิเศษนะ อยากเรียนจะแย่เพื่อน ๆ เค้าเรียนกัน เราก็อย๊าก อยากเรียน แป๊กับแม่ก้ไม่ให้เรียน บอกว่า เดี่ยวเครียด (จริง ๆ คือมะมีกะตังค์จ่ายค่าเรียน)

เราเองเคยคิดว่าไม่เห็นจำเป็นเลย ไม่คิดจะให้ลูกเรียน อารมณ์ว่าเราเรียนแบบนี้ยังมีปัญญาจบตั้ง .... ได้ทุน ....... ทำงานเงินเดือน ......... อะรไประมาณนั้น แต่พอถึงเวลา มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด คุณเชื่อไม๊ว่า เด็กประถมสี่บางคน ตอนนี้ทำเลข ม. 4-5 แล้วนะคะ เราคงจะมัวให้ลูกเรียน ๆ เล่น ๆ ไม่ได้แล้ว ดังนั้น การเรียนพิเสาจึงเพื่อให้เรามั่นใจว่า เค้าจะสามารถเอาตัวรอดได้ เวลาสอบแข่งขันเข้าสถานศึกษาที่คาดหวังค่ะ
















จากคุณ : Dare2Dream
เขียนเมื่อ : 11 ม.ค. 53 13:32:56











ความคิดเห็นที่ 7  

...พ่อแม่ทุกคนหวังดีกับลูก...ด้วยรักลูกจับใจ...
...จึงพยายามเตรียมพร้อมสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้ลูก...
...พ่อแม่ที่เกรงว่าลูกจะมีความพร้อมไม่ทันลูกคนอื่น  หรืออยากให้ลูกเรามีความพร้อมกว่าคนอื่น...
...จึงพากันส่งลูกเรียนตั้งแต่ตัวน้อยๆ...
...ซึ่งสิ่งนี้นี่เองที่พ่อแม่ลืมนึกไปว่า  ความหวังดีของเรา  อาจกลายเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว...
..................................................
...เด็กในวัยเล็กๆ  สิ่งที่แกควรเรียนรู้คือการรู้จักใช้กล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับสมอง...
...เด็กต้องเรียนรู้จักการออกกำลังกายจากการเล่น...และรู้จักสังคมใกล้ตัว
...และเด็กวัยเล็กๆควรได้รับการส่งเสริมทางด้านศิลปะและดนตรีมากที่สุดครับ
...อย่าเอาแกจับไปใส่ร.รเตรียมอนุบาลหรือเรียนก่อนเกณฑ์เลยครับ...
...เดี๋ยวแกจะเสียความสุขและจินตนาการที่สำคัญในช่วงนี้ไปสิ้น....
...ให้แกมีชีวิตเหมือนคุณเมื่อตอนเด็กๆนั่นล่ะครับ...ดีที่สุดแล้ว....
...ผมขอเชียร์ให้คุณดูแลแกเหมือนตอนคุณเด็กๆนะครับ...


















จากคุณ : ครู ข้างวังฯ
เขียนเมื่อ : 11 ม.ค. 53 14:41:03
ถูกใจ : แมวต่างแดน









ความคิดเห็นที่ 8  

เดี๋ยวนี้แค่อนุบาลยังมีเรียนพิเศษกันเลยค่ะ เตรียมเข้า ป.1
อย่าไปเปรียบเทียบกับสมัยเราเลยค่ะ มันเทียบกันไม่ได้ คิดง่ายๆ อย่างน้อย ประชากรโลกก็เพิ่มขึ้น การแข่งขันแย่งทรัพยากรที่เหลือน้อยลง ก็มากขึ้น คนก็ยังมีแนวโน้มจะฉลาดขึ้นๆ
ของเรา เราดูสภาพแวดล้อมค่ะ ถ้ารอบๆตัว เพื่อนๆเรียนกัน เราก็ให้เรียน  และก็ดูลูกเราด้วย เค้าไหวไหม  ถ้าเค้าไหวและเค้าชอบ ก็สนับสนุนค่ะ
















