creatio ex nihilo
ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 

ว่าด้วย ignorance







Voltaire/ Stephen Hawking/ Alfred North Whitehead/ William Shakespeare/ Enrico Fermi/ Isaac Asimov/ Ralph Waldo Emerson/ Plato/ Johann Wolfgang von Goethe/ Neil deGrasse Tyson/ George Orwell/ John Rawls/ Kahlil Gibran/ H. L. Mencken/ Thomas Carlyle/ Anatole France

ความเดิมตอนที่แล้ว: ว่าด้วยการเมือง, ว่าด้วยหนังโป๊ (หนังสือ, สื่อลามก, คลับ ฯลฯ), ว่าด้วยคำโกหกและคนลวง




 

Create Date : 07 กันยายน 2556    
Last Update : 7 กันยายน 2556 13:50:08 น.  

The (Honest) Truth about Dishonesty (2)

ความเดิมตอนที่แล้ว: The (Honest) Truth about Dishonesty (1)

16 พฤษภาคม 2556

ขอเล่าการทดลองสนุก ๆ ของ Dan ใน The (Honest) Truth ... ต่ออีกสักตอน



คำถาม การใช้ของมียี่ห้อดัง ๆ ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของคนเราอย่างไร แล้วการใช้ของปลอมล่ะ ส่งผลอย่างไร?

การทดลองนี้ดำเนินการโดย Francesco Gino, Mike Norton (โปรเฟสเซอร์ที่ Harvard) และ แดน เขาแบ่งนักศึกษาเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก บอกว่าจะได้ทดสอบแว่นกันแดด Chloé ของแท้, กลุ่มที่สอง บอกว่าจะได้ทดสอบแว่นกันแดด Chloé ของปลอมที่เหมือนของจริงทุกประการ, กลุ่มที่สาม ไม่บอกอะไรเกี่ยวกับแว่นเลย

ภารกิจคือให้นักศึกษาไปเดินดูโปสเตอร์ต่าง ๆ บ้าง มองนอกหน้าต่างบ้าง เพื่อประเมินคุณภาพของแว่น เสร็จแล้ว ก็ขอให้ทำแบบทดสอบ matrix test โดยที่ยังสวมแว่นอยู่นะครับ แน่นอน ผลเดิม ๆ คือ โดยเฉลี่ยแล้วทุกคนโกง แต่จะโกงกันในระดับเท่าไร? พบว่า กลุ่มแรกโกงประมาณ 30% กลุ่มที่สองโกงประมาณ 74% ตรงนี้อาจตีความได้ 2 แบบ ถ้าเราถือว่าปัจจัยอื่น ๆ เป็นปัจจัยสุ่มทั้งหมด ยกเว้น การรู้ว่าตัวเองใส่แว่นจริงหรือใส่แว่นปลอม คือ 1. การรู้ว่าใส่ของแท้ทำให้โกงน้อยลง หรือ 2. การรู้ว่าใส่ของปลอมทำให้โกงเพิ่มขึ้น จะเป็น 1. หรือ 2. นั้น เราดูได้จากผลลัพธ์ของกลุ่มที่สามครับ คือ โกง 42% นั่นเท่ากับ 2. มีน้ำหนักกว่า 1.

แดนสรุปว่า การรู้ว่าใช้ของปลอมจะทำให้กรอบทางศีลธรรมของเราหลอมว่าเดิมในบางระดับ ทำให้เราเลือกเดินทางเส้นทางโกงง่ายขึ้น น่าสนใจนะ แต่ผมคิดว่า ยังสรุปเป็นกรณีทั่วไปไม่ได้จนกว่าทดลองข้ามวัฒนธรรม และชนิดของผลิตภัณฑ์เองอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญ

29 พฤษภาคม 2556

เป็นธรรมชาติของพวกเราแหละครับ พวกฉันรู้อยู่แล้ว รู้ตั้งนานแล้วเนี่ย



29 พฤษภาคม 2556



"เราอาจไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเราถึงทำอย่างที่เราทำ เลือกสิ่งที่เราเลือก หรือรู้สึกแบบที่เรารู้สึก ทกครั้งไป แต่ก็ใช่ว่าความไม่รู้ชัดเกี่ยวกับแรงจูงใจที่แท้จริงดังกล่าวจะยับยั้งมิให้เราสร้างเหตุผลที่ฟังสมเหตุสมผลและเหมาะเจาะลงตัวมาอธิบายการกระทำ การตัดสินใจ และความรู้สึกของเรา"

30 พฤษภาคม 2556

แดนเล่าการทดลองหนึ่ง ในบทที่ 8 หนังสือเล่มใหม่ของเขา น่าสนใจครับ การทดลองนี้ทำที่มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon เพื่อศึกษาธรรมชาติการติดเชื้อโกง คณะผู้วิจัยประกอบด้วย Francesca Gino, Shahar Ayal กับแดน

