Group Blog
 
All blogs
 

"ปฏิจจสมุปบาท" ...๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓

ถาม: ขอความเมตตาจากหลวงพ่อ ช่วยอธิบายเกี่ยวกับขบวนการของปฏิจจสมุปบาท ให้ฟังหน่อยค่ะ


ภพภูมิต่างๆ ซ้อนกันอยู่เยอะแยะไปหมดเลย เต็มไปหมดเลย
จำแนกกันด้วยกรรม ทำกรรมชนิดนี้ อยู่ในภพภูมิชนิดนี้ ทำกรรมชนิดนี้ อยู่ในภพภูมิชนิดนี้

อย่างพวกเราอยู่ในภพภูมิของมนุษย์ เราทำกรรมดีมา
เราเคยถือศีล ๕ ในชาติใดชาติหนึ่ง แล้วมันเกิดผลขึ้นมานะ ให้ผลมาเป็นมนุษย์นี้บางคนคุ้นเคยกับการถือศีล ๕ มา เป็นมนุษย์มีศีล
บางคนนะเคยถือศีลนิดๆ หน่อยๆ แล้วมันให้ผลมาเป็นคน
จิตใจยังคุ้นเคยกับความเป็นสัตว์บ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นเปรตบ้าง อย่างนี้ก็มี

มิติต่างๆ ซ้อนกันอย่างเต็มไปหมดเลย
สิ่งที่ข้ามมิติได้คือ จิต นะ เพราะจิตนี้เร็ว เร็วกว่าแสงอีก
นักวิทยาศาสตร์พยายามจะข้ามมิติ ด้วยการผลิตยานที่เร็วกว่าแสง ยังทำไม่ได้นะ

พระพุทธเจ้ารู้ว่า จิตนี้เร็วกว่าแสง ข้ามได้ อยากรู้ อยากเห็น ข้ามไป
แต่ข้ามไปข้ามมานะ เที่ยวรู้เที่ยวเห็นไป
ก็พบว่าที่ใดที่หนึ่ง ก็ทุกข์ทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ก็ทุกข์ทั้งสิ้น
มีความเกิดทีไร ก็มีความทุกข์ทุกที มีความทุกข์ร่ำไป

ในตอนพระพุทธเจ้า วันที่ตรัสรู้
ปฐมยาม ท่านระลึกชาติได้ ท่านรู้อดีต เกิดเป็นโน้น เกิดเป็นนี้ มีจริงๆ
เกิดเป็นพญานาค เกิดเป็นโน้น เป็นนี้ มีจริงๆ

ในยามที่สอง ท่านได้ จุตูปปาตญาณ ไม่ได้ดูตัวเองแล้วตอนนี้ ดูคนอื่น
ก็เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้เองนะ
ยามที่หนึ่ง ท่านเห็นตัวเอง เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ
นั้นภพภูมิต่างๆ มันมีอยู่ เราไม่เห็นเอง
ยามที่สอง ท่านเห็นคนอื่น เวียนตายเวียนเกิด อยู่ในภพภูมิต่างๆ นะ
เสร็จแล้วท่านก็เห็นเลย เกิดทีไรก็เป็นทุกข์ทุกที

ความเกิดนี้มาจากไหน?
ท่านเห็นว่าเกิดทีไร ก็ทุกข์ทุกที มีชาติก็มีทุกข์
แล้วความเกิดมาจากไหน?
มีภพ ก็มีชาติ

ยามที่สาม นะ ท่านเริ่มมาสาวตรงนี้แล้ว
ยามที่หนึ่ง ยามที่สอง ท่านเห็นแล้ว เกิดทีไรทุกข์ทุกที ไม่มีที่ไหนไม่ทุกข์

ความเกิดคือ การได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มา ก็ได้ทุกข์มาด้วย
ชาติคือ ความได้มาซึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาจากไหน? มาจากภพ
ภพคืออะไร? ภพคือ...มีสองอัน

อันหนึ่งเรียกว่า อุปัตติภพ ภพโดยการเกิด
อย่างพวกเราเนี่ย มีอุปัตติภพ อุบัติ นะ ภาษาแขกเรียกว่าอุปัตติภพ มาเป็นมนุษย์

แต่ในอุปัตติภพยาวๆ อันหนึ่ง เรามีกรรมภพ
มีภพชนิดหนึ่งเรียกว่า กรรมภพ
ภพมีสองอย่างนะ อุปัตติภพ กับ กรรมภพ
กรรมภพคือ การทำงานของใจ


สังเกตมั้ย? จิตใจเราเดี๋ยวก็ปรุงดี เดี๋ยวก็ปรุงชั่ว
กายของเราโดยอุปัตติภพเป็นมนุษย์ บางครั้งจิตของเราเป็นสัตว์นรก
ท่านเลยเรียกว่า มนุษย์นรก มนุสสนิรโย
โดยกำเนิดเราเป็นมนุษย์ แต่ภพที่จิตมันปรุงขึ้นเป็นขณะๆ
อาจจะเป็นเปรต โลภ ขณะใดโลภ ขณะนั้นเป็นเปรต

ขณะใดยึดถือแต่ความคิดความเห็นตัวเอง เป็นอสุรกาย
นี้เป็นภพย่อยๆ ในอุปัตติภพใหญ่ๆนะ
ภพย่อยๆนี่ คือ การทำงานของจิต
ภพใหญ่ก็คือ สิ่งที่จิตไปปรุงขึ้นมา "กรรม" สร้างขึ้นมา

ภพมาจากไหน?
ภพมาจากอุปาทาน

อุปาทานก็คือ ตัณหาที่แรงกล้า มีความอยากที่แรงกล้า จิตจะทำงาน จิตจะดิ้นรน

อุปาทานคือ ตัณหาที่แรงกล้า มาจากไหน?
มาจากตัณหาธรรมดา ท่านถึงบอกว่าตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทานนะ
ตัณหา อุปาทาน จริงๆ ก็คือ โลภะด้วยกันทั้งคู่ แต่ว่าดีกรีไม่เท่ากัน

ตัณหามาจากไหน?
มาจากเวทนา


พอเรากระทบความสุข เราก็อยากได้
กระทบความทุกข์ เราก็อยากให้หายไป
พอเกิดความอยาก จิตก็เกิดการดิ้นรน เรียกว่า ภพ
พอดิ้นรน มันก็มีเราขึ้นมา มีกูขึ้นมา มีชาติขึ้นมา
นี้จิตมันทำงานอย่างนี้นะ กระบวนการทำงานของมัน
ค่อยๆเรียน ค่อยๆรู้ไปนะ

พระพุทธเจ้าท่านสาวมาถึง ปฏิจจสมุปบาท นะ
เห็นขบวนการทำงาน ของอะไร? ของรูปธรรม นามธรรม นะ

ปฏิจจสมุปบาท มี ๑๒ ขั้นตอน
ทั้ง ๑๒ ขั้นตอนก็ล้วนแต่ รูปธรรม นามธรรม นั่นแหละ
ท่านเห็นรูปธรรม นามธรรม หนีไม่พ้นการเห็นรูปนามนะ รู้ไป
ท่านเห็นตนเอง เกิดๆ ตายๆ เห็นคนอื่น เกิดๆ ตายๆ
รู้ว่าเวียนตายเวียนเกิด มีแต่ทุกข์ มีชาติก็มีทุกข์นะ
ยามสุดท้าย ท่านมาสาวเอาเลย
มาจากไหน ต้นตอของความทุกข์?
มีความอยากก็มีความทุกข์ ความอยากมาจากเวทนา
ความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้สึกเฉยๆ

เวทนามาจากไหน?มาจากผัสสะ การกระทบอารมณ์
ตามองเห็น เห็นสาวสวย เกิดความสุข
เห็นหมาบ้า เกิดความทุกข์นะ
อาศัยผัสสะ ก็เกิดเวทนา

ผัสสะเกิดได้อย่างไร?เกิดได้เพราะมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอายตนะ
ถ้าไม่มีตา ก็มองไม่เห็น ไม่มีการกระทบอารมณ์ทางตา
ไม่มีหู ก็ไม่ได้ยินเสียง ไม่กระทบอารมณ์ทางหู ไม่ได้ยินเสียง
ไม่มีใจ ก็ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไม่กระทบอารมณ์ทางใจ
งั้นอาศัยอายตนะนั่นเอง ทำให้มีผัสสะได้นะ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีขึ้นมาได้เพราะอะไร?เพราะมีรูปธรรม นามธรรม
ฉะนั้นนามรูป เป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ
สังเกตดู ตาเรามองเห็นได้เพราะอะไร?

