creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
หนังสือแห่งชา กับ The Book of Tea



สำหรับฉบับแปลไทย ขอบอกตรง ๆ ว่าตกตะลึงมากครับ เดิมทีผมไม่ได้ตั้งใจอ่านทั้ง 2 ฉบับ แต่บังเอิญตอนเริ่มต้นอ่านหนังสือแห่งชา เกิดอยากรู้ขึ้นมาว่าคำว่าลัทธิชานั้น ต้นฉบับใช้คำอะไร (Teaism) จึงลองหาต้นฉบับ เจอเล่มเต็มในโปรเจ็คกูเท่นแบร์ก (ดู The Book of Tea) หลังจากอ่าน 'The Cup of Humanity' จบ ชื่นชมในการเขียนที่งดงามของ Okakura มาก ความตะลึงเกิดขึ้นตรงนี้แหละ เพราะเหมือนอ่านคนละเรื่องกับ 'ถ้วยแห่งมนุษยชาติ' เลยทีเดียว ทำให้ต้องอ่านสลับกัน อ่านฉบับแปลไทยจบ ก็อ่านต้นฉบับซ้ำอีกที พบว่า 3 บทแรกในฉบับแปลไทย (ถ้วยแห่งมนุษยชาติ, สกุลชา และ ลัทธิเต๋าและนิกายเซน) แปลได้น่าผิดหวังมาก เพราะ (1) เป็นการแปลแบบตีความมากเกินไป เช่น 1.1 'there were three most deplorable things in the world' แปลว่า 'โลกนั้นประกอบไปด้วยโศกนาฏกรรมสามอย่าง' คำว่า most deplorable things น่าจะหมายถึง สิ่งหรือเรื่องที่น่าเสียดาย ชั่วร้าย เลวร้ายมาก 'ที่สุด' ไม่ใช่เรื่องเศร้า แต่ก็พอตีความได้ หรือ 1.2 'The Taoists claimed it as an important ingredient of the elixir of immortality.' แปลว่า 'คนที่นับถือลัทธิเต๋าเชื่อว่าชานั้นคือหนึ่งในยาอายุวัฒนะแห่งความเป็นอมตะ' ซึ่งอันที่จริงมันควรจะเป็นแค่ important ingredient หรือส่วนประกอบสำคัญมากกว่าที่จะเป็นยาอายุวัฒนะเสียเอง

(2) แปลผิดและแปลรวบความ เช่น 2.1 หนังสือต้นฉบับบรรยายวิธีชงชาของ Luwuh โดยเริ่มจากการแนะนำสถานะการต้มน้ำที่มีอยู่ 3 สถานะ แจกแจงอย่างละเอียดว่าสังเกตแต่ละสถานะได้ยังไง และแนะนำขั้นตอนการเตรียมก้อนชา เติมเกลือลงในสถานะแรกนะ แล้วใส่ชาสถานะที่สอง พอถึงสถานะที่สามให้เติมน้ำเย็นหนึ่งกระบวยเพื่อ revive the "youth of the water" ดูสิครับว่าต้นฉบับใช้ภาษาสร้างภาพได้งามขนาดไหน ทีนี้ฉบับแปลหน้า 32 แปลว่า 'ส่วนขั้นตอนการต้มน้ำนั้น ลู่ อวี่ บอกว่าน้ำที่ต้มจนเดือดเป็นฟองขนาดตาปลาบนผิวน้ำนั้นเหมาะที่สุด ส่วนชาอิฐนั้นควรนำไปย่างให้นิ่มเหมือนแขนทารกก่อนหั่นเป็นผง และควรเติมเกลือลงไปในการต้มครั้งแรก' จบแค่นี้จริง ๆ การต้มน้ำ 3 สถานะหายไปไหน?, สถานะแรกที่เป็นตาปลานั่นถูกต้อง แต่ไม่ใช่เหมาะสมที่สุด salt is put in the first boil ไม่ได้แปลว่าควรเติมเกลือลงไปในการต้มครั้งแรก แต่หมายถึงให้ใส่เกลือลงไปในการต้มขณะที่น้ำเดือดอยู่ในสถานะแรก (the boil = the state of boiling), ชาที่ต้องใส่ตอนสถานะที่สอง และน้ำเย็นหนึ่งกระบวยในสถานะที่สามก็หายไป?