รูปแบบ ใช้ matrix test เหมือนตอนเก่า ๆ ที่เคยเล่า แต่คราวนี้เวลาจ่ายตังค์ จะใช้วิธีวางซองใส่เงินไว้พร้อมกับข้อสอบนะ ทำเสร็จแล้ว ตรวจ หลังจากรู้คะแนนก็หยิบเงินออกจากซอง และเอาเงินที่เหลือในซองมาคืน พบว่า

     ⊕ ในกลุ่มควบคุม (คือกลุ่มที่ไม่เปิดโอกาสให้โกง) จะแก้ปัญหาได้ประมาณ 7 ข้อจาก 20 ข้อ
     ⊕ ในกลุ่มที่มีเครื่องทำลายเอกสาร (เปิดโอกาสให้โกงได้) จะอ้างว่า แก้ปัญหาได้ 12 ข้อ

ซึ่งผลดังกล่าวก็เหมือนกับการทดลองก่อนหน้านั่นแหละครับ

ทีนี้ ในกลุ่มที่ 3 ซึ่งแดนเรียกว่ากลุ่มเงื่อนไขแบบ Madoff (ตามชื่อ Bernard Madoff อดีตประธาน NASDAQ คนดัง ผู้ต้องโทษจำคุก 150 ปี!) นอกจากเป็นกลุ่มที่เปิดโอกาสให้โกงได้แล้ว เขายังมีคนหนึ่งเป็นหน้าม้าซึ่งปลอมเป็นผู้เข้าร่วมการทดลองด้วย พอกรรมการให้สัญญาณเริ่มทำข้อสอบ ผ่านไปแป๊ปเดียว หน้าม้าคนนี้ก็ยกมือบอกว่า "ฉันทำเสร็จแล้ว" แน่นอน ทุกคนรู้ว่ามันโกหกและโกงล่ะ เพราะแป๊ปเดียวจริง ๆ ยังไม่มีใครทำเสร็จข้อแรกกันเลย กรรมการตอบ "งั้นก็เอากระดาษคำตอบไปที่เครื่องทำลายเอกสารหลังห้องสิ หักเงินส่วนที่เธอทำถูกออกไป แล้วเอาซองใส่เงินที่เหลือมาคืน" หน้าม้าถามอีกว่า "ฉันทำได้ทุกข้อ ไม่มีเงินส่วนที่เหลือ ให้ทำไง" กรรมการตอบ "งั้นก็เอาซองเปล่ามาคืน" คุณคิดว่าผลลัพธ์ของกลุ่มนี้เป็นอย่างไรครับ

     ⊕ ในกลุ่ม Madoff จะอ้างว่าแก้ปัญหาได้ 15 ข้อ

โอเค ถึงตอนนี้ เรารู้ว่ากลุ่มที่สามโกงมากขึ้น คำถาม โกงมากขึ้นเพราะอะไร? แดนคิดว่าคำตอบเป็นไปได้ 2 แนว คือ 1. แนววิเคราะห์ต้นทุน-กำไร (ซึ่งหนังสือปฏิเสธแนวนี้มาโดยตลอดว่าพฤติกรรมโกง-ไม่โกงของคนไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ต้นทุน-กำไร) นั่นคือ หน้าม้าเป็นตัวส่งข้อมูลบอกคนอื่น ๆ ว่า โกงได้ ไม่มีบทลงโทษ พอคนอื่น ๆ วิเคราะห์ต้นทุน-กำไรจากการกระทำแล้ว จึงตัดสินใจโกง เพราะโกงได้ ไม่มีผลสืบเนื่อง, 2. แนวการส่งสัญญาณให้กับเพื่อนร่วมสังคมเดียวกันว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนในสังคมนี้เขาทำกัน มันยอมรับได้

เพื่อจะตอบคำถามว่า คำอธิบาย 1. หรือ 2. ที่เป็นไปได้มากกว่ากัน จึงมีกลุ่มทดลองอีก 2 กลุ่มครับ กลุ่มแรก พอกรรมการบอกเริ่มทำข้อสอบได้ หน้าม้าจะแค่ยกมือขึ้นถาม (กลุ่มนี้จึงเรียกชื่อว่า กลุ่มมีเงื่อนไขคือการตั้งคำถาม) "ขอถามหน่อยสิฮะ" กรรมการเงยหน้าขึ้นมอง "อะไรหรือ" หน้าม้าถาม "แบบนี้ถ้าผมจะบอกว่าทำได้ทุกข้อแล้วเอาเงินไปหมดเลย จะเป็นไรมั้ยฮะ" กรรมการนิ่งไปพักหนึ่งก่อนตอบ "แล้วแต่สิ จะทำไรก็เรื่องของเธอ", คุณคิดว่าผลเป็นไง?

