เมื่อฮิตเลอร์ติดตามมังกะเรื่องเบอร์เซิร์ก

หลังจากทำคลิปล้อเลียนเรื่อง NC แล้ว พอดีมันยังมีตัวซํบเหลืออยู่


เห็นเรื่องนี้มาพอดี เลยเอาเรื่องนี้มาทำซับบ้าง






Create Date : 10 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2552 20:39:12 น.
Counter : 243 Pageviews.

1 comment
เมื่อฮิตเลอร์สนับสนุนนิยาย NC

เรื่องของเรื่องก็คือ ที่เว็บ เด็*ดียังมีดราม่าเรื่องนี้อยู่ เลยทำคลิปนี้ขึ้นมาเล่น ๆ เพื่อให้ดูว่า


ที่กลุ่มสนับสนุนให้เหตุผลมาน่ะ มันเมคเซนส์ ไหม ?


เวลาเขียนในกระทู้คุยกันไม่เห็นภาพ พอทำเป็นคลิปแล้วเริ่มจะเห็นภาพขึ้นมาแหะ






Create Date : 10 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2552 20:40:09 น.
Counter : 256 Pageviews.

1 comment
มังคุดขม

หลังจากที่บริษัทส่งออกได้ส่งออกมังคุดไปยังตะวันเพื่อขยายตลาดใหม่ ก็ได้พบว่าผล
ตอบรับกับมังคุดที่ส่งออกนั้นเป็นไปในทางที่ไม่ดีนัก เนื่องจากมีการส่งคอมเพลนมาว่า
มังคุดที่ส่งออกไปนั้นทั้งขมและฝาดยิ่งนัก ทำให้สร้างความฉงนกับบริษัทส่งออกเป็น
อย่างมาก เพราะว่ามังคุดที่ส่งออกนั้นถูกคัดมาเป็นอย่างดี โดยคัดสรรจากมังคุดเกรด A
ที่ได้รับการการันตรีว่าผลมังคุดนั้นทั้งใหญ่ทั้งหวาน และไม่มีทางที่ผู้บริโภคภายใน
ประเทศจะได้รับประทาน (ส่วนชาวบ้านอย่างเรา ๆ ได้ทานเกรดต่ำกว่านั้นอีก เนื่องจากแม่
ค้าเก็บไว้ตั้งโชว์แล้วคัดผลเน่า ๆ เล็กเสียแคระแกรนมาขายให้เราทาน - ฮา)

ทางเหล่าบรรดาผู้บริษัทส่งออกจึงได้ร่วมมือกับทางภาครัฐเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิด
ขึ้น โดยทุ่มงบประมาณนับหลายสิบล้านบาทเพื่อค้นหาปัญหา แต่กลับไม่สามารถค้นพบ
ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซ้ำร้ายคอมเพลนที่บอกว่ามังคุดขมนั้นยังถูกส่งมาจากชาติตะวันตก
อยู่เรื่อย ๆ

สุดท้ายทุกฝ่ายก็ได้ยอมแพ้กับการแก้ปัญหาเรื่องนี้และกำลังจะเลิกล้มกับการส่งออก
มังคุดไป แต่จู่ ๆ มีนักการตลาดจากที่ไหนไม่รู้เข้ามาเสนอความคิดเห็นว่าควรจะทำอย่าง
ไร ซึ่งทางผู้ส่งออกก็ลองทำตามดูเพราะเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้ว และสิ่งที่ทำก็ไม่ได้ใช้
เงินลงทุนไปกับมันมากนัก
ปรากฎว่าหลังจากลองทำตามดู ก็ไม่มีคอมเมนต์เรื่องมังคุดขมอีก ซ้ำยอดส่งออกมังคุด
ยังดีวันดีคืนขึ้นอีกด้วย

โดยการแก้ปัญหานี้คือ การติดคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์ว่า.....

"กรุณาปอกเปลือกก่อนทาน !"


ปล เรื่องนี้อ้างอิงจากเรื่องจริง (เรื่องการติดคำแนะนำบนมังคุดที่ส่งออก)
ซึ่งไม่ได้ต้องการว่าฝรั่งโง่นะ แต่ให้เป็นตัวอย่างที่ดีได้ว่าทำไมเราควรศึกษาพฤติกรรม
ผู้บริโภคก่อนจะทำอะไร จะว่าไปเปลือกมันก็นุ่มหนาน่าทานดีเหมือนกัน



Create Date : 12 พฤษภาคม 2552
Last Update : 12 พฤษภาคม 2552 11:57:11 น.
Counter : 144 Pageviews.

1 comment
แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์
นานมาแล้วยังมีหมู่บ้านแห่งนึง ได้มียักษ์ตัวหนึ่งชอบเกะกะระรานคนในหมู่บ้านไปทั่ว ไม่ว่าจะแย่งชิงทรัพย์สินที่มีค่าของชาวบ้าน หรือลักพาตัวคนในหมู่บ้านกลับไปยังปราสาทลอยฟ้าของมัน เพื่อที่จะเก็บไว้กินเป็นอาหารในภายหลัง
แต่อยู่มาวันหนึ่ง ยักษ์ที่เคยอาละวาดนั้น กลับหายตัวไปอย่างลึกลับ มันไม่เคยปรากฎตัวต่อหน้าคนในหมู่บ้านอีกเลย

ในที่สุดหมู่บ้านนี้ก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง แต่ด้วยผลจากการระรานของเจ้ายักษ์ตนนั้น ทำให้หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่ยากจนและอดอยากตลอดมา



และแล้ววันเวลาล่วงเลยไปหลายปี ที่บ้านบนยอดเนินแห่งหนึ่ง มีแม่ลูกคู่นึงอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น
ฝ่ายลูกชื่อแจ็ค ปีนี้อายุครบสิบห้าปีแล้ว แม้เขาจะถึงวัยเติบใหญ่เป็นหนุ่มแล้ว แต่ด้วยที่บ้านนี้นั้นไม่มีพ่อที่เป็นหัวหน้าครอบครัว จึงทำให้พวกเขาต้องอยู่อย่างอดอยากตลอดมา
แจ็คต้องเข้าป่าไปเก็บผลไม้มาให้ตัวเขาและแม่รับประทาน แต่นั่นก็ยังไม่พอเพียงที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นเลยสักนิด

