creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

วันนี้วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชาที่เราและเด็ก ๆ ท่องจำกันมาคือวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งบังเอิญเป็นวันเดียวกัน อันที่จริง เหตุการณ์แรกยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า (แต่ก็ใช่ว่าพุทธทุกนิกายก็มีมติว่าทั้ง 3 เหตุการณ์นี้เกิดในวันเดียวกันนะ) และเหตุการณ์ที่ 2 ไม่ได้เป็นเหตุการณ์เชิงชีววิทยา ในฐานะชาวพุทธที่ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่เข้าวัด วันนี้เรามาแสร้งทำเป็นสนใจวันวิสาขบูชาในแง่มุมของเหตุการณ์ที่ 1 กับเหตุการณ์ที่ 3 เพื่อเป็นพุทธบูชา

คำถามคือ โอกาสที่คนเราจะตายตรงกับวันเกิดมีมากน้อยแค่ไหน (ถ้าเราไม่ assume ความรู้ a priori อะไรเลยและ assume โอกาสตายกระจายแบบ uniform คำตอบทื่อ ๆ และตื้นเขินก็จะประมาณ 1/365)

เกือบสามปีที่แล้วมีเปเปอร์หนึ่งตีพิมพ์ใน Journal of the American College of Epidemiology โดย Vladeta Ajdacic-Gross และคณะ ในชื่อ Death has a preference for birthdays—an analysis of death time series ซึ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างวันเกิดกับวันตาย โดยสำรวจประชากรในช่วงปี 1969 ถึง 2008 ประมาณ 2.5 ล้านคน พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว โอกาสที่คนเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจตายในวันเกิดจะมีมากกว่าวันอื่น ๆ ประมาณ 20% (กรณี stroke ตัวเลขจะสูงกว่านี้นิดหน่อย) และยังพบความเสี่ยงที่จะตายด้วยมะเร็งในวันเกิดมากกว่าวันอื่น ๆ อีกนิดหน่อย

ผู้ชายมีโอกาสฆ่าตัวตายในวันเกิดประมาณ 34.9% (แน่นอน ว่างานวิจัยวิทยาศาสตร์สไตล์สถิติแบบนี้จะไม่ฟันธงเรื่องสาเหตุ หรือแม้แต่ความเป็นเหตุและปัจจัยของวันเกิดกับการฆ่าตัวตาย แต่ก็มีทฤษฎีที่เดาว่าทำไมเป็นอย่างนั้น เช่น วันเกิดเป็นตัวทริกให้รู้สึกว่าแก่ขึ้นอีกปีแล้วนะสำหรับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต) และการตายในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีที่ตรงกับวันเกิด เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป ไม่ใช่เรื่อแปลกประหลาดแต่อย่างใด

ตัวเลขโดยสรุปคือ โอกาสตายวันเกิดโดยเฉลี่ย 13.8% (มากกว่า 0.274% กรณี uniform distribution กับถือว่าเป็น random event)




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2558    
Last Update : 1 มิถุนายน 2558 13:43:52 น.
Counter : 329 Pageviews.  

ศาสนาคืออะไร คำตอบของเด็กรุ่นใหม่ที่คุณต้องอึ้ง!

เห็นบนหน้า feed เลยอยากออกความเห็นบ้าง (ภาพจากเว็บ ดูข่าว)



เป็นผมผมให้คะแนนน้อยนะ ข้อแรก คำถามเขาถามนิยามของศาสนา แต่คำตอบตอบลักษณะที่ไม่ได้เจาะจงหรือแสดงเอกลักษณ์ของศาสนา เปรียบเทียบ ถามว่ามนุษย์คืออะไร ตอบว่ามนุษย์ก็แค่สิ่งมีชีวิตเท่านั้นเอง ถึงแม้มนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิต แต่คำตอบนี้ก็ไม่ได้นิยามมนุษย์ (เพราะถ้าคำตอบดังกล่าวนิยามมนุษย์ แมวก็เป็นมนุษย์ด้วย) เต็ม 5 ผมให้ 1