     ⊕ ในกลุ่มมีเงื่อนไขคือการตั้งคำถาม จะอ้างว่าแก้ปัญหาได้ 10 ข้อ

เอาล่ะ ตอนนี้แดนตัด 1. แนววิเคราะห์ต้นทุน-กำไรทิ้งได้ พร้อมกับได้หลักฐานสนับสนุนข้อสรุปเก่าเพิ่มขึ้นอีก ถ้าคุณกระตุ้นให้คนคิดถึงเรื่องศีลธรรมก่อนที่จะมีการกระทำ การกระทำที่ผิดศีลธรรม (หรือการโกงในที่นี้) จะลดลง (10 < 12) แต่ก็ยังมีปัญหาที่การทดลองกับกลุ่มนี้ตอบไม่ได้ คือ ความเป็นเพื่อนร่วมสังคม ฉะนั้นจึงมีกลุ่มที่ห้า เรียกว่าเป็นกลุ่ม Madoff ที่เป็นคนนอก

เมืองพิตซ์เบิร์กนี่นะครับ มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอยู่ 2 มหาวิทยาลัย แน่นอน ย่อมหมายถึงการเป็นคู่แข่งกันอยู่แล้วล่ะ คือ คาร์เนกีเมลลอน กับ ม.พิตซ์เบิร์ก ดังนั้น ในกลุ่ม Madoff ที่เป็นคนนอก หน้าม้าของแดนจะแต่งชุดนักศึกษา ม.พิตซ์เบิร์ก นอกนั้นรูปแบบการทดลองเหมือนกลุ่ม Madoff กรณีแรก, ผล?

     ⊕ ในกลุ่ม Madoff ที่เป็นคนนอก จะอ้างว่าแก้ปัญหาได้ 9 ข้อ

ผลอันนี้ตอกตะปูฝาโลงฝัง 1. ได้เลยจริง ๆ และดูเหมือนความเป็นคนจากกลุ่มสังคมเดียวกันจะเป็นปัจจัยสำคัญ

อ่านจบการทดลองทั้งชุด ผมนึกถึงมงคลสูตรข้อแรกแฮะ อเสวนา จ พาลานํ เพราะการทดลองของแดนบอกเราว่า การประเมินศีลธรรมของเราได้รับอิทธิพลจากเพื่อนร่วมสังคมของเรา และมันติดต่อกันได้ล่ะ



1 มิถุนายน 2556



ชอบคำ "altruistic cheating" โกงนี้เพื่อเธอ ไม่ว่าเธอจะเป็นใครนะครับ และแดนเขียนในบทที่ 9 collaborative cheating หนังสือเล่มล่าสุดของเขาว่า มนุษย์เรามีจุดอ่อนเรื่องนี้แหละ เราโกงมากขึ้น เมื่อเรารู้ว่าคนอื่นได้รับผลประโยชน์จากการโกงนั้น

แกใช้ matrix test เหมือนเดิม ภายใต้เงื่อนไขแบบมีเครื่องทำลายเอกสาร แต่คราวนี้ ก่อนที่จะเดินมาบอกคะแนนกับกรรมการและรับเงิน นักศึกษาจะได้รับแจ้งว่า แต่ละคนมีคู่นะ และเงินที่จะได้ จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินรวมของตัวเองกับของคู่ สมมติคุณเป็นนักศึกษาที่ร่วมทดลอง พอหมดเวลาทำแบบทดสอบกรรมการก็ประกาศว่าคู่ของคุณคือ x (คุณไม่รู้จัก x มาก่อน) และเงินที่คุณจะได้จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินรวมระหว่างคุณกับ x, แดนพบว่าภายใต้เงื่อนไขนี้ ทุกคนจะโกงมากขึ้น อันนี้คือผลลัพธ์ที่ได้ แต่แดนโยนความผิดไปให้ altruism แล้วบอกว่าเป็นด้านมืดของ altruism ทันทีนี่ อ่านเจอทีแรกผมแอบคาใจนิด ๆ นะ

ข้อโต้แย้งถึงตัวการอื่นของผมเป็นแบบนี้ครับ เราไม่อยากให้เงินสุทธิของตัวเองลดลง ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่คู่ของเราทำข้อสอบได้น้อยกว่าเรา ฉะนั้นเราจึงโกงมากขึ้น ถ้าเหตุผลนี้มีน้ำหนัก มันก็ไม่ใช่ความไม่เห็นแก่ตัวเพียงอย่างเดียวล่ะ ความเห็นแก่ตัวด้วย ทั้งสองอย่างร่วมมือกัน คุณเห็นด้วยมั้ยครับ?

กลับมาต่อที่แดน, ยังมีกลุ่มเงื่อนไขอีกแบบ คือ มีคู่เหมือนเดิม และไม่รู้จักคู่เหมือนเดิม แต่คราวนี้ตอนที่เราทำข้อสอบ คู่จะจับตาดูเรา และตอนที่เราหมดเวลาแล้ว คู่ของเราเป็นฝ่ายทำข้อสอบบ้าง เราก็จะจับตาดูคู่ของเรา ผลลัพธ์คือ ไม่มีการโกงเกิดขึ้น!