"เห็นทีจะต้องเอาเจ้าแก่ไปขายเสียแล้วล่ะ" แม่พูดกับแจ็คถึงเรื่องที่พวกเขาจะเอาเจ้าโคแก่ที่เลี้ยงไว้ไปขาย
"ขายทำไมล่ะแม่ เจ้าแก่มันอยู่กับเรามานานแล้วนะ สงสารมัน" แจ็คคัดค้าน เพราะเขาเองก็ผูกพันกับเจ้าแก่นี้มาก
"มันก็แก่ใกล้จะตายอยู่แล้ว หากมันแก่ตาย อย่างดีเราก็คงได้เนื้อมันมาทานแค่ไม่กี่มื้อ สู้เอามันไปขายให้ได้เงินมาซื้อไก่ซื้อผักมาเลี้ยงมาปลูกไม่ดีกว่าหรือ ?" แม่พูดให้แจ็คคิด ซึ่งแจ็คเองก็เห็นด้วย เพราะเจ้าแก่ ก็เป็นโคที่ชรามากแล้ว แม้แต่นมตอนนี้ก็ยังให้พวกเขาไม่ได้เลยสักหยด

หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น แจ็คก็เตรียมตัวออกเดินทางที่จะพาเจ้าแก่ไปขายยังที่ตลาด
ตลาดที่แจ็คจะไปนั้นห่างไกลจากตัวหมู่บ้านมาก กว่าจะไปถึงคงจะใช้เวลาเกือบทั้งวัน ดังนั้นแจ็คจึงลาแม่ของเขาก่อนที่จะเริ่มออกเดินทาง

"ลาก่อนนะแม่" พูดเสร็จแจ็คก็เตรียมตัวที่จะเดินทาง
"เดี๋ยวก่อน เอานี่ไปด้วย" พูดเสร็จแม่ก็ยื่นสิ่งหนึ่งให้กับแจ็ค สิ่งนั้นเป็นขวานสองเล่ม เล่มนึงทำจากเงิน ส่วนอีกเล่มทำจากทอง
"แม่จ๋า ขวานสองเล่มนี้เป็นของดูต่างหน้าพ่อไม่ใช่หรือ ?" แจ็คถามกลับไปด้วยความสงสัย ขวานทั้งสองเล่มนี้เป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่ของพ่อแจ็ค หลังจากที่พ่อของแจ็คถูกยักษ์ฆ่าตาย
"เอามันไปขายด้วยเถอะ เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ความทรงจำมันกินไม่ได้ เก็บเอาไว้ก็อดตายเปล่า สู้ขายมันดีกว่า แถมมันยังเอาไปฟันไปสับอะไรก็ไม่ได้ ทื่อก็ทื่อ"
"ก็ได้จ๊ะแม่ แต่เอาไปทั้งสองอันคงแบกไปไม่ไหว เอาไปขายแค่อันเดียวก็พอแล้วมั้ง"
"งั้นเอาไปให้เจ้าแก่แบกสิ"
"จริงด้วยจ๊ะแม่"

ว่าแล้วแจ็คก็เอาขวานทั้งสองอันใส่ในห่อผ้าแล้วเอาไปผูกติดกับหลังของเจ้าแก่ แต่ทันทีที่ผูกเสร็จ เจ้าแก่ก็ทรุดฮวบลงไปในทันใด

"แม่จ๋า ดูเหมือนเจ้าแก่มันจะแบกไม่ไหวด้วยเหมือนกัน"
"งั้นก็เอาไปขายแค่เล่มเดียวก็ได้ เอาขวานทองไปก็แล้วกันมันขายได้ราคากว่า"
"ถ้าเช่นนั้นก็ตามนั้นล่ะแม่ แจ็คขอตัวไปก่อนนะ"



หลังจากร่ำลาเสร็จ แจ็คก็เริ่มออกเดินทางในทันที แต่หลังจากออกเดินจากบ้านได้ไม่ไกลนักชายแก่แปลกหน้าผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาทักแจ็ค

"จะไปไหนหรือเจ้าหนู" ชายแก่แปลกหน้าถาม
"จะไปยังตลาดในเมืองครับ มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า ?"
"จะไปทำไมหรือ ?"
"ถามทำไมครับ ?" แจ็คเริ่มสงสัยในตัวชายแก่ผู้นี้
"เปล่า แค่ลองถามดู"
"ผมจะเอาของไปขายที่ตลาดครับ"

"งั้นเหรอ" ชายแก่ทำหน้าครุ่นคิด "เธอเป็นเด็กที่อยู่ในบ้านบนเนินหลังนั้นใช่ไหม ?" พูดเสร็จชายแก่ก็ชี้ไปทางบ้านของแจ็ค

"ใช่ครับ มีอะไรหรือเปล่า ?"
"งั้นเอาอย่างนี้ ฉันจะให้ถั่ววิเศษนี้กับเธอ เพื่อแลกกับวัวที่เธอจูงมา และห่อของที่อยู่ด้านหลังของเธอ" พูดเสร็จชายแก่ก็หยิบเอาเมล็ดถั่วสีเขียวเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งมาให้แจ็คดู
"ขอโทษครับ ผมไม่ขาย" แจ็คปฏิเสธในทันที
"ทำไมล่ะ ? เธอไม่รู้หรือไงว่าถั่วนี้วิเศษแค่ไหน ลองเอาไปปลูกที่ใกล้บ้านของเธอสิ มันจะงอกออกมาเป็นเงินเป็นทองให้เธอใช้ไม่มีวันหมดเลยนะ มันชอบอยู่ที่สูง แถวนี้ปลูกได้แค่เนินที่บ้านเธอตั้งอยู่แค่ที่เดียวเท่านั้น"
"ผมไม่ขายครับ"
"ทำไมล่ะ นี่ฉันพูดจริงไม่ได้พูดโกหกนะ ถั่ววิเศษแบบนี้หาไม่ได้ในโลกแล้ว แลกแค่วัวกับของในห่อที่เธอแบกอยู่เท่านั้น ใครไม่เอาก็โง่แล้ว"

"ถ้าผมยอมแลกนั่นสิผมถึงโง่ !" แจ็คเริ่มพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้น "ข้อแรก ผมกับคุณพึ่งรู้จักกันผมจะเชื่อใจคุณได้ยังไง ถึงจะเป็นคนที่รู้จักกันมานานผมก็ไม่เชื่ออย่างสนิทใจด้วยเหมือนกัน ข้อสอง ไม่มีใครยอมแลกเปลี่ยนที่ตัวเองเสียเปรียบหรอกนอกจากคนนั้นจะโง่หรือถูกหลอก คุณยังไม่รู้เลยว่าของที่อยู่ในห่อผ้านี้คืออะไร จะคุ้มค่าหรือไม่คุณก็เอาถั่วนั่นมาแลกแล้ว แปลว่าในห่อนี้จะเป็นอะไรก็ตามการแลกถั่วกับวัวและของที่อยู่ในห่อมันก็คุ้มค่าสำหรับคุณ ข้อสาม ของอย่างนั้นไม่มีจริงอยู่ในโลกหรอก ถั่วบ้าอะไรปลูกแล้วจะออกมาเป็นเงินทองได้ ใช้สมองคิดก็น่าจะรู้แล้ว มีแต่พวกโลภมากกับโง่มากเท่านั้นแหละถึงจะเชื่อ อีกอย่างถ้าหากถั่วนั่นมีจริงก็คงทำให้เงินเฟ้ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด เขาคงไม่ใช้เงินเป็นค่ากลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของแล้วล่ะ ผมไม่มีทางเชื่อคุณได้หรอก"

