creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
Confessions of a Young Novelist



หนังสือจากเลกเชอร์ The Richard Ellmann in Modern Literature ปี 2008 ของอุมแบร์โต เอโค่ เสน่ห์แรกเริ่มตั้งแต่ชื่อ Confessions of a Young Novelist เลยล่ะ ทำไม young novelist ทั้ง ๆ ที่ตอนแกเลกเชอร์นี้ อายุก็ปาไปจะ 77 แล้ว เหตุผลคือ นิยายเรื่องแรก The Name of the Rose พิมพ์ปี 1980 ฉะนั้น ในฐานะ novelist แกเพิ่งจะ 28 เอง ว่างั้น เท่ากับแกยังเป็นเด็ก และบอกด้วยว่า จะผลิตผลงานต่อไปอีก 50 ปี! เอาล่ะ อารมณ์ก่อนอ่านของผมก่อตัวรอบคีย์เวิร์ด 2 คำ เอโค่ กับ วรรณกรรม คำถามแรกคือ คนคออ่อนทางวรรณกรรมอย่างเราจะอ่านได้ไหม ชั่วโมงบินในโลกหนังสือต่ำเตี้ยเรี่ยดินจะเข้าใจหรือตอนที่เอโค่พูดอะไรประมาณ ดังเต้มิอาจพรรณนาถึงเทวดาทั้งหมดบนสรวงสวรรค์ในคันโต้ที่ 29 จากพาราดิโซด้วยเกินกว่ามนุษย์อย่างเราจะเข้าใจได้ ถึงกับพาดพิงเรื่องเล่านักประดิษฐ์หมากรุกผู้ขอรางวัลจากกษัตริย์เปอร์เซียเป็นเมล็ดข้าวที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวตามลำดับบนช่องหมากรุก 1 2 4 8 ไปจนถึง 2 ยกกำลัง 63 ว่าเป็นฟังก์ชั่นของลิสต์ (บทที่ 4)

ผิดคาดฮะ แม้จะไม่รู้อะไรเลยตอนที่เอโค่ยกตัวอย่างพรูสต์ พูดถึงมาดามโบวารี บทกวีของ Szymborska หรือแม่น้ำนับร้อยของจอยซ์ในฟินเนแกนส์เวก (ลองหัดเล่นลิสต์สั้น ๆ :P, บทที่ 4) แต่ความคิดหลักในแต่ละบทถูกส่งต่อมายังผู้อ่านภูมิน้อยได้ค่อนข้างสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยก็ทำให้เราเชื่อเอาว่า สมบูรณ์ ยิ่งถ้าคุณเคยอ่านนิยายของเอโค่ ผมพนันว่าคุณจะยิ่งชอบ เพราะบางตอนมันทำหน้าที่เหมือน behind-the-scenes footage แกเขียน the name of the rose เพราะอยากวางยาพิษฆ่าพระสักคนหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงอยากฆ่าพระจริง ๆ นะ แต่ในหัวมาติดอยู่กับภาพว่าพระคนหนึ่งถูกวางยาขณะอ่านตำรา และภาพภาพนั้นคือจุดเริ่ม แกเล่าไว้อย่างมีอารมณ์ขันในบทแรก นอกจากจุดเริ่มแล้วเรายังได้เห็นเบื้องหลังวิธีสร้างโลกของแก ตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบคือตอนที่ Marco Ferreri มาขอทำ the name of the rose เป็นหนังครั้งแรก (แต่หนังปี 86 ที่เราดูกัน เป็นผลงานของฌอง-ชาคส์ อ็องโนต์นะฮะ) เขาว่า บทพูดในหนังสือของเอโค่ยาวลงตัวพอดีที่จะเป็นบทหนังเลย เอโค่เองไม่เคยตระหนักถึงประเด็นนี้มาก่อนนะครับ กระทั่งกลับมาคิดว่า ทำไมนะ แล้วได้คำตอบจากการหวนนึกถึงการทำงานอันน่าทึ่งของแกเอง ก่อนจะเขียนนี่ แกวาดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นวิหาร เขาวงกตในเรื่องลงกระดาษ แบบแปลนทั้งหมดอยู่ในหัว และโลกของนิยายที่อยู่ในหัวเป็นตัวกำหนดอย่างไม่รู้ตัวต่อความยาวของบทสนทนาพอดิบพอดี พระเดินคุยกันจากจุดหนึ่งถึงจุดหนึ่งด้วยระยะทางเท่าไร ความยาวของบทสนทนาก็ถูกกำหนดด้วยระยะทางอันนั้น เมื่อได้คิด แกบอก แกได้เรียนรู้ว่า นิยายหาใช่เพียง linguistic phenomenon ไม่