ทีนี้ แดนอยากรู้ว่าในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงของการทำงานร่วมเป็นทีม ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์แบบกลุ่มทดลองที่แล้ว จะเป็นยังไง เพราะเราไม่ได้จับตาดูสมาชิกในทีมอย่างคนที่ไม่รู้จักกันใช่มั้ยครับ ดังนั้น ในกลุ่มใหม่ เขาก็ยังให้ผลัดกันทำผลัดกันจับตาดูเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่เพิ่มบทพูด บทสนทนา คำถามคำตอบให้ทั้งคู่คุยกันด้วย ซึ่งก็เป็นบทที่มีจุดประสงค์ให้เกิดความเป็นมิตรต่อกัน ผลลัพธ์? พบว่า โกงมากกว่ากรณีแรกที่ไม่มีการจับตาดูและไม่รู้จักกันเสียอีก

เอาล่ะ มาถึงกลุ่มสุดท้าย ซึ่งการทดลองกับกลุ่มนี้จะตอบคำถามที่ผมบอกว่าคาใจได้ และชี้ให้เห็นว่า altruism เป็นตัวการที่มีอำนาจมากกว่า ความเห็นแก่ตัว คือ กลุ่มที่คู่ของเราเท่านั้นที่ได้ผลประโยชน์จากการโกงของเรา เราไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากการโกงเลย ในกลุ่มนี้ แดนพบว่า จะมีการโกงเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกกรณี คำอธิบายที่เสนอคือ ในกรณีที่เราได้ผลประโยชน์จากการโกง ความเห็นแก่ตัวจะเป็นปัจจัยหนึ่ง และมันช่วยยับยั้งให้เราโกงในระดับที่ไม่ทำให้เราดูเป็นคนโกง (ฟังแล้วงงมั้ยครับ พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความเห็นแก่ตัวทำให้เราขาดเหตุผลดี ๆ ที่จะใช้อ้างกับตัวเองเวลาโกง) ส่วนในกรณีที่โกงเพื่อเธอ และเราไม่ได้ผลประโยชน์ ความเห็นแก่ตัวมิใช่ปัจจัย เราจะโกงมากขึ้น ทำไมล่ะ? ก็ตอนนี้เรามีเหตุผลดี ๆ แล้วนี่

แดนเขียน "In the end---and very sadly---it may be that the people who care the most about their coworkers end up cheating the most."




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 1 มิถุนายน 2556 1:12:22 น.  

The (Honest) Truth about Dishonesty (1)

ระหว่างอ่านหนังสือ The (Honest) Truth about Dishonesty ของ Dan Ariely (ตอนนี้ถึงบทที่ 5) ได้นำโน่นนิดนี่หน่อยไปเล่าไว้ใน facebook สำหรับเนื้อหาบล็อกตอนนี้ แค่รวบรวมจาก fb มาไว้ที่เดียวกันสักทีหนึ่ง

17 เมษายน 2556



ข้อความนี้ถือว่าเป็นเสาหลักต้นหนึ่งของหนังสือได้เลยครับ "พวกเราทุกคนนะ โกงในระดับที่ยอมให้เรามองตัวเองว่าเป็นปัจเจกที่ไม่โกงสักเท่าไหร่หรอก"

17 เมษายน 2556

การทดลองนี้ทำที่ MIT แดนประกาศรับสมัครนักเรียนเข้าร่วมทดลอง โดยบอกว่าคุณมีโอกาสได้เงิน $10 ใน 10 นาที วิธีทดลองง่าย ๆ ฮะ นักเรียนแก้โจทย์เลข 20 ข้อให้ได้ภายใน 10 นาที ตอบถูกจะได้ข้อละ $0.5 แต่ละข้อจะมีตารางตัวเลข 12 ตัว ให้หา 2 ตัวที่รวมกันแล้วเท่ากับ 10 ในนักเรียนกลุ่มควบคุม พอหมดเวลา ก็ให้นักเรียนเอากระดาษคำตอบมายื่นที่กรรมการเพื่อตรวจคำตอบ แล้วรับเงินตามคะแนนที่ทำได้ ค่าเฉลี่ยของคำตอบที่ถูกต้องในกลุ่มควบคุมคือ 4 ข้อ ($2) ทีนี้ อีกกลุ่มหนึ่ง พอหมดเวลาแล้ว กรรมการจะให้นักเรียนตรวจคำตอบของตัวเอง แล้วเอากระดาษคำตอบไปทำลายหลังห้องก่อนเดินมาบอกว่าตัวเองถูกกี่ข้อ คิดว่าค่าเฉลี่ยของจำนวนข้อที่ตอบถูกของกลุ่มหลังเท่ากับเท่าไรฮะ ... 6 ข้อหรือ $3



แดนเขียนประโยคแรกในบทแรก หนังสือเล่มล่าสุดของเขาว่า Let me come right out and say it. They cheat. You cheat. And yes, I also cheat from time to time.

