creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
Just the Arguments



มีเหตุผลหลัก ๆ อยู่สี่ข้อที่ทำให้ผมชอบ Just the Arguments: 100 of the Most Important Arguments in Western Philosophy (1) หัวข้อที่มันพูดถึงเป็นข้อโต้แย้งของนักปรัชญาตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบันที่จบเป็นข้อโต้แย้ง ๆ ไป ทำให้เราอ่านแล้วทำความเข้าใจได้ง่ายว่านักปรัชญาคนนั้นมีความเห็นอย่างไรต่อข้อโต้แย้งนั้น, (2) ภาพรวมของแต่ละบท แม้จะต่างผู้เขียน แต่ก็มีโครงสร้างร่วมกัน โครงสร้างอันนี้ไม่ได้ถูกระบุหรือแสดงไว้ชัดเจนนะครับ แต่เชื่อว่าใครก็ตามที่อ่าน จะเห็นตรงกัน เราสามารถแบ่งบทความออกเป็น 3 ส่วน เริ่มต้น แนะนำปัญหาหรือข้อโต้แย้งในภาพรวมอย่างคร่าว ๆ แล้วตามด้วยตัวบทจากต้นฉบับที่แสดงถึงแก่นของข้อโต้แย้ง และปิดท้ายสรุปโครงสร้างการให้เหตุผลที่เขียนออกมาเป็นข้อ ๆ ตามคำบรรยายในส่วนที่สอง เป็นส่วนที่ช่วยให้เราเห็นข้อโต้แย้งชัดเจน เห็นว่าอะไรคือ premise อะไรคือข้อสรุป และข้อสรุปสรุปมาจากกฎอะไร, (3) เราได้เห็นข้อโต้แย้งที่มีจากหลากหลายฝ่าย ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน, (4) ความยาวขนาดพอดีของแต่ละบทความ ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อก่อนเรื่องจะจบ

ข้อโต้แย้งที่รวบรวมในหนังสือเล่มนี้มี 100 ข้อ แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม

(1) ปรัชญาศาสนา ตัวอย่าง [1] ข้อโต้แย้งการมีอยู่ของพระเจ้าของนักบุญทอมัส อไควนัสจากการเคลื่อนที่ จากการมีอยู่ของลำดับของสาเหตุ จากการที่บางสิ่งสามารถถูกสร้างขึ้นมาหรือทำให้เสื่อมสลายไป จากการที่บางสิ่งมีดีกรี เช่น ดีระดับหนึ่ง จริงระดับหนึ่ง และจากการที่วัตถุทั้งหลายในโลกมุ่งหน้าไปสู่จุดจบ บทตั้งทั้ง 5 ข้อนี้รู้จักกันดีในนาม Quinque viæ หรือ Five Ways, [2] ข้อโต้แย้งการมีอยู่ของพระเจ้าของ Samuel Clarke ที่พยายามแสดงว่า เพราะจักรวาลมีอยู่ พระเจ้าจึงมีอยู่ (ข้อโต้แย้งกลุ่มนี้เราเรียกว่า cosmological argument) โดยทั่วไปจะมี 2 ขั้น 1. การมีอยู่ของจักรวาลจะต้องมีสาเหตุหรือมีปฐมเหตุ 2. ปฐมเหตุนั่นคือพระเจ้า ความคิดในขั้นที่ 1. ยังแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่อ้างว่าไม่มีลำดับของสาเหตุอนันต์ชั้น กับกลุ่มที่ไม่อ้างเหตุผลข้อดังกล่าว นักบุญอไควนัสอยู่กลุ่มแรกนะครับ เพราะว่าไม่มีลำดับของสาเหตุจำนวนอนันต์จึงต้องมีปฐมเหตุที่ไม่ได้เกิดมาจากเหตุใดเลย และนั่นคือพระเจ้า ส่วนข้อโต้แย้งของ Clarke สังกัดอยู่กลุ่มที่สอง แกอ้าง Principle of Sufficient Reason, [3] ข้ออ้างของ Kalam นักเทววิทยามุสลิมจากยุคกลางที่ใช้ modus ponen สรุปว่าเพราะเอกภพมี สาเหตุของเอกภพก็ต้องมี, [4] เมื่อพูดถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้า เราสามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มที่อ้างจากการมีอยู่ของสิ่งอื่น เช่น [1] [2] [3] กับกลุ่มที่อ้างสารัตถะแห่งพระเจ้า (God's essence) โดยตรง กลุ่มหลังนี้เรียกว่าเป็น ontological argument บทนี้พูดถึงข้อโต้แย้งเชิงภววิทยาของนักบุญแอนเซล์มแห่งแคนเทอร์เบอรี, [5] ข้อโต้แย้งการเดิมพันของปาสกาล อันนี้ก็เป็นการอ้างเหตุผลอีกแนวหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะปาสกาลใช้ pragmatic reasoning บอกเราว่า มันคุ้มนะที่จะเชื่อว่ามีพระเจ้า