เพราะรูปกับนาม
มีจักษุประสาท มีเส้นประสาทตา มีจอรับภาพ มีเลนส์ อะไรอย่างนี้
มีประสาทรับ มีวัตถุ มีรูป มีแสงที่เข้ามากระทบตา นี่ก็เป็นรูป เป็นวัตถุ
มีนามธรรม คือความรู้สึกทางตาเกิดขึ้น นี่เป็นนาม
เห็นมั้ย? ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานขึ้นมาได้ ก็เพราะมีรูปนาม
ฉะนั้นนามรูป เป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาได้อย่างไร?มาได้เพราะมีนามรูป
นามรูปมาได้อย่างไร?
ยากมั้ย? ไม่ยากหรอก นามรูปมาได้เพราะวิญญาณนี้หยั่งลง
ตอนนี้สุดยากแล้วนะ เข้าจุดที่ยากแล้วนะ
ยากนิดเดียวแหละ ง่ายๆ มาตั้งเยอะแล้ว
๑๒ ขั้นตอน มียากอยู่ ๓ ขั้นตอนเนี่ยแหละ
สุดๆเลย ภาวนากันปางตาย กว่าจะเห็น

วิญญาณหยั่งลงไปนะ นามรูปถึงปรากฎขึ้น
ถ้าไม่มีความรับรู้ เกิดขึ้นนะ ความรู้สึกว่ามีกายก็ไม่มี ความรู้สึกนึกคิดต่างๆก็ไม่มี
อาศัยความรับรู้เกิดขึ้น ร่างกายก็มีอยู่ ความรับรู้ ความรู้สึกนึกคิดทางใจก็เกิดขึ้นมาได้
ถ้าไม่มีความรับรู้เลย ไม่มีวิญญาณ นามรูปก็ไม่ปรากฎ
มีรูปอยู่มั้ย? มี แต่ไม่ปรากฎนะ
นั้นท่านถึงบอกว่าวิญญาณเป็นปัจจัยของนามรูป

อะไรเป็นปัจจัยของความรับรู้ ของวิญญาณ? ตัวนี้ยาก
เดี๋ยวมียากอีกคือ อะไรเป็นปัจจัยของสังขาร?

สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดความรับรู้ วิญญาณ สังขารคือ ความปรุง
ความปรุงมีหลายอย่าง ความปรุงชั่ว ความปรุงดี ความปรุงไม่ดีไม่ชั่วนะ
ตัวนี้อธิบายยากแล้ว พูดโดยภาษาโดยปริยัติมันก็อธิบายได้
แต่จะให้พวกเราเห็นตามนี้ยากแล้ว
อย่างที่หลวงพ่อพูดมาทีแรก นึกออกมั้ย?
มันพอเห็นตามได้ตามลำดับๆ ทวนมา

สังขารคือความปรุงเกิดขึ้น ทำให้เกิดวิญญาณ
ต้องภาวนา ภาวนาเห็น ในภาวะอันหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลยนะ ไม่มีอะไรเลยนะ
ความปรุงแต่งเกิดขึ้นมา ในความไม่มีอะไรเลย
พอความปรุงแต่งเกิดขึ้นมา แสงสว่างอันหนึ่งเกิดขึ้น
แสงสว่างนี้คือ เป็นความรับรู้นะ

ความรับรู้ พอถึงละเอียดลงไป เป็นแสงสว่าง หรือจิตนั่นเอง
แสดงตัวออกมา สว่างออกมาจากความไม่มีอะไร
แสงสว่างนี้กระทบเข้ากับรูปธรรม รูปธรรมก็ปรากฎ
กระทบเข้ากับนามธรรม นามธรรมก็ปรากฎ
นี้ต้องภาวนานะ ถึงจะเห็นจริงๆ

ความปรุงอันนี้เกิดขึ้นมาได้นะ ปรุงดี ปรุงชั่ว
เกิดขึ้นแล้วก็ มันสว่างขึ้นมา วิญญาณมันหยั่งลงในรูปในนามได้
อาศัยความปรุงมันเกิดขึ้น

ความปรุงมาจากไหน? ทั้งๆที่เดิมไม่มีอะไรเลยความปรุงมาจากอวิชชา ความไม่รู้ของจิตในเรื่องอริยสัจ
ความไม่รู้ของจิต ความโง่ของจิต
ความโง่ของจิตตัวนี้ พวกเรามีมาตั้งแต่เกิด มีอยู่แล้ว
ทุกคนเกิดมาด้วยความโง่ เกิดมาด้วยความไม่รู้ เพราะไม่รู้ถึงเกิดมา
เพราะความไม่รู้ จิตถึงปรุง
ถ้าเมื่อไหร่รู้แจ้งอริยสัจ ความไม่รู้แจ้งอริยสัจนั่นแหละ อวิชชา
เมื่อไหร่รู้แจ้งอริยสัจ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง

หลังจากนั้นความปรุงแต่งมีมั้ย? มี
เพราะว่าสังขารขันธ์ยังมีอยู่ ขันธ์ทำหน้าที่ของขันธ์นะ ปรุงนะ แต่ไม่ปรุงจิต
ความปรุงแต่งมีอยู่ แต่ไม่ปรุงจิต ขันธ์ทำหน้าที่ของแต่ละขันธ์
ที่หลวงพ่อบอกให้พวกเราแยกธาตุ แยกขันธ์นะ แล้วดูไป
แต่ละขันธ์ทำหน้าที่ของตนเอง สังขารไม่เข้ามาปรุงจิต
ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนไม่มี สัญญาไม่เข้าไปหมายว่า จิตมีตัวมีตนด้วยนะ
เวทนาทำหน้าที่ของเวทนา รูปก็ทำหน้าที่ของรูป
จิตก็ทำหน้าที่ของจิต ต่างคนต่างทำหน้าที่ไม่ก้าวก่ายกัน
อันนี้มันเป็นสภาวะที่พระอรหันต์ท่านดำรงอยู่

ขันธ์ท่านทำงาน ไม่ใช่ไม่มีขันธ์นะ ขันธ์มี
พระอรหันต์มีปีติได้มั้ย? มีได้
มีความสังเวชได้มั้ย? สังเวชได้ มีธรรมสังเวชได้นะ
เช่นเวลาพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระอรหันต์มีธรรมสังเวช
เป็นไปได้มั้ย? ที่บางองค์จะน้ำตาไหล เป็นไปได้ แต่ไม่ได้ไหลเพราะโทมนัส
คนละเรื่องนะ บางทีเราไปตีความตื้นเกินไป ห้ามน้ำตาไหล
น้ำตาเป็นรูปนะ จิตมันมีธรรมสังเวชขึ้นมา มันก็เรื่องของมันนะ
เราไปกะเกณฑ์อะไรที่เกินธรรมชาติ ธรรมดามากไปนะ

เทศน์ยากไปมั้ย? เอาอะไรดี ต่ออะไรดีล่ะ
ถึงอวิชชาจะเอาอะไรอีก มันก็จบที่อวิชชานี่แหละ
เพราะอวิชชามีอยู่นะ ความปรุงแต่ง ก็มีอยู่
เพราะความปรุงแต่งมีอยู่ วิญญาณ ความรับรู้อารมณ์ ก็มีอยู่
ตัวนี้เป็นความรับรู้ทางใจ ความรับรู้ทางใจอันนี้

พอมันกระทบเข้ากับรูปธรรม รูปธรรมก็ปรากฎ
กระทบเข้ากับนามธรรม นามธรรมก็ปรากฎ
มีรูปมีนาม แต่จิตยังไม่เข้าไปยึดถือ
เกิดขึ้นมาเฉยๆ เป็นวิบากเฉยๆ เป็นขันธ์วิบากเฉยๆ
มีรูป มีนาม แล้วก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานขึ้นมาได้
มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำงานได้

ก็มีการกระทบอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
พอกระทบอารมณ์ก็เกิดความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้สึกเฉยๆ ขึ้นได้
พอมีรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ ขึ้นได้ ความอยากก็ตามมา
มีความสุขก็อยากให้มันอยู่นานๆ มีความทุกข์ก็อยากให้มันหายไปนะ
ความอยากเกิดขึ้น ความยึดถือ ความอยากที่รุนแรงขึ้น ก็จะแรงขึ้น แรงขึ้น

ถ้ารู้ไม่ทัน มันจะแรงขึ้น ในที่สุดมันจะกระโจนขึ้นไปยึดอารมณ์นะ
จิตจะเกิดความดิ้นรน ปรุงแต่ง เกิดการทำงาน
การดิ้นรน ปรุงแต่ง ทำงานของจิตเรียกว่า ภพ เรียกว่า กรรมภพ
มีภพขึ้นมานะ มีการเข้าไปหยิบฉวยเอา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขึ้นมา
ว่านี่คือตัวเรา นี่คือเรา นี่คือเรา นี่คือชาติ ชาติคือความเกิด
คือความได้มาซึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอยู่แล้วใช่มั้ย?