19 เมษายน 2556

ปีเตอร์ศิษย์แดน แอไรลี่ ลืมกุญแจ เข้าบ้านไม่ได้ ก็ไปตามช่างทำกุญแจมาไขประตูให้ ช่างใช้เวลาอึดใจเดียวเสร็จ ปีเตอร์ทึ่ง อะไรมันจะง่ายขนาดนั้นวะ ช่างบอก ล็อคประตูนะมีหน้าที่แค่ทำให้คนที่ไม่ใช่ขโมยไม่เปิดเข้ามาขโมยของแค่นั้นแหละ "คน 1% เป็นคนดีจริง ยังไงซะคนพวกนี้ก็ไม่ขโมย อีก 1% ขี้ขโมย ยังไงมันก็ขโมย แค่ล็อคประตูจะไปทำไรมันได้ ส่วนคนที่เหลือ 98% นะครับ จะเป็นคนดี ไม่ขโมยตราบเท่าที่อยู่ภายใต้เงื่อนที่เหมาะสม แต่ถ้าถูกยั่วหรือถูกกระตุ้นมาก ๆ ก็เอาเหมือนกัน ล็อคประตูช่วยป้องกันคนกลุ่มนี้แล คนสัตย์ซื่อที่อาจลองบิดดูประตูห้องคุณว่ามันล็อคหรือไม่ล็อค"


23 เมษายน 2556

ระหว่างรอฝนหยุดตก อ่านการทดลองที่แดนเล่าในหนังสือได้อีกตอน การทดลองตอนนี้ทำที่ Baylor College of Medicine นำทีมโดย Ann Harvey ศึกษาว่าสุนทรียะของคน (การตัดสินว่าอันไหนงาม อันไหนไม่งาม) ถูกสั่นคลอนโดยอามิสได้หรือไม่

ผู้เข้าร่วมทดลองต้องประเมินให้คะแนนด้วยสเกลชอบถึงไม่ชอบต่อภาพ 60 ภาพ จากหอศิลป์สองหอ มีโลโก้ของหอศิลป์ให้เห็นคู่กับภาพ และเป็นการประเมินภายใต้การสแกนสมองด้วย fMRI ผู้เข้าร่วมจะได้รับแจ้งว่า เพื่อเป็นการตอบแทนเวลาที่ท่านอุตสาห์สละมาช่วยการทดลองนั้น ทางหอศิลป์ได้มีน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ บางคนก็ได้รับแจ้งว่าน้ำใจดังกล่าวมาจากหอศิลป์ที่หนึ่ง บางคนก็รับแจ้งว่าจากหอศิลป์ที่สอง บางคนก็ได้น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ 30 เหรียญ บางคนก็ได้ 100 เหรียญ บางคนได้ 300 เหรียญ เป็นต้น

ผล? ผมคิดว่าใครก็เดาได้ครับ ภาพจากหอศิลป์ที่เป็นสปอนเซอร์จะถูกประเมินด้วยคะแนนที่ชอบมากกว่าอีกหอศิลป์หนึ่ง และยิ่งน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ มากเท่าไร ก็ยิ่งชอบมากเท่านั้น ครั้นถามว่า การเป็นสปอนเซอร์มีผลต่อการตัดสินความงามของผู้เข้าร่วมการทดลองไหม ทั้งหมดรู้ดีว่า ถึงจะให้คะแนนสปอนเซอร์น้อย ตนก็ได้รับน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ครบถ้วนอยู่ดี และไม่มีพันธะอะไรสืบเนื่องเลย ทุกคนตอบตรงกันว่า "ไม่ ใครเป็นสปอนเซอร์ก็ไม่เกี่ยวกับการตัดสินความงามของฉันหรอก" ผลการสแกนสมองฟ้องอย่างเดียวกันกับคะแนนที่บอกว่า "น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวเห็น ๆ" ถ้ามีภาพโลโก้ของสปอนเซอร์ กิจกรรมในส่วน ventromedial prefrontal cortex (ซึ่งสัมพันธ์กับความพึงพอใจ) ของผู้เข้าร่วมทดลองจะทำงานมากกว่า

28 เมษายน 2556

แดนเล่าการทดลองหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ น่าสนใจครับ เป็นการทดลองของ Daylian Cain (โปรเฟสเซอร์ที่ Yale) George Loewenstein (โปรเฟสเซอร์ที่ Carnegie Mellon) กับ Don Moore (โปรเฟสเซอร์ที่ UC Berkeley) ให้ผู้ร่วมทดลองเล่นเกมเดาจำนวนเงินในขวดโหล โดยผู้เข้าร่วมทดลองจะได้รับบทบาทใดบทบาทหนึ่งในสองบทบาทนี้ 1. คนทาย 2. คนให้คำปรึกษา