(2) อภิปรัชญา ตัวอย่าง [22] ข้อโต้แย้งว่าด้วย identity จากปัญหาเรือของธีซีอุส ปัญหานี้มาจากประเพณีของชาวเอเธนส์ที่จะส่งเรือไปแสวงบุญที่เกาะดีลอสเพื่อเป็นเครื่องบูชาเทพอะพอลโล่ทุกปี ตามตำนานว่าอะพอลโล่ช่วยธีซีอุสกับลูกเรือ 14 คน ประเพณีนี้ก็ทำต่อเนื่องกันมายาวนานนะครับ มันก็ต้องมีชิ้นส่วนเรือที่ชำรุดแล้วถูกเปลี่ยนตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เรื่อย ๆ Plutarch เล่าว่า ปัญหาว่าเรือลำนี้ หลังจากผ่านไปหลายปี ชิ้นส่วนต่าง ๆ ค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนจนไม่เหลือชิ้นส่วนเดิมอยู่เลยนั้น จะยังคงเป็นเรือลำเดิมอยู่มั้ย เป็นปัญหาที่นักปรัชญาเอเธนส์ถกกันอยู่แล้ว ต่อมา Hobbes ก็ผูกเรื่อง เพิ่มปมเข้าไปอีกชั้น ฮอบส์ว่า ถ้ามีใครสักคนเก็บชิ้นส่วนเก่า ๆ ของเรือธีซีอุสไว้ทั้งหมด แล้วเอาชิ้นส่วนเหล่านั้นมาประกอบเป็นเรือ แบบนี้ เราจะพูดว่า เรือลำเดิมแยกร่างออกเป็น 2 ลำได้ไหม มันฟังดูงี่เง่ามาเลยนะ ฮอบส์ว่า, [24] ข้อโต้แย้งเรื่องการมีอยู่ของ soul ของ Swinburne โดยใช้ modal operator ข้อโต้แย้งของ Swinburne เริ่มจากข้อตั้ง 3 ข้อ 1. p, 2. (x)♢(p&q&x&r), และ 3. ¬♢(p&q&¬r&s) เมื่อ p = ฉันเป็นคนที่มีจิตสำนึกและดำรงอยู่ในปี 1984, q = ร่างกายทั้งหมดของฉันถูกทำลายไม่เหลือซากในเสี้ยววินาทีสุดท้ายของปี 1984, r = ฉันมีโซในปี 1984, s = ฉันดำรงอยู่ (exist) ในปี 1985, และเมื่อกำหนดให้ x เป็นประพจน์ (proposition) ทั้งหมดที่สอดคล้องกัน และสอดคล้องกับ p&q และเป็นประพจน์ที่พูดถึงเหตุการณ์ในปี 1984 แล้ว (x) อ่านว่า 'สำหรับทุก x' ถึงตรงนี้ ข้อ 2. กับ 3. มี modal operator ตัวหนึ่งที่เกินความรู้ ม.4 มาหน่อย คือ ♢ (diamond) สัญลักษณ์นี้อ่านว่า 'เป็นไปได้ที่' เช่น ♢r = เป็นไปได้ที่ฉันจะมีโซในปี 1984 เราเห็นว่า premiss 1 ไม่น่ามีปัญหาอะไร, premiss 2 บอกว่า เป็นไปได้ที่ฉันจะอยู่รอดถึงปี 1985 (หมายความว่า อยู่รอดในบางรูปแบบ อยู่รอดแบบไม่มี body นะ) ถ้าหากว่าฉันมีจิตสำนึกในปี 1984 ถึงแม้ว่าร่างกายของฉันจะถูกทำลายจนสิ้นซากตอนสิ้นสุดปีนั้น และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกก็ตามในปี 1984 ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดสองข้อเมื่อตะกี้, premiss 3 บอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่ฉันซึ่งมีจิตสำนึกในปี 1984 จะอยู่รอดถึงปี 1985 ถ้าร่างกายของฉันถูกทำลายจนไม่เหลือซาก หากว่าฉันไม่มีโซในปี 1984 Swinburne บอกว่า จาก premiss 2 กับ 3 เรารู้ว่า ¬r ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ในช่วงหรือขอบเขตของ x และเนื่องจากว่า ¬r เป็นข้อความที่บรรยายเหตุการณ์หรือสถานะในปี 1984 ทำให้ผลสืบเนื่องที่เราสามารถสรุปได้คือ มันไม่สอดคล้องกับ (p&q) ฉะนั้น (p&q) ⊨ r ทีนี้ Swinburne ให้เหตุผลว่า q นะ ไม่ส่งผลกระทบต่อ r หรอก ฉะนั้น p ⊨ r, [31] Frankfurt โจมตี principle of alternative possibilities (ที่ทั้งอริสโตเติ้ล ฮูม ค้านท์ ฯลฯ ต่างรับรองว่าไม่ผิดแน่) หลักการนี้บอกว่า คนเราจะต้องรับผิดชอบในเชิงศีลธรรมต่อสิ่งที่ตัวเองทำลงไปก็ต่อเมื่อเรามีทางเลือกในการกระทำอย่างอื่น พูดอีกอย่างว่า เพราะคุณมีทางเลือกและสามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ ฉะนั้นคุณจึงต้องรับผิดชอบในเชิงศีลธรรมต่อสิ่งที่คุณกระทำ แต่ตัวอย่างเซ็ตนี้ของ Frankfurt ชี้ว่า ถึงแม้คุณจะไม่สามารถเลือกทำอย่างอื่นได้ (คุณของแกคือโจนส์) คุณก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี นั่นคือ determinism อยู่รวมกับ moral responsibility ได้, [32] Peter van Inwagen ใช้ consequence argument โจมตี compatibilism (compatibilism คือ ความคิดที่ว่าการกระทำทั้งหมดของเราสามารถอธิบายได้ (หรือถูกกำหนด) ด้วยกฎทางกายภาพ (determinism) แต่ขณะเดียวกัน เราก็สามารถมี free will ในแง่ที่มันจำเป็นต่อความรับผิดชอบทางศีลธรรม นั่นคือความคิดเกี่ยวกับ free will กับ determinism เป็นความคิดที่ compatible กัน เราจึงเรียกมันว่า compatibilism)

