Group Blog
 
All blogs
 

ต้นโพธิ์กับกระจกเงา

ท่านเสินซิ่วหัวหน้าศิษย์จึงใช้การศึกษาสะท้อนให้เห็นเป็นเพียงความรู้แต่มิได้ไหลออกมาจาก "ธรรมญาณ" เพราะฉะนั้นจึงจับจ้องว้าวุ่นใจในการเขียนโศลกถวายต่อพระอาจารย์หงเหยิ่น ด้วยไม่แน่ใจในความรู้ของตนเอง
เมื่อเขียนโศลกเสร็จแล้วไม่มั่นใจจึงไม่กล้านำไปถวายพระอาจารย์ได้แต่เดินกลับไปกลับมาเสียเวลาไป 4 วันเดินเสีย 13 เที่ยว

ในที่สุดก็ตัดสินใจเขียนเอาไว้บนฝาผนังช่องทางเดินทางทิศใต้ซึ่งพระอาจารย์เดินผ่านไปมาจะได้หยั่งทราบถึงปัญญาญาณที่ตนเองได้บรรลุ
ข้อความแห่งโศลกนั้นมีว่า

"กายคือต้นโพธิ์
จิตคือกระจกเงาใส
หมั่นเช็ดอยู่ทุกโมงยาม
จึงไม่มีฝุ่นละอองลงจับ"


เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เสินซิ่วก็หามีความสุขแต่ประการใดไม่ มีแต่ความปริวิตกด้วยหวั่นเกรงว่าได้สะท้อนความไม่รู้แจ้งให้ปรากฎออกไป

แต่พระอาจารย์หงเหยิ่นรู้อยู่ก่อนแล้วว่า เสินซิ่วยังไม่ได้รับรสชาติแห่งธรรมญาณของตน จึงกล่าวแก่ หลูเจิน จิตกรเอกแห่งราชสำนักซึ่งเขียนภาพต่างๆ จากลังกาวตารสูตรและชาติวงศ์ของพระสังฆปริณายกทั้ง 5 องค์ว่า
"เสียใจที่รบกวนท่าน บัดนี้ผนังเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเขียนภาพเพราะสูตรนี้ได้กล่าวไว้ว่า สรรพสิ่งอันมีรูป หรือปรากฎกริยาอาการล้วนเป็นอนิจจังและมายา จึงควรปล่อยโศลกนี้ไว้บนฝาผนังเพื่อให้มหาชนได้ท่องบ่น และถ้าปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อความที่สอนไว้ เขาก็จะพ้นทุกข์ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ อานิสงส์ของผู้ปฏิบัติตามได้รับนั้นมีมากนัก"

ความหมายแห่งคำพูดของพระอาจารย์หงเหยิ่นพิจารณาโศลกบทนี้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงว่า สภาวะที่ปรากฎ "ความมี" ย่อมจะ "ไม่มี" ในที่สุด

ต้นโพธิ์ย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา หรือแม้แต่จิตก็เกิดดับไม่แน่นอน การหมั่นเช็ดกระจกจึงเปรียบเสมือนการทำความดีและขจัดอาสวะกิเลส
ดังนั้นทั้งกายและจิต จึงเป็นสภาวะแห่งอนิจจัง ย่อมไม่ใช่ภาวะแห่ง "ธรรมญาณ" อันแท้จริง

ในเที่ยงคืนนั้นเอง พระสังฆปริณายกหงเหยิ่น จึงเรียกเสินซิ่วเข้าไปรับทราบถึงผลแห่งการเขียนโศลกนั้นว่า
"โศลกนี้แสดงว่าเจ้ามิได้รู้แจ้งใน "ธรรมญาณ" เจ้ามาถึงประตูแห่งการบรรลุธรรมแล้ว แต่มิได้ก้าวข้ามธรณีประตู การแสวงหาหนทางแห่งการตรัสรู้อันสูงสุดด้วยความเข้าใจที่แสดงออกมานั้น ยากที่จะสำเร็จได้"
ความหมายอันแท้จริงคือ การติดในรูปลักษณ์ พระอาจารย์หงเหยิ่นได้อธิบายด้วยว่า "การบรรลุ อนุตตรสัมโพธิ์ได้ ต้องรู้แจ้งด้วยใจเองใน "ธรรมญาณ" ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสร้างขึ้นได้ทำลายก็ไม่ได้ ชั่วขณะจิตเดียวผู้นั้นเห็นธรรมญาณก็เป็นอิสระจากการถูกขังตลอดกาล พ้นจากความหลง และไม่ว่าสภาวะรอบตัวเป็นเช่นไร ใจของตนเองก็อยู่ในสภาพของ "ธรรมญาณ" สถานะเช่นนี้แหละคือตัวสัจธรรมแท้ เป็นการเห็น "ธรรมญาณ" อันเป็นการตรัสรู้นั่นเอง"

เสินซิ่วได้ฟังแล้ว จึงถึงแก่อาการงงงวยนอนนั่งไม่เป็นสุข
ส่วนท่านฮุ่ยเหนิง เมื่อได้ยินโศลกนี้ก็ได้ทันทีว่าเป็นเพียงโศลกที่ยังติดข้องอยู่ในรูปลักษณ์ แม้ว่าตำข้าวอยู่ในครัวถึง 8 เดือน โดยไม่ได้รับคำอธิบายใดๆ จากพระอาจารย์หงเหยิ่นเลย จึงขอให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งพาไปยังช่องกำแพงนั้นและพบกับเสมียนแห่งตำบลเจียงโจวชื่อว่าจางยื่อย่ง ให้ช่วยอ่านโศลกให้ฟัง เพราะท่านฮุ่ยเหนิงไม่รู้จักหนังสือ
เมื่อเสมียนผู้นี้ได้ฟังว่าท่านฮุ่ยเหนิงมีโศลกเหมือนกันก็อุทานในเชิงดูถูกภูมิปัญญาว่า "ประหลาดแท้ ท่านก็มาแต่งโศลกกับเขาด้วย"
คำตอบของท่านฮุ่ยเหนิงเป็นสัจธรรมจนถึงบัดนี้ว่า

"ถ้าเป็นผู้แสวงหาบรรลุธรรม อย่าดูถูกคนที่เริ่มต้น คนที่จัดว่าเป็นคนชั้นต่ำก็อาจมีปฏิภาณสูงได้ ส่วนคนชั้นสูงก็ปรากฎว่าขาดสติปัญญาอยู่บ่อยๆ ถ้าท่านดูถูกคนจึงจัดว่าทำบาปหนัก"

ส่วนท่านฮุ่ยเหนิงมิได้ร่ำเรียนพุทธธรรมมาก่อนเลย ครั้นได้ยินโศลกของท่านเสินซิ่วก็แยกเเยะออกด้วย สัมมาปัญญาว่า ยังเป็นโศลกที่ติดยึดอยู่ในรูปและนาม จึงวานให้เสมียน จาง ยื่อย่ง ช่วยเขียนโศลกซึ่งมีข้อความดังนี้

“ไร้กาย ไร้ต้นโพธิ์
ไร้จิต ไร้บานกระจก
เดิมที่ไม่มีใดใด
ฝุ่นจะจับลงที่ตรงไหน”

ข้อความแห่งโศลกนี้ทำให้มหาชนในที่นั้นตื่นเต้นส่งเสียงสรรเสริญดังไปถึงพระอาจารย์หงเหยิ่น จึงออกมาดู
ครั้นเห็นคนเหล่านั้นพากันเต็มตื้นด้วยความอัศจรรย์ใจ จึงถอดรองเท้าออกมาลบโศลกนั้นเสีย เพื่อแสดงให้ชนทั้งหลายเข้าใจว่า ท่านฮุ่ยเหนิงก็ยังมิใช่ผู้ค้นพบ “ธรรมญาณ” แห่งตน คนทั้งหลายจักได้พอใจไม่ทำร้ายด้วยจิตริษยา

ที่มา :
http://thai.mindcyber.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=118&page=3




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 17:27:35 น.
Counter : 255 Pageviews.  