จากคุณ : Queen of hearts
เขียนเมื่อ : 11 ม.ค. 53 15:27:19











ความคิดเห็นที่ 9  

สมัยนี้แค่ระดับอนุบาล ยังต้องสอบแข่งขันกันหน้าดำหน้าแดง ทั้งวิชาความรู้ และจำนวนเงินเลยค่ะ ก็เลยไม่แปลกที่เด็กๆจะต้องไปเรียนพิเศษตั้งแต่เล็กๆ เพราะการแข่งขันกันมีสูงมาก

เราไม่เคยคิดให้ลูกเรียนพิเศษเหมือนกันค่ะ สมัยเรา เราก็ไม่เคยได้เรียน เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายให้ แต่ถึงเวลาจริงๆเราก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าจะทำได้อย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่ เพราะทุกอย่างเป็นการแข่งขันไปหมด
















จากคุณ : WiNnY_mIc_MaX
เขียนเมื่อ : 11 ม.ค. 53 16:42:45











ความคิดเห็นที่ 10  

ถามว่าทำไมพ่อแม่สมัยนี้ให้เรียนพิเศษกัน
เพราะโรงเรียนต่างๆ พยายามยกระดับตัวเองว่าโรงเรียนตัวเองเลิศทางวิชาการ ให้ครูสอนเด็กแบบเกินระดับชั้นตัวเอง เช่นตามความเห็นข้างบนที่บอกว่า เด็กปอสี่บางคนทำเลขของมอสี่มอห้า (โอ้ว แม่เจ้า) พ่อแม่คนอื่นที่ไม่อยากเห็นลูกตามเพื่อนไม่ทันก็เลยส่งเรียนพิเศษบ้าง แล้วก็ลามมาเรื่อยๆ จนกระทั่งชั้นเด็กเล็ก เท่าที่รู้มาบางโรงเรียน ให้เด็กอนุบาลหัดทำเลขของประถม จึงเป็นที่มาของการเรียนกันเอิกเกริก

สำหรับตัวเอง ไม่เข้าใจและไม่สนใจการเรียนเกินระดับชั้นของเด็ก บางครั้งก็อยากถามบรรดาโรงเรียน ครูและพ่อแม่ว่า จะรีบให้ลูกรู้เร็วไปไหนกัน ขณะเดียวกันก็เข้าใจพ่อแม่บางท่านที่ไม่ได้อยากเร่งเรียนให้ลูกเลย แต่ด้วยสภาพการแข่งขันในห้องเรียน จะไม่ให้ลูกเรียนไปกับคนอื่นด้วย เกรดต้องแย่แน่ๆ

แต่ดิฉันรับไม่ได้กับวิธีการแบบนี้ จึงตัดสินใจให้ลูกเรียนโรงเรียนที่ไม่มีการแข่งขันแบบนี้ ซึ่งก็พอใจกับพัฒนาการของลูกและผลการเรียน ความรู้ของลูกก็ไม่ได้น้อยนิดหางอึ่ง เพราะสนับสนุนให้ลูกอ่านหนังสือนอกตำราเรียน ลูกดิฉันจึงมีความสามารถด้านวิชาการในวัยของเขา และมีความรู้รอบตัวในสิ่งที่เขาสนใจอยากรู้ รวมทั้งสนุบสนุนดนตรีกับกีฬาสักอย่างที่เขาต้องการ แค่นี้ก็พอใจแล้ว
















จากคุณ : รักลูก
เขียนเมื่อ : 11 ม.ค. 53 19:46:47 A:113.53.144.61 X: TicketID:031966











ความคิดเห็นที่ 11  

อย่าคาดหวังกับเค้าดีกว่าไหมคะ และอย่าเปรียบเทียบ
ขอแค่ให้เค้ามีความสุขกับสิ่งที่ทำ ไม่จำเป็นต้องฉลาด
เท่ากับหรือมากกว่าเด็กคนอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
จะไม่ขวนขวายหาความรู้
เอาแค่ให้พอดีและพอเพียงกับวัยของเค้าน่ะค่ะ
















จากคุณ : omlette
เขียนเมื่อ : 12 ม.ค. 53 01:52:14











ความคิดเห็นที่ 12  

ถามลูกก่อนครับ ว่า อยากเรียนหรือเปล่า?