ข้อสอง คำถามเขาถามประโยชน์ แต่คำตอบเอาสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์มาตอบ ถึงแม้สิ่งนั้นจะเป็นผลสืบเนื่องจากศาสนาก็ตาม ถ้าคิดว่าไม่มีประโยชน์ ก็ควรตอบว่า ไม่มีประโยชน์ เต็ม 15 ผมให้ 0, แต่ถ้าตอบว่าไม่มี ผมก็ไม่รู้จะหักคะแนนตรงไหน โจทย์ที่ดีควรขอให้นักเรียนอธิบายเหตุผลสนับสนุนคำตอบของตัวเอง, และถ้าเป็นกรณีที่ครูคาดหวังคำตอบว่ามีประโยชน์ ก็ควรระบุชัดลงไปว่า ประโยชน์ของศาสนาที่พูดถึงในหนังสือ xxx เป็นต้น มีอะไรบ้าง (คำถามไม่ควรจบด้วยคำว่า คือ, เพราะมันอาจตีความว่ากำลังถามนิยามของคำว่า "ประโยชน์ของศาสนา")

ข้อสาม ถ้าตอบว่า ไม่มี ก็จบแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้จะหักคะแนนด้วยเหตุผลอะไร ถ้าตอบแค่นี้ ผมให้ 20 แต่พอเขียนเพิ่มอีก 4 บรรทัด ก็มีจุดให้หักคะแนน เพราะตรรกะที่ใช้ใน 4 บรรทัดชวนให้ตั้งข้อสงสัยต่อคำตอบที่ว่า "ไม่มี" ว่าเป็นคำตอบที่น่าตั้งข้อสงสัย กล่าวคือ ไม่มีเพราะว่าในบรรดาหลักธรรมทั้งหมด ไม่มีข้อไหนสามารถใช้ยึดเหนี่ยวได้เลย หรือเพราะว่า ไม่รู้ว่าหลักธรรมทั้งหมดมีอะไรบ้าง แต่เท่าที่รู้นั้น ไม่มีอะไรใช้ยึดเหนี่ยวได้เลย หรือเพราะว่า การที่เชื่อว่าไม่มีหลักธรรมข้อไหนใช้ยึดเหนี่ยวได้เลยนั้น เกิดจากความเข้าใจผิดหรือความไม่รู้ เมื่อมองจาก 4 บรรทัดเพิ่มเติม "ไม่มี" จึงมีโอกาสมีพื้นที่ซ้อนทับอยู่กับ "ไม่รู้" ซึ่งไม่รู้นี่เป็นตัวที่ใช้ตัดคะแนนได้ บรรทัดแรกเปรียบเทียบฆ่ากับกิน ถึงแม้จะเขียนมาสั้นนิดเดียว แต่เราพอเดาน้ำเสียงและตรรกะได้ว่า ห้ามฆ่าแต่ไม่ห้ามกินมันตลก ทั้ง ๆ ที่ยังมีประเด็นว่า การไม่ได้ห้ามกินไม่เท่ากับการเชียร์ให้กิน บรรทัดที่สอง เอาห้ามประพฤติผิดในกามมาเปรียบเทียบกับห้ามมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน, บรรทัดที่สาม แสดงว่าไม่เคยอ่านอรรถกถา เพราะมันแจกแจงเอาไว้แล้วว่าอันไหนบ้างที่นับเป็นมุสา (องค์ของมุสา อตถํ วตฺถุ, วิสํวาทนจิตฺตํ เป็นต้น) บรรทัดนี้สะท้อนว่าอ่านมาน้อย ศึกษามาน้อยก่อนเข้าห้องสอบ บรรทัดที่สี่ อยู่บนตรรกะว่าสิ่งที่สร้างมาแล้วก็ไม่ควรห้าม ถ้าข้ออ้างนี้ valid เราเอาปืนที่สร้างขึ้นมาแล้วมายิงกันดีมั้ยครับ ตรรกะไม่ผ่าน เมื่อเปิดให้ตั้งข้อสงสัยผ่านพื้นที่ร่วมระหว่าง "ไม่มี" กับ "ไม่รู้" เช่นนี้ ผมให้ 10 เต็ม 20

รวม 11/40

ข้อโต้แย้งเพิ่มเติม ดู Jan 28, 2015




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2558 12:33:25 น.
Counter : 250 Pageviews.  

