creatio ex nihilo
BlogGang Popular Award#10


 
ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

เฉลยโจทย์เชสของ Smullyan 3 ข้อบน fb

โจทย์ทั้ง 3 ข้อมาจาก หนังสือของ Smullyan เรื่อง The Chess Mysteries of Sherlock Holmes

1. [31 มกราคม 2557] จากรูป คิงขาวกับควีนขาวอยู่ที่เดิมตลอดในช่วงการเดิน 5 ทีสุดท้ายก่อนที่จะมาเป็นรูปนี้ และในช่วงดังกล่าว ไม่มีหมากตัวใดถูกกินเลย คำถามคือ ตาล่าสุดก่อนที่จะมาเป็นรูปนี้นี่ตัวไหนเดิน และเดินจากไหนไปไหน



ถ้าควีนกับคิงขาวไม่เดินมา 5 ที แสดงว่า บิชอบก็ต้องเดิน 5 ที เพราะฝ่ายขาวมีอยู่ 3 ตัว แต่ถ้าบิชอบเดิน 5 ที และคิงดำไม่เดินเลย จะเป็นไปไม่ได้ เพราะเบี้ยดำเดินมากสุดได้แค่ 3 ทีจากตำแหน่งเริ่มต้น เป็นไปไม่ได้ที่ขาวจะเดิน 5 ที ขณะที่ดำเดิน 3 ที ฉะนั้น ไม่ใช่กรณีที่บิชอบขาวเดิน 5 ทีแน่ และไม่ใช่กรณีที่คิงดำไม่เดิน เพราะคิงดำต้องเดินอย่างน้อย 1 ที ซึ่งน่าจะทำให้เหลือความเป็นไปได้เดียวคือ เดิมบิชอบขาวตัวนั้นเป็นเบี้ยที่เคยอยู่ตำแหน่งที่บังควีนขาว แล้วเบี้ยขาวตัวดังกล่าวเดินเพื่อเปิดรุกคิงดำ (ทำให้คิงดำเดิน 1 ที) แล้วไปโปรโมทเป็นบิชอบบนช่องสีดำ ฉะนั้น ตำแหน่งเมื่อ 5 ทีที่แล้วคือ เบี้ยดำอยู่ตำแหน่งเริ่มต้น, คิงดำอยู่ g8, ไม่มีบิชอบขาว แต่มีเบี้ยขาวอยู่ d5 เหตุการณ์หลังจากนี้ก็มีได้แค่ทางเดียวครับ

1. d6+ Kh8, 2. d7 a6, 3. d8(B) a5, 4. Bg5 a4, 5. Bh6

คำตอบข้อนี้คือ บิชอบเดินจาก g5 ไป h6

2. [1 กุมภาพันธ์ 2557] ถ้าเราเห็นแค่รูปนี้ และรู้ว่าฝ่ายดำกับฝ่ายขาวมีตำแหน่งเริ่มต้นที่ด้านไหน (ดำบน ขาวล่าง ตามรูปมาตรฐาน) เราสามารถสรุปได้มั้ยครับว่าเบี้ยขาวตัวที่วางคร่อม 4 ช่องตัวนั้น ตำแหน่งจริง ๆ ของมันคือตำแหน่งไหน c4, c5, d4 หรือ d5

ไม่น่าจะได้

แต่ถ้าสมมติคุณเจอคนคนหนึ่ง และรู้ว่าคนนั้นเป็นผู้เล่นเกมนี้ คุณไม่รู้ว่าเขาเล่นดำหรือขาว คุณถามเขาว่า "สุดท้ายแล้วคุณชนะเกมนี้รึเปล่า" เขาตอบว่า "ผมชนะ"

ทันใดนั้น คุณรู้ทันทีว่าตำแหน่งของเบี้ยขาวคืออะไร (คุณรู้ใช่มั้ยฮะ)

รูปนี้เป็นตัวอย่างประโยคเด็ดประโยคหนึ่งของ Smullyan "it sometimes happens that to know the past, one must first know the future" (ตัวอย่างที่ซับซ้อนกว่านี้ ดู logical positivism as ridiculous!)