ทุกข์แท้แก้ที่ใจ

พระไพศาล วิสาโล
จากหนังสือ “รุ่งอรุณที่สุคโต”


ตอนนี้ฝนกำลังตก รอบศาลาเปียกไปหมด แต่พวกเราซึ่งอยู่ในศาลาไม่เปียก ฝนไม่ต้อง นี่เพราะมีหลังคาที่มุงไว้ดีแล้ว พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้เป็นคาถาในคัมภีร์ธรรมบทว่า “เรือนที่มุงไว้ดีแล้ว ฝนย่อมไม่รั่วรดฉันใด จิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว กิเลสย่อมไม่ครอบงำฉันนั้น” เรามาอยู่ในศาลาในยามนี้ ควรที่จะนึกถึงคาถาธรรมบทข้อนี้ไว้ และนึกขอบคุณหลังคาที่ช่วยปกป้องไม่ให้ฝนตกลงมารดเราจนเปียกแฉะ

แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้น เราควรฝึกฝนจิตใจของเราด้วย เพื่อไม่ให้กิเลสเข้ามารั่วรดทำอันตราย ฝนนั้นมันอยู่นอกตัวเรา แต่ว่ากิเลสมันไม่ได้อยู่ที่ไหน หากอาศัยใจเราเป็นที่เกิด จะบอกว่ากิเลสอยู่ในใจเราก็พูดไม่ได้ถนัด เช่นเดียวกับที่เราพูดไม่ได้ว่าไฟอยู่ในเนื้อไม้ ถึงแม้ว่าไฟจะเกิดเวลาเอาไม้มาสีกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไฟอยู่ในเนื้อไม้เราพูดได้แต่เพียงว่าไฟอาศัยเนื้อไม้เป็นที่เกิด อันนี้แหละสำคัญ เพราะเรามักเข้าใจว่ากิเลสมันติดมากับจิตใจตั้งแต่เกิด หรือเข้าใจว่ากิเลสเป็นธรรมชาติที่ติดตัวเรามา พูดแบบนี้ก็ไม่ผิดถ้าต้องการพูดตามภาษาชาวบ้าน แต่ถ้าจะพูดอย่างถูกต้องเคร่งครัด พูดอย่างนั้นไม่ได้ เราพูดได้เพียงว่ากิเลสอาศัยใจเป็นที่เกิด อันนี้มันต่างจากฝน ฝนเกิดนอกตัวแล้วมันมาต้องตัวเรา แต่ว่ากิเลสนี้มันเกิดที่ใจเรา มันอาศัยใจเราเป็นที่เกิดฉะนั้นเราจำต้องมีสิ่งคุ้มกันจิตเอาไว้ไม่ให้กิเลสแทรกซึมเข้ามาก่อความเดือดร้อนแก่เราได้

สิ่งที่จะเป็นหลังคาป้องอันไม่ให้กิเลสเข้ามารั่วรดจิตใจได้ก็คือหลังคาที่ชื่อว่า ๓ เกลอ ได้แก่ สติ ปัญญา และก็สมาธิ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ๓ เกลอ เพราะชอบอยู่ด้วยกันและเชื่อมโยงกันมากคนเราถ้าไม่มีสติ ความทุกข์ก็เข้ามาครอบงำจิตใจได้ พอไม่มีสติเมื่อเราลืมตัว ความโกรธ ความเกลียด ความอยาก มันก็เข้ามาครอบงำจิตใจได้ง่าย

ที่เขาว่าเจริญสติปัฎฐานเป็นหัวใจกรรมฐานหรือภาวนาแบบพุทธก็เพราะว่า พอไม่มีสติแล้ว กิเลสทั้งหลายก็เกิดขึ้นได้ง่ายและถอนยากเวลาเราโกรธเราก็จะลืมตัว ถ้าลืมตัวมาก ๆ ก็ด่าออกไป หรือไม่ก็ลงมือลงไม้ อาจไม่ลงมือลงไม้กับคนที่เราเกลียด แต่อาจลงมือลงไม้กับแก้ว จาน ชาม หรือต้นกล้วย เตะมัน ฟาดมันเพื่อระบายความโกรธออกไป นี่เป็นเพราะขาดสติ

บางคนบอกว่าตอนโกรธผมรู้นะว่าผมโกรธ แต่ทำไมถึงไม่หายโกรธจริงอยู่สติทำให้เรารู้ว่าเราโกรธ แต่สติของเรายังไม่มากพอที่จะดึงจิตออกมาจากความโกรธ หรือเอาความโกรธออกไปจากจิตใจได้ เรารู้แปลบเดียว แล้วก็กลับเข้าไปหาความโกรธอีก พอมีสติก็รู้ตัวประเดี๋ยวเดียวก็กลับเข้าในความโกรธอีก ถ้าสติไม่ไวหรือเข้มแข็งพอ จะเข้าๆ ออกๆแบบนี้รวดเร็วมาก ก็เลยไม่หายโกรธเสียที ต่อเมื่อมีสติไวพอถึงจะดึงความโกรธออกมาได้อย่างชะงัด ในสภาพเช่นนี้ บางทีก็ต้องอาศัยปัจจัยภายนออมาช่วย เช่น คนมาเตือนสติ แต่บางครั้งคนเราอาจเกิดการฉุกคิดได้อย่างกะทันหัน ทำให้สติคืนมาอย่างรวดเร็ว พอสติกล้าแข็งก็สามารถสลัดความโกรธออกไปได้ อย่างคนที่กำลังโกรธหรือเศร้าโศกรุนแรงถึงขั้นหยิบมีดหยิบปืนมาจะทำร้ายคนอื่นหรือทำร้ายตัวเองชั่วขณะนั้นเองก็นึกถึงลูกขึ้นมาว่าเขาจะอยู่อย่างไรถ้าเราเข้าคุกหรือตายจากไป พอนึกแบบนี้ขึ้นมา สติก็พรั่งพรูกลับคืนมา รู้ตัวว่ากำลังะคิดสั้นก็เลิกทันที วางมีดวางปืน สร้างจากความโกรธหรือความเศร้าโศกทันทีการนึกถึงโทษที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของเราในภาวะอารมณ์ที่พลุ่งพล่านรุนแรง ทำให้รู้จักตัวขึ้นมา หลุดออกจากอารมณ์ได้ทันทีอันนี้เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของสติ สติทำให้ไม่ลืมตัว เกิดความรู้ตัว ทำให้อารมณ์ต่างๆ ถูกสลัดออกไป

แต่คนส่วนใหญ่ ในยามปกติไม่มีสติมากพอที่จะทำให้อารมณ์รุนแรงนั้นลดระดับลงมาได้ แต่ถ้าเราฝึกสติสม่ำเสมอ สร้างสติไว้มากพอสติก็จะช่วยเราได้ ไม่ว่าในยามคับขัน วิกฤติ เดือดร้อน หรือในยามปกติธรรมดา เมื่อมีสติก็จะเกิดสัมปชัญญะตามมา สัมปชัญญะคือความรู้ตัว ช่วยให้ทำอะไรได้ไม่ผิดพลาด สามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างเหมาะสมสัมปชัญญะกับสตินี้มาด้วยกัน พอฉุดคิดขึ้นมาได้ไม่ลืมตัว ความรู้ตัวก็เกิดขึ้นทันที

สัมปชัญญะนี่เป็นธรรมฝ่ายปัญญา แต่ก็คู่เคียงกับสติซึ่งเป็นธรรมฝ่ายสมาธิ เป็นคุณสมบัติของจิตซึ่งสำคัญ ถ้าเรามีสติมากขึ้นเรื่อยๆเราก็จะรู้ว่าสุขเรานั้นไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย มันอยู่ที่ใจนั่นเอง สุขทุกข์อยู่ที่ใจไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย

สติจะช่วยให้เราเห็นความจริงข้อนี้ แต่ก่อนเราเคยนึกว่าเราจะสุขหรือทุกข์ก็เพราะปัจจัยภายนอก แดดร้อนทำให้เราทุกข์ ถ้าอากาศสบายก็ไม่ทุกข์ ที่จริงไม่ใช่ สุขทุกข์จริงๆ อยู่ที่ใจ ถึงแดดจะร้อนแต่ถ้าเราเอาใจไปจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น เช่นนี้อยู่บนอัฒจันทร์กลางแดดนั่งดูฟุตบอลโลก ถึงแดดจะร้อนแค่ไหนก็ไม่ทุกข์เลย เพราะกำลังสนุกอยู่กับการดูฟุตบอลซึ่งเป็นของชอบของโปรด บางคนไปนั่งตากน้ำค้างกลางดึกดูฟุตบอลในจอขนาดยักษ์อย่างในเกาหลี ญี่ปุ่น ทั้งๆ ที่อากาศหนาวมากแต่ผู้คนก็ไม่รู้สึกเป็นทุกข์เลย เพราะอะไร เพราะใจมันไปจดจ่ออยู่กับฟุตบอล ใจที่ไปจดจ่ออยู่กับฟุตบอลเรียกว่าสมาธิ พอมีสมาธิกับสิ่งอื่นความร้อนความหนาวก็ทำอะไรไม่ได้ นี่ก็ทำนองเดียวกับคนที่นั่งหลังขดหลังแข็งเล่นไพ่เล่นกันได้ทั้งคืนไม่เมื่อยเลยเพราะใจเพลินไปกับการเล่นไพ่แต่พอให้มาทำสมาธิหรือนั่งทำวัตรสวดมนต์ แค่ครึ่งชั่วโมงก็บ่นว่าปวดโน่นปวดนี่แล้ว ขยับแข้งขยับขาไม่หยุด แบบนี้จะมาโทษว่าเป็นเพราะนั่งนานก็คงไม่ใช่ สาเหตุจริงๆ อยู่ที่ใจของเราเอง พอใจไม่สู้หรือไปจดจ่ออยู่กับความปวดเมื่อยก็เลยเป็นทุกข์ ตรงกันข้าม ถ้าใจเรามีสมาธิกับการทำวัตรสวดมนต์ หรือใจลอยนึกไปถึงแฟนก็จะไม่รู้สึกปวดเมื่อย พูดอีกอย่างคือความปวดเมื่อยทำอะไรเราไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ถึงบอกว่าสุขทุกข์อยู่ที่ใจ