คนทายเป็นผู้มีสิทธิทายว่าเงินทั้งหมดในขวดโหลคือกี่เหรียญ ยิ่งทายได้ใกล้เคียงเท่าไร่ (ไม่ว่าจะทายขาดหรือเกิน) ก็ยิ่งได้เงินรางวัลมากขึ้นเท่านั้น แต่ผู้ทายเห็นขวดไกล ๆ แค่แวบเดียวเองนะ

คนให้คำปรึกษาจะได้เห็นขวดนานกว่าและได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่าเงินในขวดมีค่าอยู่ระหว่าง $10 กับ $30 ซึ่งก็พูดได้ว่า ในเกม ผู้ให้คำปรึกษาเป็น expert เพราะรู้ข้อมูลมากกว่า ส่วนคนทายเป็น novice

การทดลองนี้ดำเนินการโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มภายใต้เงื่อนไขคนละอย่างกัน กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุม ยิ่งผู้ให้คำปรึกษาช่วยให้คนทายทายได้ใกล้เท่าไร ก็จะยิ่งได้รับผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น, กลุ่มที่สอง มีการสร้างเงื่อนไขให้ผลประโยชน์ขัดแย้งกัน ยิ่งผู้ให้คำปรึกษาให้คำปรึกษาเพื่อคนทายทายเกินจำนวนเงินจริงมากเท่าไร ก็จะยิ่งได้รับผลประโยชน์มากเท่านั้น (เช่น ถ้าเงินจริง 10 บอกให้คนทายทาย 15 ก็จะได้เงินตอบแทนมากกว่าบอกให้คนทายทาย 11) กลุ่มนี้คนทายไม่รู้นะครับว่าผู้ให้คำปรึกษาจะได้ผลประโยชน์ที่สวนทางกับตน

ผลการทดลอง กลุ่มแรกคนให้คำปรึกษาแนะนำเฉลี่ยที่ $16.5 ในขณะที่กลุ่มที่สอง เฉลี่ยที่ $20 เกินจากค่าจริงไป $4 ซึ่งก็สอดคล้องกับ common sense ของคนทั่วไป

แต่ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงกลุ่มที่ 3 เงื่อนไขของกลุ่มนี้เหมือนกลุ่ม 2 และเพิ่มว่า ผู้ให้คำแนะนำจะต้องเปิดเผยความจริงแก่คนทายว่า ยิ่งคนทายทายเกินจริงมากเท่าไร ตนก็จะได้ผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น แน่นอน คนทายพอรู้แบบนี้ ก็ต้องมีการหักลบค่าที่ได้รับคำแนะนำมา (make sense นะครับ) แล้วฝั่งคนให้คำปรึกษาล่ะ พอถูกบังคับให้ต้องเปิดเผย เขาจะทำยังไง บวกเพิ่มจากเดิมไปอีก (เพราะคิดว่า เดี๋ยวอีกฝ่ายจะต้องหักลบ) หรือแสดงพฤติกรรมไม่ต่างจากกลุ่ม 2 คือ + $4 คุณคิดว่าไงครับ

ผลการทดลอง คนให้คำแนะนำกลุ่มนี้ + $8 ครับ ขณะที่คนทายหักลบแค่ $2, หมายความว่าไง? แดนเขียนว่า มันหมายถึงคนทายไม่ตระหนักถึงความน่ากลัวที่แท้จริงของผลประโยชน์ขัดแย้งเมื่อรู้ว่ามีผลประโยชน์ขัดแย้ง และการเปิดเผยข้อมูลผลประโยชน์ของผู้ให้คำแนะนำ (อย่างน้อยก็ในกรณีนี้) ก่อให้เกิดคำแนะนำที่ไบอัสมากกว่าเดิม (กลุ่ม 2) เสียอีก

10 พฤษภาคม 2556

ยอมจำนนต่อความอยากซะตั้งแต่เนิ่น ๆ เถอะครับ


10 พฤษภาคม 2556

ฮาในวงเล็บ และไม่เห็นเป็นอื่น


11 พฤษภาคม 2556

หนังสือ The (Honest) Truth about Dishonesty ของ Dan เล่าการทดลองหนึ่ง น่าสนใจ ทีมวิจัยประกอบด้วย Nicole Mead (โปรเฟสเซอร์ที่ Católica-Lisbon), Roy Baumeister, Francesca Gino, Maurice Schweitzer (โปรเฟสเซอร์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย) และ Dan Ariely