วิจารณ์กะเทยภาวะสุญญากาศทางพระธรรมวินัย

[คำเตือน เนื้อหามีอคติส่วนตัวของศล]

เห็นบทความของพระชาย วรธัมโม ผ่านตาหลายชิ้นล่ะ

impression ของเราคือ คนเขียนพยายามทำให้ดูเหมือนงานวิชาการ ใช้ภาษากึ่ง ๆ วิชาการ กึ่ง ๆ วัยรุ่นดูจะทันสมัย แต่มักจะมั่ว และที่สำคัญ ตรรกะป่วยนะเราว่า ล่าสุดเห็นบทความชื่อ กะเทยภาวะสุญญากาศทางพระธรรมวินัย บทนี้ นอกจากตรรกะจะไม่ผ่านแล้วเนื้อหายังเพี้ยนด้วย ต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง

1. คนเขียนเขียนว่า 'คำอธิบายบัณเฑาะก์ 5 ประเภทที่ปรากฎอยู่ในพระวินัยปิฏก มหาวรรค ภาค 1 เล่ม 4 จึงไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับกะเทย' (อันที่จริง วิธีอ้างหนังสือแบบนี้กำกวมนะ เพราะคนที่ไม่รู้อาจจะคิดว่า มหาวรรค ภาค 1 มีหลายเล่ม และเล่มที่พูดถึงคือเล่ม 4 แต่ถ้าจะเขียนไม่ให้กำกวม ควรเขียนว่า พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1, โอเค ช่างมัน) รู้มั้ยครับว่าเพี้ยนตรงไหน ในมหาวรรคมีเนื้อความตอนที่ห้ามบัณเฑาะก์บวชอยู่จริง คือข้อ 125 ความว่า มีพระกลุ่มหนึ่งได้ยินคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้านินทาพระที่เป็นบัณเฑาะก์ว่าไม่สำรวม ก็เอาไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า ต่อไปนะ อนุปสัมบันที่เป็นบัณเฑาะก์ไม่ต้องบวชให้ ส่วนที่บวชแล้วก็ให้สึก ทีนี้เรื่องบัณเฑาะก์ 5 ประเภทนั้นไม่ได้มีอยู่ในมหาวรรคหรอกครับ แต่ถูกอรรถกถาจารย์ขยายความอีกที อรรถกถาปัณฑกวัตถุ โดยตีความคำว่า ปณฺฑโก ภิกฺขเว ว่าหมายถึงบัณเฑาะก์ 5 ประเภท

2. มาดูเรื่องตรรกะบ้าง คนเขียนเขียนว่า 'หากบัณเฑาะก์อยากบวชก็ควรจะได้บวช เพราะการบวชเป็นการฝึกฝนปฏิบัติทางจิต ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับการมีจู๋หรือไม่มีจู๋' เราอ่านแล้วไม่เข้าใจว่าข้อความหลังคำว่า 'เพราะ' จะเอาไปใช้อธิบายข้อความก่อนหน้าได้ยังไง ถ้าเราจะอ้างตามข้อ 125 ในมหาวรรค สาเหตุที่พระพุทธเจ้าห้ามไม่ใช่เพราะมันมีหรือไม่จู๋อยู่แล้วนี่ แต่ห้ามเพราะมันมีเคสที่พอคุณเธอเงี่ยนขึ้นมาก็เข้าไปหาสามเณรเป็นต้นแล้วพูดว่า "มาเถิดท่านทั้งร้าย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า" คือเธอไม่สำรวมจนถูกชาวบ้านนินทาต่างหาก