จากรูป ถ้าตาต่อไปฝ่ายขาวเดิน ไม่ว่าเบี้ยขาวตัวปัญหานั้นจะอยู่ตำแหน่งไหนก็ตาม และไม่ว่า ขาวจะเดินเบี้ยตัวที่เป็นปัญหาหรือคิงก็ตาม ผลลัพธ์คือเสมอ เพราะฝ่ายดำไม่มีที่ให้เดิน แต่เพราะเรารู้ว่าผลลัพธ์ของเกมไม่ใช่เสมอกัน ฉะนั้น เราสามารถสรุปได้ว่าตาต่อไปฝ่ายดำเดิน และฝ่ายดำมีตัวที่สามารถเดินได้อยู่ตัวเดียวคือเบี้ยดำ ฉะนั้น เบี้ยขาวจะต้องอยู่ที่ c4 และถูกเดินมาจาก c2 แล้วดำใช้ en passant กินเบี้ยขาว

3. [3 กุมภาพันธ์ 2557] มีคนใช้ชุดหมากรุกหน้าตาประหลาด ๆ เล่นเกมค้างอยู่ ซึ่งคุณก็เดาได้ไม่ยากว่าช้างนั่นคือเรือ นอกนั้นหน้าตาเหมือนเดิม สีที่ใช้ก็แปลก คือสีเขียว (บน) กับสีแดง (ล่าง)

คำถามง่าย ๆ คุณคิดว่าสีไหนเป็นฝ่ายเดินก่อนครับ



ตำแหน่งเริ่มต้นของม้าบนกระดานหมากรุกของแต่ละฝ่ายจะยืนบนช่องคนละสีกัน และการเดินม้าแต่ละครั้งจะเป็นการเปลี่ยนสีช่องของมัน ฉะนั้น ถ้าเราเห็นว่า ม้าของฝ่ายเรายืนบนช่องสีเดียวกัน เราสามารถสรุปได้หนึ่งอย่าง คือ ม้าของเราทั้งสองตัวรวมกันถูกเดินเป็นจำนวนคี่ที แต่ถ้าม้า 2 ตัวยืนบนช่องต่างสีกัน แปลว่า รวมกันแล้วเราเดินม้าเป็นจำนวนคู่ที จากรูป สีเขียว (ลายขีดทแยง) ม้ายืนบนช่องต่างสี เท่ากับมีการเดินเป็นจำนวนคู่ที เรือเขียวอยู่ตำแหน่งเดิมและบิชอบกับเบี้ยไม่ถูกเดิน แปลว่า เรือเขียวถูกเดินเป็นจำนวนคู่ที เราไม่รู้ตำแหน่งเริ่มต้นของคิงเขียว ฉะนั้นคิงอาจเดินเป็นจำนวนคู่หรือคี่ทีก็ได้

ทางฝั่งสีแดง (ลายจุด) ม้ายืนบนช่องสีเดียวกัน เท่ากับ เดินเป็นจำนวนคี่ที เรืออยู่บนช่องสีเดียวกันและบิชอบกับเบี้ยไม่ถูกเดิน เท่ากับ เดินเป็นจำนวนคี่ที ฉะนั้น ม้ากับเรือเดินรวมกันเป็นจำนวนคู่ที ส่วนคิงแดง เราไม่รู้ตำแหน่งเริ่มต้น จึงบอกไม่ได้

ควีนทั้ง 2 สีถูกม้ากิน และเรารู้ว่ามันไม่ถูกเดิน เพราะเบี้ยไม่ถูกเดิน

ต่อมา เราเห็นว่า คิงแดงถูกรุก หมายความว่า ตาต่อไปหลังจากรูปนี้ สีแดงเป็นฝ่ายเดิน

ณ ตำแหน่งปัจจุบัน ถ้าเกมนี้สีแดงเป็นฝ่ายเดินก่อน ทั้งสองสีจะต้องเดินด้วยจำนวนทีที่เท่ากัน (คู่ทั้งคู่หรือคี่ทั้งคู่) แต่ถ้าเกมนี้สีเขียวเป็นฝ่ายเดินก่อน สีเขียวจะเดินมากกว่าสีแดง 1 ที (หรือ ถ้าเขียนเดินจำนวนคู่ที แดงก็จะต้องเดินคี่ที หรือกลับกัน)