ด้วยการตอบที่รัวเป็นชุดพร้อมทั้งกับแสดงความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทำให้ชายแก่มึนงงไปพักใหญ่แต่กระนั้นชายแก่ก็ยังไม่ละความพยายาม
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ฉันไม่เอาวัวกับของในห่อนั่นแล้ว ฉันให้ถั่วนี่ไปฟรี ๆ เลย"
"ไม่เอาครับ"
"อ๊ะ ทำไมล่ะ คราวนี้ให้เธอฟรี ๆ เลย ทำไมถึงยังไม่เอาอีกล่ะ"

"เพราะผมเชื่อว่าของถูกไม่มีดี ของฟรีไม่มีในโลกน่ะสิ" แล้วแจ๊คก็เริ่มอธิบายอย่างยืดยาวอีกครั้ง "ผมไม่เชื่อหรอกว่าการที่คนเราแจกของให้ผู้อื่นฟรี ๆ จะไม่มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝง ตัวอย่างเช่นสินค้าที่แจกของฟรีตามท้องถนนหรือตามตลาด ที่เขาทำเช่นนั้นก็เพื่อแนะนำสินค้าของเขาให้เป็นที่รู้จักให้เป็นที่จดจำ หรือการบริจากหรือการทำงานช่วยการกุศลของร้านดังและสินค้าดังทั้งหลาย เขาก็ไม่ได้ทำเพราะใจบุญ แต่เพราะเขาต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวร้านหรือสินค้าต่างหาก ว่าเขาต้องการตอบแทนสังคม ต้องการช่วยเหลือสังคม เพื่อให้ตัวเขาดูดี แล้วจะได้มีคนที่ชื่นชอบมาซื้อของหรือใช้บริการเขาเยอะ ๆ ไม่ก็บริจาคเพื่อเอาหน้า ส่วนที่บริจาคเพราะใจบุญจริงผมก็ไม่เถียงว่าไม่มี แต่ผมไม่คิดว่าคงจะเป็นคุณแน่ที่ให้ถั่วผมฟรีแบบนี้ เพราะตอนแรกคุณก็พยายามจะหลอกขายถั่วนั่นกับผม แถมต่อมาก็จะให้ฟรีอีก ผมเลยเชื่อว่าเอาถั่วนั่นไปผมก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก เอาไปคงมีแต่เสียกับเสีย เนื่องจากคุณดูเหมือนจะมีเจตนาหลอกให้ผมเอาถั่วนั่นไปปลูกที่บ้านผมตั้งแต่แรก"

นอกจากจะแสดงความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์แล้ว แจ็คยังแสดงความรู้ทางด้านการตลาดอีก ทำให้ชายแก่เถียงไม่ออก
"ไม่เอาก็ไม่ต้องเอา !" พูดเสร็จชายแก่ก็หลบหน้าหนีไปในทันที
"งั้นก็ลาก่อนครับ" แจ็คพูดกับพร้อมกับก้มหัวเคารพชายแก่คนนั้นแกทีนึง ก่อนที่จะเดินทางไปตลาดต่อ



หลังกลับมาจากตลาด สิ่งที่แจ็คได้กลับมาคือ ลูกเจี๊ยบคู่นึง กับถุงเมล็ดหัวไชเท้าอีกหนึ่งถุง และห่อผ้าที่ใส่ขวานทองคำไว้ เนื่องจากไม่สามารถขายมันได้
"จะฮาเวสต์มูนกันแล้วทีนี้" แจ็คพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจสักเท่าไหร่ เพราะพวกพ่อค้าในตลาดกดราคาวัวของเขาเสียต่ำ แลกได้มาแค่ลูกเจี๊ยบกับถุงเมล็ดหัวไชเท่าเท่านั้น ทั้งที่เขาตั้งใจไว้ว่าจะเอาไก่สักคู่เพื่อเลี้ยงมาไว้กินไข่มัน นอกจากนี้พวกพ่อค้าในตลาดยังหาว่าขวานทองคำของพ่อเขาเป็นของปลอมอีก ทั้งที่มันหนักกว่าขวานทั่วไปจะตาย

ระหว่างที่แจ็คกลับเข้าบ้านนั่นเอง เขาก็เห็นแม่เขายิ้มแย้มรอต้อนรับแจ็คกลับบ้านอยู่
"มีอะไรหรือแม่ ?" แจ็คถามด้วยความสงสัย
"รู้ไหมว่าเราจะรวยกันแล้ว !" แม่ของแจ็คพูดด้วยความตื่นเต้น "หลังจากลูกออกจากบ้านไปได้ไม่นาน ก็มีชายแก่คนหนึ่งมาเสนอขายถั่ววิเศษกับแม่ โดยแลกแค่ขวานเงินของพ่อเขาเท่านั้นเอง ทีนี้นะพอถั่วมันโต มันก็จะออกผลเป็นเงินเป็นทอง เราจะรวยกันแล้วล่ะ !"
"โถ่.... แม่จ๋า" แจ็คพูดอะไรไม่ออก พร้อมกลับเข้าไปนั่งพักในบ้านอย่างเซ็ง ๆ



คืนนั้นเอง ระหว่างที่แจ็คกำลังนั่งขัดขวานทองคำของพ่อเขาอยู่ เขาก็รู้สึกได้ว่าแผ่นดินไหว แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แจ็คเข้านอน จนกระทั่งรุ่งเช้าเขาก็พบว่าแผ่นดินไหวนั่นคืออะไร
"แย่แล้วแจ็ค เรื่องถั่ววิเศษแม่โดนหลอกจริง ๆ ด้วย ดูสิ !" แล้วแม่ของแจ็คก็ลากแจ็กที่ยังงัวเงียอยู่ออกไปยังข้างนอกบ้าน
"มันก็แหงอยู่แล้วล่ะแม่ เรื่องถั่ววิเศษอะไรนั่น.... " แจ็กตะลึงจนไม่สามารถพูดอะไรได้ต่อเพราะภาพที่เห็นข้างหน้าคือ ต้นถั่ววิเศษที่แม่ของเขาปลูกไว้หน้าบ้านนั้น โตเป็นต้นถั่วยักษ์ที่สูงจนแทงทะลุเมฆบนท้องฟ้า