เรื่องอย่างนี้ ถ้าเราไม่เข้าใจก็จะเอาแต่โทษโน่นโทษนี่ เช่นโทษยุงยุงมันมากัดเราทำให้คัน นั่งไม่เป็นสุข นี่เป็นเพราะใจเรามันไปยอมแพ้ตั้งแต่แรกแล้ว หรือตั้งจิตเอาไว้แล้วว่ายุงกัดไม่ได้ ฉันไม่ชอบ นี่เรียกว่าใจไม่มีสติก็ได้ คือไม่รู้ทันอาการของจิตที่ไม่สู้หรือกลัวตั้งแต่แรกเวลารู้ว่ายุงกัด ลองใช้สติเข้าไปดูเวทนา ตอนที่มันกัด ปักเข็มลงไปในเนื้อเราแล้วดูดเลือด เรารู้สึกอย่างไร บางทีเนื้อมันเต้นระริก ๆเลยนะ อันนี้ก็เป็นอาการของกาย แต่ไม่จำเป็นว่าใจจะทุกข์ไปด้วยในขณะนั้นมีเราอาจจะขยับเพราะอยากจะไปตบยุงตามความเคยชินหรือสัญชาตญาณ แต่ถ้าขณะที่กำลังคันหรือเจ็บเล็กๆ เรากำหนดสติตามรู้อาการต่างๆ ของกายและใจ พร้อมกันนั้นก็กำหนดใจไปด้วย เช่นตอนหายใจเข้าก็นึกในใจว่า “ทนได้” หายใจออกก็นึกในใจว่า “สบายมาก”หายใจเข้า-ทนได้ หายใจออก-สบายมาก ถ้าลองทำอย่างนี้ดู ยุงกัดก็ไม่รู้สึกเจ็บจนอยากจะตบ ไม่ทุกข์ร้อนเท่าไหร่ เพราะใจมีสติ ใจพร้อมจะทน ไม่คิดจะบ่นโวยวาย

แต่ถ้าใจงอแง อ่อนแอ เราก็จะทุกข์ขึ้นมาเลย รู้สึกว่า โอ๊ย คันทนไม่ได้แล้ว นี่มันอยู่ที่การตั้งจิตตั้งใจด้วย ถ้าตั้งจิตเอาไว้ว่าทนได้สบายมาก ก็จะทนได้จริงๆ มันอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่ว่ายุงกัดหรือไม่การตั้งจิตแบบนี้ต้องอาศัยสติเข้ามาช่วยเข้ามากำกับ นอกจากสติแล้ว สมาธิก็ช่วยได้มาก ถ้าขณะนั่งอยู่ เรามีสมาธิกับอะไรสักอย่างเช่น กำลังอ่านหนังสือ คุยกับเพื่อน ดูโทรทัศน์ จะไม่รู้สึกเจ็บคันเลยทั้งๆ ที่ยุงหลายตัวกำลังรุมเราอยู่ ตรงกันข้าม ถ้าไม่มีสมาธิ ยุงแค่ตัวเดียวก็ทำให้บ่นได้

ขอให้พิจารณาดูเถิดว่าสุขหรือทุกข์นั้นอยู่ที่ปัจจัยภายนอกหรือเพราะว่าใจเรากันแน่ อาจจะดูลิงเป็นอุทธาหรณ์สอนใจ ลิงนี่เกลียดกะปิ ถ้าเราโยนอาหารที่ทากะปิให้ลิง แล้วมันเผลอจับเข้า ลิงจะเกิดอาการอย่างไร มันจะเดือดร้อนขึ้นมาทันที พอรู้ว่ากะปิเปื้อนมือ ลิงก็จะเอามือถูพื้นหรือถูหิน ถูๆ ๆ อย่างนั้นแหละเพื่อให้กะปิหลุดจากมือถูเสร็จก็เอามือมาดม แต่กลิ่นกะปิก็ยังอยู่ ก็เลยถูๆๆ ถูแล้วดม ดมแล้วก็ถูอีก มันจะถูจนอระทั่งหนังถลอก เลือดไหลออกซิบๆ แต่กลิ่นก็ไม่ออกไปง่ายๆ ก็เลยต้องถูอีก จนบางทีเลือดเต็มมือ น่าสงสาร เราลองมาพิจารณาดูว่าที่ลิงมีเลือดไหลเป็นเพราะอะไรอันแน่ เป็นเพราะกะปิหรือเพราะความเกลียดกะปิกันแน่

กะปิไม่ทำให้ลิงมีแผล ไม่ทำให้ลิงเจ็บปวด แต่ความเกลียดกะปิต่างหากที่ทำให้ลิงมีแผลเลือดไหลออกมา ความเกลียดกะปิทำให้ลิงเอามือถูกับหินอยู่นั่นแหละ กะปิไม่ได้ทำร้ายลิง ความเกลียดกะปิต่างหากที่ทำร้ายลิง

คนเราก็เหมือนอัน คำด่าของคนอื่นทำร้ายเราไม่ได้หรอก คำด่ามันเป็นแค่ลมปากหรือคลื่นเสียงที่มากระทบกับหู แต่ปฏิกิริยาของเราต่อคำด่าต่างหากที่เป็นปัญหา มันน่ากลัวกว่าคำด่าว่าเสียอีก คำด่าทำอะไรเราไม่ได้ แต่ความโกรธความเกลียดที่เกิดขึ้นเป็นปฏิกิริยาต่อคำด่าต่างหาก ที่เผาลนจิตใจเราจนเกินไม่ได้นอนไม่หลับ เราทุกข์ก็เพราะความโกรธความเกลียด เพราะจิตไปจดจ่อกับคำด่าเหล่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ที่ใจเราทั้งสิ้น ไม่ใช่คำด่าของเขาเลยที่ทำให้เราทุกข์ แต่การยึดติดกับคำด่าของเขา แล้วไปปรุงเป็นความโกรธความเกลียด อันนั้นต่างหากที่ทำให้เราทุกข์อย่างแท้จริง

ลิงเกลียดกะปิแต่ก็ชอบเอามือมาดมหากลิ่นกะปิอยู่นั้นแหละ ทั้งที่ไม่ชอบก็ยังดมอยู่นั่นแหละ นี่ก็ไม่ต่างจากคนที่ไม่ชอบคำด่า แต่ก็ชอบเอาคำด่านั้นมาครุ่นคิดอยู่นั่นแหละ คิดแล้วคิดเล่าอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมวางเสียที ถ้าเราทำอย่างนี้เราก็มีอาการไม่ต่างจากลิงที่เกลียดกะปิเราต้องไปให้ไกลกว่าลิงที่เกลียดกะปิ ต้องฉลาดกว่าลิงพวกนั้น ต้องรู้ทันว่าตัวการที่สร้างปัญหาให้กับเราจริงๆ ไม่ใช่คำด่า แต่คือปฎิกิริยาต่อคำด่าเหล่านั้น ได้แก่ ความเกลียด ความโกรธ รวมถึงอุปาทานคือความติดยึดในคำด่าเหล่านั้น จนปล่อยไม่ได้วางไม่ลง ซึ่งนำไปสู่การปรุงแต่งเป็นความโกรธเกลียดมากยิ่งขึ้น

วิธีที่จะแก้ทุกข์ไม่ใช่ไปคาดหวังให้เขาหยุดด่าว่าเราหรือไปปิดปากเขา แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำใจอย่างไรต่อคำด่า จะปล่อยวางคำด่าและจัดการความโกรธเกลียดที่มีต่อคำด่าหรือคนที่มาด่าได้อย่างไรตรงนี้สำคัญกว่า จะรู้วิธีจัดการกับอาการในใจเหล่านี้ได้ก็ต้องเริ่มต้นจากการรู้จักสาวหาสาเหตุจนรู้ว่าสุขหรือทุกข์นั้นอยู่ที่ใจเรา ถ้าเราจัดการกับใจของเราได้ อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ แม้อยู่ท่ามกลางนรก เราก็สามารถประคองใจให้เป็นปกติได้เหมือนกัน ไม่ใช่จะทำไม่ได้

มีนักจิตวิทยาชื่อดังคนหนึ่งเขาเคยถูกจับไปอยู่ในค่ายนรกของนาซีที่เป็นตัวการฆ่าชาวยิวไป ๖ ล้านคน ค่ายนรกนาซีมีหลายแห่งในยุโรป ที่มีชื่อที่สุดในด้านความโหดร้ายทารุณได้แก่เอาชวิตซ์ คนที่อยู่ในนี้จะถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส อาหารน้อย อากาศหนาวทารุณ จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ คนที่ล้มตายเพราะขาดอาหารหรือป่วยตายก็มีเยอะแยะไม่ต้องพูดถึงคนที่ถูกรมแก๊สหรือถูกยิงเป้า