ถ้าแดงเป็นฝ่ายเดินก่อน คิงแดงจะเริ่มที่ช่องดำ และคิงเขียวเริ่มที่ช่องขาว เท่ากับคิงเขียวเดินคู่ทีขณะที่คิงแดงเดินคี่ที เกิดข้อขัดแย้ง เพราะถ้าแดงเดินก่อน จำนวนทีที่เดินของแดงกับเขียวต้องเท่ากัน ฉะนั้น เกมนี้เขียวเป็นฝ่ายเดินก่อนครับ (เช็ค: ถ้าเขียวเป็นฝ่ายเดินก่อน คิงเขียวเริ่มที่ช่องดำ แปลว่ามันเดินคี่ที ส่วนคิงแดงเดินคู่ที สอดคล้องกับ ถ้าเขียวเดินก่อน จำนวนทีที่เดินของทั้งสองฝ่ายจะต้องต่างกัน 1)




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2557    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2557 12:12:14 น.  

เรือของธีซีอุส

เรือของธีซีอุสเป็นปัญหาปรัชญาที่น่าสนใจข้อหนึ่งเกี่ยวกับ identity ของเราในเวลา ปัญหานี้มาจากประเพณีของชาวเอเธนส์ที่จะส่งเรือไปแสวงบุญที่เกาะดีลอสเพื่อเป็นเครื่องบูชาเทพอะพอลโล่ทุกปี ตามตำนานว่าอะพอลโล่ช่วยธีซีอุสกับลูกเรือ 14 คน ประเพณีนี้ก็ทำต่อเนื่องกันมายาวนานนะครับ มันก็ต้องมีชิ้นส่วนเรือที่ชำรุดแล้วถูกเปลี่ยนตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เรื่อย ๆ

Plutarch เล่าว่า ปัญหาว่าเรือลำนี้ หลังจากผ่านไปหลายปี ชิ้นส่วนต่าง ๆ ค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนจนไม่เหลือชิ้นส่วนเดิมอยู่เลยนั้น จะยังคงเป็นเรือลำเดิมอยู่มั้ย เป็นปัญหาที่นักปรัชญาเอเธนส์ถกกันอยู่แล้ว

ต่อมา Hobbes ก็ผูกเรื่อง เพิ่มปมเข้าไปอีกชั้น ฮอบส์ว่า ถ้ามีใครสักคนเก็บชิ้นส่วนเก่า ๆ ของเรือธีซีอุสไว้ทั้งหมด แล้วเอาชิ้นส่วนเหล่านั้นมาประกอบเป็นเรือ แบบนี้ เราจะพูดว่า เรือลำเดิมแยกร่างออกเป็น 2 ลำได้ไหม มันฟังดูงี่เง่ามาเลยนะ ฮอบส์ว่า (จาก De corpore, หาอ่านได้ใน The English Works of Thomas Hobbes, Vol 1 บรรณาธิการโดย Sir William Molesworth)

คุณคิดว่าไงกับปัญหาข้อนี้ครับ?



ต้นปีที่แล้ว ผมเขียนเรื่องสั้นมาก ๆ ๆ ๆ จากปัญหาเรือของธีซีอุสด้วยล่ะ ไม่มีชื่อเรื่อง 1




 

Create Date : 31 มกราคม 2557    
Last Update : 31 มกราคม 2557 10:15:21 น.  

The Jordan Curve Theorem is Nontrivial



รูปนี้เป็นรูปที่ 2 ประกอบบทความ The Jordan Curve Theorem is Nontrivial ของ Fiona Ross กับ William T. Ross และเป็นรูปที่วาดโดยผู้เขียนชื่อแรก ซึ่งวาดเพื่อใช้ในการนี้โดยเฉพาะ ชื่อรูปคือ A Thread in the Labyrinth

บทความเริ่มด้วยบทรำพันถึงครูเลขที่เวลาพูดถึง Jordan Curve Theorem ก็มักจะพูดทำนองว่า มัน trivial ด้วยความจริงของทฤษฎีบทอันนี้เป็นสิ่งที่ทิ่มแทงตา, JCT บอกว่า เส้นโค้งจอร์แดนบนระนาบจะแบ่งระนาบออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนภายในที่ถูกปิดล้อมด้วยเส้นโค้ง กับส่วยภายนอก (เส้นโค้งจอร์แดนคือ เส้นหนึ่งเส้นที่วดเป็นลูปปิด และไม่ตัดกันเอง) คุณครูส่วนใหญ่มักจะแสดงถึงความจริงของทฤษฎีบทนี้ด้วยการวาดวงกลมง่าย ๆ หนึ่งวงบนกระดาน แล้วชี้ในวงกลม นี่คือส่วนภายใน ชี้นอกวงกลม นี่คือส่วนภายนอก จบ ก่อนจะข้ามไปพูดถึงหัวข้ออื่นที่สำคัญต่อ