ถ้าอยากเรียนค่อยพาไปเรียน

ถ้าไม่อยากเรียน พ่อแม่จะสอนให้ที่บ้าน(ถ้าสามารถสอนได้)
















จากคุณ : พ่อลูกสอง (อยากเป็นคนเลว)
เขียนเมื่อ : 12 ม.ค. 53 05:26:40








Free TextEditor




 

Create Date : 12 มกราคม 2553    
Last Update : 12 มกราคม 2553 8:30:17 น.
Counter : 1552 Pageviews.  

นิทาน 5 บาท

เรื่องมีอยู่ว่า......Smiley

ในค่ำคืนนึง... หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว
คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบแล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดู ซึ่งสำคัญมาก
ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้

พ่อถามว่า " อยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ" ลูกพยักหน้า
" ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที" ลูกทำตาม...
คุณพ่อว่า "ไม่พอ ต้อง 5 ที"
และเปลี่ยนเป็น " 10 ที" จนถึง " 15 ที"

จนลูกอุทธรณ์ ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่า เป็นอะไร เมื่อคุณพ่อแบมือออก
มันคือ เหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง

คุณพ่อหัวเราะ ! ! ! แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม
ถามว่า "อยากดูอีกมั้ย ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที"
ลูกว่า "หนูรู้แล้วไม่อยากดูแล้วค่ะ"
คุณพ่อว่า "เอ้า... เขกพื้น 1 ทีก็ได"้
ลูกก็บอกว่า "ทราบแล้ว ไม่อยากดูอีกเบื่อ"
คุณพ่อว่า "ให้ดูฟรีๆ ก็ได้"
แล้วก็แบมือออก ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง

คุณพ่อเลยสอนว่า

“ นี่ละลูก อะไรที่เป็นความลับ คนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู อยากรู้ อยากเห็น แต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อย ๆ แล้วก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก ” จำไว้นะ... Smiley






Free TextEditor




 

Create Date : 12 มกราคม 2553    
Last Update : 12 มกราคม 2553 8:24:40 น.
Counter : 174 Pageviews.  

หนูเป็นเด็กหญิงค่ะแม่

Smileyเมื่อวานแม่ไปอัลตร้าซาวด์มา หมอถามว่า


"อยากได้ผู้หญิงหรือผู้ชาย" Smiley


"อะไรก็ได้ค่ะ" Smiley


"เออ...งั้นผู้หญิง" Smiley


หมอก็ขอเวลาพยายามจ้องหน้าจออยู่นาน ดูให้แน่ใจว่ามีติ่งโผล่อ่ะป่าว ดูยังไง้ยังไงก็ไม่มี


แม่ก็เตรียมใจแต่แรกแล้วล่ะว่าหนูต้องเป็นผู้หญิงแน่เลย ตอนท้องใหม่ๆ ไปเสี่ยงเซียมซีได้ใบที่ 10 ใบนั้นเขียนไว้เลยว่าจะได้ลูกผู้หญิง


Smiley  Smiley  Smiley


หมอบอกว่ากะโหลกเล็ก(ก็พ่อแม่หนูหัวเล็กนี่)แขนขาใหญ่(ก็ขาพ่อหนูยังกะช้างเลย) น้ำหนักโดยรวมกำลังดี


ตอนนี้หนูอายุ 25 สัปดาห์ หนัก เกือบ 800 กรัมแล้ว ส่วนแม่น้ำหนักขึ้นมา 5 กก.แล้วง่ะ


ยังไงก็ขอให้หนูแข็งแรง อวัยวะครบ 32 ก็พอนะลูก






Free TextEditor




 

Create Date : 29 มิถุนายน 2552    
Last Update : 29 มิถุนายน 2552 13:34:29 น.
Counter : 108 Pageviews.  