อีกแห่งเขียนว่า 'คำว่าบัณเฑาะก์มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีว่า "ปฺณฑก" หรือ "ปัณฑะกะ" บัณเฑาะก์จึงไม่ใช่กะเทย' อันนี้ลอจิกอะไรของมัน การที่คำมีรากศัพท์มาจากอะไรเป็นเหตุผลพอเพียงที่ไหนกันที่จะทำให้เกิดข้อสรุปแบบนั้นได้ พอลองเปิดพจนานุกรม www.palidict.com กดดูพจนานุกรมธาตุ แล้วเสิร์ชธาตุ ปฑิ ตัวอย่าง ปณฺฑโก ก็แปลว่ากะเทยนี่นา, เอาล่ะ เราไม่รู้ภาษาบาลี และไม่อยากแสร้งทำเป็นรู้ เราจะไม่วิจารณ์ความหมายของคำ ในข้อนี้เราแค่วิจารณ์ตรรกะของมัน

3. ในแง่น้ำเสียงบ้าง ผู้เขียนยกตัวอย่างหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ของพระพรหมคุณาภรณ์ว่าพยายามตีความบัณเฑาะก์ให้เป็นกะเทย แต่ถ้าเราดูบริบทในมหาวรรคข้อ 125 "บัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ เธอเข้าไปหาภิกษุหนุ่ม ๆ แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า จงประทุษร้ายข้าพเจ้า" เห็นว่าบัณเฑาะก์ที่เป็นตัวต้นกระทู้เป็นผู้ชาย เนื้อความในพระไตรปิฎกตอนนี้กำลังพูดถึงกะเทยกำลังเงี่ยน เราจึงมีความเห็นว่าพจนานุกรมของท่านเจ้าคุณไม่ต้องใช้ความพยายามตีความอะไรเลย มันทิ่มตาขนาดนั้น, คุณลองอ่านบทความแล้วตีความของน้ำเสียงเอาเอง

4. โครงสร้างหลักของข้อโต้แย้งของบทความคือ บัณเฑาะก์บวชไม่ได้ และกะเทยไม่ใช่บัณเฑาะก์จึงเป็นภาวะสุญญากาศทางพระธรรมวินัย (เป็นแค่คำเก๋ ๆ เรียกศรัทธา แต่เชื่อว่ามีคนอ่านบ้าจี้ตาม) ฉะนั้นกะเทยที่อยากบวชก็บวชได้ และเขียนประโยคทิ้งท้ายว่า 'ดังนั้น หากกะเทยอยากบวชก็ควรแอ๊พแมนเข้าไว้'

โอเค มี 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือไม่ครบ เพราะอรรถกถากุรุนทีบอกว่าบัณเฑาะก์ทั้ง 5 ประเภทนั้นมีอยู่ 2 ประเภทที่ไม่ห้ามบวช (ผมเคยเขียนขำ ๆ ลงบล็อกเรื่อง เรื่องน่าเศร้าของบัณเฑาะก์ผู้เงี่ยนตามเฟสของดวงจันทร์ สนใจลองคลิกดูนะฮะ) ประเด็นที่สองเป็นเรื่องของตรรกะของข้อความทิ้งท้าย ในเมื่อโครงสร้างข้อโต้แย้งของคนเขียนคือ กะเทยไม่ใช่บัณเฑาะก์และเป็นภาวะสุญญากาศ แล้วจะแอ๊พทำไมอะครับ มั่นใจในข้อโต้แย้งของตนแล้วเขียนเชียร์ให้แต่งสาวเข้าไปขอบวชเลยสิ แล้วย้ำตรรกะที่เคยอ้างในข้อ 2 "เพราะการบวชเป็นการฝึกฝนปฏิบัติทางจิต ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับการแต่งสาวหรือไม่แต่งสาว" ถ้าเขียนแบบนี้ ตรรกะของบทความจะมีเอกภาพ




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2557    
Last Update : 15 ธันวาคม 2557 8:35:23 น.
Counter : 455 Pageviews.  