อาจมีครูบางคนที่พยายามวาดเส้นโค้งจอร์แดนให้ซับซ้อนกว่าวงกลม แล้วชี้พื้นที่หนึ่งส่วน หันไปถามนักเรียนว่า อันนี้ภายในหรือภายนอก นักเรียนก็มักตอบได้แทบจะทันที ครูบางคนอาจะแสดงวิธีพิสูจน์ที่ formal มากขึ้นหน่อย โดยการบอกว่า เริ่มจากจุดหนึ่งจุดที่ไม่อยู่บนเส้น แล้วลากเส้นตรงจากจุดนั้นออกไปนอกรูปเส้นโค้ง แล้วนับจำนวนจุดตัดของเส้นตรงดังกล่าวกับเส้นโค้ง ถ้าเป็นจำนวนคี่ ก็แสดงว่าจุดนั้นอยู่ภายใน ถ้าเป็นจำนวนคู่ จุดนั้นอยู่ภายนอก

ประเด็นของผู้เขียนมี 2 ส่วนหลัก ๆ คือ นอกจากวิธีพิสูจน์แบบตะกี้จะมีข้อผิดแล้ว ยังขาดจินตนาการเกินไป JCT ไม่ trivial ขนาดนั้น ดูตัวอย่างรูปนี้สิ (รูปนี้แหละครับ) เส้นโค้งที่เห็นเป็นเส้นโค้งจอร์แดน แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะให้นักเรียนตอบว่าพื้นที่ไหนคือพื้นที่ภายใน ภายนอก อันนี้คือประเด็นสุนทรียะ อีกประเด็นคือเรื่องข้อผิดพลาดซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ ถ้าเราใช้ฟังก์ชั่นอย่างฟังก์ชั่น Weierstrass ในการสร้างเส้นโค้งจอร์แดน (ฟังก์ชั่น Weierstrass เป็นฟังก์ชั่นต่อเนื่อง นั่นคือ เราใช้มันสร้างเส้นที่ต่อเนื่องได้ แต่ไม่มีจุดไหนบนฟังก์ชั่นนี้เลยที่สามารถหาอนุพันธ์ได้ พูดภาษาชาวบ้านคือ เป็นเส้นที่ยึกยักทุกจุด) ทำให้เวลาเราลากเส้นตรงจากจุดใด ๆ ที่ไม่อยู่บนเส้นโค้งออกไปนอกรูปที่วาดด้วยเส้นโค้ง จำนวนจุดตัดอาจเป็นอนันต์ได้ จำนวนคู่ คี่ ก็ไม่ถูกนิยาม :))




 

Create Date : 30 มกราคม 2557    
Last Update : 30 มกราคม 2557 20:10:45 น.  

The Pubic Hair



Desmond Morris เขียนบท The Pubic Hair (ขนที่อวัยวะเพศ) ในหนังสือ The Naked Woman ได้อย่างมีสีสันและยาวกว่าใน The Naked Man มาก ตอนต้น แกเล่าผลการทดลองที่ชี้ความสัมพันธ์ระหว่างการเกลียดแมงมุมในเด็กหญิงบริเตนวัยขบเผาะกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของพวกเธอตอนเริ่มมีขนงอกตรงนั้นว่า อัตราการเกลียดแมงมุมของเด็กหญิงวัยนี้จะกระโดดสูงขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญจนดูมีความสัมพันธ์กับขนที่อวัยวะเพศที่เพิ่งเริ่มขึ้น ถ้าถามเด็กเหล่านั้นว่าทำไมหนูเกลียดแมงมุม เราจะได้คำตอบประมาณ เพราะพวกมันมีขน น่าเกลียด มอร์ริสบอกว่า คำตอบนี้เป็นเรื่องของการเชื่อมโยงสัญลักษณ์ระหว่างแมงมุมกับขนที่ตัวเด็กสาว แมงมุมที่ถูกมองเห็น จะถูงมองเห็นเป็นภาพของขาหลาย ๆ ขา ที่ยื่นออกมาจากก้อนอะไรบางอย่างซึ่งมีขน แกว่างั้น และเด็กหญิง ที่ทั้งตัวไม่ค่อยมีขนมาตลอดสิบกว่าปี พอเริ่มเห็นขนตรงนั้น ก็มักจะตกใจ ตีความไป 2 อย่าง ถ้าไม่ใช่สัตว์ก็เป็นผู้ชาย ขณะที่ถ้าถามเด็กชาย ซึ่งมีขนตามร่างกายอยู่แล้ว เหตุผลของความกลัวแมงมุมมักจะเป็นอะไรประมาณ เพราะมันมีพิษ

