โยคะเป็นไปเพื่อดับการปรุงแต่งของจิต
Group Blog
 
All blogs
 

ก า ร ปี น ห น้ า ผ า กั บ โ ย ค ะ ความเหมือนในความแตกต่าง

สวัสดีค่ะ
กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลคริสมาสต์และกิจกรรมสุขสันต์หรรษา....ปีนผา
หมวยได้เริ่มต้นฝึกเป็นตุ๊กแกเมื่อสัก 9-10 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากน้องสาวไปเห็นหน้าผาจำลองในห้างแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา ได้ฝึกปีนแล้วก็ได้แข่งปีนหน้าผา ได้รางวัลไปปีนหน้าผาจริงๆที่ลพบุรี หมวยหลงรักกีฬาชนิดนี้ทันทีและมากขึ้นเมื่อได้สัมผัสกับหน้าผาจริง หินจริง

แต่เมื่อได้บินไปอินเดียเพื่อเป็นครูสอนโยคะก็ทำให้ห่างเหินจากกิจกรรมนี้ไป ในช่วงที่เรียนอยู่ที่อินเดียเมื่อมองออกไปจากหน้าต่างห้องพักก็จะมองเห็นเทือกเขายาวเป็นทิวยาวทำให้คิดถึงการปีนหน้าผามากเลยเขียนรายงานเรื่องเกี่ยวกับการปีนหน้าผาและโยคะ และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่พอจำได้จากรายงานครั้งนั้นค่ะ มีบางส่วนที่เพิ่มเติมเข้าไปด้วยนะคะ

เครดิตภาพจาก tedxwaterloo.com ค่ะ


ภาพที่เราเห็นเมื่อยามเราเงยหน้ามองนักปีนผาดูช่างตื่นเต้นเร้าใจ เกิดความรู้สึกสงสัยว่าจะเป็นอย่างไรหากเป็นตัวเราที่อยู่บนนั้น เมื่อได้ขึ้นไปอยู่บนนั้นภาพที่คิดช่างแตกต่าง การปีนหน้าผายิ่งทำให้ดิฉันเข้าใจโยคะมากขึ้น เวลาที่อยู่บนหน้าผาคนส่วนใหญ่คิดว่านักปีนผาต้องมีแขนที่แข็งแรงแต่แท้จริงทั้งหมดนี้อยู่ที่ความสมดุลบนปลายเท้า รองเท้าปีนหน้าผาจึงมีหัวที่บีบชิดแน่นเพื่อให้น้ำหนักลงมารวมที่จุดเล็กๆเพียงจุดเดียว เราต้องทำตัวให้แนบติดกับหน้าผาให้มากที่สุดเพื่อให้ทรงตัวอยู่กับหน้าผาได้โดยใช้แรงน้อยที่สุด

หน้าผาบนเขาจริงในแต่ละเส้นทางอาจมีความยาวตั้งแต่ 15-25 เมตร เมื่อเริ่มปีนขึ้นไปแล้วนักปีนผาล้วนแล้วแต่ต้องการพิชิตให้ถึงเส้นชัย แต่อุปสรรคอย่างหนึ่งคือทำอย่างไรเราจะสามารถมีแรงอยู่บนเส้นทางให้ได้ตลอด บางครั้งหากนักปีนให้แรงแขนมากจนเกินไปจะเกิดอาการพองที่กล้ามเนื้อแขนที่นักปีนผาเรียกว่า Pump มันคืออาการที่ของเสียเกิดการคั่งค้างอยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อแขนทำให้เกิดความล้า ทั้งแขนท่อนล่างและต้นแขน จนไม่สามารถที่จะปีนต่อไปได้ นักปีนอาจจะต้องปล่อยมือห้อยตัวสักครู่เพื่อให้แขนได้พักและปีนต่อ หรือหากไม่สามารถทำให้กล้ามเนื้อกลับมาเป็นปกติได้ก็อาจจะต้องตัดสินใจกลับลงมาสู่พื้นดิน

การปั้มของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นเร็วหรือช้าอาจจะไม่ได้เกิดจากการใช้แรงปีนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความรู้สึกของนักปีนด้วย ความกลัว ความตื่นเต้น ก็สามารถทำให้กล้ามเนื้อเกิดความล้าได้เช่นกัน แต่หากนักปีนรู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายก็จะทำให้นักปีนสามารถปีนไปได้จนพิชิตเส้นทาง