การทดลองเป็นแบบนี้ครับ แบ่งผู้เข้าร่วมเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้เขียนเรียงความสั้น ๆ โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามใช้คำที่มีตัวอักษร x กับ z อันนี้ไม่ยากเท่าไร ชื่อเรียกของกลุ่มนี้คือ กลุ่ม nondepleting condition เพราะภารกิจนั้นแสนง่าย (ถึงแม้คุณอยากจะเขียนเรื่อง sex ของ zombie มันก็ยังไม่ยาก เพราะหาคำอื่นมาแทน sex กับ zombie ได้สบาย ๆ) กลุ่มที่ 2 ก็คล้าย ๆ กัน แต่เปลี่ยนเป็นห้ามใช้ตัวอักษร a กับ n อันนี้ค่อนข้างหนักหนาสาหัส เป็นกลุ่ม depleting condition (ไม่เชื่อลองเขียนดู, ในหนังสือ Dan เว้นพื้นที่ว่างให้เราลองเขียนด้วยครับ) หลังจากทั้งสองกลุ่มเขียนเสร็จและส่งผลงาน ทีมวิจัยก็ขอให้ผู้เข้าร่วมทำภารกิจอื่นต่อ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรียงความล่ะ ภารกิจนี้ก็คือ matrix test (รายละเอียด matrix test ดูข้างบน) พบว่า ไม่ว่าจะเป็นคนจากกลุ่มไหน กลุ่มที่หมดแรงไปกับการเขียนเรียงความ หรือไม่หมดแรง ก็ไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อความสามารถทางคณิตศาสตร์ ทั้งสองกลุ่มทำได้เท่า ๆ กัน


ทีนี้ พอเป็น matrix test แบบมีเครื่องทำลายเอกสาร เขากลับพบว่า กลุ่ม nondepleting condition จะโกงประมาณ 1 ข้อ (เช่น ทำได้ 4 แต่บอกว่า 5) ขณะที่กลุ่ม depleting condition โกงถึง 3 ข้อ (เช่น ทำได้ 4 บอก 7), the bottom line ที่การทดลองนี้อาจใช้ชี้เป็นนัยคือ เวลาเราหมดแรง หรือเหนื่อย ๆ นี่นะครับ เราควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้หรอก การควบคุมตัวเอง ต้องใช้พลังงาน

12 พฤษภาคม 2556

ตะกี้ตอนลงไปหาอะไรกิน ระหว่างรอข้าวไข่เจียวหมูสับ อ่าน Dan Ariely ได้ 2-3 ย่อหน้า ชอบตัวอย่างประกอบคำอธิบาย self-signaling มาก (จนต้องเอามาฉายทางนี้) แดนว่า เบสิกไอเดียเบื้องหลัง self-signaling คือ ไม่ว่าเราจะคิดยังไงก็ตาม จริง ๆ แล้วเราไม่มีภาพความคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวเราหรอกนะจ๊ะว่าเราเป็นใคร เรามักจะมองว่าตัวเองพิเศษ แต่จริง ๆ เราก็ไม่ได้รู้จักตัวเองดีขนาดนั้นหรอก แล้วก็ไม่ได้ดีเลิศอย่างที่มองด้วย เพราะเราสังเกตตัวเราเองในแบบเดียวกับที่เราสังเกตและตัดสินการกระทำของคนอื่น นั่นคือ เราอนุมานว่าเราเป็นใครหรือเราชอบอะไรจากการกระทำของเรา ตัวอย่างที่แกยกมาคืออันนี้ครับ ขอแปลจากหนังสือเลยนะ

"ตัวอย่าง ลองนึกถึงเหตุการณ์คุณเจอขอทานคนหนึ่งข้างทาง แทนที่จะทำเป็นมองไม่เห็นหรือให้เศษตังค์ คุณกลับตัดสินใจซื้อแซนด์วิชให้เขากิน การกระทำดังกล่าวโดยตัวของมันเองนะครับ ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นใคร ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับศีลธรรม หรือกระทั่งคุณลักษณะของคุณ แต่คุณตีความการกระทำนั้นว่า นี่ไงหลักฐานที่แสดงถึงความกรุณาและใจบุญสุนทานของฉัน เอาล่ะ พอมีข้อมูลใหม่อันนี้ คุณก็เริ่มเชื่อมากขึ้นในความเมตตากรุณาของตัวเอง นี่แหละครับ การทำงานของ self-signaling"




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2556 19:34:11 น.  