ต่อมา มอร์ริสเข้าสู่คำถามสำคัญว่า หน้าที่ของขนตรงนั้นคืออะไร แกพูดถึงคำตอบ 3 คำตอบหลัก (1) เป็น visual signal สำหรับผู้ชายในยุคที่ยังไม่ใส่เสื้อผ้าให้ดูแล้วรู้ว่าพวกเธอไม่ใช่เด็กแล้วนะ ไข่พร้อม สามารถแพร่พันธุ์ (2) ขนทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์กักกลิ่นที่สร้างจากต่อมที่ผิวหนังในอวัยวะเพศอันเป็นฟีโรโมน สูดดมแล้วกระดุ้นและดึงดูดทางเพศ (3) เป็นกันชนระหว่างผิวหนังที่กระทบกระแทกกันระหว่างร่วมเพศ ฟังก์ชั่นข้อหลังนี้มักถูกหักล้างโดยการร่วมเพศของคนที่โกนขนว่าผิวที่อวัยวะเพศของพวกเธอหลังจากกระทบกระแทกยังอยู่ปกติดี

นอกจาก 3 ข้อนี้ ยังมีฟังก์ชั่นแปลก ๆ ที่บันทึกโดยนักมานุษยวิทยาชาวเยอรมันผู้ไปศึกษาชนพื้นเมืองกลุ่มเกาะบิสมาร์กในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ว่า "ผู้หญิงเช็ดมือที่เปื้อนหรือชื้นกับขนที่อวัยวะเพศไม่ต่างไปจากที่เราใช้ผ้าขนหนู"

ต่อมา เนื้อหาเดินมาสู่ประเด็น ควรจะทำอย่างไรกับขนตรงนั้นดี แน่นอน ไม่มีคำตอบที่ตายตัวในเรื่องนี้ เปลี่ยนไปตามยุคสมัยและท้องที่ แกเล่ากรณีตัวอย่างสุดโต่งที่น่าสนใจ กรณีของ John Ruskin โปรเฟสเซอร์สาขาศิลปะคนแรกของบริเตน ด้วยความเป็นนักวิชาการวิกตอเรี่ยนโรแมนติก เห็นแต่ความเนียนของรูปปั้น หลังจากแต่งงาน พอรู้ว่าเมียตัวเองมีขนที่อวัยวะเพศนี่รับไม่ได้นะครับ เอาไม่ลง ถึงขั้นต้องบังคับแยกทางกัน

มอร์ริสพูดถึงแรงดึงดูดทางเพศของผู้หญิงที่ไม่มีขนตรงนั้นว่ามาจาก 3 ทาง (1) มันเผย vertical genital slit ชัดเจน อันเป็นสัญลักษณ์และสัญญาณที่เด่นชัดกว่าขนแน่ ๆ (2) เป็นสัญลักษณ์ของความไร้เดียงสาทางเพศ เพราะเด็กหญิงก่อนแตกเนื้อสาวยังไม่มีขน แต่กระนั้น การที่ผู้ชายบางคนชอบสัญลักษณ์ไร้เดียงสาทางเพศอันนี้ ก็มิได้แปลว่าเขาจะเป็น Pedophilia นะ เพราะเป็นไปได้ว่าเขาชอบส่วนอื่น ๆ ที่เป็นผู้ใหญ่ด้วย มอร์ริสยกตัวอย่างข้อโต้แย้งของผู้หญิงคนหนึ่งว่า ถ้างั้นฉันก็ต้องเอากับผู้ชายไว้หนวดด้วยสิ เดี๋ยวจะถูกหาว่าเป็นพวกกินเด็ก (3) ความพึงพอใจตอนเลียมีมากกว่า