นักจิตวิทยาคนนี้ชื่อ วิคเตอร์ แฟรงเคิล เป็นคนหนึ่งที่รอดชีวิตมาได้จากค่ายแรกที่เอาชวิตซ์ เขาบอกว่าเวลาเขาอยู่ในค่ายนี้ เขาพยายามนึกถึงเรื่องดีๆ ที่ชุบจิตใจ ไม่ให้ไปทุกข์กับสภาพอันเลวร้ายในค่าย ไม่ให้ไปหมกมุ่นครุ่นคิดว่าจะตายเมื่อไหร่ เขาเป็นคนชอบสอนหนังสือ ตอนอยู่ในค่ายนั้น สิ่งหนึ่งที่เขาทำเสมอก็คือนึกจินตนาการว่าได้สอนหนังสือหน้าชั้นเรียน มีนักศึกษาเยอะแยะ เวลานึกเช่นนั้น เขาจะมีความสุขมากในยามนั้นสภาพทุกข์ทรมานรอบตัวไม่สามารถแย่งชิงความสุขหรือทำความทุกข์ให้แก่เขาได้ การได้นึกถึงสิ่งที่ตนรักและมีความสุขกับมันทำให้เขาทนทานกับสภาพอันเลวร้ายได้

วิคเตอร์ แฟรงเคิล ยังได้พูดถึงหญิงร่วมชะตากรรมคนหนึ่งในค่ายเธอกำลังจะตายแต่ไม่กระสับกระส่ายหรือทุกข์ทรมานแต่อย่างใด ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เธอบอกเขาว่าเธอมีเพื่อนปลอบใจ เพื่อนนั้นก็คือต้นไม้ซึ่งโผล่ให้เห็นทางหน้าต่าง ไม้ต้นนั้นมีดอกอยู่ ๒ ดอกเท่านั้น เธอบอกว่า“ฉันชอบคุยกับต้นไม้ต้นนี้ แล้วเขาก็ตอบฉันเสียด้วย” วิคเตอร์ แฟรงเคิลถามว่า ต้นไม้บอกอะไร เธอตอบว่า “ต้นไม้บอกว่า ฉันอยู่นี่ ฉันอยู่นี้ฉันคือชีวิต ชีวิตนิรันดร์” ต้นไม้ต้นนั้นให้ความหวังแก่เธอ แม้ในยามหน้าหนาวอันลำเค็ญ ต้นไม้ต้นนี้ยังผลิตดอกออกมาอย่างไม่ย่อท้อต่อความหนาวเหน็บ สำหรับคนทั่วไป พอเห็นต้นไม้แบบนี้แล้วไม่รู้สึกอะไรแต่ถ้ามองให้เป็น เราจะได้กำลังใจจากต้นไม้เหล่านี้มาก แต่จะมองอย่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้ หากอยู่ที่ใจเรามากกว่า

วิคเตอร์ แฟรงเคิลกับหญิงคนนั้นอาจไม่รู้จักสมาธิภาวนา แต่ก็สามารถน้อมจิตไปในทางที่ดีงามเป็นกุศล แม้จะอยู่ในนรกแต่ในใจเขากลับเป็นสวรรค์ ที่ทำให้มีกำลังใจสู้ความทุกข์ต่อไปได้ วิคเตอร์ แฟรงเคิลสามารถรอดชีวิตจากค่ายนรกได้ทั้ง ๆ ที่กายนั้นทุกข์ทรมานอย่างมากแต่เขารู้จักประคองใจไม่ให้ทุกข์ อันหลังนี้แหละที่ทำให้เขารอดตายมาได้

อันนี้ตรงกับที่ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่าหาสุขได้ในทุกข์เราต้องรู้จักหาสุขจากทุกข์ เพราะในทุกข์มีสุขเสมอ สุขกับทุกข์ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด เหมือนกับความร้อนกับความหนาว ในความร้อนก็มีความหนาวอยู่ ในความหนาวก็มีความร้อนอยู่ ข้างนอกศาลานี้เปียกฝน ข้างในแห้ง แต่ที่จริงก็มีความชื้นอยู่ เราลองเอาเครื่องดักความชื้นมาตั้ง ไม่กี่ชั่วโมงน้ำจะเต็มภาชนะที่ใส่ข้างใน ตอนที่อาตมาไปอยู่ญี่ปุ่น ตามวัดเขาจะมีเครื่องวัดความชื้นมาติดไว้ตามห้องต่างๆทั้งๆ ที่วัดเขาปิดประตูหน้าต่าง แต่ผ่านไปแค่ ๓-๔ ชั่วโมงเท่านั้นแหละพอเราดึงเอาภาชนะดักน้ำออกมาจากเครื่อง จะมีน้ำเต็มเลย แสดงว่าไอ้ที่เรารู้สึกว่าแห้งนั้นมีความชื้นอยู่มาก ในทำนองเดียวกัน ที่ที่เปียกชื้นก็มีความแห้งอยู่ อย่างน้อยก็แห้งกว่าในห้องอบซาวนา

ฉันใดก็ฉันนั้น ในทุกข์ก็มีสุขอยู่ เราต้องมองให้เห็น จะเห็นได้ก็ต้องอาศัย ๓ เกลอนี่แหละ คีอ สติ ปัญญา และสมาธิ ถ้าเอา ๓ เกลอมาใช้สอดส่อง เราก็จะเห็นว่าสิ่งเลวร้ายนั้นมีสิ่งดี ๆ แฝงอยู่ หรือรู้จักมองร้ายให้กลายเป็นดีได้

ในสมัยพุทธกาล มีภิกษุรูปหนึ่งชื่อพระปุณณะขอลาพระพุทธเจ้าไปอยู่ถิ่นกันดารที่ชื่อ สุนาปรันตะชนบท พระพุทธองค์ตรัสว่า คนสุนาปรันตะเป็นคนดุร้าย ถ้าเขาด่าว่าเธอจะทำอย่างไร พระปุณณะตอบว่าด่ายังดีกว่าทำร้ายด้วยมือ พระองค์ตรัสถามว่า ถ้าเขาทำร้ายด้วยมือจะทำอย่างไร พระปุณณะตอบว่ายังดีกว่าใช้ก้อนดินทำร้าย ครั้นตรัสถามว่าถ้าใช้ก้อนดินทำร้ายจะทำอย่างไร พระปุณณะตอบว่ายังดีกว่าใช้ท่อนไม้ทำร้าย ตรัสถามต่อว่าถ้าเขาทำร้ายด้วยท่อนไม้จะทำอย่างไรพระปุณณะตอบว่ายังดีกว่าฟันแทงด้วยอาวุธ พระพุทธองค์ตรัสถามต่อว่าถ้าเขาฟันแทงด้วยอาวุธจะทำอย่างไร พระปุณณะตอบว่ายังดีกว่าฆ่าด้วยอาวุธ พระพุทธองค์ตรัสถามต่อว่าถ้าเขาฆ่าด้วยอาวุธจะทำอย่างไร คำตอบของพระปุณณะก็คือ พระบางรูปรังเกียจชีวิต อุตส่าห์หาอาวุธมาฆ่าตัวเอง แต่นี่ดีไม่ต้องหาอาวุธ มีคนมาฆ่าให้เอง

นี่เรียกว่ารู้จักมองร้ายให้กลายเป็นดี หาโชคได้จากเคราะห์ในเคราะห์นั้นมีโชค อย่างน้อยก็เป็นโชคเมื่อเทียบกับอย่างอื่นที่แย่กว่าโชคดีกับโชคร้ายนี่เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ เหมือนกับความสั้นกับความยาว ไม้บรรทัดยาวกว่าดินสอ แต่มันสั้นไปถนัดใจเลยเมื่อเทียบกับไม้เมตร ไม้เมตรก็สั้นเมื่อเทียบกับเสาไฟฟ้า เราเรียกอันนี้ว่าสั้นเพราะไปเทียบกับอันที่ยาว เราเรียกว่านี้ยาวก็เพราะไปเทียบกับอันที่สั้น ฉันใดก็ฉันนั้น เราเรียกนี้ว่าโชคก็เพราะไปเทียบกับอีกอันที่แย่กว่าเราเรียกนี้ว่าโชคร้าย ก็เพราะเอาไปเทียบกับอีกอันที่มันดีกว่า มันเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบ มันเป็นเรื่องสมมติก็ว่าได้ เป็นเรื่องสัมพัทธ์ขึ้นอยู่ว่าเราจะเอาไปเปรียบเทียบกับอะไร เวลาเราประสบกับภาวะบางอย่าง ถ้าเอาไปเปรียบกับสิ่งดีกว่า เราก็เรียกว่าทุอข์ แต่ถ้าไปเปรียบกับสิ่งที่แย่มากๆ เราก็เรียกนั้นว่าสุข