ว่าด้วยเรื่องการกด Like กับ บุญ

วันนี้เห็นสเตตัสเรื่อง กด Like กับ บุญ 2 หน จากเพื่อน ๆ นี่แหละ รู้สึกฉงนปนน่าสนใจ ว่าเวลานึกถึงบุญนี่คนส่วนใหญ่นึกถึงอะไร ผมขอตีกรอบจำกัดลงพูดถึงแค่คำว่าบุญในมติของพุทธเถรวาทนะครับ

   vs



เบสิกที่สุด สำหรับการตอบว่า ทำบุญยังไงได้บ้าง เราต้องมองที่ที่ตั้งของการทำบุญ เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ตามคัมภีร์มีจำแนกเป็น 3 บ้าง จำแนกเป็น 10 บ้าง จำแนกเป็น 3 คือ ทาน ศีล ภาวนา จำแนกเป็น 10 ก็เพิ่มอีก 6 อย่าง แต่ตัวที่เพิ่มเข้ามานั้นก็สามารถจัดลงได้ใน ทาน ศีล ภาวนา ได้ และบางอย่างจัดลงได้มากกว่า 1 อย่าง สาเหตุที่จัดลงได้มากกว่า 1 อย่างเพราะมันเป็นเซ็ตที่ใหญ่กว่าแค่นั้นเอง

ดูตัวอย่างกิริยาวัตถุ คือ ภาวนา คือ การเจริญปัญญา สมมตินาย ก เจริญภาวนาด้วยอานาปานสติ สิ่งที่คนอื่นมองเห็นนาย ก กระทำคือ นั่งนิ่ง ๆ หลับตา หรือนอนหลับตา เป็นต้น พอคนอื่นคนนั้นถามนาย ก ว่า "เธอทำอะไร" นาย ก ตอบ "ฉันทำบุญ ฉันภาวนา" คนอื่นก็เอาไปโพสต์ลงเฟสบุ๊กว่า "ถ้านั่งนิ่ง ๆ หลับตาหรือนอนหลับตาแล้วได้บุญ เด็กทารกหรือหมาแก่ ๆ ที่บ้านของฉันได้บุญมหาศาลแล้ว" และอาจถึงขั้น "ต่อไปนี้ฉันจะนั่งนิ่ง ๆ หลับตาเอาบุญบ้างดีกว่า"

ตรงนี้เกิดจากอะไรครับ เกิดจากคนอื่นไปตัดสินสิ่งที่นาย ก กระทำจากเพียงแค่กิริยาที่เห็นเขากระทำ แล้วเอามาล้อและลดความหมายสิ่งที่นาย ก กระทำ จากภาวนาซึ่งเป็นบุญกิริยาวัตถุ ลงเหลือแค่ นั่งนิ่ง ๆ หลับตา

ลองมาดูเรื่องการกด Like บ้าง การกด Like เป็นแค่สิ่งที่คนอื่นเห็น ทำนองเดียวกับคนอื่นเห็นแค่นั่งนิ่ง ๆ หลับตา สมมติว่าผมกด Like ข้อความของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งบอกว่า "วันนี้ฉันไปอ่านหนังสือให้เด็กตาบอดฟังมา" คนอื่นมาถามผมว่าผมทำอะไร ผมตอบ "ทำบุญ" (โอเค อันนี้ตอบกวนตีน) แต่กิริยากด Like นั้น ผมแสดงถึงความยินดีในความดีของผู้อื่น เป็นไปได้มั้ยครับ ที่ใครสักคนจะกด Like เพราะเจตนาเช่นนี้ ถ้าเป็นไปได้ ด้วยเจตนาเช่นนี้ มันก็เป็น กิริยาวัตถุที่เรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น