เราเพิ่งไปตะครุบมันมา เพราะมีตัณหานี่เองใช่มั้ย นั้นคนละอันกันนะ
นั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีอยู่แล้ว แต่เดิมนั้น ยังไม่เป็นชาติหรอก
ยังไม่เป็นเรานะ เป็นสมบัติของโลกอยู่
แต่พอมีกิเลส ตัณหาขึ้นมา ก็ไปหยิบฉวย ไปคว้าขึ้นมา
เป็นของเราขึ้นมาแล้ว เป็นชาติ

ฉะนั้นร่างกายนี้ แต่เดิมก็เป็นร่างกายอยู่อย่างนี้
พอเกิดความดิ้นรนทางใจขึ้นมา
นี่คือร่างกายเราขึ้นมา มีชาติ เป็นของเราขึ้นมา
เป็นของเราขึ้นมา ก็เท่ากับไปแบกความทุกข์เข้ามาไว้
มีชาติก็มีทุกข์ เพราะอะไร?
เพราะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือรูปนามนั่นแหละคือ ตัวทุกข์
การที่โดดเข้าไปหยิบฉวยเอา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาเป็นของเราขึ้นมา
ก็คือไปหยิบเอาตัวทุกข์ขึ้นมา ไปหยิบงูเห่าขึ้นมากอดนั่นเองนะ
นี่คือขบวนการที่เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท"

สวนสันติธรรม
วันเข้าพรรษา ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓


ขอขอบคุณ http://www.dharmamag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=290&Itemid=38




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2553    
Last Update : 26 สิงหาคม 2553 15:16:40 น.
Counter : 258 Pageviews.  

...บทสรุปจากหลวงพ่อ

ถาม: ขอให้หลวงพ่อช่วยสรุปหลักของการภาวนาให้ด้วยค่ะ
สรุปนะ

อันแรก ทำอะไรไม่ถูก ทำความสงบไว้

อันที่สอง อย่ารู้เกินกายออกไป คอยรู้อยู่ในกาย รู้อยู่ในใจ อย่าลืมกาย อย่าลืมใจ

อันที่สาม ฝึกจิตให้ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ดู
จิตไหลไปคิดรู้ทัน จิตไหลไปคิดรู้ทัน จิตจะเป็นผู้รู้ ผู้ดู
พอจิตเป็นผู้รู้ ผู้ดู ธาตุขันธ์จะแยกออก

กายอยู่ส่วนกาย จิตอยู่ส่วนจิต
เวทนาอยู่ส่วนเวทนา จิตอยู่ส่วนจิต
สังขารอยู่ส่วนสังขาร จิตอยู่ส่วนจิต
แต่ถ้ามันไม่ยอมแยก ช่วยมันคิดพิจารณาเข้าไป

พิจารณาลงไปเนี่ย อย่างที่หลวงพ่อไล่
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไม่ใช่จิต
ไล่ขึ้นไล่ลงอยู่ในกาย ช่วยมันคิด
คนไหนเคยเจริญปัญญามาแล้วนะ พอจิตถอนตัว เป็นผู้รู้ ผู้ดู
ธาตุขันธ์จะแยกเอง กระจายเอง

แต่คนไหนยังไม่ได้เจริญปัญญามาแต่ชาติปางก่อน
ช่วยมันคิดพิจารณาให้มันแยกธาตุ แยกขันธ์
ให้เห็นเลย กายส่วนกาย จิตส่วนจิต
เวทนาส่วนเวทนา ไม่ใช่กาย ไม่ใช่จิต
สังขารส่วนสังขาร ไม่ใช่กาย ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่จิต

ดูอย่างนี้ลงไป ในที่สุดจะแยกขันธ์ พอแยกขันธ์ออกไปแล้ว
แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์เองนะ
หลวงพ่อถนัดดูจิต ฉะนั้นมันมาดูที่จิต เห็นจิตแสดงไตรลักษณ์นะ มันก็ผ่านได้นะ

บางคนไปเห็นกายแสดงไตรลักษณ์ ก็ผ่านได้เหมือนกันนะ
ไม่มีนัยอะไรเลย ไม่มีความต่างเลยนะ ทางใครทางมันนะ

ขอขอบคุณ http://www.dharmamag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=290&Itemid=38




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2553    
Last Update : 26 สิงหาคม 2553 15:07:20 น.
Counter : 117 Pageviews.  

การครองเรือน กับ การปฏิบัติธรรม...สันตินันท์

ผมกับภรรยานั้น ถ้าว่าในทางโลกก็นับว่าพอใช้ได้ ทั้งการศึกษาและอาชีพการงาน
ในด้านชีวิตคู่นั้น ก็เป็นคู่หวานแหววที่คนบอกว่าอิจฉาอยู่เสมอๆ แต่น้อยคนที่จะทราบว่า
สิ่งที่ดึงดูดเราไว้ด้วยกัน คือความปรารถนาดีต่อกันในทางธรรม

เรามีความสุขอันเกิดจากความสงบ
กิจกรรมยามว่างของผมคือการเขียนธรรมะ
ส่วนภรรยาจะถักไหมพรมเป็นหมวกถวายพระถวายชีไปเรื่อยๆ

บางทีก็ช่วยกันพิมพ์ธรรมะของครูบาอาจารย์ ถอดเทปธรรมะ หรือเตรียมของไปทำบุญในแต่ละวัน จะแบ่งเวลาช่วงหัวค่ำไว้สำหรับการภาวนา
ซึ่งผมจะคอยดูแลให้เธอเดินจงกรม นั่งสมาธิ
เพราะเธอกลัวความเกิด และกลัวว่าหากจะต้องเกิดต่อไป จะไม่ได้พบกับผมอีกแล้ว

จนตั้งความปรารถนาว่า ชาติหน้าจะขอเกิดเป็นผู้ชาย
และขอให้ได้บวชตั้งแต่เด็กเลย
ส่วนผมเองก็รู้สึกว่า จะต้องพาเธอไปให้ได้
ตามปณิธานที่ตั้งร่วมกันมานานนักหนาแล้ว

ในช่วงวันหยุดยาวๆ หรือช่วงปลายปี
ก็จะพากันไปอยู่ตามวัดป่า แยกกันอยู่ ต่างคนต่างภาวนา
ถือว่าเป็นเวลาที่มีความสุขและมีคุณค่ามากในชีวิตสมรส
เพราะเป็นเวลาที่เรารู้ว่า คู่ของเรากำลังทำแก่นสารสาระให้กับตนเอง

ทีแรกผมก็เฉยๆ กับการบวชครับ เพราะเห็นว่าเป็นฆราวาสก็ปฏิบัติได้ แต่วันหนึ่งพาภรรยาไปนมัสการศิษย์พี่ของผม (ที่เล่าว่าท่านออกบวชทั้งคู่น่ะครับ)
ท่านก็จวกผมเสียยับเยินต่อหน้าภรรยา ว่า
สิ่งนั้นก็เห็นอยู่ตรงหน้าใกล้ๆ แค่เอื้อม เอาก็เอาได้ กลับไม่เอา จะรอถึงเมื่อใด แบบนี้เขาเรียกว่าคนประมาท
เมื่อไหร่จะออกบวช มาทำที่สุด แล้วช่วยกันสั่งสอนพระเณรต่อไป

พอออกจากที่อยู่ของท่าน ภรรยาของผมก็บอกผมว่า
พี่บวชเถอะ น้องไม่ต้องการถ่วงพี่ไว้ และน้องก็จะบวชด้วย
ผมก็พิจารณาดูว่า ถ้าไม่บวชก็คงเอาดีกว่านี้ยาก
ส่วนภรรยานั้น จิตเธอก็หวุดหวิดๆ มาหลายคราวแล้ว
หากบวชก็คงผ่านไปได้ไม่ยาก
ก็เลยกลับไปกราบเรียนหลวงพี่ว่า จะพากันออกบวช
เมื่อสิ้นภาระในการเลี้ยงดูพ่อแม่ของผมที่แก่มากอายุ 90 ปีแล้ว

ก็มีเท่านี้แหละครับ ทุกวันนี้ก็อยู่กันอย่างมีความสุขมาก
แต่ก็พร้อมแล้ว ที่จะพากันออกบวชเมื่อสถานการณ์อำนวย ตอนนี้ก็ทะนุถนอมกันมาก
เพราะรู้แล้วว่า นี้เป็นคราวสุดท้ายแล้วที่จะได้อยู่ด้วยกัน

โดยคุณ : สันตินันท์ - [12 ก.พ. 2542 21:28:41]


+++++++++++++++++++++++++++

ขอขอบคุณ ../viewblog.php?id=savika&date=06-02-2006&group=5&gblog=7




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 26 สิงหาคม 2553 15:44:08 น.
Counter : 140 Pageviews.  