เงินหาย ๑๐ บาท ถ้ามองให้เป็นก็ถือว่าโชคดี เพราะยังดีกว่าหาย๑๐๐ บาท ยังดีกว่าเจ็บไข้ได้ป่วย อย่างไรก็ตาม นอกจากการมองให้เป็นแล้ว การวางจิตวางใจให้ถูกต้องก็ช่วยได้มาก อย่างคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง ถ้ารู้จักมองก็ยังถือว่าโชคดีกว่าเป็นเอดส์ และถ้าวางจิตวางใจให้เป็นอาจกลายเป็นโชคดีกว่าตอนที่ปกติก็ได้ หลายคนบอกว่าโชคดีที่เป็นมะเร็ง เพราะทำให้เขาหวนกลับมาแสวงหาสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้จริงของชีวิต ตอนไม่ป่วยก็เอาแต่เที่ยวเตร่ หรือไม่ก็ทำงานหนักจนลืมครอบครัว ลืมเรื่องจิตเรี่องใจ แต่พอป่วยหนัก ตระหนักว่ามีเวลาอยู่ในโลกนี้ไม่นานก็ละทิ้งสิ่งไม่เป็นสาระ หันมาให้เวลากับครอบครัว ศึกษาธรรมะ ค้นพบความสุขที่แท้ บางคนที่เป็นเอดส์ก็พูดแบบนี้เหมือนกันว่าโชคดีที่เป็นเอดส์ เป็นโชคดีเมื่อเทียบกับก่อนเป็นเอดส์ เพราะเมื่อป่วยแล้วก็กลับมาเห็นสาระที่แท้ของชีวิต ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยกับการเที่ยวเตร่สนุกสนานเหมือนเมื่อก่อน มีหลายคนมากเลยที่บอกว่าถ้าไม่เป็นมะเร็งไม่เป็นเอดส์คงไม่มีวันนี้ แน่นอนว่าจะเห็นแบบนี้ได้ต้องอาศัยการวางจิตวางใจได้อย่างถูกต้อง แทนที่จะเศร้าโศกเสียใจหรือตื่นกลัวเพราะโรคเหล่านี้ ก็อาศัยโรคเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนตนให้ทำสิ่งที่สมควรทำซึ่งถูกละเลยไปนาน

นี่เป็นตัวอย่างของการหาโชคได้จากเคราะห์ หาสุขได้จากทุกข์ทั้งหมดนี้เพราะอะไร เพราะเรารู้ว่าทุกอย่างมันเริ่มต้นที่ใจ สุขทุกข์อยู่ที่ใจ

ทุกข์เกิดที่ใจก็ต้องแก้ที่ใจ ทุกข์เกิดที่ใจแต่ไปเข้าคลับเข้าบาร์คิดว่าผับบาร์จะช่วยแก้ทุกข์ได้ แก้แบบนี้ไม่ตรงจุด แม้กระทั่งหนีมาวัดคิดว่ามาวัดแล้วจะหายทุกข์ แบบนี้ก็ไม่ถูก ทุกข์อยู่ที่ใจก็ต้องแก้ที่ใจการมาวัดจะแก้ทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อมาฝึกฝนวิธีเเก้ทุกข์ที่ใจ หรือมาวัดเพื่อมาดูจิตของตัวเอง ถ้าแบบนี้ก็เป็นการแก้ที่ตรงจุด เดี๋ยวนี้คนเป็นอันมากเวลาทุกข์ก็นึกถึงวัด คิดว่ามาวัดจะแก้ทุกข์ได้ เพราะนึกว่าทุกข์นั้นอยู่ที่บ้าน หนีบ้านมาวัดแล้วจะหายทุกข์ ทุกข์ตามมาไม่ถึงอันนี้เข้าใจผิด ทุกข์นั้นเราหนีไม่ได้ เพราะมันอยู่ที่ใจเรา หนีไปไหนก็ยังทุกข์ ตราบใดที่ยังไม่แก้ทุกข์ที่ใจของตัวทุกข์นั้นอยู่ที่ใจ ทางแก้ก็อยู่ที่ใจนั้นเอง ตรงนี้แหละที่ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่าในเตาหลอมเหลวนั้นมีความเย็นสนิทอยู่ พูดอีกอย่างคือในวัฏสงสารมีนิพพาน ในใจที่เร่าร้อนนั้นมีความสงบเย็นแฝงอยู่กุญแจที่ไขไปสู่ความสงบเย็นก็อยู่ที่ใจ ลองพิจารณาให้ดี เวลาเป็นทุกข์มันทุกข์เพราะอะไร ถ้าพิจารณาเป็นก็จะเห็นว่าทุกข์นั้นเป็นเพราะติดยึดเพราะฟุ้งซ่านปรุงแต่ง เพราะหลงลืมขาดสติ พอเห็นตรงนี้ก็เปลี่ยนจากความติดยึดเป็นความปล่อยวาง จากความฟุ้งซ่านมาเป็นความสงบรำงับเปลี่ยนจาวความหลงลืมมาเป็นความรู้ตัวทั่วพร้อมเปี่ยมสติ ถ้าทำได้อย่างนี้ความไม่ทุกข์ก็เกิดขึ้น สุขก็ตามมา สุขเกิดขึ้นได้แม้รอบตัวจะเป็นทุกข์ แม้กายจะเป็นทุกข์ สุขเกิดจากการพิจารณาทุกข์ในใจจนเห็นกุญแจแห่งความไม่ทุกข์ มันอยู่ตรงที่เดียวกันนั้นแหละ จะไปดูที่อื่นก็ไม่มีทางเลือกต้องมาดูที่ใจอันเป็นที่เกิดแห่งทุกข์ อย่าคิดหาสุขจากที่อื่นอบายมุขก็ไม่ใช่คำตอบ ทรัพย์สินเงินทองก็ไม่ใช่คำตอบ บางคนทุกข์ก็ไปหาอะไรมากิน คิดว่าจะดับทุกข์ได้ มันช่วยได้แค่ชั่วคราว แตในที่สุดเราก็ต้องกลับมาดูที่ใจ มาดูความทุกข์กลางใจนี้แหละ มองจนเห็นว่าความไม่ทุกข์มันก็อยู่ที่ใจที่กำลังทุกข์นี้เอง

ที่มา : http://www.mindcyber.com




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 17:25:59 น.
Counter : 211 Pageviews.  

วิธีอ่านภาษาบาลี


การอ่านคำบาลีนี้ยังมีหลายท่านที่อ่านไม่สู้จะถูกนัก เพราะว่ายังไม่เคยชินต่อคำเหล่านี้ดังนั้นเพื่อกันความผิดพลาดในเวลาออกเสียงจึงได้พิมพ์ถวายพระสังฆาธิการทุกท่านดังต่อไปนี้

1. พยัญชนะที่ไม่มีสระอาศัยอยู่ด้วย ให้อ่านออกเสียงสระ อะ เช่น

นโม ออกเสียงว่า นะโม
ปฏิปทา ออกเสียงว่า ปะฏิปะทา
อนาฤลา ออกเสียงว่า อะนากุลา



2. พยัญชนะที่ไม่มีสระอาศัยอยู่ แต่มีตัวสะกดอยู่หลัง มี พินทุ ( ฺ) อยู่ ใต้ตัวสะกดนั้นพินทุนั้นเท่ากับไม้หันอากาศ เช่น
อคฺคโต ออกเสียงว่า อัคคะโต
ธมฺมทฺธโร ออกเสียงว่า ธัมมัทธะโร


3. พยัญชนะที่มีสระอาศัยอยู่ มีตัวสะกดอยู่หลัง มีพินทุ ( ฺ ) อยู่ใต้ ตัวสะกดนั้นให้อ่านออกเสียงเท่ากับตัวนั้นเป็นตัวสะกดเฉยๆ เช่น
ภิกฺขโร ออกเสียงว่า ภิกขะโร
โมคฺคลฺลานํ ออกเสียงว่า โมคคัลลานัง
ปุญญกฺเขตฺตํ ออกเสียงว่า ปุญญักเขตตัง



4. ศัพท์ที่ลงท้ายด้วย ตฺวา ตฺวาน ปัจจัย ต้องออกเสียงตัว ตฺ สะกด และออกเสียงตัวของมันเองด้วย แต่เสียงนั้นสั้น เช่น
กตฺวา ออกเสียงว่า กัตวา
คเหตฺวา ออกเสียงว่า คะเหตวา
สุตฺวา ออกเสียงว่า สุตวา


โปรดสังเกตุว่า ต้องมีพินทุ ( ฺ ) อยู่ใต้ตัวสะกดด้วย ถ้าไม่มีพินทุ ให้ ออกเสียงตามตัวของมันเอง เช่น
สุตวา ออกเสียงว่า สุตะวา