premature about premature ejaculation

เกือบ 30 ปีก่อน นักสังคมวิทยาชื่อ Lawrence Hong เสนอไอเดียจากการศึกษาสัตว์ตระกูลไพรเมตว่า สัตว์ที่หลั่งช้านั้นก้าวร้าวมาก ส่วนสัตว์หลั่งเร็ว ก้าวร้าวน้อยกว่า ทำให้แกเอามาโยงเข้ากับคน (อันที่จริง แกบอกภายหลัง ทฤษฎีของแก ก็แค่เดา ๆ เอานั่นแหละครับ) ว่า หลั่งเร็วหรือช้าเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และการหลั่งเร็วเป็นการคัดสรรทางธรรมชาติ พวกหลั่งเร็วมีอายุยืนกว่า เพราะก้าวร้าวน้อยกว่า อยู่อย่างสงบสุขกว่า รอดปลอดภัยกว่า (อย่าลืมว่าแกเดาเอานะ-ย้ำอีกที เพราะตอนหลังถูกนักจิตวิทยาชื่อ Ray Bixler จวกเละเหมือนกัน) จึงมีโอกาสสืบพันธุ์มากกว่า พูดง่าย ๆ ด้วยโมเดลนี้ ถ้าจริง ต่อไปผู้ชายหลั่งเร็วกันเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้ ที่น่าสนใจคือ เมื่อไม่กี่ปีก่อน 2009 กลุ่มนักวิจัยจากฟินแลนด์ นำทีมโดยนักจิตวิทยาชื่อ Patrick Jern ศึกษาการหลั่งเร็ว-ช้าในกลุ่มแฝดชาย พบว่า ระยะเวลาการหลั่งในแฝดแท้พ้องกันมากกว่าระยะเวลาการหลั่งในแฝดเทียม ทำให้ทีมวิจัยสรุป ระยะเวลาการหลั่งนี่เป็น heritable trait, ผู้เขียนหนังสือบอกว่า น่าเสียดายที่ประเด็นนี้ไม่มีใครศึกษาต่อ ไม่รู้ว่าจริงไม่จริงนะฮะ และเรียกงานเดาของ Hong ว่าเป็น premature about premature ejaculation ใครคิดว่าน่าสนใจ ลองศึกษาจ้า (อ่านเจอใน Why Is The Penis Shaped Like That? ของ Jesse Bering)

fb




 

Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2556 23:15:45 น.  

ปัญหาของ Cardano และความสับสนระหว่างโอกาสกับค่าคาดหมาย

ในบทความ 15 หน้า Liber du ludo aleae ของ Gerolamo Cardano แพทย์และนักคณิตศาสตร์ศตวรรษที่สิบหก มีปัญหาความน่าจะเป็นข้อหนึ่งน่าสนใจ หากอาศัยความรู้ปัจจุบัน เด็กนักเรียนมัธยมยุคนี้ตอบได้สบาย ๆ ครับ แต่ในสมัยนั้น แม้แต่ Cardano เอง ก็ยังผิด

คำถามที่กวนใจ Cardano คือ เราต้องทอยลูกเต๋ายุติธรรมกี่ครั้งเพื่อให้โอกาสออกแต้มหกอย่างน้อยหนึ่งครั้งมีค่าเท่ากับครึ่งหนึ่ง



Cardano ให้เหตุผลว่า ถ้าเหตุการณ์ใดก็ตามมีโอกาสเกิดเท่ากับ p ในการทดลองหนึ่งครั้ง ดังนั้น สำหรับการทดลองที่เป็นอิสระจากกัน n ครั้ง เหตุการณ์จะเกิดขึ้นโดยเฉลี่ย np ครั้ง (ตรงนี้ถูกต้องนะ แต่พลาดตรงที่ดันสรุปว่า) ฉะนั้น นั่นคือสิ่งที่บ่งชี้ถึงโอกาสเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในการทดลอง n ครั้ง เมื่อเราลองแทนค่าตามปัญหาดู p = 1/6 และถ้าโยนสามครั้ง n = 3 ทำให้ np = 1/2 เท่ากับการโยน 3 ครั้งทำให้โอกาสออกหกอย่างน้อยหนึ่งครั้งเท่ากับ 1/2

ตรงนี้ Cardano เขียนในบทที่ 9 ของ Liber du ludo aleae ว่า "One-half of the total number of faces always represents equality; thus the chances are equal that a given point will turn up in three throws..."

เด็ก ๆ ที่เรียนจบบทความน่าจะเป็นคงจับผิดได้ไม่ยาก การให้เหตุผลของ Cardano นั้น เกิดจากสับสนเอาค่าคาดหมายไปเป็นโอกาส ถ้าเราทอยเต๋าสามครั้ง ค่าคาดหมายของการออกแต้มหกเท่ากับ 1/2 ครั้ง ไม่ใช่โอกาสเท่ากับ 1/2 เพราะในการโยน n ครั้ง โอกาสที่ไม่ออกแต้มหกเลยเท่ากับ (5/6)n ฉะนั้น โอกาสออกหกอย่างน้อย 1 ครั้งเท่ากับ 1 - (5/6)n และเราต้องการให้โอกาสนี้เท่ากับ 1/2 เราก็แค่แก้สมการ 1/2 = 1 - (5/6)n ได้ n ประมาณ 3.8 นั่นคือต้องทอยเต๋า 4 ครั้ง เป็นคำตอบครับ




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2555    
Last Update : 29 ธันวาคม 2555 22:43:25 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.