Time out รู้จักมั้ยค๊า



เห็นเป็นกระทู้แนะนำในห้องชานเรือน น่าสนใจมากๆ ขอเอามาลง Blog ไว้ก่อน credit คุณ lovenaming ค่ะ

ตั้งแต่ปลายขวบปีแรกจนถึงวัย 5-6 ขวบ เด็กๆ จะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ความเป็นตัวของตัวเอง ความคิดจินตนาการ และการเรียนรู้ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันก็จะถือตนเองเป็นใหญ่ ทั้งไม่มีความสามารถในการควบคุมตนเองได้ดีพอ อาการประเภทดื้อ ต่อต้าน ก้าวร้าว เอาแต่ใจ ขว้างปาของ แย่งของเล่น แกล้งน้อง ฯลฯ ซึ่งแม้เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ปกติตามวัย แต่ก็สามารถสร้างความปวดหัวให้แก่พ่อแม่ได้ไม่น้อยนะครับ

และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือแก้ไขอย่างเหมาะสมแต่เบื้องต้นด้วย เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาที่รุนแรงยากต่อการแก้ไขภายหลัง โดยหลักสำคัญคือต้องช่วยให้เด็กๆ รู้จักและสามารถควบคุมตนเองได้นั่นเองครับ

การเอาชนะหรือทะเลาะ...ไม่ได้ช่วย
การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมจะต้องเป็นไปด้วยความสัมพันธ์ที่ดีของเด็กและพ่อแม่ครับ คือพ่อแม่ต้องแสดงให้เด็กเห็นว่าเขาได้รับความเข้าใจและเห็นคุณค่า และขณะที่เขาควบคุมตนเองไม่ได้พ่อแม่ก็ต้องช่วยควบคุมให้อย่างเอาจริงและสงบ โดยไม่ใช้วิธีรุนแรงที่อาจทำให้เด็กยิ่งต่อต้านและเอาชนะ ซึ่งจะยิ่งทำให้เด็กเลียนแบบความรุนแรง และการควบคุมพฤติกรรมก็จะเป็นไปได้ยากขึ้น



วิธีหนึ่งที่ได้ผลดี คือ time-out หรือ การแยกเด็กออกจากสิ่งกระตุ้นหรือความสนใจจากสิ่งรอบข้างชั่วคราว เพื่อให้เขาสงบและควบคุมตนเองได้ เช่น เมื่อเด็ก 3 ขวบ กำลังโกรธและจะขว้างปาของ พ่อแม่อาจจับเด็กไปนั่งที่เก้าอี้มุมห้องแล้วบอกว่า “ตอนนี้หนูกำลังโกรธ หนูต้องมานั่งตรงนี้ให้ใจเย็นก่อน” แล้วคุมให้เด็กนั่งเป็นเวลา 2-3 นาที จนสงบจึงปล่อยให้เด็กกลับไปทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อ

ขณะที่เด็กถูกแยกอยู่ใน time-out บรรยากาศจะต้องสงบและไม่มีสิ่งกระตุ้นทั้งในทางบวกและทางลบ นั่นคือจะต้องไม่มีของเล่นให้เล่นหรือมีโทรทัศน์ให้ดู และจะต้องไม่พูดบ่นหรือสอนเด็กในขณะนั้น พ่อแม่เพียงอยู่ใกล้ๆ ในสายตาโดยพยายามไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งสถานที่สำหรับ Time-out อาจเป็นเก้าอี้ตรงมุมห้อง ทางเดินที่ไม่มีคนรบกวน หรือห้องที่เปิดประตูไว้ ที่สำคัญก็คือ จะต้องไม่เป็นการขังเด็กเป็นอันขาด