5. มีคำอยู่สองสามคำ ซึ่งต้องอ่านออกเสียงทั้งเป็นตัวสะกดและตัว ของมันเอง แต่ตัวของมันเองนั้นสั้นมาก เช่น
ภวตฺวนฺตราโย ออกเสียงว่า ภะวัตวันตะราโย
สกฺยปุตฺโต ออกเสียงว่า สักยะปุตโต
ตุณหี ออกเสียงว่า ตุณหี
ภาคยํ ออกเสียงว่า ภาคยัง
ตสฺมา ออกเสียงว่า ตัสหมา
ตสฺมิ ํ ออกเสียงว่า ตัสหมิง
ภทฺรานิ ออกเสียงว่า ภัททรานิ
6. ถ้ามีตัว ร อยู่ท้ายตัวสะกด ให้ออกเสียงกล้ำกัน เช่น
ตดฺร ออกเสียงว่า ดัตตระ
พฺรหฺมานํ ออกเสียงว่า พรำมานัง
พฺราหฺมเฌ ออกเสียงว่า พรามมะเฌ
อินฺทฺริยานิ ออกเสียงว่า อินทริยานิ (ไม่ใช่อินชียานิ)



7. พยัญชนะตัวใดที่มีพินทุ (.) อยู่ใต้ตัวของมันเอง ให้อ่านออกเสียง ตัวของมันเองเท่านั้น เช่น
ทฺวิ ออกเสียงว่า ทะวิ
เทฺว ออกเสียงว่า ทะเว
กาเตฺว ออกเสียงว่า กาตเว
จิตฺตเกฺลเสหิ ออกเสียงว่า จิตตักเลเสหิ
จกฺขฺวายตนํ ออกเสียงว่า จักขวายะตะนัง


8. พยัญชนะตัวใด มีนิคหิต ( ํ) อยู่ข้างบนไม่มีสระอยู่ด้วย ( ํ ) นั้น เท่ากับ อัง เช่น
พุทธํ ออกเสียงว่า พุทธัง
อกํสุ ออกเสียงว่า อะกังสุ
อุปาทานํ ออกเสียงว่า อุปาทานัง



9. พยัญชนะตัวใดที่มี นิคหิต ( ํ ) อยู่บน และมีสระอยู่ด้วย
นิคหิตนั้น เท่ากับ ง สะกด เช่น
ธมฺมจาริ ํ ออกเสียงว่า ธัมมะจาริง
กาตุ ํ ออกเสียงว่า กาตุง



10. คำใดมีตัวสะกดด้วย เอยฺย ให้อ่านออกเสียง ไอ๊ยะ สั้นๆ เช่น

ภาเสยฺย ออกเสียงว่า ภาไส๊ยยะ
กเรยฺย ออกเสียงว่า กะไร๊ยยะ




11. คำใดที่สะกดด้วย อิยฺ ให้อ่าน อี โดยใช้ฟันล่างและฟันบนกดกัน และออกเสียง เช่น
นิยฺยานิโก ออกเสียงว่า นียยานิโก



12. พยัญชนะตัว ฑ นางมณโฑ ในภาษาบาลีให้ออกเสียงตัว ด เด็ก หมด เช่น
ปณฺฑิโต ออกเสียงว่า ปันดิโต
มณฺฑน ออกเสียงว่า มันดะนะ

ที่มา : http://www.mindcyber.com




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 17:24:55 น.
Counter : 636 Pageviews.  

รู้แล้ว ไม่ยึดติด

พระจุลนายก
จากหนังสือ “กำลังใจเล่ม 8”

รู้แล้วไม่ยึดติด


เวลาที่เรายืดติดอยู่กับสิ่งต่างๆ ใจจะมีความห่วง มีความกังวลคอยคิดอยู่เรื่อยว่า สิ่งต่างๆ ที่เรารัก ที่เราชอบ ยังอยู่กับเราหรือเปล่าแล้วจะอยู่กับเราไปได้นานสักแค่ไหน เรื่องเหล่านี้นั้นล้วนเป็นการสร้างความเครียดให้กับใจ สร้างความวิตก สร้างความกังวล ทำให้ใจไม่สงบไม่นิ่งเพราะความหลงนั่นเอง แต่ถ้าได้ลองมาปฏิบัติธรรมแล้ว ใจจะเริ่มก้าวเข้าสู่ความสงบ จะเริ่มเห็นความสุขที่เกิดจากความสงบของใจแล้วจะเข้าใจเห็นโทษของการไปหลง ไปยึด ไปติดกับสิ่งต่างๆ ภายนอกเพราะล้วนเป็นโทษทั้งสิ้น ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ไม่มีอะไรที่เป็นความสุขที่แท้จริง เราอาจจะมีความสุขในขณะที่ได้สัมผัส ได้อยู่ใกล้ชิดสิ่งเหล่านั้นแต่เราหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่สามารถที่จะอยู่ใกล้ชิดกับเราไปได้ตลอดเพราะโดยธรรมชาติของตัวเราเองก็ดี หรือของสิ่งต่างๆ ก็ดี ล้วนเป็นของไม่เที่ยง คือมีอายุขัย ไม่อยู่ไปตลอด ช่วยเราอยู่ไปได้ไม่กี่ปีก็ต้องจากทุกสิ่งทุกอย่างไป ถ้าเขาไม่จากเราไปก่อน เราก็จากเขาไปก่อนนี่เป็นสัจธรรมความจริง

เมื่อเป็นเช่นนั้น เวลาเกิดการพลัดพรากจากอัน ก็จะต้องร้องห่มร้องไห้ เศร้าโศกเสียใจ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ แต่ถ้าได้ฝึกจิต ปฎิบัติจิตให้ปล่อยวาง ให้มีความพอใจกับความสุขที่เกิดจากความสงบแล้ว ก็จะไม่ยึดไม่ติดกับอะไร เวลาไม่ยึดไม่ติดกับอะไรแล้ว เวลาสิ่งต่าง ๆจากเราไป ก็จะไม่รู้สึอเศร้าโศกเสียใจอาลัยอาวรณ์ เพราะรู้ด้วยปัญญาแล้วว่า เราไม่สามารถอยู่กับสิ่งต่างๆ ไปได้ตลอด หรือสิ่งต่างๆ ไม่สามารถอยู่กับเราไปได้ตลอด ไม่ช้าก็เร็ว ก็ต้องจากกันไป ถ้ามีปัญญา ก็จะไม่ยึดไม่ติด การจากกันจะเป็นการจากกันแบบธรรมดา จากกันแบบสบาย ๆ ไม่มีความเศร้าโศกเสียใจ ไม่มีการกินไม่ได้นอนไม่หลับเหมือนกับเวลาที่พระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าไป เราก็ไม่ได้มานั่งร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจอะไร เพราะเราเข้าใจถึงธรรมชาติของพระอาทิตย์ว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น

ฉันใดถ้าได้ศึกษาพระธรรมคำสอน แล้วนำมาคิดใคร่ครวญอยู่อย่างสม่ำเสมอ แล้วนำมาปฎิบัติกับใจแล้ว เราก็จะสามารถทำใจให้ปล่อยวางได้ เมื่อปล่อยวางแล้ว ใจก็จะไม่เดือดร้อนกับอะไร ที่จะต้องจากเราไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ต้องมีอะไรเลย เราอยากจะมีอะไรก็มีได้ อย่างในขณะนี้ เรามีอะไร ก็มีอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าทัศนคติ ปัญญาความรู้ของเราได้เปลี่ยนไป เมื่อก่อนนี้เรารู้แบบหลงรู้แบบยึด รูปแบบติด คือ อยากให้สิ่งต่างๆ ที่เรารัก ให้อยู่กับเราไปตลอดแต่เดี๋ยวนี้เราเข้าใจแล้วว่า ความรู้แบบนั้นเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจ เป็นความทุกข์อย่างยิ่ง เมื่อเราเปลี่ยนทัศนคติแล้วเราก็ยังอยู่กับสิ่งนั้นอยู่ เรายังปฎิบัติกับสิ่งนั้นอยู่เหมือนเดิม คือยังมีความเมตตา มีความกรุณา มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีการดูแลรักษากันไปตามปรกติ ตามกำลังสติปัญญาความสามารถของเรา จนกว่าเมื่อถึงเวลาที่จะต้องจากกันไป เราก็ยอมรับความจริงนี้ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วใจของเราก็จะไม่เศร้าโศกเสียใจกับอะไร

นี่แหละคืออานิสงส์ของการได้พบพระพุทธศาสนา ได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่แท้จริงของชีวิตนั่นเองเมื่อก่อนนี้ถ้ายังไม่ได้พบพระพุทธศาสนาเราจะไม่รู้เรื่องเหล่านี้ เราก็จะหลงยึดติดกับสิ่งต่างๆ สิ่งที่เรารัก ที่เราชอบเราก็จะหวง เราก็จะห่วง แต่เดี๋ยวนี้เมื่อได้ศึกษาได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เริ่มเห็นแล้วว่า ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากใครที่ไหน เกิดจากความหลงผิด ความเห็นผิดเป็นชอบ ความไม่รู้ความเป็นจริงของธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง แต่ถ้ารู้แล้วเราก็จะไม่ทุกข์กับสิ่งนั้นอีกต่อไป เพราะเราจะเตรียมตัวเตรียมใจไว้รับกับสภาพที่จะต้องเกิดขึ้น คือไมช้าก็เร็วก็ต้องมีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา นี่เเหละคือปัญญาทางพระพุทธศาสนา คือการรู้ถึงความไม่เที่ยงของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เมี่อรู้แล้วจะได้ไม่ไปยึดไปติด