(3) ญาณวิทยา ตัวอย่าง [35] Cogito argument ของเดการ์ต 'Cogito, ergo sum' ที่รู้จักกันดี กับข้อโต้แย้งแบบเดียวกันเป๊ะของนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป ในเดอะซิตี้ออฟก็อด แกเขียนว่า "กระนั้นก็ดี ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างเปี่ยมล้นว่า ข้าพเจ้ามีตัวตน และมั่นใจว่า ข้าพเจ้ารู้และรักความจริงข้อนี้ ซึ่งความมั่นใจและความรู้ดังกล่าวมิอาจเป็นภาพลวงตาหรือภาพมายา เมื่อกล่าวถึงความจริงดังว่า ข้าพเจ้าก็หาได้หวั่นบรรดาข้อโต้แย้งจากนักวิชาการไม่ ข้อโต้แย้งทำนอง เป็นไปไม่ได้หรือที่ท่านจะถูกทำให้เข้าใจผิด หรือถูกลวงว่าความเชื่อเช่นนั้นเป็นความจริง ทำไมถึงไม่หวั่นนะหรือ ก็เพราะถ้าหากข้าพเจ้าเป็นฝ่ายถูกทำให้เข้าใจผิด นั่นหมายถึงข้าพเจ้ามีตัวตน คนที่ไม่มีตัวตนจะถูกทำให้เข้าใจผิดได้อย่างไร ฉะนั้น หากข้าพเจ้าถูกลวง ย่อมยืนยันความมีตัวตนของข้าพเจ้าเป็นมั่น และเนื่องจาก ถ้าหากข้าพเจ้าถูกทำให้เข้าใจผิดแล้วข้าพเจ้ามีตัวตน แล้วข้าพเจ้าจะถูกทำให้เข้าใจผิดในการกล่าวว่าข้าพเจ้ามีตัวตนได้อย่างไร ฉะนั้น ข้าพเจ้าจะต้องมีตัวตนถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะถูกทำให้เข้าใจผิดไป เช่นนี้แล้ว จะยังสงสัยอีกหรือว่าข้าพเจ้ามิได้ถูกลวงในความรู้ที่ว่าข้าพเจ้ามีตัวตน" ข้อโต้แย้ง 'Si fallor, sum' ของนักบุญออกัสตินอันนี้ เหมือนกับ 'Je pense, donc je suis' หรือ 'Cogito, ergo sum' (I think, therefore I am) ของเดการ์ต, [41] Edmund Gettier ยกตัวอย่าง 2 เรื่องที่มีตัวละครคือคุณสมิธกับคุณโจนส์ อันโด่งดังของแกโจมตีความคิดที่ว่า ความรู้คือ justified true belief (ความเชื่อที่เป็นความจริงและมีเหตุผลรองรับความเชื่อดังกล่าวนั้น) คำถามสำคัญในญาณวิทยาคำถามหนึ่งคือ เมื่อไรเราจะพูดได้ว่าใครบางคนรู้อะไรบางอย่าง สมมติว่าใครบางคนคือ S และอะไรบางอย่างคือ P ดังนั้น คำถามก็คือ เมื่อไร เราจะพูดได้ว่า S รู้ว่า P คำตอบต่อคำถามนี้อาจอยู่ในฟอร์ม (a) S รู้ว่า P ก็ต่อเมื่อ 1. P เป็นจริง, 2. S เชื่อว่า P และ 3. S มีเหตุผลรองรับความเชื่อ P, นั่นเท่ากับพูดว่า เงื่อนไข 3 ข้อดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและพอเพียงในการที่จะพูดว่า S รู้ว่า P และในหัวข้อนี้ Gettier ใช้ตัวอย่างสมิธกับโจนส์แย้งให้เห็นว่า เงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เราพูดได้ว่า S รู้ว่า P