การใช้ time-out ที่ได้ผลดีจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอและทำทันทีที่เห็นเด็กมีพฤติกรรมที่ต้องการแก้ไข เช่น เมื่อเด็กทำลายข้าวของเวลาโกรธก็ต้องจับเด็กให้ไปนั่งให้สงบทันที และจะดียิ่งกว่าถ้าให้เด็กอยู่ใน time-out ตั้งแต่เด็กเริ่มโกรธแล้วมีทีท่าว่าจะควบคุมตนเองไม่ได้ ซึ่งจะช่วยให้เด็กสงบลง ง่ายกว่ารอจนกระทั่งเด็กอาละวาดเต็มที่ บางครั้งอาจใช้วิธีพูดหรือนับ 1-3 เตือนเด็กให้เด็กหยุดตนเองก่อนที่จะต้องถูกให้อยู่ใน time-out อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้ time-out มาขู่เด็ก หรือพูดเตือนบ่อยเกินไ ป

Time-out ไม่ใช่การลงโทษ
Time-out ใช้เพื่อช่วยให้เด็กฝึกการควบคุมตนเอง ดังนั้น จึงใช้ได้ดีกับปัญหาพฤติกรรมใดๆ ที่เด็กไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เช่น เมื่อเด็กเล่นรุนแรงแล้วห้ามไม่หยุด เด็กทะเลาะแล้วลงมือตีกัน เด็กลุกเดินหรือก่อกวนในห้องเรียน หรือเมื่อถูกขัดใจแล้วอาละวาด วัตถุประสงค์คือเพื่อให้เด็กสงบ ไม่ถูกเร้า ใจเย็นลง และหยุดตนเองได้ในที่สุด

Time-out ไม่ใช่การลงโทษและไม่ใช่การให้เด็กชดใช้ความผิดนะครับ และไม่ควรใช้เมื่อพฤติกรรมที่เด็กไม่ควบคุมตนเองนั้นเกิดจากความกลัว เช่น เมื่อเด็กร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียน นอกจากนี้ก็ไม่ควรใช้เมื่อเด็กไม่ทำตามพ่อแม่ ในสิ่งที่เด็กยังไม่พร้อมหรือยากเกินไปสำหรับเขา หรือเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรปล่อยให้เด็กรับผิดชอบเองโดยไม่สมควรบังคับ เช่น เมื่อเด็กไม่ยอมกิน เป็นต้น

Time-out ต้องไม่นาน
เวลาที่เหมาะในการให้เด็กอยู่ใน time-out ควรอยู่ระหว่าง 2-5 นาที หรืออาจใช้หลักคร่าวๆ ว่า เท่ากับ 1 นาทีต่ออายุที่เป็นปี เช่น 3 ขวบก็ 3 นาที แต่ไม่ควรเกิน 5 นาทีสำหรับทุกอายุ เพราะถ้านานเกินไปเด็กจะเริ่มรู้สึกต่อต้าน วัตถุประสงค์ของ time out ไม่ใช่เพื่อการลงโทษ แต่เพื่อให้เด็กสงบและควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ดังนั้น เวลาที่ใช้จึงควรกำหนดให้คงที่และไม่ควรเพิ่มเวลาตามความผิดที่ทำ ถ้าเด็กไม่ยอมนั่งสงบก็ไม่ควรเพิ่มเวลาให้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่บอกเด็กว่าจะจับเวลาเมื่อเขาเริ่มสงบ การทำเช่นนี้จะทำให้เห็นว่าการที่จะเลิกจาก time-out ได้เมื่อไรนั้นจะเป็นความรับผิดชอบของตัวเขาเอง

ให้เด็กรู้เหตุผลในการ Time-out
เมื่อครบเวลาควรทบทวนกับเด็กสั้นๆ ว่าเขาต้องอยู่ใน time-out เพราะเหตุใด เช่น “พ่อให้หนูนั่งสงบตรงนี้เพราะหนูขว้างของ คราวหลังถ้าหนูโกรธก็บอกได้นะไม่ต้องขว้างของ ตอนนี้หนูใจเย็นแล้วไปเล่นต่อได้” แล้วให้เด็กไปมีกิจกรรมอื่นๆ ตามปกติ ควรหลีกเลี่ยงการสอนที่ยาวหรือการพูดตำหนิติเตียน
ถ้าลูกไม่ยอมอยู่ใน Time-out
ถ้าเด็กไม่ยอมนั่งสงบ พ่อแม่ควรจับตัวเด็กให้นั่งบนเก้าอี้ที่กำหนดไว้ โดยจับทางข้างหลังเก้าอี้แล้วรวบแขน 2 ข้างของเด็กกอดไว้ เมื่อเด็กเริ่มสงบจึงปล่อยแขนแล้วเริ่มจับเวลา เด็กอาจต่อต้านในระยะแรก แต่ถ้าปฏิบัติอย่างเอาจริงและสม่ำเสมอ เด็กก็จะยอมตามในที่สุด พ่อแม่ควรพูดชมเด็กเมื่อเขายอมนั่งและสงบลงได้