บทแรกชื่อว่า Writing from Left to Right ชื่อบทนี้มาจากคำตอบกวนตีนเวลาถูกสัมภาษณ์ว่ามีวิธีเขียนหนังสือยังไง บทนี้เริ่มจากชวนให้เรามองหาเส้นแบ่งระหว่าง creative writers กับ noncreative writers และชี้ให้เราเห็นคุณสมบัติหนึ่งของ creative writers ว่าผลงานเปิดโอกาสให้ถูกตีความ ดาร์วินกับลินเนียสถ้าพูดถึงวาฬก็พูดถึงด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างจากวาฬของเมลวิลล์ สิ่งเดียวที่ creative writers เขียนแล้วเขาสามารถปฏิเสธการท้าทายตีความจากผู้อ่านคือรายการของจ่ายตลาด อันนี้มุกของแก การตีความโยงเข้าไปสู่บทที่สอง Author, Text, and Interpreters ว่าโดยทฤษฎีบทนี้ก็พูดถึงความจงใจของผู้เขียน ความจงใจของผู้อ่าน ความจงใจของตัวบท และความเป็นอิสระจากกัน ความจงใจของตัวบทเป็นอิสระจากความจงใจของผู้เขียนได้ดังตัวอย่างยาวเฟื้อยที่เอโค่ยกมา รวมถึงงานของแกเองที่ภายหลังพบความตัวบทหลังจากคลอดออกไปแล้วไม่ใช่อย่างที่แกจงใจ ในเพนดูลั่มของฟูโกต์ แกก็ไม่คิดจะให้โยงไปถึงมิเชล ฟูโกต์ แต่ก็มีคนที่สามารถตีความโยงไปหามิเชล ฟูโกต์จนได้ และเราก็ควรยอมรับ intention of text และ of reader ฉะนั้น ผู้เขียนจึงไม่ควรเสนอการตีความงานของตัวเอง ความสนุกของบทนี้ สำหรับผมนะ คือเรื่องเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากหนังสือวางแผง

บทที่สาม Some Remarks on Fictional Characters บทนี้สำรวจสมบัติของตัวละครในนิยาย ผ่านคำถามตั้งต้นที่เอโค่ใช้พื้นที่ทั้งหมดของบทนี้ในการหาคำตอบว่า เหตุใดเราจึงหวั่นไหวไปกับชะตากรรมของตัวละครนิยาย ทำไมเราสลดกับความตายของแวร์เทอร์หรืออันนา คาเรนินา (กรณีแวร์เทอร์ถึงกับมี Werther effect ที่ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายพุ่งสูงขึ้นหลังจาก Die Leiden des jungen Werthers วางขาย) แต่ไม่ค่อยสะเทือนกับข่าวคนอดตาย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทั้งแวร์เทอร์และอันนาไม่มีตัวตนอยู่จริง สำหรับคนชอบอ่านหนังสือปรัชญา บทนี้อ่านสนุกที่สุด บทสุดท้าย Lists เป็นบทที่มีตัวอย่างมากกว่าเพื่อน ผมเข้าใจว่าจุดประสงค์เพียงข้อเดียวของบทนี้คือการชี้ให้เห็นฟังก์ชั่นของลิสต์ โฮเมอร์หรือดังเต้อาจใช้ลิสต์เพื่อแสดงถึงภาพอเนกอนันต์ บางคนใช้ลิสต์สะท้อนความท่วมท้น ใช้ลิสต์เพราะเราไม่อาจหยั่งถึง essence ของสิ่งที่เรากำลังพูด ใช้ลิสต์เพราะมันเป็นวิธีการให้นิยามที่ดีกว่าในบางสถานการณ์ ตัวอย่างน่ารัก ๆ อันหนึ่งของเอโค่คือ แม่คงไม่ตอบลูกว่าเสือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในซับออเดอร์ Fissipedia แต่ใช้ลิสต์ของลักษณะของเสือแทน เช่น สี่ตีน คล้ายแมวแต่ตัวใหญ่กว่า อยู่ในป่า กินคน นอกจากนี้ ยังมีคนที่ใช้ลิสต์เพื่อท้าทาย (กวนตีน) อย่างลิสต์ของ Borges ที่ฟูโกต์เอาไปพูดถึงในคำนำหนังสือ The Order of Things ของแก

ผมให้


Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2557 6:52:36 น. 0 comments
Counter : 409 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.