creatio ex nihilo

ศล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 80 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ศล's blog to your web]
Links
 

 
Why the Net Matters



เราเคยพูดถึงหนังสือของ David Eagleman ในบล็อกไปแล้ว 2 เล่ม เจ๋งทั้งคู่ Incognito กับ Sum

นี่เป็นเล่มที่ 3 ผู้เขียนประเดิมด้วยคำถาม เหตุใดอารยธรรมถึงได้ล่มสลาย (ถ้าเห็นคำถามนี้แล้วนึกถึงหนังสือของ Jared Diamond ก็อาจแปลว่า เราเป็นเพื่อนที่อ่านหนังสือคล้าย ๆ กัน) คำตอบที่ David ระบุไว้ในบทนำว่าเป็นตัวร่วมของความล่มสลายนั้น ก็อาทิ การระบาดของเชื้อโรค ภัยธรรมชาติ การไหลของข้อมูลข่าวสารที่ไร้ประสิทธิภาพ ความฉ้อฉลทางการเมือง ความพังทลายเชิงเศรษฐกิจ และการหมดไปของทรัพยากร แต่ เราโชคดีฮะ เราอยู่ในยุคที่ปัจจัยของความล่มสลายดังกล่าวอาจถูกยับยั้งได้ด้วยเทคโนโลยีตัวหนึ่งซึ่งเป็นพระเอกของเรื่อง อินเทอร์เน็ต ฉะนั้น ความพยายามของ David Eagleman ในหนังสือเล่มนี้คือ การโน้มน้าวเราว่า เน็ตสามารถช่วยขจัดภัยคุกคามที่คนรุ่นก่อน ๆ หน้าเคยเจอมาจนนำไปสู่ความล่มสลายของอารยธรรมได้อย่างไร โดยชี้ให้เห็นคุณงามความดีของมันใน 6 มิติ

1. เน็ตช่วยแก้ปัญหาอะไรหลาย ๆ อย่างในเรื่องที่เกี่ยวกับโรคระบาด เชื้อโรคนี่ที่ฆ่าคนมากกว่าสงครามทั้งหมดกับความอดอยากทั้งมวลรวมกันเสียอีก เพื่อปูพื้นให้เรื่องราวสนุก น่าอ่าน David เริ่มด้วยความสงสัยของนักประวัติศาสตร์ว่า อะไรเป็นปัจจัยให้ Hernando Cortez นำกำลังพลไม่ถึง 600 พิชิต Aztecs ได้สำเร็จ ปืนกับม้า ใช่ แต่ก็แค่ส่วนหนึ่ง สุดท้ายพบว่าเป็นเพราะพาหะไข้ทรพิษ กรณี Francisco Pizarro พิชิต Inca ก็เช่นกัน ถ้าเรามองประวัติศาสตร์ เราจะเห็นทั้งกาฬโรค ไข้หวัดใหญ่ มาลาเรีย เป็นต้น แล้วเน็ตมาช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างไร David ให้คำตอบไว้ 3 ด้าน หนึ่ง ในแง่ของการลด human-to-human contact จากการทำงานทางไกล หรือ telepresence, สอง การวินิจฉัยโรคทางไกล ซึ่งลด density ของ host ที่มากระจุกกันที่โรงพยาบาล ในแง่นี้ การวินิจฉัยโรคทางไกล ไม่จำเป็นต้องใช้กับชนบท แกเสนอว่าต้องใช้กับในเมืองที่มีคนหนาแน่นด้วย และ สาม ในแง่ของ tracking เช่น Google สังเกต พอคนป่วย ก็จะเสิร์ชหาคำที่สัมพันธ์กับอาการป่วย พอเรา map ระหว่างตำแหน่งกับคำที่ใช้เสิร์ช มันก็บอกอะไรหลาย ๆ อย่าง และช่วยในการจัดสรรทรัพยากร กระจายยา เป็นต้น