ในบางกรณีเด็กอาจจะแสดงท่าทีว่าไม่เดือดร้อนเมื่อพ่อแม่ให้อยู่ใน time-out เช่น อาจแสดงสีหน้ายั่วยวน หรือพูดท้าทายว่าไม่สนใจ นั่นไม่ได้แปลว่าเด็กไม่เดือดร้อนจริงและการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอของพ่อแม่ย่อมได้ผล

เริ่มใช้ Time-out ได้ตั้งแต่อายุเท่าใด
Time-out สามารถใช้กับเด็กได้ตั้งแต่ปลายขวบปีแรก หรือประมาณ 9-10 เดือนเป็นต้นไป และสามารถใช้ได้ผลไปจนถึงเด็กวัยเรียน การใช้ time-out ตั้งแต่เล็กๆ และใช้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เด็กยอมรับวีการนี้ได้ดี และสามารถหลีกเลี่ยงวิธีการลงโทษอย่างรุนแรงในการจัดการกับปัญหาพฤติกรรมได้ เด็กส่วนใหญ่จะชอบ time-out มากกว่าการถูกลงโทษ

Time-out จะได้ผลต่อเมื่อมี time-in ด้วย
การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมของเด็กจะไม่ได้ผลเลย ถ้ามัวแต่เพ่งเล็งที่พฤติกรรมที่ไม่ดีเพียงอย่างเดียว โดยไม่ให้ความสนใจพฤติกรรมที่ดี การไม่มีเวลาให้กับลูกในภาวะปกติ เช่น ขณะที่เขาเล่นดีๆ อย่างสงบ แต่จะตอบสนองต่อเมื่อลูกสร้างปัญหา เมื่อเขาร้องโวยวาย ขว้างปาของหรือทะเลาะกันเท่านั้น ปัญหาพฤติกรรมเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ

พ่อแม่จึงต้องพยายามให้ความสนใจเด็กอย่างต่อเนื่องในเวลาปกติที่อาจเรียกว่า time-in ซึ่งอาจทำให้ด้วยการอยู่ใกล้ๆ เด็ก แตะตัว โอบไหล่ พยักหน้า หรือยิ้มให้เป็นระยะๆ เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องสนใจอยู่ตลอดเวลา แต่อาจเป็นเพียงช่วงสั้นๆ บ่อยๆ เด็กยิ่งเล็กยิ่งต้องการความสนใจจากพ่อแม่มาก เมื่อเขาเติบโตขึ้นก็ค่อยๆ ปล่อยให้มีโอกาสเล่นด้วยตนเองตามลำพัง แต่ถึงแม้จะเติบโตขึ้นเท่าไร เด็กก็ยังคงต้องการการพูดชม และการแสดงการยอมรับเป็นระยะๆ ว่าการปฏิบัติของเขานั้นเป็นที่พอใจของพ่อแม่ และเมื่อเขาก็มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ พ่อแม่ก็ควรช่วยให้เขาพยายามควบคุมตนเอง การทำเช่นนี้จะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในความรักของพ่อแม่และในคุณค่าของตนเอง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมีสุขภาพจิตที่ดีต่อไป

[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 99 มกราคม 2547 ]




 

Create Date : 04 มิถุนายน 2552    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2555 14:45:48 น.
Counter : 209 Pageviews.  


ท้องฟ้าและดวงดาว
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ท้องฟ้าและดวงดาว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.