[การเงิน] ระบบเศรษฐกิจ แบบชาวบ้านเข้าใจได้ 2
เน้นกันอีกที ว่าเป็นเรื่องที่เรียนมานาน และฟัง"เขา"มาอีกที
ดังนั้นมีส่วนที่ผิดพลาดก็ขออภัยด้วย

สำหรับครั้งนี้ขอเล่าถึงวิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล
โดยจากที่ครั้งที่แล้วได้บอกไปว่า ปัญหาเศรษฐกิจเกิดจาก เงินหายไปจากระบบ หรือเงินค้างอยู่ในส่วนใด
ส่วนหนึ่งของระบบ เช่นใน ทางภาครัฐ-ธนาคาร-ผู้ประกอบการ-ภาคประชาชน มากไป
ทำให้ไม่มีการจับจ่ายใช้สอย หรือไม่มีเงินมากพอที่จะให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายสำหรับคนที่อยู่ในระบบได้

ซึ่งทางออกของรัฐบาลที่สามารถทำได้คือ การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ทำโครงการระดับใหญ่ต่าง ๆ
และการลดดอกเบี้ยเงินฝาก กับลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืม

การกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ นั่นคือการเอาเงินจากนอกระบบเข้ามาในระบบ ทำให้เงินในระบบมีมากขึ้น
(เงินนอกระบบ ที่หมายถึงเงินกู้จากแหล่งกู้เงินเถื่อน มันนละความหมายกันนะ)

การทำโครงการระดับใหญ่ ๆเช่นเมกะโปรเจ็กต์ กิ๊กกะโปรเจ็กต์ หรือการสร้างสนามบิน ถนน
รถไฟฟ้า เป็นการสร้างงานขึ้น ทำให้เกิดการจ้างงานอีกครั้ง เพราะการจ้างงานจากภาครัฐบาล หมายถึง
การจ้างงานที่ส่งผลต่อคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในระบบ ไม่ว่าจะผู้ประกอบการ ก็ถูกว่าจ้าง แล้วผู้ประกอบการเอง
ก็ว่าจ้างประชาชนทั่วไปให้มาทำงาน ทำให้เงินเกิดการหมุนเวียนขึ้นอีกครั้ง

นอกจากนี้ การทำโครงการเช่นการตัดถนนใหม่ ยังส่งผลอีกทางนึงก็คือ ค่าที่ดินที่ถนนตัดผ่านนั้นจะมีราคา
สูงขึ้น ทำให้เหล่านักเก้งกำไรทั้งหลาย ที่คิดว่าการรีบซื้อที่ดินตรงที่ถนนตัดผ่านนั้นคุ้ม จึงรีบเอาเงินมาใช้
ถือว่าเป็นการทำให้เงินหมุนเวียนอีกทางหนึ่ง

การลดดอกเบี้ยเงินฝาก หลายคนอาจจะสงสัย ซึ่งโดยส่วนตัวเองตอนเด็ก ๆ ก็สงสัยด้วย ว่ามันจะลด
ไปทำไม ลดแล้วไม่เป็นการซ้ำเติมกันหรือ ? เพราะเงินทองยิ่งหายาก ยิ่งลดดอกเบี้ยไปอีกยิ่งหายากกว่าเดิม
แต่นั่นเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว เพราะนักลงทุนเองก้คิอเหมือนคุณ การฝากเงินของเขาจะทำเมื่อเขาพบ
ว่าการลงทุนอื่น ๆ จะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าการฝากเงิน เขาจะเลิกลงทุนในทันที และหันมาฝากแบงค์แทน
เพราะคติพจน์ของนักลงทุนคือ ลงทุนในสิ่งที่ได้กำไรมากที่สุด หากการลงทุนอื่นได้เงินน้อยกว่า
การฝากแบงค์ เขาจะลงทุนไปทำไม สู้ฝากแบงค์แล้วนอนอยู่เฉย ๆ ไม่ดีกว่าหรือ ?