2. เน็ตช่วยปกป้องไม่ให้ความรู้ถูกกวาดล้างได้ง่าย ผู้เขียนก็เล่าตั้งแต่ การเผาห้องสมุดอเล็กซานเดรียของซีซาร์, หนังสือของมายันที่ถูก Hernandez de Cordoba สั่งทำลาย, ภูเขาไฟบนเกาะซันโตรินีระเบิดทำให้เกิดสึนามิถล่มพวกมิโนอัน กวาดล้างความรู้ไปสิ้น แกว่า "Knowledge is hard won but easily lost." แล้วโยงเข้าประเด็น การรักษาความรู้นี่สำคัญนะ ยกตัวอย่างแรก ซึ่งดูสุดโต่งไปสักหน่อย คือ ร่างกายที่มีความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรคบางอย่าง จะรับมือกับเชื้อโรคนั้นในภายภาคหน้าได้ดี ก็จริงแฮะ แล้วถอยห่างออกจากมุมมองเชิงชีววิทยา มาสู่ความรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ซึ่งถูกค้นพบซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ความรู้เหล่านั้นก็ไม่เคยเดินทางไปไหนได้ไกล และปัญหานี้หมดไปเมื่อมีเน็ต ในแง่ที่เน็ตช่วยเก็บรักษาความรู้นี่คงเข้าใจได้ไม่ยาก ตัวอย่าง ก็พวก digital archive หรือ Google books (ไม่แน่ใจว่าได้สปอนเซอร์อะไรจากกูเกิ้ลไหม เพราะเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก :))

ในบทนี้ มีข้อความท่อนหนึ่งที่อยากแซวขำ ๆ "News spreads globally at the speed of electrons, and the redundancy makes it difficult to erase." จริง ๆ แล้ว เราว่าอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ช้านะ อัตราเร็วของมันขึ้นอยู่กับกระแสไฟฟ้า พื้นที่หน้าตัดของวัสดุตัวกลาง แล้วก็ชนิดของวัสดุ เช่น สายทองแดงรัศมี 0.1 เซ็นติเมตร กระแส 1 แอมแปร์ อิเล็กตรอนตัวหนึ่งเคลื่อนที่ได้ไม่ถึง 9 เซ็นติเมตร ใน 1 ชั่วโมง :P

3. เน็ตช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติเคลื่อนที่เร็วกว่าภัยพิบัติเอง ตัวอย่าง การระเบิดของภูเขาไฟมี 2 เฟส เฟสหลังสร้างความเสียหายมากกว่าเฟสแรก แกให้จินตนาการว่าถ้าปอมเปอีตรวจจับการระเบิดได้ทันทีที่เกิดเฟสแรก แล้วกระจายข่าว ก็สามารถพาคนเดินหนีจากความตายได้ภายใน 2 ชั่วโมง อันที่จริง กรณีน่าเศร้าของปอมเปอีไม่ได้อยู่แค่ที่ความตายเท่านั้น แต่อยู่ที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ามีปอมเปอีอยู่ถ้าไม่ถูกพบโดยบังเอิญ อย่างในปี 1599 สถาปนิกชื่อ Domenico Fontana ก็ไปพบโดยบังเอิญ แต่คนนี้เงียบ แล้วเรารู้เรื่องเกี่ยวกับปอมเปอีอีกครั้งหลังการพบปี 1739

4. เน็ตโดยตัวของมันเองเป็นสิ่งต่อต้านการรวบอำนาจ เพราะข้อมูลที่ไหลอย่างอิสระ การกระทำทำนองสตาลินลบรูปของทรอตสกี้จะไร้ความหมายในยุคที่เราเสิร์ชรูปผ่านกูเกิ้ลได้ นี่คือความไร้สามารถในการลบข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ปรากฏการณ์สไตรแซนด์ ตามชื่อนักร้องบาร์บรา สไตรแซนด์ที่เคยฟ้องร้อง 50 ล้านเหรียญเอากับ Kenneth Adelman ที่เปิดเผยภาพถ่ายทางอากาศบ้านของเธอลงเน็ต Adelman ไม่ยอมลบรูปทิ้ง และข่าวนี้ก็ทำให้จากที่ไม่มีใครรู้ คนก็แห่กันเข้าไปดูไซต์ของ Adelman ความพยายามที่จะกดทับข้อมูลบนเว็บจึ่งยิ่งเท่ากับเป็นการขยายมัน ตัวอย่างที่ต่อต้านการรวบอำนาจหรือต่อต้านการปกปิด ก็ดูได้ชัด ๆ ได้จาก WikiLeaks การเซ็นเซอร์ของรัฐบาลในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ loyal family ของประเทศเรา ก็ถูกพูดถึงในเล่มนี้ด้วยนะเออ

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญของการไหลของข้อมูลต่อประสิทธิภาพในด้านอื่น ๆ มีพูดถึงแบบเต็มไม้เต็มมือในหนังสือ Social Physics ของ Pentland