"ลองปีนขึ้นไปดูสิ"
"ครับ.... หา ?"
"ลองปีนขึ้นไปดูสิว่าข้างบนมีอะไร เผื่อมีผลเงินผลทองผลิดอกออกผลอยู่บนยอด แม่แก่แล้วปีนไม่ไหวหรอก"
"ก็ได้ครับแม่" แจ็คพยักหน้ารับคำ แล้วก็ปีนขึ้นไปบนต้นถั่วยักษ์ในทันที

ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจแจ็ค ถ้าเป็นคนธรรมดาคงไม่ยอมปีนกันง่าย ๆ แบบนี้หรอก เพราะต้นถั่วมันทั้งสุงทั้งใหญ๋ กว่าจะปีนขึ้นไปได้ก็คงใช้เวลาเป็นวัน
แต่เพียงไม่ถึงชั่วโมงดี แจ็คก็สามารถปีนถึงยอดได้สำเร็จ ยอดของต้นถั่วสูงเลยก้อนเมฆไปนิดนึงพอดี ที่ยอดของต้นถั่วนั้นไม่มีอะไรเลย ทว่าถัดจากต้นถั่วยักษ์ลิบ ๆ นั้น กลับมีปราสาทมหึมาตั้งอยู่

ด้วยความสงสัยแจ็คจึงกระโดดออกจากต้นถั่วและเข้าไปในปราสาทหลังนั้นโดยทันที

ตั้งแต่ทางเข้าปราสาท เข้ารู้สึกได้เลยว่ามีหลายอย่างที่ผิดปรกติ ประตูทางเข้ามันสูงและใหญ่มาก เครื่องเรือนต่าง ๆ ไม่ว่าโต๊ะ ตู้ เก้าอี้ ต่างก็ใหญ่มหึมาจนคนธรรมดาไม่สามารถนั่งได้
หรือย่างน้อย ๆ ขาของเก้าอี้ก็สูงเท่ากับตัวของแจ็กพอดี

"เธอมาที่นี่ได้ยังไง ?" แจ็คได้ยินเสียงนั้นจึงหันไปที่ต้นทางของเสียง

เสียงนั้นดังมาจากโต๊ะที่อยู่ข้างหน้าของเขา แจ็คปีนขึ้นไปดู ก็พบว่ามีเด็กสาวคนยืนอยู่บนนั้น
"เธอเป็นใคร ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ ?" แจ็คถามด้วยความสงสัย
"ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องถามเธอ ฉันถูกยักษ์นำมาขังไว้ในนี้ ว่าแต่เธอล่ะ เข้ามายังที่นี่ได้อย่างไร ?"
"ผมปีนขึ้นมาจากเมล็ดถั่วยักษ์ที่ชายแก่น่าสงสัยให้มา พอปีนมาถึงยอดก็เห็นปราสาทนี้แล้ว"

"อย่างนั้นเหรอ แย่ล่ะสิ" เด็กสาวเริ่มมีสีหน้าที่ไม่ค่อยสบายใจ "เธอเคยได้ยินไหม เรื่องที่เมื่อหลายปีก่อนมียักษ์ออกอาละวาดในหมู่บ้านบางหมู่บ้าน"
"เคยได้ยินสิ ทำไมเหรอ หรือว่ายักษ์ที่ว่าคือยักษ์ที่จับเธอมาขังไว้อย่างนั้นหรือ ?"
"ใช่แล้วล่ะ" เด็กสาวพยักหน้าตอบรับ "แต่เมื่อหลายปีก่อน บางคนที่ถูกยักษ์จับมา สามารถหนีออกจากกรงขังไปได้ล้วก็ไปทำลายบันไดที่ยักษ์ใช้ปีนขึ้นลงระหว่างที่นี่กับหมู่บ้านไปเสีย เจ้ายักษ์ก็เลยไม่สามารถลงไปยังหมู่บ้านข้างล่างได้อีก ทว่าท้ายสุดพวกเขาก็ถูกเจ้ายักษ์ฆ่ากินหมด เหลือแต่ฉันเพียงคนเดียว"

ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่นั้นเองก็มีเสียงดังตึงตังออกมาจากด้านในของปราสาท เสียงดังที่ออกมานั้นทำให้พื้นประสาทสั่นสะเทือน

"เจ้ายักษ์มันตื่นแล้ว เธอไปหลบก่อน ที่หลังตู้นั่นก็แล้วกัน" ว่าแล้วหญิงสาวกชี้ไปยังที่ตู้ยักษ์อันหนึ่ง ซึ่งบริเวณหลังตู้นั้นมีช่องว่างขนาดมากพอที่จะให้แจ็คหลบได้พอดี แจ็คจึงรีบเข้าไปหลบก่อนที่เจ้ายักษ์จะเดินมาเห็นเขา

ไม่นานหลังจากที่แจ็คไปซ่อนตัวเสร็จ เจ้ายักษ์ก็ปรากฎกายออกมา มันสูงใหญ่กว่าแจ็คมากนัก หากเทียบกัน แจ็กคงสูงไม่พ้นเพียงหัวเข่าของมันเท่านั้น
"ฟอ-หอ-กอ-ดอ เอก-อา-สอ-วอ ข้าว่าข้าได้กลิ่นมนุษย์" เจ้ายักษ์เริ่มทักถึงสิ่งผิดปรกติ
"ไม่ใช่หรอก บางทีอาจจะเป็นกลิ่นของอาหารที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่านก็ได้" เด็กสาวพยายามพูดกลบเกลื่อน
"ฟอ-หอ-กอ-ดอ เอก-อา-สอ-วอ อย่างนั้นหรือ ?" เจ้ายักษ์ไม่ติดใจสงสัยอะไร ก่อนที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วก็รับประทานอาหารอย่างเพลิดเพลิน

หลังจากทานอาหารเสร็จ เจ้ายักษ์ก็สั่งให้เด็กสาวนำถุงใส่สมบัติออกมา หลังจากที่เด็กสาวเอาถุงใส่สมบัติมาให้เจ้ายักษ์แล้ว เจ้ายักษ์ก็พูดกับเด็กสาวว่า
"ฟอ-หอ-กอ-ดอ เอก-อา-สอ-วอ หากมีพ่อมดมายังที่นี่ จงให้สมบัติเหล่านี้ครึ่งนึงแก่เขา"
"พ่อมด ? แล้วจะขึ้นมาที่นี่ได้อย่างไร ในเมื่อบันไดที่มายังที่นี่ได้ถูกทำลายไปเสียแล้ว"
"ฟอ-หอ-กอ-ดอ เอก-อา-สอ-วอ ไม่ต้องเป็นห่วงไป พ่อมดผู้นั้นจะขึ้นมาที่นี่ด้วยถั่ววิเศษ และถั่ววิเศษนั้นแหละที่จะเป็นบันไดอันใหม่ให้กับข้า ไปล่ามนุษย์ข้างล่างมาอีกได้"