บันทึก(ไม่) ลับอุบาสกนิรนาม ......สันตินันท์แห่งพันทิพย์ .....(หลวงพ่อปราโมทย์)

บันทึก(ไม่) ลับของอุบาสกนิรนาม
..ทึก(ไม่)ลับอุบาสกนิรนาม ......
สันตินันท์แห่งพันทิพย์ .....
ปัจจุบันคือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช




บันทึก(ไม่) ลับอุบาสกนิรนาม (ผู้เขียนได้ปรับปรุงจากต้นฉบับเรื่องประสบการณ์ภาวนาซึ่งเคยส่งไปลงพิมพ์ในหนังสือโลกทิพย์ ในนามสันตินันทอุบาสก) ผมลังเลใจอยู่นานที่จะเล่าถึงการปฏิบัติธรรมของตนเองเพราะมันเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งถ้าใครตั้งใจปฏิบัติก็ทำกันได้ แต่ด้วยความเคารพในคำสั่งของครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง คือ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย แห่งวัดป่าสาลวัน ที่ท่านสั่งให้เขียนเรื่องนี้ออกเผยแพร่

ผมจึงต้องปฏิบัติตาม โดยเขียนเรื่องนี้ให้ท่านอ่าน ผมเป็นคนวาสนาน้อย ไม่เคยรู้เรื่องพระธุดงคกรรมฐานอย่างจริงจังมาก่อน จนแทบจะละทิ้งพระพุทธศาสนาไปแล้ว เพราะเกิดตื่นเต้นกับลัทธิวัตถุนิยม แต่แล้ววันหนึ่ง ผมได้พบข้อธรรมสั้นๆ บทหนึ่งของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล แห่งวัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ มีสาระสำคัญว่า "จิตส่งออกนอกคือสมุทัย มีผลเป็นทุกข์จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค มีผลเป็นนิโรธ"

ผมเกิดความซาบซึ้งจับจิตจับใจ และเห็นจริงตามว่า ถ้าจิตไม่ออกไปรับความทุกข์แล้ว ใครกันล่ะที่จะเป็นผู้ทุกข์ จิตใจของผมมันยอมรับนับถือหลวงปู่ดูลย์เป็นครูบาอาจารย์ตั้งแต่นั้น ต่อมาในต้นปี พ.ศ. 2525 ผมมีโอกาสด้นดั้นไปนมัสการหลวงปู่ดูลย์ที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อไปถึงวัดของท่านแล้ว เกิดความรู้สึกกลัวเกรงเป็นที่สุด เพราะท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ และไม่เคยรู้จักอัธยาศัยของท่านมาก่อน ประกอบกับผมไม่คุ้นเคยที่จะพบปะพูดจากับพระผู้ใหญ่มาก่อนด้วย จึงรีรออยู่ห่างๆ นอกกุฏิของท่าน

ขณะที่รีรออยู่ครู่หนึ่งนั้น หลวงปู่ดูลย์เดินออกมาจากกุฏิของท่าน มาชะโงกมองดูผม ผมจึงรวบรวมความกล้าเข้าไปกราบท่านซึ่งถอยกลับไปนั่งเก้าอี้โยกที่หน้าประตูกุฏิ แล้วเรียนท่านว่า "ผมอยากภาวนาครับหลวงปู่" หลวงปู่หลับตานิ่งเงียบไปเกือบครึ่งชั่วโมง พอลืมตาท่านก็แสดงธรรมทันทีว่า การภาวนานั้นไม่ยาก แต่มันก็ยากสำหรับผู้ไม่ภาวนา ขั้นแรกให้ภาวนา "พุทโธ" จนจิตวูบลงไป แล้วตามดูจิตผู้รู้ไป จะรู้อริยสัจจ์ 4 เอง (หลวงปู่ท่านสอนศิษย์แต่ละคนด้วยวิธีที่แตกต่างกันตามจริตนิสัย นับว่าท่านมีอนุสาสนีปาฏิหารย์อย่างสูง) แล้วท่านถามว่าเข้าใจไหม ก็กราบเรียนว่าเข้าใจ ท่านก็บอกให้กลับไปทำเอา

พอขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพเกิดเฉลียวใจขึ้นว่า ท่านให้เราดูจิตนั้นจะดูอย่างไร จิตมันเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหนและจะเอาอะไรไปดู ตอนนั้นชักจะกลุ้มใจไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ก็ภาวนาพุทโธไปเรื่อยๆจนจิตสงบลง แล้วพิจารณาว่าจิตจะต้องอยู่ในกายนี้แน่ หากแยกแยะเข้าไปในขันธ์ 5 ถึงอย่างไรก็ต้องเจอจิต จึงพิจารณาเข้าไปที่รูปว่าไม่ใช่จิต รูปก็แยกออกเป็นสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น หันมามองเวทนาแล้วแยกออกเป็นอีกส่วนหนึ่ง ตัวสัญญาก็แยกเป็นอีกส่วนหนึ่ง จากนั้นมาแยกตัวสังขารคือความคิดนึกปรุงแต่ง โดยนึกถึงบทสวดมนต์ เห็นความคิดบทสวดมนต์ผุดขึ้น และเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ถึงตอนนี้ก็เลยจับเอาตัวจิตผู้รู้ขึ้นมาได้

หลังจากนั้น ผมได้ตามดูจิตไปเรื่อยๆ จนสามารถรู้ว่า ขณะนั้นเกิดกิเลสขึ้นกับจิตหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นและรู้ทัน กิเลสมันก็ดับไปเอง เหลือแต่จิตผู้รู้ ซึ่งรู้ความรู้สึกนึกคิดปรุงแต่งไปเรื่อยๆอย่างเป็นอิสระจากกิเลส และอารมณ์ต่างๆ ต่อมาภายหลังผมได้หาหนังสือธรรมะมาอ่าน จึงรู้ว่าในทางปริยัติธรรมจัดเป็นการจำแนกรูปนาม จัดเป็นการเจริญวิปัสสนาแล้ว แต่ในเวลาปฏิบัตินั้น จิตไม่ได้กังวลสนใจว่าเป็นวิปัสสนาญาณขั้นใด ปฏิบัติอยู่ 3 เดือน จึงไปรายงานผลกับหลวงปู่ดูลย์ว่า "ผมหาจิตเจอแล้ว จะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไป" คราวนี้ปรากฏว่าท่านแสดงธรรมอันลึกซึ้งมากมาย เกี่ยวกับการถอดถอนทำลายอุปาทานในขันธ์ 5 ท่านสอนถึงกำเนิดและการทำงานของจิตวิญญาณ จนถึงการเจริญอริยมรรค จนมีญาณเห็นจิตเหมือนมีตาเห็นรูป

ท่านสอนอีกว่า เมื่อเราดูจิต คือตามรู้จิตเรื่อยๆ ไปนั้น สิ่งปรุงแต่งจะดับไปตามลำดับ จนถึงความว่าง แต่ในความว่างนั้นยังไม่ว่างจริง มันมีสิ่งละเอียดเหลืออยู่คือวิญญาณ ให้ตามรู้จิตเรื่อยๆ ไป ความยึดในวิญญาณจะถูกทำลายออกไปอีก แล้วจิตจริงแท้หรือพุทธะ (หลวงปู่เทสก์เรียกว่า ใจ) จึงปรากฎออกมา คำสอนครั้งนี้ลึกซึ้งกว้างขวางเหมือนฝนตกทั่วฟ้า

แต่ภูมิปัญญาของผมมีจำกัด จึงรองน้ำฝนไว้ได้เพียงถ้วยเดียว คือได้เรียนถามท่านว่า "ที่หลวงปู่สอนมาทั้งหมดนี้ หากผมจะปฏิบัติด้วยการดูจิตไปเรื่อยๆจะพอไหม" หลวงปู่ดูลย์ตอบว่า "การปฏิบัติก็มีอยู่เท่านั้นแหละ แม้จะพิจารณากายหรือกำหนดนิมิตหมายใดๆ ก็เพื่อให้ถึงจิตถึงใจตนเองเท่านั้น นอกจากจิตแล้วไม่มีสิ่งใดอีก พระธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์ก็รวมลงที่จิตตัวเดียวนี้เอง"