ต่อมา แกก็เล่าประวัติศาสตร์การกำจัดขน ตั้งแต่สมัยคิงโซโลมอนจะเอากับพระนางชีบาเมื่อสิบศตวรรษก่อนคริสตกาล ว่าคิงโซโลมอนบอกให้พระนางกำจัดขนให้หมดก่อนจะร่วมรักกัน ในกรีซโบราณ มีกฎให้ผู้หญิงกำจัดขน และมี 3 วิธีในการกำจัด (1) ถอนทีละเส้น (2) เผาด้วยตะเกียง (3) เผาด้วยถ่านร้อน

ส่วนโรมโบราณไม่ใช้เทคนิคดุเดือดสองข้อหลัง แต่ใช้วิธีแว๊กซ์แทน และแว๊กซ์กันตั้งแต่วัยรุ่นเลยทีเดียว

ปี 60 ยุคเสรีทางเพศ Mary Quant ก็ออกมาบอกให้โลกรู้ว่า เธอให้สามีแต่งขนของเธอเป็นรูปหัวใจ ต่อมาแนวคิดเรื่องการกำจัด/ตกแต่งขนก็ถูกปัจจัยตัวใหม่เข้ามามีอิทธิพล ... ชุดว่ายน้ำแบบไฮคัท

ทางฝั่งชายบ้าง ใน the naked man มอร์ริสมีเรื่องมาเล่าไม่มากเท่า the naked woman เด็กหนุ่มเริ่มมีขนพร้อม ๆ กับที่เริ่มผลิตสเปิร์ม แทรกอารมณ์ขันนิดหน่อยว่า ขนตรงนั้นนะ ต่างจากขนบนหัว เพราะไม่ล้าน ไม่เปลี่ยนสีตอนแก่ ฉะนั้นพูดในแง่ของขนตรงนี้แล้วล่ะก็ คุณผู้ชายเป็นหนุ่มตลอดกาล ฟังก์ชั่นก็ทำนองเดียวกับของผู้หญิง ขนที่เป็นแผงเด่นชัดแสดงถึงสัญญาณที่บ่งบอก sexual maturity และยังมีหน้าที่ scent trap สำหรับฟีโรโมนแบบเดียวกับผู้หญิง แกว่าเด็กผู้ชายจะภูมิใจกับขนนะ แล้วเอามุกแมงมุมกับขนของผู้หญิงมาเล่าซ้ำ ซึ่งก็โอเคครับ เพราะหนังสือคนละเล่มกัน บางคนอาจเลือกอ่านเล่มใดเล่มหนึ่งเพียงเล่มเดียว จากนั้น โยงไปถึงนักเขียนเชิงศาสนาบางกลุ่มที่อ้างว่า ขนดังว่าแท้ที่จริงแล้วทำหน้าที่ปกปิดอวัยวะเพศ มอร์ริสก็แย้งด้วยอารมณ์ขัน (จะว่าไป เล่มนี้มีสไตล์อารมณ์ขันมากกว่า, ก็เป็นไปได้ว่า ผู้ชายพูดถึงของผู้ชายจะพูดได้แบบขำ ๆ แต่ถ้าพูดถึงของผู้หญิงแบบขำ ๆ เดี๋ยวจะโดนด่า) ถ้าพระเจ้าตั้งใจอย่างนั้นจริง ก็ล้มเหลวล่ะ เพราะอวัยวะเพศทั้งดุ้น ไข่ทั้งสอง ก็ยังเห็นโดดเด่นไม่ถูกซุกซ่อนอยู่ดี

มอร์ริสพูดถึงเหตุผลที่ผู้ชายกำจัดขนตรงอวัยวะเพศว่า เพราะมันดูสะอาดสะอ้านกว่า ทำความสะอาดง่าย มันโชว์อวัยวะเพศชัดเจน ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นที่มีขนน้อย ๆ และช่วยขับเน้นให้อวัยวะเพศดูยาวขึ้น

ต่อมา พูดถึงเรื่องของศาสนาอิสลามที่สอนให้โกนขน ปิดท้ายด้วยเรื่องโฆษณา pubic hair beads ที่อ้างว่าจะช่วยกระตุ้น clitoris ของฝ่ายหญิงขณะร่วมเพศ




 

Create Date : 21 มกราคม 2557    
Last Update : 21 มกราคม 2557 5:35:53 น.  