สำหรับนักลงทุน การฝากเงินเอาดอกเบี้ยก็ถือว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ทว่าในมุมมองของ
รัฐบาลถือว่าการลงทุนนี้ เป็นการลงทุนที่ไม่สมควรทำที่สุด เพราะเป็นการเก็บเงินไว้เฉย ๆ ทำให้เงินค้างใน
ส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบมากเกินไป เงินไม่หมุนเวียน และเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้น

ดังนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นการตัดทางเลือกในการลงทุนด้วยการฝากแบงค์ของนักลงทุน แล้วไป
ลงทุนด้านอื่นที่ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบแทน เพราะคติพจน์ทีว่า ลงทุนในสิ่งที่ได้กำไรมากที่สุด
จึงทำให้นักลงทุนไปใช้ลงทุนด้านอื่นอย่างแน่นอน

การลดดอกเบี้ยเงินกู้ เช่นเดียวกับการลดดอกเบี้ยเงินฝาก เนื่องจากดอกเบี้ยเงินกู้นั้น จะเป็นส่วน
หนึ่งที่จะถูกนำมาคิดว่าการลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ หากไม่คุ้มค่า นักลงทุนจะเลือกฝากแบงค์แทน ดังนั้นการ
ลดดอกเบี้ยเงินกู้จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถกระตุ้นให้นักลงทุนเอาเงินมาใช้ได้


โดยทั้งสี่ข้อนี้ แม้ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็เป็นวิธีแก้ปัญหาหลัก ๆ ของรัฐบาล ซึ่งที่จริงยังมีวิธีอื่นอีก เช่นการนำ
อสังหาริมทรัพย์(ทรัพย์ติดที่ดิน) หรือสังหาริมทรัพย์(ทรัพย์ไม่ติดที่ดิน) ราคาแพง ๆ ที่ถูกยึดมาประมูลขาย
ราคาถูก ๆ หรือช่วยอุ้มหนี้ของสถาบันการเงิน หรืออะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างจะละเอียด
เข้าใจยากเล็กน้อย (และผู้เขียนยังไม่มีข้อมูล) มากพอ จึงขอข้ามไป

ส่วนสำหรับครั้งหน้าคือวิธีการป้องกันปัญหาเศรษฐกิจ ติดตามอ่านกันได้



Create Date : 30 เมษายน 2552
Last Update : 2 พฤษภาคม 2552 8:27:40 น.
Counter : 250 Pageviews.

2 comments
  
นับว่าสถานะฉุกเฉินพอสมควรแล้วใช่ไหม

ที่อัดสองพันบาทต่อคน ลงในระบบ กระตุ้นการใช้จ่าย

ได้ยินมาว่าบางประเทศในยุโรป ก็ใช้วิธีประมาณนี้

แต่ไม่ทันการณ์ คว่ำเลย มีเศรษฐียิงตัวตายด้วย

แล้วของเรา ทันหรือไม่ทันก็ไม่รู้

แล้วต้องทำอย่างไรต่อไป

โดย: บุหงาส่าหรี IP: 58.8.237.122 วันที่: 6 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:12:49 น.
  
แล้วทำไม ต้องยืมเค้ามาอ่าค่ะ ในเมื่อธนาคารกลางสามารถสร้างเงินได้? เห็นเค้าบอกว่า เพราะเราไม่มีเงินต่างชาติเพียงพอ จีงต้องยืม เงินเค้า เพื่อซื้อเทคโนโลยีใหม่จากเค้า..

สงสัยอีกข้อค่ะ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนด ของการสร้างเงิน ในระบบเศรษฐกิจค่ะ(จะสร้างเงินจำนวนเท่าไหร่ สร้างเมื่อไหร)
ขอบคุณค่ะ
โดย: messine IP: 93.12.236.34 วันที่: 9 ตุลาคม 2552 เวลา:5:28:12 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ซ่อนนาม
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]