หลังจากนั้นผมก็เพียรดูจิตเรื่อยๆ า มีสติเมื่อใดดูเมื่อนั้น ขาดสติแล้วก็แล้วกันไป นึกขึ้นได้ก็ดูใหม่ เวลาทำงานก็ทำไป พอเหนื่อยหรือเครียดก็ย้อนดูจิต เลิกงานแล้วแม้มีเวลาเล็กน้อยก็ดูจิต ดูอยู่นั่นแหละ ไม่นานก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

วันหนึ่งของอีก 4 เดือนต่อมา ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นปลายเดือนกันยายน 2525 ได้เกิดพายุพัดหนัก ผมออกจากที่ทำงานเปียกฝนไปทั้งตัว และได้เข้าไปหลบฝนอยู่ในกุฏิพระหลังหนึ่งในวัดใกล้ๆ ที่ทำงาน ได้นั่งกอดเข่ากับพื้นห้องเพราะไม่กล้านั่งตามสบายเนื่องจากตัวเราเปียกมากกลัวกุฏิพระจะเลอะมาก พอนั่งลงก็เกิดเป็นห่วงร่างกายว่า ร่างกายเราไม่แข็งแรง คราวนี้คงไม่สบายแน่

สักครู่ก็ตัดใจว่า ถ้าจะป่วยมันก็ต้องป่วย นี่กายยังไม่ทันป่วยใจกลับป่วยเสียก่อนแล้วด้วยความกังวล พอรู้ตัวว่าจิตกังวลผมก็ดูจิตทันที เพราะเคยฝึกดูจนเป็นนิสัยแล้ว ขณะนั้นนั่งกอดเข่าลืมตาอยู่แท้ๆ แต่ประสาทสัมผัสทางกายดับหายไปหมด โลกทั้งโลก เสียงฝน เสียงพายุหายไปหมด เหลือแต่สติที่ละเอียดอ่อนประคองรู้อยู่เท่านั้น (ไม่รู้ว่ารู้อะไรเพราะไม่มีสัญญา)

ต่อมามันมีสิ่งละเอียดๆ ผ่านมาสู่ความรับรู้ของจิตเป็นระยะๆแต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะจิตไม่มีความสำคัญมั่นหมายใดๆ ต่อมาจิตมีอาการไหวดับวูบลง สิ่งที่ผ่านมาให้รู้ดับไปหมดแล้ว แล้วก็รู้ชัดเหมือนตาเห็นว่า ความว่างที่เหลืออยู่นั้น ถูกแหวกพรวดอย่างรวดเร็วและนุ่มนวลออกไปอีก กลายเป็นความว่างที่บริสุทธิ์หมดจดอย่างแท้จริง ในความว่างนั้น จิตซึ่งเป็นอิสระแล้วได้อุทานขึ้นว่า "เอ๊ะ จิต ไม่ใช่เรานี่" จากนั้นจิตได้มีอาการปิติยินดี ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้น พร้อมๆ กับเกิดแสงสว่างโพลงขึ้นรอบทิศทาง จากนั้นจิตจึงรวมสงบลงอีกครั้งหนึ่งแล้วถอนออกจากสมาธิ

เมื่อความรับรู้ต่างๆ กลับมาสู่ตัวแล้ว ถึงกับอุทานในใจ (จิตไม่ได้อุทานอย่างทีแรก)ว่า "อ้อ ธรรมะเป็นอย่างนี้เอง เมื่อจิตไม่ใช่ตัวเราเสียแล้ว สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไม่เป็นตัวเราอีกต่อไป" เมื่อผมไปกราบหลวงปู่ดูลย์ และเล่าเรื่องนี้ให้ท่านทราบ พอเล่าว่าสติละเอียดเหมือนเคลิ้มๆ ไป

ท่านก็อธิบายว่า จิตผ่านฌานทั้ง 8 ผมได้แย้งท่านตามประสาคนโง่ว่า ผมไม่ได้หัดเข้าฌาน และไม่ได้ตั้งใจจะเข้าฌานด้วย หลวงปู่ดูลย์อธิบายว่า ถ้าตั้งใจก็ไม่ใช่ฌาน และขณะที่จิตผ่านฌานอย่างรวดเร็วนั้น จิตจะไม่มานั่งนับว่ากำลังผ่านฌานอะไรอยู่ การดูจิตนั้นจะได้ฌานโดยอัตโนมัติ (หลวงปู่ไม่ชอบสอนเรื่องฌาน เพราะเห็นเป็นของธรรมดาที่จะต้องผ่านไปเอง หากสอนเรื่องนี้ ศิษย์จะมัวสนใจฌานทำให้เสียเวลาปฏิบัติ)

พอผมเล่าว่าจิตอุทานได้เอง หลวงปู่ก็บอกอาการต่างๆ ที่ผมยังเล่าไม่ถึงออกมาตรงกับที่ผมผ่านมาแล้วทุกอย่าง แล้วท่านก็สรุปยิ้มๆว่า จิตยิ้มแล้ว พึ่งตัวเองได้แล้ว ถึงพระรัตนตรัยแล้ว ต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องมาหาอาตมาอีก แล้วท่านแสดงธรรมเรื่อง

จิตเหนือเหตุ หรือ อเหตุกจิต ให้ฟังมีใจความว่า อเหตุกจิต มี 3 ประการคือ

1. ปัญจทวารวัชนจิต ได้แก่ความไหวตัวของจิตขึ้นรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย

2. มโนทวารวัชนจิต ได้แก่ความไหวตัวของใจขึ้นรับรู้อารมณ์ทางใจ

3. หสิตุปปาท หรือจิตยิ้ม เป็นการแสดงความเบิกบานของจิตที่ปราศจากอารมณ์ปรุงแต่ง เพื่อแสดงความมีอยู่ของจิตซึ่งไม่มีตัวตนให้ปรากฏออกมาสู่ความรับรู้

อเหตุกจิต 2 อย่างแรกเป็นของสาธารณะ มีทั้งในปุถุชนและพระอริยเจ้า แต่จิตยิ้มเป็นโลกุตรจิต เป็นจิตสูงสุด เกิดขึ้นเพียง 3 - 4 ครั้งก็ถึงที่สุดแห่งทุกข์ หลังจากนั้นผมก็ปฏิบัติด้วยการดูจิตเรื่อยมา และเห็นว่าเวลามีการกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย จะมีคลื่นวิ่งเข้าสู่ใจ หรือบางครั้งก็มีธรรมารมณ์เป็นคลื่นเข้าสู่ใจ

หากขณะนั้นขาดสติ จิตจะส่งกระแสไปยึดอารมณ์นั้น ตอนนั้นจิตยังไม่ละเอียดพอ ผมเข้าใจว่าจิตวิ่งไปยึดอารมณ์แล้วขยับๆ ตัวเสวยอารมณ์อยู่จึงไปเรียนให้หลวงปู่ดูลย์ทราบ ท่านกลับตอบว่า จิตจริงแท้ไม่มีการไป ไม่มีการมา

ผมได้มาดูจิตต่ออีกสักครึ่งปีต่อมา วันหนึ่งจิตผ่านเข้าสู่อัปปนาสมาธิและเดินวิปัสสนา คือมีสิ่งให้รู้ผ่านมาสู่จิต แต่จิตไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าคือสิ่งใด จากนั้นเกิดอาการแยกความว่างขึ้นแบบเดียวกับเมื่อจิตยิ้ม คราวนี้จิตพูดขึ้นเบาๆว่า จิตไม่ใช่เรา แต่ต่อจากนั้นแทนที่จิตจะยิ้ม จิตกลับพลิกไปสู่ภูมิของสมถะ ปรากฏนิมิตเป็นเหมือนดวงอาทิตย์โผล่ผุดขึ้นจากสิ่งห่อหุ้ม แต่โผล่ไม่หมดดวง เป็นสิ่งแสดงให้รู้ว่ายังไม่ถึงที่สุดของการปฏิบัติ


ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การดำเนินของจิตในขั้นวิปัสสนานั้นหากสติอ่อนลง จิตจะวกกลับมาสู่ภูมิของสมถะ และวิปัสสนูปกิเลสจะแทรกเข้ามาตรงนี้ถ้าไม่กำหนดรู้ให้ชัดเจนว่า วิปัสสนาพลิกกลับเป็นสมถะไปแล้ว นักปฏิบัติจึงต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยพบกับจิตยิ้ม(สำนวนของหลวงปู่ดูลย์) หรือใจ (สำนวนของหลวงปู่เทสก์) หรือจิตรวมใหญ่ (สำนวนของท่านอาจารย์สิงห์) เมื่อผมนำเรื่องนี้ไปรายงานหลวงปู่ดูลย์ ท่านก็ว่า ดีแล้ว ให้ดูจิตต่อไป

ผมก็ทำเรื่อยๆ มา ส่วนมากเป็นการดูจิตในชีวิตประจำวัน ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิแบบเป็นพิธีการ ต่อมาอีก 1 เดือน วันหนึ่งขณะนั่งสนทนาธรรมอยู่กับน้องชาย จิตเกิดรวมวูบลงไป มีการแยกความว่างซึ่งมีขันธ์ละเอียด (วิญญาณขันธ์)ออกอีกทีหนึ่ง แล้วจิตก็หัวเราะออกมาเองโดยปราศจากอารมณ์ (ร่างกายไม่ได้หัวเราะ) มันเป็นการหัวเราะเยาะกิเลสว่า มันผูกมัดมานาน ต่อๆ ไป จิตจะเป็นอิสระยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เหตุการณ์นี้ทำให้ได้ความรู้ชัดว่า ทำไมเมื่อครั้งพุทธกาล จึงมีผู้รู้ธรรมในขณะฟังธรรมเกิดขึ้นได้เป็นจำนวนมาก

ผมนำเรื่องนี้ไปรายงานหลวงปู่ดูลย์ คราวนี้ท่านไม่ได้สอนอะไรอีกเพียงแต่ให้กำลังใจว่า ให้พยายามทำให้จบเสียแต่ในชาตินี้ หลังจากนั้นไม่นานท่านก็มรณภาพ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์อีกรูปหนึ่ง เคยสั่งให้ผมเขียนเรื่องการปฏิบัติของตนเองออกเผยแพร่ เพราะอาจมีผู้ที่มีจริตคล้ายๆ กันได้ประโยชน์บ้าง ผมจึงเขียนเรื่องนี้ขึ้น เพื่อสนองคำสั่งครูบาอาจารย์ และเพื่อรำลึกถึงหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ผู้เปี่ยมด้วยอนุสาสนีปาฏิหารย์ รวมทั้งหวังว่าจะเป็นประโยชน์สักเล็กน้อย สำหรับท่านที่กำลังแสวงหาหนทางปฏิบัติอยู่

หนทางยังมีอยู่ ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย ลงมือเสียแต่วันนี้ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา จะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไปเพราะถึงเวลานั้น พวกเราก็จะต้องระหกระเหินไร้ทิศทาง ไปอีกนานแสนนาน


ขอขอบคุณ




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 26 สิงหาคม 2553 15:44:33 น.
Counter : 653 Pageviews.  

เคล็ดวิชาดูจิต ... สันตินันท์

เคล็ดวิชาดูจิต ... สันตินันท์

จิตถูกห่อหุ้มด้วยอาสวะกิเลส เวลาวิมุติอริยมรรคเกิดแต่ละขั้นๆ ก็มีความสุขเป็นลำดับๆ ไป ถึงจุดสุดท้ายก็มีความสุขล้วนๆ มีความสุขเพราะว่ามันไม่มีอะไรเข้ามาเคลือบจิตได้อีก หมอณัฐดูออกมั้ยจิตเราถูกห่อหุ้มไว้ มีเปลือกหุ้ม จิตเค้าถูกห่อหุ้มด้วยอาสวะ ยังปนเปื้อน เยิ้มๆ จิตยังปนเปื้อน ความปนเปื้อนนี้แหละ เป็นช่องทางให้กิเลสไหลเข้ามาสู่จิต

(หมอณัฐถาม...ได้ยินไม่ชัด) .. อือ ดูอย่างนี้ก็ได้ แล้วจะเห็นเอง จิตใจนี้เป็นอิสระ รู้สึกมั้ยจิตใจไม่เป็นอิสระ ตอนนี้รู้สึกมั้ย อาจจะไม่เห็นตัวอาสวะตรงๆ แต่เห็นผลของจิตที่มีอาสวะ ไม่อิสระ จริงๆ จิตถูกอาสวะห่อหุ้มไว้ อาสวะนี่ เทียบแล้วคล้ายๆ กับ เรามี

สมมติอยู่บ้านไม้ ใครเคยอยู่บ้านไม้ เวลาเราทำน้ำหกน้ำไหลไปเนี่ย เราจะเห็นเส้นทางที่เราเช็ดให้แห้ง เทน้ำลงไปที่เก่า มันไหลไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว มันนำร่อง ความชื้นเดิมมันนำร่อง เพราะน้ำนี้ไหลไปตามความชื้นเดิม อาสวะกิเลสนี่มันนำร่องกิเลสเข้าไปย้อมจิต จิตของเราไม่มีอิสระ เหมือนลูกไก่ที่อยู่ในเปลือกไข่

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านเป็นลูกไก่ที่เจาะเปลือกไข่ออกมาเป็นตัวแรก ท่านใช้คำเปรียบเทียบได้ดี เคยมีพราหมณ์คนนึงไปว่าพระพุทธเจ้า บอกอายุก็ยังน้อยพราหมณ์ผู้แก่ผู้เฒ่ามาก็ไม่ไหว้ไม่ ต้อนรับ เฉยเมย ท่านบอกว่าท่านอาวุโสที่สุด ท่านเป็นลูกไก่ที่เจาะเปลือกออกมาได้ พวกที่เหลือยังอยู่ในไข่อยู่เลย ท่านจะไปไหว้ทำไม

คำพูดของท่านนะ น่าฟัง จริงๆ แล้วเรามีเปลือกที่ห่อหุ้มอยู่ จิตถูกอาสวะกิเลสห่อหุ้ม ทำยังไงก็ไม่ขาด ไม่ขาด ทำยังไง ยังไง้ ยังไงก็ไม่ขาด พระไตรปิฎกก็เลยใช้คำบอกว่า เวลาบรรลุพระอรหันต์นะ จิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะความไม่ถือมั่น เห็นมั้ย หลุดพ้นจากอาสวะ อาสวะมันห่อหุ้มไว้ จิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะความไม่ถือมั่น ไม่ถือมั่นในอะไร ในรูปนาม ในกายในใจ เนี่ยกุญแจของการปฏิบัติอยู่ที่กายกับใจนี่เอง เมื่อไรไม่ถือมั่นในกายในใจ โดยเฉพาะเมื่อไหร่ไม่ถือมั่นในใจในจิต อาสวะจะขาดโดยอัตโนมัติ ถ้าเราเห็นอาสวะแล้วพยายามตัด ทำยังไงก็ไม่ขาด กำหนดจิตให้แหลมคมแค่ไหนก็ไม่ขาดนะ แทงก็ไม่ทะลุนะ พอมันขาดเราจะรู้สึกว่าเรามีอิสระ

23 ก.ค. 2549 สภาวะทุกอย่างเสมอภาคกัน การเห็นสภาวะที่หยาบหรือละเอียด ธรรมะภายใน ธรรมะภายนอก ธรรมะที่เป็นกุศล อกุศล ธรรมะที่เป็นสุข เป็นทุกข์ ก็เสมอภาคกัน คือทั้งหมดเกิดและดับ ไม่ใช่ว่าต้องทำให้ละเอียดขึ้นๆ จึงจะบรรลุธรรม บางวันมันก็หยาบ บางวันมันก็ละเอียด เพราะว่าทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของอนัตตา ทั้งหมดเลย สติก็เป็นอนัตตา

บางวันก็หยาบ บางวันก็ละเอียด บางวันก็ไม่มีเลย เขาเกิดขึ้นมาจะเป็นยังไงก็ได้ เราเรียนไม่ใช่เพื่อว่าจะเอาดี ไม่ใช่ว่าเราอยากได้สติเยอะๆ เราไม่ได้เรียนเอาตรงนั้นหรอก แต่เราเรียนจนกระทั่งจิตมันเกิดความเข้าใจ ว่าทุกอย่างบังคับไม่ได้ สติจะเกิดหรือไม่เกิด จะหยาบหรือละเอียด เราก็เลือกไม่ได้ ไม่ได้เรียนเอาดีนะ แต่เรียนเพื่อที่จะเห็นว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาล้วนแต่ดับไปทั้งสิ้น ธรรมะที่หยาบเกิดขึ้นแล้วก็ดับ ธรรมะที่ละเอียดเกิดแล้วก็ดับ เสมอภาคกัน เรียนเพื่อให้เข้าใจตรงนี้เอง ในที่สุดก็เข้าใจว่า ทุกสิ่งที่เกิดล้วนแต่ดับไปทั้งสิ้น พระโสดาบันรู้แค่นี้เอง