(4) จริยศาสตร์ ตัวอย่าง [70] Judith J. Thomson ใช้ตัวอย่างนักไวโอลินอันโด่งดังกับ modus tollens ในการหักล้างเหตุผลของฝ่ายต่อต้านการทำแท้งซึ่งอยู่ในชุดความคิดที่ว่า ทารกในครรภ์ (fetus) เป็นคน และคนไม่ว่าจะมีอายุเท่าไรก็ตามมีสิทธิทางศีลธรรมที่จะมีชีวิต และการทำแท้งเป็นการละเมิดสิทธิดังว่านั้น จริงอยู่ ฝ่ายแม่ก็มีสิทธิเหนือร่างกายของตน จะทำอะไรกับร่างกายของตัวเองก็ได้ แต่สิทธิในการมีชีวิตอยู่ของคนอื่นสำคัญกว่าสิทธิในการกระทำกับร่างกายตัวเอง ฉะนั้นการทำแท้งผิดศีลธรรม ซึ่งในบทความ A Defense of Abortion นั้น Thomson ว่า ถ้าข้อสรุปจาก argument นี้สมเหตุสมผล แล้วกรณีตัวอย่างนักไวโอลินของเธอก็ต้องนำไปสู่ข้อสรุปเดียวกันด้วย แต่เนื่องจาก ตัวอย่างของเธอนั้น เธอสร้างให้มันไม่สมเหตุสมผล (หรืออย่างน้อยก็มีข้อกังขาถึงความสมเหตุสมผล) ฉะนั้นข้อโต้แย้งของฝ่ายคัดค้านการทำแท้งก็ต้องไม่สมเหตุสมผลด้วย modus tollens, [74] James Rachels โต้แย้งว่าการุณยฆาตแบบ active ไม่มีความแตกต่างทางศีลธรรมไปจากแบบ passive การุณยฆาตแบบ active หมายถึง จงใจฆ่าให้ผู้ป่วยตาย ส่วนแบบ passive หมายถึง จงใจที่จะไม่ยื้อชีวิตผู้ป่วยเอาไว้ หรือจงใจปล่อยให้ผู้ป่วยตาย ทั้ง 2 กรณีนี้ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะอยากตายเอง แต่หลายคนมองว่าแบบแรกผิดศีลธรรม ส่วนแบบหลังโอเค Rachels ว่า เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังภาพอันนี้คือ เพราะเราคิดว่า การฆ่าผู้อื่นไม่เท่ากับการปล่อยให้ผู้อื่นตาย คำถามที่แกสนใจคือ การฆ่ากับการปล่อยให้ตายโดยตัวของมันเองนี่มีน้ำหนักทางศีลธรรมแตกต่างกันจริงหรือ ถ้าเราเซ็ตเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่แตกต่างกันเพียงแค่ปัจจัยนี้ปัจจัยเดียว แล้วปล่อยให้ปัจจัยนั้นถ่วงน้ำหนักทางศีลธรรม และหากผลออกมาว่ามันต่างกันจริง ก็โอเค เรายอมรับได้ว่าการฆ่ากับการปล่อยให้ตายมีน้ำหนักที่แตกต่างกันทางศีลธรรมจริง แล้วแกก็ยกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามีกรณีที่มันไม่จริง