เราจึงต้องพยายามศึกษาหาความรู้นี้อย่างสม่ำเสมอ พระพุทธเจ้าจึงต้องสอนให้เราเข้าวัดกัน อย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ฟังเทศน์ฟังธรรมกัน ฟังแล้วก็นำเอาไปคิดพิจารณาต่อ หลังจากที่ออกจากวัดไปเพราะถ้าไม่นำไปคิดพิจารณาต่อ เวลาไปทำกิจการงานต่าง ๆ ใจก็จะไปอยู่กับเรื่องราวต่าง ๆ ทำให้เรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังในขณะที่อยู่ในศาลาก็จะค่อยๆ จางไปหายไป และในที่สุดก็จะลืมไป เราจึงต้องกลับมาฟังอยู่เรื่อยๆ นอกจากการฟังอยู่เรื่อยๆ แล้ว เรายังต้องนำสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไปคิดต่อ ไปเตือนสติไว้ ไม่ใช่ฟังแล้วก็แล้วกันไป เมื่อออกจากวัดไปแล้วเวลาเห็นสิ่งใดก็ตาม ถ้าเกิดความยินดี เกิดความชอบอยากจะได้ ก็ควรสอนใจว่า สิ่งที่จะเอามานี้ ก็จะไม่อยู่กับเราไปตลอดนะ เอามาก็เอามาได้ แต่เวลาได้มาก็ดีใจหรอก แต่เวลาเสียไป ยังจะดีใจเหมือนกับขณะที่ได้มาหรือเปล่า ถ้าเสียไปแล้ว ก็จะต้องเกิดความเศร้าโศกเสียใจ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่าไปเอามาไม่ดีกว่าหรือ อย่างนี้เป็นต้น

ต้องคิดแบบนี้ในการใช้ชีวิตประจำวัน ขอให้เราอย่าลืม ขอให้มองทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นของชั่วคราว ไม่ใช่เป็นของที่จะอยู่กับเราไปอย่างถาวร นี่ก็คือการสร้างปัญญาให้เกิดขึ้น ธรรมที่ได้ยินได้ฟังแล้วเราก็เอามาคิด เอามาใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วถ้ามีโอกาสว่าง ไม่มีภารกิจการงาน ก็ให้มาทำความสงบกับจิตใจของเรา เพราะว่าเวลาที่จิตสงบ ใจจะเย็น ใจจะมีความสุข แล้วใจจะรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การได้มาซึ่งสิ่งของต่างๆ แต่ความสุขที่แท้จริงมาจากความสงบของจิตใจต่างหาก เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วใจก็เกิดปัญญา เกิดความรู้ขึ้นมาว่า การมีอะไรมากๆ แทนที่จะมีความสุข กลับมีความทุกข์ ยิ่งมีมากก็ยิ่งทุกข์มาก เพราะจะมีความห่วง มีความอาลัยอาวรณ์กับสิ่งต่างๆมากขึ้นไปนั่นเอง ถ้ามีน้อย ความทุกข์ก็น้อย ถ้ามีลูกคนเดียว ก็ทุกข์กับลูกเพียงคนเดียว ถ้ามีลูก ๑๐ คน ก็ต้องทุกข์กับลูกถึง ๑๐ คนความทุกข์ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

เมื่อมีปัญญา เราจะรู้ความจริงว่า แม้กระทั่งลูกของเรา เราก็ต้อง

จากเขาไป หรือเขาก็ต้องจากเราไปในวันหนึ่ง ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว เราก็จะปล่อยวาง ไม่ไปยึดไปติดกับเขา เขาจะอยู่กับเราก็ดี เขาจะจากเราไปก็ดี ถ้าเราทำใจได้แล้ว จะมีมากมีน้อย เราก็จะไม่ทุกข์ เพราะว่าความทุกข์เกิดจากความไม่รู้จริง ความทุกข์จะดับได้ก็เกิดจากความรู้จริงคือความรู้ทางพระพุทธศาสนา ดังที่ท่านได้ยินได้ฟังกันในวันนี้ นี่แหละคือความรู้จริง เพราะเป็นความรู้ที่เป็นตามหลักความเป็นจริง เป็นความรู้ทีไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากความจริง ความคิดของพวกเราส่วนใหญ่จะเป็นความคิดที่สวนกระแสของความจริง เช่นคิดว่าอยากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่กับเราตลอดไป ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เป็นสิ่งที่เราจะต้องมาแก้ไขเสียตั้งแต่บัดนี้ เราจึงต้องมองให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงมีการสูญสลาย มีการดับไปเป็นธรรมดา ไม่ช้าก็เร็วทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องหมดสิ้นไปจากเรา เราก็ต้องจากเขาไปในที่สุด

ถ้าคิดอย่างนี้แล้ว จะได้ไม่ยึดไม่ติดกับสิ่งต่างๆ เมื่อไม่ยึดไม่ติดแล้ว ใจก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ ความกังวลใจ ชึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนาอัน แต่เราก็ยังมีกันอยู่ ก็เป็นเพราะเราไม่ได้อบรมสอนใจไม่ได้ดูใจ ในขณะที่ใจกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่เราก็ไม่ค่อยรู้กัน เวลาเห็นอะไรที่เราชอบ ก็เกิดความอยากลึกๆ ขึ้นมาในใจแล้ว อยากจะให้สิ่งนั้นอยู่กับเราไปนานๆ นี่ก็เป็นความคิดที่ผิดแล้ว เป็นความคิดที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราไปตลอดอยู่กับเราไปได้นาน เราจึงต้องมาเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ โดยเอาความคิดหรือความรู้ของพระพุทธเจ้ามาใส่ใจเรา มาสอนใจเรา พยายามเตือนสติเราอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ควรไปยึดไปติด เราจะไม่ทุกข์ เราจะมีแต่ความสุข

ที่มา : http://www.mindcyber.com




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 17:24:02 น.
Counter : 260 Pageviews.  

สังฆทานเด็ดเดี่ยว

การทำสังฆทานครั้งนี้เรามุ่งมาที่ใจเป็นหลัก ไม่หวังผลพลอยได้อื่นใดทั้งสิ้น ขอ
แจกแจงเป็นข้อๆดังนี้

๑) คิดเอง คือคิดว่าจะนำของสำคัญในการดำรงชีพอันใดไปถวาย ไปถวายวัดไหน เมื่อใดในขั้นนี้ดูเผินๆเหมือนไม่น่าจะมีอะไรยุ่งยาก แต่ความจริงก็คือถ้าคุณไม่เคยตัดสินใจด้วยตัวเอง ก็จะเกิดข้อสงสัย เกิดความไม่มั่นใจ ตลอดจนมีอาการจดๆจ้องๆ ว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี หากวาระแรกอยากทำแล้วตัดสินใจทำดีคนเดียวโดยไม่ปรึกษาใครให้ไขว้เขว ไม่ต้องฟังเสียงใครว่าเอาดีหรือไม่เอาดี คุณได้ชื่อว่าสร้างความเด็ดเดี่ยว ลำพังคนเดียวขึ้นมาสำเร็จแล้ว ชั่วเวลาแค่ไม่กี่วินาที ถ้าคิดได้จริงตั้งใจได้จริง ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต หากสองสามวินาทีทองนั้นมาถึงก็อย่าช้า รีบฉวยมันไว้ทันที เพราะสองสามวินาทีทองนั้นอาจไม่กลับมาอีกเลยชั่วกาลนาน

๒) เตรียมของเอง คือใช้เงินของตนเอง ห้ามหยิบยืมใคร ของที่จะถวายเป็นสังฆทานนั้น ขอให้จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น สบู่ก้อนเดียวก็เป็นสังฆทานได้ ถ้าจิตคิดไว้ว่าจะถวายแด่สงฆ์ โดยไม่ตั้งข้อจำกัดจำเพาะเจาะจงไว้ก่อนว่าจะถวายพระรูปใด เพราะฉะนั้นคุณน่าจะมีทุนทรัพย์พอ และสามารถซื้อหาได้อย่างสบายใจ ในขั้นนี้ตอนออกไปซื้อของเตรียมถวาย คุณอาจเริ่มรู้สึกสงสารตัวเอง นึกอยากได้ใครสักคนมาช่วย โดยเฉพาะถ้าคิดซื้อหลายๆชิ้น และเคยชินกับการซื้อข้าวของร่วมกับคนอื่น

ให้กำหนดจิตตัดใจลงไปเลยว่าเราจะซื้อของโดยไม่ต้องให้คนอื่นมาช่วย กับทั้งจะไม่ ปล่อยให้เกิดความคิดสงสารตัวเองอย่างเด็ดขาด ชั่วเวลาเดี๋ยวเดียวคุณน่าจะทำใจ
ได้ไม่ยากอยู่แล้ว หากระวังไม่ให้เกิดความรู้สึกนึกคิดอยากได้คนช่วยเตรียมของ ได้ตลอดรอดฝั่งกระทั่งซื้อของเสร็จ คุณจะพบว่าใจตัวเองเงียบเชียบ และเริ่มเห็น
ความเข้มแข็งบางอย่างเกิดขึ้นในตัวเองแล้ว