ในที่สุดแจ็คก็รู้แล้วว่าชายแก่น่าสงสัยผู้นั้นเป็นใคร และทำไมถึงอยากให้เขากับแม่ของเขาปลูกถั่ววิเศษเสียเหลือเกิน ที่แท้ก็เพื่อให้เจ้ายักษ์ตนนี้สามารถลงไปหมู่บ้านของเขาได้นี่เอง

"งั้นหากเขามาหาข้าจะเอาสมบัติเหล่านี้ให้เขาเอง ท่านนอนก่อนเถอะ" ว่าแล้วเด็กสาวก็นำไวน์มาให้เจ้ายักษ์ดื่มพร้อมกับบรรเลงพิณทองคำให้เจ้ายักษ์ฟัง

หลังจากนั้นเข้ายักษ์ก็หลับไป เด็กสาวก็บอกให้แจ็กออกมาจากที่ซ่อน
"ออกมาได้แล้ว เจ้ายักษ์หลับไปแล้วล่ะ กว่าจะตื่นก็คงจะหัวค่ำ"
"แย่ล่ะสิ เห็นทีต้องรีบไปโค่นต้นถั่วยักษ์นั่นทิ้งเสียแล้ว" แจ็คเริ่มกระวนกระวายใจ
"ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือว่ากว่าจะตื่นก็คงหัวค่ำ ตอนนี้มีเรื่องอื่นที่ควรรีบทำยิ่งกว่า"

พูดเสร็จเด็กสาวก็พาแจ็คไปยังที่ห้องหนึ่ง ที่นั่นเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติมากมายและห่านอีกตัวนึง
"ที่นี่คือที่เจ้ายักษ์เก็บสมบัติที่แย่งชิงมาจากหมู่บ้านด้านล่าง ก่อนที่จะหนีจากที่นี่แล้วโค่นต้นถั่วยักษ์นั่นทิ้ง ควรนำพวกนี้ออกไปด้วย"

เด็กสาวแนะนำซึ่งแจ็คเองก็เห็นด้วย ทั้งสองจึงช่วยกันขนทรัพย์สินออกจากปราสาทเจ้ายักษ์แล้วขนลงไปวางไว้ด้านล่างในบ้านของแจ็ค ซึ่งแม่ของเขาที่เห็นเหตุการณ์ถึงแม้จะช่วยขึ้นไปขนไม่ได้ แต่ก็ช่วยนำของเหล่านั้นไปเก็บไว้ในบ้าน
"ตาแก่นั่นไม่ได้โกหกจริง ๆ ด้วย ถั่ววิเศษออกผลทั้งเงินทั้งทองแถมออกผลเป็นหญิงสาวน่ารักด้วย !"
"ไม่ใช้แล้วจ๊ะแม่" แจ็คพูดปฏิเสธ
"เอ๊ะ เดี๋ยวสิ สมบัติพวกนี้หนักจะตาย มันหนักกว่าขวานเงินและขวานทองคำรวมกันเสียอีก ลูกแบบพวกนี้ลงมาได้ยังไง"
"แฮะ ๆ" แจ็คไม่ตอบ แล้วกลับขึ้นไปขนสมบัติอีกที

แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าแปลก เพราะแจ็คเป็นเด็กผู้ชายแท้ ๆ แต่ฝ่ายเด็กสาวกลับปีนต้นถั่วได้คล่องแคล่วยิ่งกว่าเขาเสียอีก
"ก็เพราะทำงานรับใช้เจ้ายักษ์มาตลอด ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องปีนโต๊ะปีนเก้าอี้เสมอ เรื่องปีนชินซะแล้ว"

และทั้งสองก็ช่วยกันขนทรัพย์สมบัติของเจ้ายักษ์จนถึงเย็น ระหว่างที่กำลังขนสมบัติครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นห่านอยู่นั้น ก็มีเสียงดังมาจากที่เจ้ายักษ์นอน

"แย่แล้วท่านยักษ์ เจ้ามนุษย์พวกนั้นกำลังขนสมบัติของท่านหนีไปหมดแล้ว"
เสียงนั่นไม่ใช่เสียงของใครที่ไหน มันเป็นเสียงของชายแก่ที่พยายามหลอกขายถั่ววิเศษให้กับแจ็กนั่นเอง
แล้วเจ้ายักษ์ก็สะดุ้งตื่น แล้วกวาดตามองไปรอบข้าง ส่วนแจ็คกับเด็กสาวต่างก็รีบวิ่งหนีให้เร็วที่สุด

ทั้งสองรีบปีนลงมายังพื้นด้านล่าง เจ้ายักษ์เองก็รีบปีนลงมาด้วยเช่นกัน ส่วนฝ่ายชายแก่เฝ้ามองอยู่บนเมฆด้านบน เด็กสาวถึงพื้นก่อนจึงรีบเรียกให้แม่ของแจ็คเอาขวานมาให้ แม่ของแจ็คหยิบขวานทองคำมาให้กับเด็กสาว

"ขวานทองคำนี่มันอะไรกัน ทื่อก็ทื่อ ฟันต้นถั่วไม่เข้าเลยสักนิด"

ระหว่างที่บ่นนั่นเอง แจ็คก็ลงมาถึงพื้นแล้วก็หยิบขวานจากมือของเด็กสาวพร้อมกับพยายามฟันมันลงบนต้นถั่วอย่างเต็มแรง แต่มันก็ยังก็ไม่ค่อยเข้าอยู่ดี
เจ้ายักษ์รู้ว่าตอนนี้คงไล่ทันแน่จึงยิ้มกริ่มพร้อมกับจ้องเขม็งมายังที่ทั้งสามเบื้องล่าง

แต่ทันใดนั้นเอง ระหว่างที่ฟัน ตัวขวานกับแสงแดดก็ทำมุมอะซิมุธกันอย่างไม่น่าเชื่อ สะท้อนส่องเข้าตาเจ้ายักษ์พอดี ทำให้เจ้ายักษ์ผงะ คว้าต้นถั่วพลาด ก่อนที่จะร่วงลงมา
แจ็ค แม่ของแจ็ค และเด็กสาวเห็นท่าไม่ดี จึงรีบหนีจากบริเวณนั้น เจ้ายักษ์เองก็ตกลงมาพอดีโดยเอาหัวฟาดลงมาจนคอหัวตาย โดยส่วนมือของเจ้ายักษ์นั้นก็ไปปัดเอาขวานทองคำที่ค้างอยู่กับลำต้นถั่วยักษ์เข้า จนขวานทองคำที่ข้างอยู่นั้นก็งัดเอาต้นถั่วนั้นขาดเป็นสองท่อง