ยังมีอีก สมมติบางคนกด Like รูปหล่วงปู่ X พร้อมโควตเก๋ ๆ ของท่าน เขากดเพื่อแสดงความนอบน้อม กิริยาวัตถุอันนี้คือ อปจายนมัย ซึ่งก็เป็นบุญกิริยาวัตถุหนึ่งในสิบ สำหรับบางคน โควตเก๋ ๆ นั้นทำให้เขาเข้าใจธรรมะขึ้น เปลี่ยนความเห็นผิด ทำให้เขาคลายโกรธลง ทำให้เขาฉุกคิด อันนี้ไม่ใช่ทิฏฐุชุกัมม์อันเป็นกิริยาวัตถุแห่งการทำบุญด้วยการทำความเห็นให้สอดคล้องกับพุทธปรัชญาหรือครับ บางคนอาจไม่ถึงขั้นนั้น แต่เชื่อหรือศรัทธาในหลวงปู่ X ทั้ง ๆ ที่อ่านโควตของแกก็ไม่รู้เรื่องหรอก แต่ยึดคติว่า ฉันพยายามฟังพยายามอ่านนะ อันนี้ก็ไม่ใช่ธัมมัสสวนมัย ทำบุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้หรือครับ

หรือใจเราจะเอาฮานำหน้า โดยไม่คิดว่า มีคนที่กด Like ที่มีใจพร้อมกับบุญกิริยาวัตถุเหล่านี้?

(คำถามพูดคุยสืบเนื่องหลังจากผมโพสต์สเตตัสนี้ลง facebook ดูที่ 11 เมษายน 2556)




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2556 1:00:15 น.
Counter : 606 Pageviews.  

ที่นี่...เมืองพู้ดดดด

ผมเชื่อว่าชาวพุทธส่วนใหญ่ทราบเหตุการณ์ตอนหนึ่งในช่วงก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพานในมหาปรินิพพานสูตรดี นั่นคือตอนที่พระพุทธองค์รับสั่งถึงอำนาจของอิทธิบาท 4 ว่าผู้ใดเจริญให้ถึงพร้อม หากต้องการดำรงอยู่ชั่วอายุขัย ก็สามารถอยู่ได้ แต่พระอานนท์มิได้เอะใจ จึงไม่ได้ขอให้พระพุทธเจ้าดำรงอยู่ตลอดอายุขัย คุณครูสอนพุทธศาสนาเอาเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนในห้องฟังตั้งแต่สมัยประถม-มัธยม แล้วเราเด็ก ๆ ก็คิดกันแบบเด็ก ๆ ว่าพระอานนท์นี่ จริง ๆ เร้ย!

มหาปรินิพพานสูตร

[๙๔] ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังเมืองเวสาลี ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตแล้ว เวลาปัจฉาภัตเสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ เธอจงถือเอาผ้านิสีทนะไป เราจักเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ เพื่อพักผ่อนตอนกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ถือเอาผ้านิสีทนะตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ ฯ

     ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ครั้นเสด็จเข้าไปแล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ท่านพระอานนท์ปูลาดถวาย ฝ่ายท่านพระอานนท์ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งกะท่านว่า ดูกรอานนท์ เมืองเวสาลีน่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ โคตมเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ พหุปุตตเจดีย์ สารันทเจดีย์ ปาวาลเจดีย์ ต่างน่ารื่นรมย์ อิทธิบาททั้ง ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นดุจพื้น ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ดูกร อานนท์ อิทธิบาททั้ง ๔ ตถาคตเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นดุจพื้น ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้น เมื่อจำนงอยู่ จะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงกระทำนิมิตอันหยาบ โอภาสอันหยาบอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็มิอาจรู้ทัน จึงมิได้ทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัป เพื่อประโยชน์ของชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขของชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลายดังนี้ เพราะถูกมารเข้าดลใจแล้ว แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งกะท่านพระอานนท์ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคก็รับสั่งกะท่านพระอานนท์ ฯลฯ ท่านพระอานนท์ก็มิอาจรู้ทัน ... เพราะถูกมารเข้าดลใจแล้ว ฯ

     ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า เธอจงไปเถิดอานนท์ เธอรู้กาลอันควรในบัดนี้ ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณ แล้วไปนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่งในที่ไม่ไกล ฯ