(5) ปรัชญาที่เกี่ยวกับจิตใจ (Philosophy of Mind) ตัวอย่าง [85] โทมัส นาเกล ใช้ประสบการณ์ของค้างคาวเป็นข้ออ้างว่า physicallism ไม่สามารถบรรยายข้อเท็จจริงสำคัญทั้งหมดเกี่ยวกับประสบการณ์ได้, [86] เดวิด คาลเมอร์ส บอกว่าเพราะเราสามารถจินตนาการถึงโลกของซอมบี้ได้ physicallism จึงเป็นเท็จ, [88] Searle ใช้ Chinese Room argument ปฏิเสธ strong AI

(6) วิทยาศาสตร์ กับ ภาษา ตัวอย่าง [89] ข้อโต้แย้งว่าด้วยขอบเขต (demarcation) ของวิทยาศาสตร์ของเซอร์คาร์ล ปอปเปอร์ สำหรับปอปเปอร์นั้น วิทยาศาสตร์แท้ต่างจากวิทยาศาสตร์เทียม (แกวิจารณ์ซิกมุนด์ ฟรอยด์กับคาร์ล มาร์กซ์ ที่ถึงแม้ทั้งคู่จะมองว่างานของตัวเองเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตกับวิทยาศาสตร์ทางสังคม ว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม หรือ pseudo-science) ตรงที่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นของแท้จะต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าผิดได้ นั่นคือจะต้องมีหรืออ้าแขนรับ falsifying evidence ไม่ใช่โอบกอดเฉพาะ confirmation หรือหลักฐานสนับสนุนเพียงอย่างเดียว, [90] ข้อโต้แย้งของคูห์นจากการวิเคราะห์การปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์ว่าเป็น paradigm shift ฉะนั้นจะพูดว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นแบบสะสมต่อยอดนั้นพูดไม่ได้ และเราต้องทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ผ่านบริบทเชิงสังคมและประวัติศาสตร์

ผมให้


Create Date : 30 มีนาคม 2557
Last Update : 30 มีนาคม 2557 13:08:34 น. 0 comments
Counter : 664 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.