"เฮ้ย ! แล้วข้าจะลงไปยังไง !" นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่ได้ยินจากบนฟากฟ้า




และแล้ววันรุ่งขึ้น หลังจากที่แจ็คได้จัดการกับศพของเจ้าบักษ์แล้ว เขาก็นำทรัพย์สมบัติที่ได้มานั้นมาแบ่งแจกจ่ายกับคนในหมู่บ้าน ยกเว้นแต่ห่านกับพิณทองคำที่แจ็คและเด็กสาวแยกเก็บเอาไว้เป็นของตนเอง ส่วนแม่ของแจ็คก็เล่าถึงวีรกรรมที่เกิดขึ้น
"แม่จ๋า คนที่ซื้อเมล็ดถั่วคือแม่ไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ผมสักหน่อย" แจ็คพูดค้านหลังจากที่ได้ยินวีรกรรมที่แม่ของเขาเล่าให้ผู้อื่นฟัง ซึ่งเรื่องนี้เองก็กลายเป็นนิทานพื้นบ้านเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ในภายหลัง

ส่วนแจ็คและเด็กสาวก็ได้แต่งงานกัน และอยู่กันอย่างมีความสุขกับแม่ของเขาเรื่อยมา



ภาคเสริม :
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ที่หมู่บ้านของแจ็คก็ได้เกิดภัยธรรมชาติขึ้น ละอองฝนสีเหลืองที่มีกลิ่นฉุน ก็ได้ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายเฉพาะบริเวณบ้านของเขา จึงจำเป็นที่ทำให้แจ็ค เด็กสาวและแม่ของเขาต้องย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านอื่น
ซึ่งเขานั้นก็ได้นำห่านที่ขโมยมาจากเจ้ายักษ์ไปด้วย เพื่อที่จะใช้เป็นทุนในการตั้งรกรากยังที่แห่งใหม่ เพราะห่านตัวนั้นออกไข่เป็นทองคำ !

แต่การที่มีห่านตัวนี้เป็นที่อิจฉาของเพื่อนบ้านเป็นอย่างมาก หลายคนพยายามข่มขู่ใส่ร้ายแจ็คและครอบครัวเพราะเรื่องห่านทองคำอยู่เสมอ

ถึงแม้แจ็คจะสามารถมีเงินไข่ทองคำของห่านตัวนั้นแค่ไหน แต่เขาก็ไม่มีความสุขเลย
แจ็คเลยตัดสินใจที่จะปล่อยห่านตัวนั้นกลับสู่ป่า และกุข่าวออกไปว่าเขาได้จัดการฆ่าห่านตัวนั้นทิ้งไปแล้ว
และในที่หมู่บ้านนั้นเองการกระทำของแจ็คก็ได้เป็นที่เล่าขานกันมาในหมู่บ้านแห่งนั้น เพราะความอิจฉาและเกลียดชัง เรื่องราวของแจ็คจึงถูกบิดเบือน จนกลายเป็นว่าแจ็ค แม่ของแจ็ค และเด็กสาวเป็นคนแก่ตายายสองคนแทน

ส่วนแจ็คนั้นหลังจากปล่อยห่านกลับสู่ป่าไม่กี่เดือนก็ทนอยู่ที่นั่นไม่ไหว และย้ายกลับมาอยู่ยังที่ใกล้ ๆ กับหมู่บ้านแห่งเดิม



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..... ว่า..... หาเอาเองก็แล้วกัน



Create Date : 04 เมษายน 2552
Last Update : 5 เมษายน 2552 15:10:55 น.
Counter : 1708 Pageviews.

9 comment
กระต่ายกับเต่า
ในยุคสมัยหนึ่งซึ่งนานมาแล้ว มีเจ้ากระต่ายตัวหนึ่งชอบการแข่งขันอยู่เป็นนิจ ได้ท้าวิ่งแข่งกับเหล่าบรรดาสัตว์ต่าง ๆ เพื่อยึดอาหารและสมบัติของสัตว์ที่พ่ายแพ้มันมาตลอด
หลังจากชนะมาร่วมกว่าร้อยแปดรายการ เจ้ากระต่ายก็ได้มายังของบึงกลางป่าทึบแห่งหนึ่ง ที่นั่นเอง เจ้ากระต่ายก็ได้มาพบกับเจ้าเต่ากำลังคลานต้วมเตี้ยมอยู่ข้างริมตลิ่ง

"ช้าชะมัด ! เดินช้าอย่างนี้ไม่เบื่อแย่หรือไง ?" กระต่ายพูดทักเจ้าเต่า พร้อมเอาเท้ากระทืบเบา ๆ ที่กระดองสองที
"ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม ข้าไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะรีบร้อน ยิ่งช้ายิ่งชีวิตยืนยาว เร็วไปจะตายไวเอานะ" เจ้าเต่าตอบกลับไป

แต่ด้วยคำตอบนี้ทำให้เจ้ากระต่ายไม่พอใจเป็นอันมาก จึงจัดการพลิกเจ้าเต่าให้หงายขึ้นมาในทันที
"อย่ามาพูดให้ข้าโมโห ไม่รู้หรือไงว่าข้าผู้นี้เป็นใคร ด้วยความเร็วของข้า ข้าจัดการพวกชักช้าเช่นเจ้ามานักต่อนักแล้ว"
"งั้นมาวิ่งแข่งวิ่งกันไหม ?" เจ้าเต่าถาม
"อะ ฮ้า ฮ่า!" เจ้ากระต่ายหัวเราะ "ก็ได้ แต่คนที่แพ้ต้องทำตามคนที่ชนะทุกอย่าง"
"ก็ได้ตกลง แต่ข้ามีเงื่อนไขในการแข่งขันสองอย่าง"
"ไหนลองพูดมาสิ ?"
"อันดับแรก ต้องให้คนที่เคยวิ่งแพ้เจ้าเข้ามาร่วมวิ่งแข่งในครั้งนี้ด้วย แต่หากพวกเขาแพ้อย่าให้พวกเขาต้องทำตามผู้ชนะสั่ง ส่วนอีกข้อ เส้นทางการวิ่งแข่งข้าต้องเป็นผู้กำหนดเอง"
"ก็ได้" เจ้ากระต่ายยอมรับเงื่อนไข