๓) ไปเองคนเดียว คือถ้าไม่มีรถก็อย่าไหว้วานใครไปส่งทั้งสิ้น ขึ้นรถเมล์หรือ นั่งแท็กซี่ไป เพราะนี่ไม่ใช่การทำบุญธรรมดา แต่เป็นการทำบุญเพื่อขอให้เกิดความเป็นตัวของตัวเอง ระหว่างเดินทางให้มีสติ อย่าใจลอย อย่านึกน้อยใจ แล้วก็อย่าให้มีเรื่องรบกวนจิตใจใดๆ ในขั้นนี้คุณจะเริ่มรู้สึกว่าการเดินทางไปทำบุญคนเดียวเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่มีความหมาย มีความตั้งใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้น มีกรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้น แล้วก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงในบัดนั้น ให้มองว่าการเดินทางไปทำดีตามลำพังเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือน่าหดหู่เศร้า สร้อยแต่อย่างใด ชั่วเวลาไม่กี่สิบนาทีทำไมจะตัดใจเลิกคิดหยุมหยิมไม่ได้ คือไม่ใช่ให้เข้าฌานเลิกคิดอะไรหมดนะครับ แต่ถ้ารู้สึกตัวว่าคิดเรื่องที่ทำให้เกิดความเหงา ความหดหู่ ความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือความโมโหโกรธาใดๆ จงรีบหยุดและ เปลี่ยนเรื่องคิดไปในทางมงคลทันที

๔) ทำเองคนเดียว คืออย่าตั้งความหวังว่าใครที่วัดจะเข้ามาช่วยยกของ ให้นึกถึง การใช้แรง ใช้กำลังของตนเองในการทำบุญครั้งนั้น ในขั้นนี้คุณจะรู้สึกชัดว่าตัวเองเป็นคนแข็งแรง ตั้งความคิดให้แน่วแน่ว่าจะรักษาจิตไว้ให้พึ่งพาตนเอง ไม่เหงา ไม่เศร้า ไม่อยากรับความช่วยเหลือจากใคร (แต่ถ้ามีเด็กวัดหรือใครเขาอยากเข้ามา ช่วยเองก็ให้ช่วยไปนะครับ อย่าไปตะเพิดไล่ปฏิเสธน้ำใจเขาล่ะ) คงไม่เหลือบ่ากว่า แรงกับแค่ครึ่งชั่วโมงที่อยู่ในวัด ที่คุณจะอยู่กับความตั้งใจทำอะไรดีๆด้วยตน เองตามลำพังสักครั้ง โดยไม่เห็นว่าตัวเองน่าสงสารกับการไม่มีใครเคียงข้าง

๕) อธิษฐานคนเดียว คือหลังจากถวายสังฆทานเสร็จแล้ว ให้หันไปทางพระประธานหรือพระพุทธรูป นั่งพนมมือตัวตรง ถ้าบรรยากาศเอื้อให้พูดดังๆก็เปล่งวาจาชัดถ้อยชัดคำไปเลยว่า ครั้งนี้เรามาทำบุญได้ด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งใคร ก็ขอให้ใจเป็นสุขได้กับตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยใครอื่นเถิด ถึงตรงนี้คุณจะรู้สึกสงบและเป็นตัวของ
ตัวเองได้อย่างประหลาด ตัวคุณใหญ่กว่าความเหงา และเอาชนะความเหงาได้ง่ายๆแค่นี้เอง

การทำครั้งเดียวอาจให้ผลเป็นความรู้สึกมั่นคงแค่ระยะสั้น ถ้าให้ดีควรทำซ้ำอย่างนี้สัก ๓ ครั้งภายในหนึ่งอาทิตย์ เพื่อให้เกิดการสำทับบุญจนแน่นหนาพอ ไม่จำเป็น
ต้องไปที่วัดเดียวกัน และไม่จำเป็นต้องทำสังฆทานเท่านั้น ลองไปตามสถานสังคมสงเคราะห์ต่างๆที่เขาเปิดรับบริจาคข้าวของให้แก่ผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้รู้สึกว่าได้ทำบุญครบวงจร ก็จะเกิดความเบาสบายและเบิกบานยิ่งๆขึ้น

ภายในอาทิตย์เดียวถ้าทำบุญด้วยตัวเอง ๓ ครั้ง คุณจะพบว่าอาการคิดมาก คิดวนเวียน นั้นหายทุเลาไป

อาการอยากพึ่งพาคนอื่นจะลดลงแบบฮวบฮาบ ที่สำคัญคุณอาจพบว่าตัวเองกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนอื่นอยากมาพึ่งพาไปเสียแทน

ถ้าการณ์พลิกกลับตาลปัตรอย่างนี้ก็อย่าสงสัยเลย เรื่องของเรื่องนะครับ คนเราชอบอยู่ใกล้ผู้ที่เข้มแข็ง เพื่อดูดซับความอบอุ่น และรับแรงบันดาลใจมาสู่ตน แต่จะไม่ชอบอยู่ใกล้ผู้ที่อ่อนแอ เพราะคุณจะรู้สึกเหมือนเสียพลังงาน และอาจรับกระแสความเกียจคร้านมาเข้าตัวไปด้วย

ผลพลอยได้จากการทำบุญให้มีกำลังใจเด็ดเดี่ยวนี้ จะช่วยให้คุณลดอาการเฉื่อยชาในการทำงานทางโลกได้ด้วย โดยเฉพาะที่เป็นงานหนัก งานยาก เหมือนต้องขอความช่วย
เหลือจากคนนั้นคนนี้ ใจคุณจะคิดไปอีกอย่างหนึ่ง คือเห็นว่าแค่นี้เอง ทำคนเดียวก็ได้ และในที่สุดก็ทำได้จริงๆ เรียกความเชื่อมั่นมาให้ตัวเอง

จริงๆอานิสงส์ของการใช้อุปเท่ห์วิธีทำบุญแบบนี้ยังมีอีกมาก เช่นคุณจะเป็นผู้ทำกิจใหญ่สำเร็จได้ด้วยตนเองเป็นหลัก ปรารถนาอะไรจะมีแรงหนุนให้ถึงจุดหมายปลายทาง
ด้วยความภาคภูมิใจในตนเอง แต่เอาเฉพาะกรณีที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาของคุณ การทำบุญแบบนี้ จะช่วยให้เห็นว่าความรัก ความติดพันใกล้ชิด เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่ง ของชีวิต ไม่ใช่ไม่มีแล้วจะเอาชีวิตรอดไม่ไหว ไม่ว่าคนรักของคุณจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน เขาจะไม่มีอิทธิพลทางใจกับคุณมากมายเกินจำเป็นดังเคยแน่นอน


หมายเหตุสำคัญทิ้งท้ายไว้ด้วย การทำบุญร่วมกันเป็นสิ่งน่าสนับสนุน และควรให้มีบ่อยๆ เพราะจะช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพทุกรูปแบบให้เป็นไปในทางดี ทั้งวันนี้และวันหน้า คำตอบสำหรับคำถามนี้เป็นแบบเฉพาะเจาะจง แก้ปัญหาความอ่อนแอไม่เป็นตัวของตัวเองและมีภาวะพึ่งพาสูงเท่านั้นนะครับ

ธรรมะใกล้ตัว
ฉบับที่ ๑
๔ มกราคม ๒๕๕๐




 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 13 มกราคม 2551 17:23:08 น.
Counter : 192 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

npmail
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต
.....ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, พระองค์นั้น

อะระหะโต
.....ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทธัสสะ
.....ตรัสรู่ชอบได้โดยพระองค์เอง

~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~

Blog นี้เอาไว้เก็บเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เอาไว้อ่านเองค่ะ ไว้ว่าง ๆ ค่อยกลับมาอ่าน ส่วนใหญ่ก็ก็อป ๆ มากจากคนอื่นค่ะ ต้องขอขอบคุณ ณ ที่นี้นะคะ

ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ที่แบ่งปันของแต่งบล็อกสวย ๆ ให้มาแต่งบล็อกนี้

และขอขอบคุณทุกท่านที่ Vote ให้ด้วยนะคะ
โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน โหลดเพลง คลิปวีดีโอ นิยาย การ์ตูน โหลดเพลง คลิปวีดีโอ นิยาย การ์ตูน โหลดเพลง คลิปวีดีโอ นิยาย การ์ตูน ดูดวง โครงการบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล 60 ปีราชาภิเษก และ 84 พรรษามหาราชา โครงการบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล 60 ปีราชาภิเษก และ 84 พรรษามหาราชา โครงการบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล 60 ปีราชาภิเษก และ 84 พรรษามหาราชา
Friends' blogs
[Add npmail's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.