จิตรกรรมฝาผนังวัดท่าถนน อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์


แต่บางคนอาจไม่ทราบ (ถ้าไม่เคยอ่านมหาปรินิพพานสูตร) ว่าท่อนต่อจากท่อนอิทธิบาท 4 นี้มีเกณฑ์ที่สำคัญมากอยู่ชุดหนึ่ง พูดได้ว่าเป็นเกณฑ์การรับอาราธนานิพพานของมารเชียวครับ พูดภาษาชาวบ้าน ๆ ว่า ศาสดาของศาสนานี้มีปณิธานว่าฉันจะนิพพานก็ต่อเมื่อสาวกของฉันมีคุณสมบัติผ่านตามเกณฑ์ชุดหนึ่งก่อน อยากรู้มั้ยครับว่าเกณฑ์ดังกล่าวคืออะไร?

[๙๕] ครั้งนั้น มารผู้มีบาป เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปแล้วไม่นาน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง มารผู้มีบาปยืนเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค ก็พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระวาจา นี้ไว้ว่า ดูกรมารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใดเราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้เฉียบแหลมแล้ว ได้รับแนะนำแล้ว แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมเรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้ ฯ

(ข้อความต่อมากล่าวเหมือนกันกัน เพียงเปลี่ยนจากภิกษุ เป็น ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ตามลำดับ)

     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคก็พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระวาจานี้ไว้ว่า ดูกรมารผู้มีบาป พรหมจรรย์ของเรานี้จักยังไม่สมบูรณ์ กว้างขวาง แพร่หลาย รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคนี้สมบูรณ์แล้วกว้างขวาง แพร่หลาย รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาค ฯ

     เมื่อมารกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบว่า ดูกรมารผู้มีบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยเถิด ความปรินิพพานแห่งตถาคตจักมีไม่ช้า โดยล่วงไปอีกสามเดือนแต่นี้ ตถาคตก็จักปรินิพพาน ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงมีพระสติสัมปชัญญะทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ และเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงปลงอายุสังขารแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และขนพองสยองเกล้า น่าพึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว ทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

     [๙๖] มุนีปลงเสียได้แล้วซึ่งกรรมที่ชั่งได้
     และกรรมที่ชั่งไม่ได้ อันเป็นเหตุสมภพ
     เป็นเครื่องปรุงแต่งภพ และได้ยินดีในภายใน
     มีจิตตั้งมั่น ทำลายกิเลสที่เกิดในตนเสีย เหมือนนักรบ
     ทำลายเกราะฉะนั้น ฯ


สรุปความว่าพระพุทธเจ้าทรงเคยรับปากมารว่าพระองค์จะปรินิพพานเมื่อพุทธบริษัท 4 (ทั้งพระทั้งฆราวาสนะครับ) มีคุณสมบัติ 1. ฉลาดในธรรมวินัย เป็นพหูสูต นั่นคือรู้ปริยัติ 2. ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม คือต้องเกิดปฏิเวธด้วยนะ 3. สอนผู้อื่นให้เข้าใจตามได้ง่าย (นี่ไม่ได้แปลว่า สอนให้เข้าใจตามได้ง่าย แต่เข้าใจผิดนะ ง่าย แต่ไม่ใช่ง่ายเกินไป ง่ายแต่ก็ต้องตรงตามพระธรรมวินัย) และ 4. (สำหรับผม ข้อนี้สำคัญมาก) สามารถข่มขี่ปรัปวาทะได้ นั่นคือ หากมีการแสดงธรรมผิด ๆ พุทธบริษัทต้องมีคุณสมบัติแก้ไขธรรมที่ผิดนั้นได้ ชี้แจงได้ว่าผิดตรงไหน ผิดอย่างไร

ในยุคสมัยที่หนังสือธรรมะขายดิบขายดี เกจิอาจารย์เบสเซลเลอร์ (ทั้งพระและฆราวาส) ติดชาร์ตท็อป 10 เกือบทุกร้าน เพียงพอที่จะประกาศว่าที่นี่เป็นเมืองพุทธใช่มั้ยครับ?




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2554 21:11:43 น.
Counter : 503 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.