A Defense of Abortion



ในบทความ A Defense of Abortion ของ Judith J. Thomson ใช้ตัวอย่างนักไวโอลินกับ modus tollens ในการหักล้างเหตุผลของฝ่ายต่อต้านการทำแท้งซึ่งอยู่ในชุดความคิดที่ว่า ทารกในครรภ์ (fetus) เป็นคน และคนไม่ว่าจะมีอายุเท่าไรก็ตามมีสิทธิทางศีลธรรมที่จะมีชีวิต และการทำแท้งเป็นการละเมิดสิทธิดังว่านั้น จริงอยู่ ฝ่ายแม่ก็มีสิทธิเหนือร่างกายของตน จะทำอะไรกับร่างกายของตัวเองก็ได้ แต่สิทธิในการมีชีวิตอยู่ของคนอื่นสำคัญกว่าสิทธิในการกระทำกับร่างกายตัวเอง ฉะนั้นการทำแท้งผิดศีลธรรม

Thomson ว่า ถ้าข้อสรุปจาก argument นี้สมเหตุสมผล แล้วกรณีตัวอย่างนักไวโอลินของเธอก็ต้องนำไปสู่ข้อสรุปเดียวกันด้วย แต่เนื่องจาก ตัวอย่างของเธอนั้น เธอสร้างให้มันไม่สมเหตุสมผล (หรืออย่างน้อยก็มีข้อกังขาถึงความสมเหตุสมผล) ฉะนั้นข้อโต้แย้งของฝ่ายคัดค้านการทำแท้งก็ต้องไม่สมเหตุสมผลด้วย modus tollens [เรามีสองข้อตั้งคือ (1) p --> q กับ (2) ¬q เราสามารถสรุปได้ว่า ¬p]

ตัวอย่างนักไวโอลินจากบทความ เช้าวันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมา พบว่าร่างกายของตัวเองถูกผ่าตัดติดกับนักไวโอลินโด่งดังคนหนึ่ง นักไวโอลินคนนั้นป่วย และต้องใช้ไตร่วมกับคุณ สมาคมคนรักดนตรีเป็นผู้ลักพาตัวคุณมาผ่าตัด เพราะมีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อะไรต่าง ๆ นานาเข้ากันพอดิบพอดีกับนักไวโอลินมีชื่อคนนี้ หมอบอกเพิ่งรู้ทีหลังว่าคุณถูกลักพาตัวมา ไม่งั้นไม่ทำหรอก แต่ตอนนี้ทำไปเรียบร้อยแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ถ้าผ่าตัดเอานักไวโอลินออก คุณรอด แต่มันจะตายทันที ไม่ต้องตกใจไป ทั้งหมดนี้แค่ 9 เดือนเท่านั้นเอง หลังจากนั้นร่างกายนักไวโอลินจะพื้นคืนสภาพ และสามารถผ่าตัดแยกจากคุณได้ ประเด็นคือ เรื่องนี้จะสะท้อนถึงความประเสริฐของคุณถ้าคุณยอม แต่ถ้าไม่ใช่แค่ 9 เดือนล่ะ เป็น 9 ปี หรือตลอดชีวิต คุณจะว่าไง ถึงแม้จะแค่ 9 เดือน แต่ด้วยชุดของเหตุผลที่ว่า เพราะนักไวโอลินเป็นคน และคนมีสิทธิที่มีชีวิต และสิทธิการมีชีวิตของคนอื่นสำคัญกว่าสิทธิในการจัดการกับร่างกายของตัวเอง ฉะนั้นการผ่าตัดเอานักไวโอลินออกตอนนี้เป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม คุณรับได้มั้ย

จุดที่ Thomson ชี้คือ ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของนักไวโอลิน เหนืออื่นใด คุณเป็นเหยื่อที่ถูกสมาคมคนรักดนตรีลักพาตัวมา คุณรู้สึกไม่ยอมรับเหตุผลชุดดังกล่าวรึเปล่า ถ้าใช่ ก็หมายความว่า premises มีปัญหา

[ใครสนใจข้อโต้แย้งของข้อโต้แย้งนี้ ลองดู A Defense of "A Defense of Abortion": On the Responsibility Objection to Thomson's Arguments ของ David Boonin-Vail]




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2556    
Last Update : 23 ธันวาคม 2556 19:03:36 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.