2.2 ต้นฉบับเขียน 'But the great respect paid to the laws and customs of that classic period of Chinese civilisation which culminated with the establishment of the Chow dynasty in the sixteenth century B.C., kept the development of individualism in check for a long while, so that it was not until after the disintegration of the Chow dynasty and the establishment of innumerable independent kingdoms that it was able to blossom forth in the luxuriance of free-thought. Laotse and Soshi (Chuangtse) were both Southerners and the greatest exponents of the New School. On the other hand, Confucius ...' ฉบับแปลตัดทอนเหลือแค่ 'แต่ความเป็นปัจเจกนิยมถูกกดไว้โดยการก่อตั้งราชวงศ์โจว เมื่อสามพันหกร้อยปีที่แล้ว จนกระทั่งเข้าถึงยุคสามก๊ก ความคิดอิสระจึงได้มีโอกาสเกิดขึ้น เล่าจื่อและจวงจื่อเป็นชาวจีนตอนใต้ทั้งคู่ ในขณะที่ขงจื่อนั้น ...' ตรงนี้ผมก็ยังคาใจการแปล คำว่า 'innumerable independent kingdoms' เป็นสามก๊ก ข้อสงสัยของผมคือ (สารภาพก่อนว่าไม่มีความรู้ประวัติศาสตร์จีนนะครับ) ช่วงล่มสลายราชวงศ์โจวกับสามก๊กนี่ห่างกันเกือบพันปีหรือเป็นพันปีไม่ใช่เหรอ อาศัยความรู้จากการอ้างถึงเลียดก๊กในสามก๊ก ซึ่งเลียดก๊กเป็นช่วงยุคชุนชิวที่มีพวก เล่าจื่อ ขงจื่อ หรือไม่ก็จ้านกว๋อ การพูดว่า 'it was not until after the disintegration of the Chow dynasty and the establishment of innumerable independent kingdoms that it was able to blossom ...' โดยสามัญสำนึกจึงไม่น่าจะพูดถึง disintegration กับ establishment ที่ทิ้งระยะเวลาห่างกันนานเป็นพันปีรึเปล่า (ช่วงระยะเวลาระหว่างนั้นยังมีราชวงศ์ฉินกับฮั่นอีกไม่ใช่เหรอ) มันให้อารมณ์ประมาณพูดว่าเหตุการณ์ x เริ่มเกิดขึ้นหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาและเริ่มมีการเล่นเฟซบุ๊กยังไงยังงั้น แถมประโยคต่อมายังพูดถึงเล่าจื่อในฐานะ หนึ่งใน "greatest exponents of the New School" ดูสอดรับกันดีกับประโยคหน้า ฉะนั้นคำว่า "innumerable independent kingdoms" น่าจะหมายถึงยุคชุนชิวกับจ้านกว๋อตอนปลายราชวงศ์โจวรึเปล่า?

2.3 ต้นฉบับเขียน 'The usefulness of a water pitcher dwelt in the emptiness where water might be put, not in the form of the pitcher or the material of which it was made.' ส่วนฉบับแปลแปลว่า 'น้ำก็เช่นกัน มีคุณค่าอยู่ตรงที่มันปรับตัวเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามภาชนะที่มันอาศัยอยู่' อันนึ้เล่นเอามึน, 2.4 ต้นฉบับเขียน 'We find Tankawosho breaking up a wooden statue of Buddha on a wintry day to make a fire. "What sacrilege!" said the horror-stricken bystander. "I wish to get the Shali out of the ashes," calmy rejoined the Zen. "But you certainly will not get Shali from this image!" was the angry retort, to which Tanka replied, "If I do not, this is certainly not a Buddha and I am committing no sacrilege." Then he turned to warm himself over the kindling fire.' และแปลออกมาโดยตัดความทิ้งเหลือเพียง 'คนอย่าง ทะกะวะโช จึงสับพระพุทธรูปไม้ไปทำฟืนเสีย "ช่างไร้ซึ่งความเคารพ" คนที่พบเห็นกล่าวด้วยความตกตระหนก "แต่นี่ไม่ใช่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และข้าพเจ้าก็มิได้แสดงความลบหลู่" เขาตอบกลับและหันไปผิงไออุ่นจากกองไฟ'

(3) ตัดเนื้อหาในต้นฉบับทิ้งไปเลย ไม่แม้กระทั่งรวบหรือย่อความ เช่น บทที่ 3 ลัทธิเต๋าและนิกายเซน ตัดย่อหน้าที่ 2 และ 3 ของต้นฉบับทิ้ง การตัดทิ้งแบบน่าเกลียด ๆ อย่างนี้จะพบได้ในสามบทแรก แต่ไม่พบในสี่บทหลัง (4) ความไม่สอดคล้องกัน เช่น บางแห่งแปล Yeno ว่าเว่ยหล่าง บางแห่งก็เยโน เหตุผลทั้ง 4 ข้อนี้ ผมยกตัวอย่างแค่เพียงคร่าว ๆ นะ สามบทแรก openbooks น่าจะตรวจสอบสักหน่อย สี่บทหลังโอเคครับ

ภาพรวมของ The Book of Tea หนังสือแห่งชา ผมชอบการเขียนที่ประณีต และการแปลที่ทำได้ดีมากในบางบท การเปรียบเทียบแบบมีลีลาชั้นเชิง งดงาม รวมถึงเรื่องเล่าน่าทึ่ง ๆ เกี่ยวกับชาและปัจจัยแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นคน อาคาร เครื่องใช้ ดอกไม้ประดับ ศิลปะ ลัทธิ ความเชื่อ ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากสงครามและการเริ่มเป็นประเทศในเอเชียที่ได้รับการยอมรับจากตะวันตก จนทำให้ปัญญาชนญี่ปุ่นต้องออกมาตั้งคำถามถึงตัวตนหรือจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่น ประเด็นนี้สะท้อนชัดในบทที่หนึ่ง นอกจากนี้ ไม่ว่าจะพูดถึงองค์ประกอบอะไรก็ตาม จะมีลักษณะของการเชิดชู เพื่อชักชวนให้ระลึกถึงสิ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณที่ดีงามและมีความหมายแบบตะวันออกหรือแบบญี่ปุ่นผ่านทางชา ประทับใจครับ ถึงแม้จะไม่ค่อยปลื้มเท่าไรที่ผู้เขียนโจมตีวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างไร้เหตุผล เมื่อกล่าวโทษว่าเป็นต้นตอของการจัดประเภท อันนี้ไม่เห็นด้วย

หนังสือแห่งชาThe Book of Tea
ผมให้



Create Date : 22 สิงหาคม 2555
Last Update : 23 สิงหาคม 2555 22:18:33 น. 2 comments
Counter : 1458 Pageviews.

 
พออ่านเทียบกันแบบนี้แล้วคิดหนักเลยนะคะเนี่ย


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:21:15:50 น.  

 
The Book of Tea น่าอ่านนะคะ


โดย: jackfruit_k วันที่: 23 สิงหาคม 2555 เวลา:21:24:51 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.