5. เน็ตช่วยประหยัดพลังงาน ในอเมริกาช่วงยุคก่อนมีเน็ต เช่นต้นทศวรรษ 1990 การเพิ่มขึ้นของ GDP จะมีความสัมพันธ์ตรงแบบเข้มข้นกับการเพิ่มขึ้นของการบริโภคพลังงาน แต่หลังจากมีเน็ต การบริโภคพลังงานก็เพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่ลดลง คติสอนใจของบทนี้คือ เปลี่ยนอะตอมเป็นบิตช่วยประหยัดพลังงาน และรักษาทรัพยากรไม่ให้หมดเร็วเกินไป ตัวอย่าง เปรียบเทียบ email กับจดหมายกระดาษ, ผลศึกษาของ CEA บอกว่า การซื้อหนังสือ online ใช้พลังงานเพียงแค่ 6% ของการไปซื้อหนังสือที่ร้าน, การโหลดเพลงประหยัดพลังงานกว่าไปซื้อแผ่น CD ถึง 80% ทั้งหมดนี้ได้รวมพลังงานที่บริษัทที่ใช้ส่งของต่าง ๆ จนถึงมือผู้บริโภคแล้วนะ

6. เน็ตช่วยในแง่ของทุนมนุษย์ (ในนิยามของอดัม สมิธ ทุนมนุษย์คือทักษะของแรงงาน) แล้วทุนมนุษย์เกี่ยวข้องกับการล่มสลายของอารยธรรมยังไง David อ้างคำพูดในหนังสือสองเล่ม เล่มแรกของ Joseph Tainter ชื่อ The Collapse of Complex Societies ข้อความตอนหนึ่งว่า "สังคมล่มเพราะพวกมันไม่ปรับเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาที่ถูกออกแบบไว้ตายตัว" อีกเล่มของ Arnold Toynbee ชื่อ A Study of History ว่า "พวกเขาเจอปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้" ตัวอย่างที่เน็ตช่วยแก้ปัญหาคือในแง่ของ crowdsourcing เช่นเว็บ Fold.it ที่เปลี่ยนปัญหา folding ของโปรตีนเป็นเกมแล้วให้คนเข้ามาเล่น นอกจากการประสิทธิภาพของการแก้ปัญหาตรง ๆ แบบนี้ เน็ตยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ให้นึกถึง MIT's open courseware, Khan Academy, WolframAlpha เป็นต้น

บทสุดท้าย David พูดถึงภัยคุกคามต่อเน็ต มี 4 เรื่อง 1. สงครามไซเบอร์ ไวรัส หนอน เป็นต้น, 2. การตัดสายเคเบิ้ลใต้ทะเล ซึ่งเป็นเป้าหมายทางกายภาพที่น่าเกรงกลัวตอนเกิดสงคราม, 3. ภัยจากการเมือง เช่น หลังผลการเลือกตั้งปี 2010 ในอิหร่าน รัฐบาลสั่งตัดเน็ตเป็นเวลา 45 นาที คาดกันว่าติดตั้งตัวกรองพวกยูทูป ทวิตเตอร์ หรืออียิปต์ปี 2011 ก็คล้าย ๆ กัน แม้แต่ในอเมริกาก็มีการเสนอร่างกฎหมายให้อำนาจประธานาธิบดีมีสิทธิตัดเน็ตได้เพื่อความมั่นคงของชาติ (ตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ร่างดังกล่าวยังไม่ผ่าน), และ 4. solar flares ซึ่งถ้ามันรุนแรงจะทำให้เกิด geomagnetic storms อันเป็นภัยใหญ่หลวงต่อระบบสื่อสาร

โดยรวม หนังสืออ่านสนุก มีข้อมูลประกอบข้อโต้แย้งเยอะ ดูแวบแรกเหมือนเป็นหนังสือที่เชิดชูคุณงามความดีของเน็ตธรรมดา ๆ แต่ประเด็นที่ David Eagleman ชวนเราขบคิดนั้นลึกซึ้ง ทำให้เรื่องที่ดูเหมือนธรรมดา ๆ น่าสนใจขึ้นมา

ผมให้


Create Date : 07 มิถุนายน 2558
Last Update : 7 มิถุนายน 2558 11:38:26 น. 0 comments
Counter : 360 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.