22 ต.ค. 2548 การจำสภาวะธรรมได้เป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ สติเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุให้สติเกิด มันเกิดขึ้นเอง เราไปสั่งให้มันเกิดมันไม่เกิดหรอก สติมีการจำสภาวะได้ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด เพราะเรารู้จักโกรธเป็นอย่างไร พอโกรธสติก็เกิด พอรู้จักเผลอเป็นยังไง พอเผลอสติก็เกิด พอหัดรู้กาย รู้ใจเนืองๆ สติปัญญาเริ่มแก่กล้าเพียงพอ จิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิเอง พอรวมแล้วก็จะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ 2 หรือ 3 ขณะ จะเห็นตัวสภาวะเกิดดับ

ถัดจากนั้นโคตรภูญาณจะเกิดขึ้น มันจะเกิดการปล่อยวางตัวสภาวะ พอเห็นสภาวะเกิดดับ ปัญญาแก่รอบแล้ว มันวาง มันทิ้งโดยไม่ได้เจตนา ตรงนี้ไม่มีความจงใจเหลืออยู่เลยตั้งแต่จิตรวมแล้วเห็นสภาวะเกิดดับ 2 หรือ 3 ขณะนั้น จิต จะวางการรู้สภาวะแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ตรงเนี้ยตรงที่มันปล่อยสภาวะก็ไม่ใช่ปุถุชน ตรงที่ทวนเข้าหาธาตุรู้ยังไม่เข้าถึงธรรมธาตุตัวนี้ก็ไม่ใช่พระอริยะ เพราะงั้นเป็นรอยต่อ เกิดขึ้นแว๊บเดียวทวนเข้าถึงธาตุรู้แท้ๆ ตัวรู้จะมีปัญญาสุดขีดเกิดขึ้น ธาตุรู้นี้ก็เกิดแล้วก็ดับได้อีก จะเห็นเลยว่าความเป็นราไม่มีสักนิดเดียว

ถัดจากนั้นจิตจะไปเห็นนิพพาน 2 หรือ 3 ขณะแล้วแต่คน จะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ 2 หรือ 3 ขณะจากนั้นจิตจะถอยออกมาจากอัปปนาสมาธิ พอออกมาข้างนอกมันจะทวนกระแสเข้าไปพิจาณาสิ่งที่เกิด ขึ้นเมื่อกี๊แล้วมันจะเข้าใจ กิเลสยังเหลือ หรือไม่เหลือสักเท่าไร รู้ พอเราปฏิบัติได้อย่างนี้ พอเราต้องการเช็คตัวเอง เราสังเกตที่ใจของเรากิเลสของเราเหลือสักเท่าไร จะไปแล้วเท่าไร หลวงปู่ดูลย์ไปเรียนกรรมฐานกับหลวงปู่มั่นเสร็จแล้วไ ปเดินนะ เดินมาเดือนกว่าๆ กลับมารายงาน กิเลส 4 ส่วน ผมละเด็ดขาดไปแล้ว 1 ส่วน ส่วนที่ 2 ละได้ครึ่งเดียวยังไม่สมุจเฉจ (การตัดขาด) หลวงปู่มั่นบอกไปทำต่อถูกแล้ว จากนี้ดู สัพเพ สังขารา สัพพสัญญา อนัตตา

4 พ.ค. 2548 ทางลัด จิตที่พ้นความปรุงแต่ง จะรู้ธรรมชาติที่พ้นความปรุงแต่ง (นิพพาน) ทางลัดที่สุดสำหรับการปฏิบัติธรรม จึงไม่ใช่การกระทำ (ปรุงแต่ง) ใดๆ แต่เป็นการหยุดกระทำ โดยไม่กระทำ (ปรุงแต่ง) ความหยุดให้เกิดขึ้น มีเพียง การรู้อย่างเงียบสนิทจริงๆ เท่านั้น (โดยไม่มีมายาของการคิดนึกปรุงแต่ง และมายาของการหยุดคิดนึกปรุงแต่ง) ที่เป็นสิ่งสุดท้ายซึ่งผู้ปฏิบัติจะทำได้ ก่อนที่จิตเขาจะ "ก้าวกระโดด" ไปเอง

หากพระพุทธเจ้าจะทรงแสดงธรรมอย่างถึงที่สุด ย่อมต้องปิดพระโอษฐ์เงียบ แต่นั่นเป็นสิ่งยากเกินกว่าเวไนยชนจะเข้าใจได้ และหากจะทรงกล่าวธรรมอย่างย่นย่อที่สุดว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ก็ยังยากที่จะมีผู้รู้ตามได้ เพราะสัตว์ทั้งหลายถ้าไม่ยึดรูปธรรม ก็ต้องยึดนามธรรมไว้ก่อน พระองค์จึงทรงบอก ทาง ของการปฏิบัติขึ้นมามากมาย โดยอิงกับรูปธรรมและนามธรรม เช่น ทาน ศีล ภาวนา กุศลกรรมบถ ตลอดจนการทำสมถะและวิปัสสนา

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้พวกเราเดินเข้าใกล้ การหยุดพฤติกรรมทางจิต จนเหลือเพียงรู้อย่างเงียบสนิทจริงๆ นั่นเอง เช่นทรงสอนให้ทำทาน เพื่อลดความกระวนกระวายเพราะความโลภ ทรงสอนให้รักษาศีล เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับความสงบระงับ ทรงสอนสัมมาสมาธิ เพื่อให้จิตตั้งมั่นและรู้ตัว และทรงสอนวิปัสสนา เพื่อทำลายแรงดึงดูดของอารมณ์ ที่จะพาจิตให้ทะยานไปก่อภพก่อชาติตลอดนิรันดร ผู้ปฏิบัติที่ยังขาดความเข้าใจ ย่อมปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ เพื่อที่จะปฏิบัติต่อไป ส่วนผู้ที่เข้าใจแล้ว ก็จะ หยุด การปฏิบัติ ได้ด้วยปัญญาญาณอันแหลมคม หากต้องการทางลัด ก็จำเป็นต้อง รู้ และเลิกคิดเรื่อง ทาง ไปเลย แต่ถ้ายังไม่รู้จัก รู้ ก็ยังจำเป็นต้องอาศัยทางเหล่านั้นต่อไปก่อน

4 ธ.ค. 2544 ของฝากจากสวนโพธิ์

1. เผลอก็ให้รู้ว่าเผลอ เมื่อรู้ว่าเผลอแล้วก็พอแล้ว อย่าเผลอต่อไปอีก ด้วยการคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะรู้ตัวได้ต่อเนื่อง

2. เพ่งก็ให้รู้ว่าเพ่ง เมื่อรู้ว่าเพ่งแล้วก็พอแล้ว อย่าเผลอหรือเพ่งต่อไปอีก เพื่อจะทำลายการเพ่งนั้น

3. หงุดหงิดก็รู้ว่าหงุดหงิด กลัวก็รู้ว่ากลัว มีราคะก็รู้ว่ามีราคะ มีความฟุ้งซ่านก็รู้ว่ามีความฟุ้งซ่าน ให้รู้ด้วยจิตที่เป็นกลางๆ คือไม่คล้อยตาม และไม่ต่อต้าน เพราะถ้าคล้อยตามก็จะถูกกิเลสครอบงำ ถ้าต่อต้านก็จะเกิดความอึดอัดใจ

4. สรุปแล้ว ให้รู้ทุกอย่างที่จิตไปรู้เข้า โดยไม่เติมความคิดนึกปรุงแต่งใดๆ ลงไปอีก เพราะ "รู้" นั่นแหละคือประตูของมรรคผลนิพพาน 29 พ.ย. 2544 แก่นสารของการปฏิบัติธรรม การเจริญสติจริงๆ จะไปยากอะไร เพียงแต่ให้มีจิตที่รู้ตัวสบายๆ เป็นธรรมชาติธรรมดานี้เอง แล้วไปรู้อารมณ์ (ที่เป็นปรมัตถ์)ที่กำลังปรากฏ โดยไม่เผลอ ไม่เพ่ง ด้วยความเป็นกลางจริงๆ คลองแห่งความคิดจะขาดไป และจิตจะรู้ โดยปราศจากความปรุงแต่ง ไม่นานผู้ปฏิบัติก็จะสามารถเข้าในวิสังขารธรรม หรือธรรมที่พ้นความปรุงแต่งได้