หลังจากที่ตกลงกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าเต่าก็ไปหานกแก้ว เพื่อให้ป่าวประกาศการแข่งขันครั้งนี้ขึ้น พร้อมทั้งหาผู้ที่เคยแข่งวิ่งแพ้เจ้ากระต่ายให้กลับมาแก้มืออีกครั้งหนึ่ง
และอีกหลายวันต่อมา การเตรียมการแข่งขันครั้งนี้ก็สมบูรณ์ สัตว์ทุกตัวที่จะเข้ามาร่วมการแข่งขันก็มากันอย่างพร้อมเพรียง ส่วนสัตว์ตัวอื่นที่ไม่ได้เข้าร่วมก็ต่างมาเฝ้ามองการแข่งขันครั้งนี้อย่างหนาตา

เส้นทางการแข่งขันครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่บึงกลางป่าซึ่งเจ้ากระต่ายกับเจ้าเต่ามาพบกันนี่เอง ส่วนเส้นชัย อยู่ที่ยอดเขาลิบ ๆ ห่างจากบึงนั่นเอง

"หวังว่าเจ้าคงจะไม่แก่ตายก่อนที่จะเดินไปถึงหรอกนะ" เจ้ากระต่ายพูดถากถางเจ้าเต่า แต่เจ้าเต้าเองกลับไม่ได้สนใจอะไรในคำพูดเจ้ากระต่ายมากนัก

เจ้านกฮูกที่ได้รับเชิญมาเป็นกรรมการในการแข่งขันครั้งนี้ ก็ประกาศให้ผู้เข้าแข่งขันเตรียมพร้อม ก่อนที่จะส่งสัญญาณให้วิ่ง

ตามที่คาดเดากัน เจ้ากระต่ายเป็นรายแรกที่วิ่งพรวดแซงหน้าทุกตัวไปอย่างรวดเร็ว โดยมีสัตว์ตัวอื่นนำอยู่ห่าง ๆ ส่วนเจ้าเต่ารั้งอยู่ทายสุด เจ้ากระต่ายเห็นดังนี้จึงคิดว่าชัยชนะเป็นของมันแน่
แต่จู่ ๆ เจ้ากระต่ายกลับเจอสิ่งที่ไม่คาดหมาย

ต้นไม้ขนาดยักษ์ ล้มขวางทางอยู่ จะให้อ้อมก็ทำได้ยาก เพราะข้างทางนั้นต่างมีพืชขึ้นรกขวางทางไปหมด เจ้ากระต่ายจึงจำเป็นต้องพยายามปีนต้นไม้นี้ขึ้นไปให้ได้
แต่พยายามอยู่นาน เจ้ากระต่ายก็ปีนไม่ขึ้นสักที จนกระทั่งสัตว์ตัวอื่นต่างตามเจ้ากระต่ายทันกันหมด
"อะไรกัน โดนตามทันแล้วเรอะ !?" เจ้ากระต่ายบ่นระหว่างที่กำลังพยายามปีนข้ามต้นไม้นั้นอยู่

แต่สัตว์ตัวอื่นก็ไม่ต่างกันมาก เพราะต่างก็ปีนข้ามกันไม่ค่อยได้เช่นกัน ยกเว้นแต่เจ้านกกระจิบกับเจ้ากระรอกที่สามารถปีนข้ามไปอย่างง่ายดาย
"ไปก่อนนะ" นกกระจิบกับกระรอกพูดทิ้งท้าย ซึ่งสร้างความเดือดดาลให้กับเจ้ากระต่ายเป็นอันมาก แต่กว่ามันจะข้ามพ้น ก็ผ่านไปอีกหลายนาที

พอพ้นอุปสรรคอันแรก อุปสรรคต่อมาที่เจ้ากระต่ายเจอ ก็คือเหวขนาดใหญ่ ตอนนี้เจ้ากระต่ายวิ่งแซงเจ้ากระรอกทันแล้ว แต่ยังตามเจ้านกกระจิบไม่ทัน เพราะมันสามารถบินข้ามเหวไปได้โดยง่าย
แต่เจ้ากระต่ายก็ต้องวิ่งอ้อมไปไกลเพื่อที่จะข้ามหุบเหวอันนี้
กว่าจะผ่านได้ก็เหนื่อยหอบ แต่สิ่งต่อมาที่เจ้ากระต่ายเจอ ก็คือปากถ้ำยักษ์แห่งหนึ่ง ข้างในนั้นไม่มีแสงแดดส่องถึงเลยทำให้มืดมิดเป็นอันมาก
เจ้ากระต่ายจึงจำเป็นต้องคลำทางไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเจ้านกกระจิบ ที่มันเองก็ตาบอดกลางคืนมองในที่มืดไม่เห็น

ระหว่างที่งมทางกันอยู่นั้นเอง สัตว์ตัวอื่นก็วิ่งตามมากันทันคราวนี้เจ้าตุ่นกับวิ่งฉิวนำหน้าสัตว์ทุกตัวไปอย่างง่ายดาย

"วะฮ่าฮ่า ถ้าเป็นที่มืดข้าก็วิ่งได้ไม่แพ้ใครหรอก" เจ้าตุ่นวิ่งฉิวนำหน้าเจ้ากระต่ายไปในทันที เพราะแต่เดิมเจ้าตุ่นเองก็อยู่แต่ในโพรงในถ้ำตลอด มันจึงถนัดที่จะวิ่งในที่มืดแบบนี้

ซึ่งเจ้ากระต่ายกว่าจะผ่านมาได้ มันก็มีบาดแผลเต็มตัว เพราะวิ่งชนทั้งผนังและก้อนหินใน ถ้ำจนน่วมไปเสียทั้งตัว
และต่อมาอุปสรรคสุดท้ายก็เป็นลำธารกว้างแห่งหนึ่ง เจ้าตุ่นที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็ได้แต่นั่งจ้องอยู่ริมตลิ่ง

เจ้ากระต่ายเองก็เช่นกัน มันว่ายน้ำไม่เป็น จังพยายามหาทางอื่นเพื่อที่จะข้าม ช่วงที่หาทางข้ามอยู่นั้นเจ้าเป็ดก็โผล่มาพอดี

"การวิ่งครั้งนี้ถูกใจข้าเสียจริง ไม่ว่าจะเดินบนดิน จะบินบนฟ้า จะว่ายน้ำในบึง ข้าก็ทำได้หมด" เจ้าเป็ดพูดอย่างอารมณ์ดี แต่คำพูดนี้ไม่ได้ทำให้เจ้ากระต่ายอารมณ์ดีตามไปด้วยเลยสักนิดเดียว

"นี่แหละ เขาถึงบอกว่าเก่งแบบเป็ด ทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่ดีสักอย่าง"

หลังจากพูดทับถมเสร็จ เจ้ากระต่ายก็พยายามข้ามลำธารโดยกระโดดไปตามก้อนหินที่อยู่ในลำธารไปเรื่อย ๆ ซึ่งกว่าจะผ่านได้ ก็ทำให้เจ้ากระต่ายหอบแฮ่กเลยทีเดียว
แต่จากตรงนี้ถึงเส้นชัย ก็มีเพียงแค่ทางตรงเส้นเดียว ที่นำหน้าอยู่ก็มีเพียงเจ้าเป็ดเท่านั้น การแข่งครั้งนี้ หากเจ้ากระต่ายไม่อู้นอนหลับ ยังไงมันก็คงชนะแน่ ๆ

"ฮ่า ๆ ๆ คราวนี้ข้าก็ชนะอีกแน่ เจ้าเต่า !" เจ้ากระต่ายกัดฟันด้วยความแค้น "ข้าจะล้างแค้นแกที่หลอกให้ข้ามาวิ่งบ้า ๆ แบบนี้ให้สาสมเลย !"
"เรียกข้ารึ ?" เจ้ากระต่ายตกใจ เพราะจู่ ๆ เจ้าเต่าก็มาอยู่ด้านหลังของเจ้ากระต่ายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"คงจะรู้แล้วสินะ ว่าที่เจ้าวิ่งเร็วก็วิ่งเร็วแค่ทางธรรมดาบนดินเท่านั้น หากไปวิ่งบนฟ้า วิ่งในถ้ำ วิ่งกลางผิวน้ำ เจ้าก็แพ้ตัวอื่นอยู่ดี"
"ข้าไม่สน เพราะยังไงคราวนี้ข้าก็จะชนะอยู่แล้ว ยังไงอย่าลืมสัญญาเสียล่ะ !"
"เจ้าเองก็อย่าลืมสัญญาเช่นกัน หากข้าชนะเจ้าจะต้องทำตามคำพูดข้าทุกอย่างด้วยนะ" ได้ยินเจ้าเต่าเช่นนี้เจ้ากระต่ายก็หัวเราะ
"คิดว่าเจ้าจะชนะข้าได้รึ ?"
"ได้สิ"
"หา ?" แล้วเจ้ากระต่ายก็ต้องตกใจ เพราะพอเจ้าเต่าพูดเสร็จ เจ้าเต่าก็ถอดกระดองของมันออกมาในทันที
"มันถอดได้ด้วย !?" เจ้ากระต่ายแทบไม่เชื่อสิ่งที่มันเห็น
"ฟู่ว ! ไม่ได้ถอดกระดองนี้มากี่ปีแล้วนะ"
พูดเสร็จ เจ้าเต่าก็เหวี่ยงกระดองออกไปข้างทาง กระดองของเจ้าเต่านั้นพอกระทบกับก้อนหินใหญ่ ก้อนหินนั้นก็แหลกไม่มีชิ้นดี แถมผืนดินที่ก้อนหินนั้นอยู่ก็ยุบตัวลงไป โดยมีกระดองของเจ้าเต่านอนนิ่งอยู่ตรงกลาง

"มันหนักเท่าไหร่กันแน่ !" เจ้ากระต่ายที่ตะลึงกับกระดองของเจ้าเต่านั้นก็หันกลับไปมองยังตัวเจ้าเต่า ซึ่งก็ตะลึงกว่าเดิม
เพราะตอนที่มองจากภายนอกนั้น เจ้าเต่าก็เหมือนกับสัตว์แก่ ๆ ที่มีหนังเหี่ยวย่นธรรมดา แต่ภายใต้บริเวณที่เคยมีกระดองบดบังนั้นกลับไปเต็มกล้ามเนื้อทั้งสิ้น

"เตรียมตัว ฮ่าห์ !" เสร็จแล้วเจ้าเต่าก็พุ่งพรวดออกไปทันที

"ระ.... เร็ว !?" เจ้ากระต่ายมองไม่ทันด้วยซ้ำ แป๊บเดียวเจ้าเต่าก็ถึงยังเส้นชัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



สุดท้ายเจ้ากระต่ายก็ยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมทั้งยอมรับฟังคำสั่งของเจ้าเต่าทั้งหมด
เมื่อเห็นดังนั้น เจ้าเต่าจึงออกคำสั่งกับเจ้ากระต่ายด้วยกันทั้งหมดสามข้อ โดยมีสัตว์ตัวอื่นฟังอยู่ด้วย

"ข้อแรกเจ้าต้องคืนอาหารและสมบัติให้กับเจ้าของเดิมทั้งหมด ข้อสองห้ามเจ้าท้าประลองเช่นนี้อีก ข้าสามอย่ามาโผล่ให้ข้าเห็นหน้าอีกเด็ดขาด !"

เจ้ากระต่ายยอมทำตามทั้งสามข้อของเจ้าเต่า แต่ปัญหามีอยู่คือที่ข้อแรก
"อาหารข้ากินไปหมดแล้ว จะให้ข้าทำยังไง ?"
"งั้นก็สละตัวเจ้าเป็นอาหารแทน"
"ข้าคงทำอย่างนั้นไม่ได้" เจ้ากระต่ายพูดค้าน
"ต้องทำได้สิ  เจ้าก็ใช้ความเร็วที่เจ้าภูมิใจนักหนาหนีรอดเอาให้ได้ดูก็แล้วกัน"

เรื่องนี้ที่จริงแล้วเจ้าเต่าแค่พูดติดตลกเท่านั้น ใจจริงของเจ้าเต่ามันไม่ได้ต้องการจะให้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย
แต่ดูเหมือนสัตว์อื่นหลายตัวจะไม่คิดเช่นนั้นด้วย พวกมันต่างจับจ้องไปยังเจ้ากระต่ายด้วยสายตาที่หิวกระหาย

โดยนับตั้งแต่นั้นมา เจ้ากระต่ายและสัตว์อื่นต่างยึดถือสัญญานี้มาตลอด สัตว์หลายตัวที่เคยวิ่งแพ้เจ้ากระต่าย บัดนี้ก็ยังพยายามเอาคืนอาหารที่ไม่ได้กลับมาด้วยการล่าเจ้ากระต่ายกิน
และเจ้ากระต่ายเองก็ไม่เคยท้าวิ่งแข่งกับใครอีก รวมทั้งไม่ไปให้เจ้าเต่าเห็นหน้าอีกเลยสักครั้ง



เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เสือซ่อนเล็บ เต่าซ่อนกล้าม อย่าดูถูกผู้อื่น เพียงเพราะผู้อื่นทำอะไรไม่เก่งเท่าเรา บางครั้งเขาอาจจะ"เทพ"กว่าเรา แต่ไม่อยากอวดความสามารถก็ได้



Create Date : 02 เมษายน 2552
Last Update : 2 เมษายน 2552 21:43:23 น.
Counter : 226 Pageviews.

2 comment
1  2  

ซ่อนนาม
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]