จุดแรกที่พวกเราควรทำความรู้จักก็คือ จิตที่มีสติ ไม่เผลอ ไม่หลง ไม่ถูกครอบงำด้วยความปรุงแต่งมันเป็นอย่างไร เมื่อรู้ตัวเป็นแล้ว ก็รู้ปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏไปตามธรรมดาๆ นี่เอง เช่นรู้ลงในความไหวของกาย ด้วยจิตที่ไม่หลง ก็จะเห็นปรมัตถ์ของ "กาย" อย่างชัดเจน คลองแห่งความคิดจะขาดไป เหลือแต่รู้สักว่ารู้ รู้ตามความเป็นจริง รู้ด้วยจิตที่เป็นกลาง แล้วจะเห็นธรรมฝ่ายสังขารคือ "กาย" หากจิตมีความพร้อม ก็จะเห็นธรรมฝ่ายวิสังขาร คือฝ่ายเหนือความปรุงแต่งได้ในวับเดียว

29 พ.ค. 2544 รู้อย่างไรจึงจะบั่นทอนทุกข์ลงได้ "รู้ตัว" เป็น ก็คือมีจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง เป็นธรรมเอก ถัดจากนั้นก็ต้องหัด "รู้" ทุกสิ่งที่กำลังปรากฏ ด้วยความ "รู้ตัว" ก็จะเห็นว่าทุกอย่างที่ถูกรู้ล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วดับ ไป และถ้าเมื่อใดจิตขาดความรู้ตัว หลงเข้ายึดถือสิ่งที่ถูกรู้ ความทุกข์ก็เกิดขึ้น ถ้ารู้ โดยรู้ตัวอยู่ ก็เป็น รู้สักว่ารู้

จิตจะเป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์" ปรากฏการณ์ทั้งปวง โดยไม่โดดเข้าไปร่วมแสดงเอง ที่คุณสุรวัฒน์เล่าถึงการปฏิบัติว่า "ผมก็เลยต้องคอยทำตัวให้ รู้ เข้าไว้ อาบน้ำก็ฝึกรู้ ดูโทรทัศน์ก็ฝึกรู้ กินข้าวก็ฝึกรู้ ...นึกขึ้นได้ตอนไหนก็ฝึกรู้ วันๆก็ฝึกรู้ไปเรื่อยๆ" หัดต่อไปอย่างที่หัดนี่แหละครับ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ขับถ่าย ทำ พูด คิด ฯลฯ รู้อยู่ให้ตลอด ให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยมีผู้รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งถึงจุดนี้ จะเห็นมันแยกกันเองได้แล้วครับ ไม่ต้องไปพยายามทำอะไรเพื่อให้มันแยกกันมากกว่านี้จน ผิดธรรมชาติ จะกลายเป็นปฏิบัติด้วยความจงใจและความอยากมากไปครับ

30 มิ.ย. 2543 ปัจจัยแห่งความเจริญงอกงามในธรรม

(1) ให้พยายามมีสติสัมปชัญญะ รู้ อยู่ในชีวิตประจำวันให้ได้ จะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ฯลฯ ก็ให้มีสติรู้กายรู้ใจอยู่เสมอ

(2) ให้ปฏิบัติธรรมไปอย่างซื่อๆ ตรงๆ อย่าเอาแต่วุ่นวายกับการคิด การหาอุบายทางลัด และนิมิตต่างๆ เพราะนั่นล้วนเป็นทางแห่งความเนิ่นช้า

(3) อย่าเอาแต่รวมกลุ่มสัญจรไปตามสำนักโน้นสำนักนี้ เที่ยวสนุกกับการไปฟังธรรมที่โน้นที่นี้ ละเลยการฟังธรรมในจิตใจตนเอง

(4) มีผลการปฏิบัติใดๆ เกิดขึ้นในระหว่างทาง ก็อย่าเอาแต่ไปเขียนเล่าในกระทู้ให้กิเลสกระเพื่อม จนปฏิบัติต่อไปไม่ได้อีก

(5) ขอให้ตั้งใจจริงจังเพื่อเอาตัวให้รอด ลองเอาจริงสัก ปี สองปีก็ยังดี โดยยอมเสียสละเรื่องรกรุงรังในจิตใจเสียสักช่วงหนึ่ง แล้วตั้งใจปฏิบัติให้สม่ำเสมอ

9 พ.ย. 2543 วันวานที่ผ่านมา วิปัสสนาที่แท้จริงนั้น มีแต่รู้ ไม่ต้องจงใจเติมสิ่งใดลงไปในรู้ ไม่ว่าจะเป็นศีล สมาธิ หรือปัญญา ไม่ต้องเอาสมมุติบัญญัติ หรือความคิดนึกปรุงแต่งใดๆ มาช่วยทำวิปัสสนา ไม่ต้องคิด ไม่ต้องพิจารณาโดยสิ้นเชิง เพราะความจงใจเคลื่อนไหวใดๆ จะทำให้จิตก่อภพก่อชาติ ก่อวัฏฏะหมุนวนขึ้นมาอีก

ผมไม่แนะนำให้พยายามทรงความรู้ตัวให้นานๆ เพราะความพยายามนั้นเอง จะทำให้เกิดการ จงใจ เสแสร้ง ดัดจริตรู้ นักปฏิบัตินั้น อย่าไปนึกถึงเรื่องที่จะให้จิตรู้ตัวต่อเนื่อง ได้เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เลยครับ เพราะการปฏิบัติ เราจะดูกันเป็นขณะๆ ไปเท่านั้นเอง ว่าขณะนี้รู้ตัวหรือเผลอ ขณะนี้มีสติ หรือขาดสติ

ขณะใดมีสติ ขณะนั้นกำลังปฏิบัติอยู่ ขณะใดขาดสติ ขณะนั้นไม่ได้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติผิด ไม่ใช่พูดว่า ชั่วโมงนี้รู้ตัว หรือวันนี้รู้ตัว ชั่วโมงต่อมา หรือวันต่อมา ไม่รู้ตัว ดังนั้นเมื่อเผลอไป แล้วเกิดรู้ตัวว่าเผลอ ขณะนั้น จิต รู้ ถูกต้องแล้ว

เมื่อเพ่ง แล้วเกิดรู้ตัวว่าเพ่ง ขณะนั้น จิต รู้ ถูกต้องแล้ว เมื่อมีราคะ แล้วเกิดรู้ตัวว่ามีราคะ ขณะนั้น จิต รู้ ถูกต้องแล้ว เมื่อโทสะ แล้วเกิดรู้ตัวว่ามีโทสะ ขณะนั้น จิต รู้ ถูกต้องแล้ว เมื่อมีโมหะ แล้วเกิดรู้ตัวว่าโมหะ ขณะนั้น จิต รู้ ถูกต้องแล้ว 18 ธ.ค. 2543




ขอขอบคุณ http://kraap-pra.blogspot.com/2008_06_01_archive.html




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 26 สิงหาคม 2553 15:44:57 น.
Counter : 193 Pageviews.  


npmail
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต
.....ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, พระองค์นั้น

อะระหะโต
.....ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทธัสสะ
.....ตรัสรู่ชอบได้โดยพระองค์เอง

~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~ * ~

Blog นี้เอาไว้เก็บเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เอาไว้อ่านเองค่ะ ไว้ว่าง ๆ ค่อยกลับมาอ่าน ส่วนใหญ่ก็ก็อป ๆ มากจากคนอื่นค่ะ ต้องขอขอบคุณ ณ ที่นี้นะคะ

ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ที่แบ่งปันของแต่งบล็อกสวย ๆ ให้มาแต่งบล็อกนี้

และขอขอบคุณทุกท่านที่ Vote ให้ด้วยนะคะ
โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน โหลดเพลง คลิปวีดีโอ นิยาย การ์ตูน โหลดเพลง คลิปวีดีโอ นิยาย การ์ตูน โหลดเพลง คลิปวีดีโอ นิยาย การ์ตูน ดูดวง โครงการบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล 60 ปีราชาภิเษก และ 84 พรรษามหาราชา โครงการบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล 60 ปีราชาภิเษก และ 84 พรรษามหาราชา โครงการบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคล 60 ปีราชาภิเษก และ 84 พรรษามหาราชา
Friends' blogs
[Add npmail's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.