หากเรารีบร้อนในการปีนก็จะทำให้การปีนหน้าผานั้นเหมือนการออกกำลังกาย ร่างกายจะใช้กล้ามเนื้อขาว นี่เป็นการทำงานโดยอัตโนมัติของร่างกาย...เราไม่สามารถเลือกได้ กล้ามเนื้อสีขาวไม่มีสารอาหารหล่อเลี้ยงจะต้องดึงสารอาหารจากกระแสเลือดและปล่อยของเสียออกอย่างต่อเนื่องซึ่งช่องทางที่สารอาหารจะเข้าและของเสียจะออกจากเซลล์เป็นช่องเีดียวกัน เมื่อกำลังปีน กล้ามเนื้อต้องการสารอาหารจำนวนมาก จึงต้องปล่อยให้ประตูเปิดไว้สำหรับสารอาหาร แต่ขณะเดียวกันเมื่อเซลล์ใช้สารอาหารแล้วก็ต้องมีการปล่อยของเสียออก แต่ประตูไม่ได้มีไว้ให้ของเสียออกจึงเกิดการคั่งค้างจนเต็มเซลล์ เมื่อของเสียเต็มก็ทำให้สารอาหารไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปในเซลล์ได้ เมื่อไม่มีสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์ก็เกิดความล้า ยิ่งเกิดความล้านักปีนก็ยิ่งกังวล เกิดความกลัวหากหล่นลงมาและกระแทกกับหน้าผา ความรู้สึกนี้ก็จะเร่งการเกิดปฏิกิริยาความอ่อนล้าให้เร็วขึ้น นั่นเป็นเหตุให้นักปีนไม่สามารถปีนต่อไปได้อีก

แต่นักปีนที่เชี่ยวชาญจะมีการใช้กล้ามเนื้อต่างกัน นักปีนจะใช้กล้ามเนื้อขาที่มีจำนวนเซลล์มากกว่าเกิดมาเพื่อรองรับน้ำหนักร่างกายและการเคลื่อนไหว เขาจะไม่รีบร้อนแต่จะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของเส้นทางและค่อยๆปีนไปช้าๆแต่ต่อเนื่องผสานกับลมหายใจที่เข้าลึกๆและการผ่อนลมหายใจช้าๆ ปีนแบบต่อเนื่องไปเรื่อยๆหาเส้นทางที่จะทำให้ใช้แรงน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การปีนในลักษณะนี้จะทำให้ร่างกายเปลี่ยนไปใช้กล้ามเนื้อแดงเป็นระยะๆหรือต่อเนื่องยาวนาน นานพอที่นักปีนจะสามารถพิชิตเส้นทางได้ กล้ามเนื้อสีแดงเป็นเซลล์ที่มีสารอาหารจากเลือดหล่อเลี้ยงไว้จำนวนมากจึงทำให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและยังมีประตูที่เปิดไว้ถ่ายเทของเสียออกเพราะยังไม่จำเป็นต้องรับสารอาหารเข้ามา จึงทำให้เซลล์ยังมีความสดชื่นได้ในระยะหนึ่ง มีความสมดุลทั้งการรับสารอาหารเข้าและถ่ายเทออก บวกกับการหายใจที่เหมาะสม เซลล์ไม่เกิดการล้า ทำให้นักปีนก็ปีนได้ต่อไปจนจบ

การปีนหน้าผาและโยคะมีความคล้ายคลึงกันมาก การพยายามรักษาสมดุลของร่างกายบนหน้าผาเคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งก็เหมือนกับท่าอาสนะที่ต้องหาจุดที่สมดุลที่สุดเพื่อให้ร่างกายไม่เกิดความล้าและนำมาซึ่งการบาดเจ็บ การฝึกลมหายใจในโยคะก็จะช่วยนักปีนหน้าผาได้เป็นอย่างมากโดยเฉพาะการฝึกการหายใจลึก การหายใจลึกนอกจากจะช่วยในเรื่องของการถ่ายเทของเสียแล้วยังช่วยให้มีสมาธิและสติอยู่กับร่างกาย รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับการตัดสินใจของเราขณะที่อยู่บนหน้าผา หากจะตกก็รู้ว่าจะไปในทิศใดและควรจะอยู่ในลักษณะท่าทางอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด และสื่อสารได้ทันกับคู่หูของนักปีน

นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการปีนหน้าผากับโยคะ

นอกจากนี้เวลาที่ปีนหน้าผาเมื่อมือได้สัมผัสกับแผ่นหิน การพยายามแนบลำตัวไปกับก้อนหินให้มากที่สุด ทำให้ฉันได้รู้ถึงความหมายของคำว่า เป็นหนึ่งเดียวกัน ร่างกายของฉันและแผ่นหินของภูเขาใหญ่เหมือนฉันกำลังหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่มีสิ่งใดนอกจากภูเขาและตัวเรา และเมื่อเราได้พิชิตเป้าหมายและได้หันมองออกไปด้านนอกและเห็นยอดไม้ทุงหญ้าอยู่ต่ำลงไปและกว้างไกล เหมือนเราได้โยนทิ้งแล้วทุกสิ่งในชีวิต พิชิตความกลัวในใจ ได้เป็นหนึ่งเดียวกับธาตุทั้ง 5 ดิน น้ำ ลม ไฟและอากาศธาตุ

นั่นคงเป็นช่วงเวลาที่ฉันได้ดื่มด่ำกับความสุขที่สุดในชีวิตพร้อมๆกับการปลดปล่อยทุกอย่างให้เหลือเพียงความว่างปล่าว ได้สัมผัสกับธรรมะที่สูงสุดในชีวิตของฉัน

หริโอมตัสสัส
-/|-




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2555    
Last Update : 25 ธันวาคม 2555 20:54:48 น.
Counter : 1211 Pageviews.  

ปี น ห น้ า ผ า กีฬาเร้าใจ หัวใจเต้นแรง

สวัสดีค่ะ

สงสัยอะดิ ว่าครูสอนโยคะไปเกี่ยวกะหน้าผาได้ยังไง

ฉันรู้จักกับการปีนหน้าผาหลังจากเริ่มเรียนโยคะได้ไม่นาน แต่ตอนนั้ก็ไม่ค่อยมีกีฬาชนิดนี้ให้เห็นในกรุงเทพฯสักเท่าไหร่ บังเอิญน้องสาวเดินผ่านไปแถวแฟชั่นไอส์แลนด์ (น้องอีกละที่ชักชวนเข้าวงการ แต่ตัวเธอเองดันหนีไปถ่ายรูปซะงั้น) ตอนนั้น Sport World เพิ่งจะไปเปิดใหม่ และเธอเหลือบไปเห็นเสาแท่งใหญ่มหึมาขนาดสูงราวๆ 10 เมตร มีรูปร่างหน้าตาผิดแผกไปจากเสาที่มีอยู่ในห้าง แถมยังมีอะไรติดเต็มไปหมดก็ไม่รู้ จะว่าตกแต่งภายใน ดูไปก็ไม่น่าใช่ เพราะว่ามันมีป้ายตั้งอยู่ว่า "ทดลองปีนได้"!!!

น้องสาวก็รีบกระหืดกระหอบมาบอกฉันเพราะว่าก่อนหน้านั้นไม่นานฉันบ่นเรื่องการปีนหน้าผา คือว่า... ช่วงนั้นเพิ่งเลิกกะสามี และหลังจากฝึกโยคะได้ไม่นาน ดันเกิดความรู้สึกว่า อยากทำอะไรให้มันสะใจสักครั้ง ทำไปทำมา..... ปันหน้าผาเนี่ยละ ต้องเด็ดสะใจแน่นอน

ตอนแรกนึกว่าจะต้องเดินทางไปไกลถึงกระบี่ซะแล้ว เพราะใครๆก็บอกว่าที่นั่นเหมือนสวรรค์ของนักปีนหน้าผา แต่โชคยังดีที่ไม่ต้องระเห็ดออกไปไกลลูก พรหมลิขิตให้มาพบกับทีมงาน Climbing Factory

ฉันสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นรุ่นแรกๆของปัจจุบัน (เพราะมันจะมีรุ่นดึกดำบรรพ์ด้วยนะสิ) แต่น้องๆในปัจจุบันเขาไม่รู้จักฉันแล้วหละ ต้องไปถามที่เป็นรุ่นเก่าที่เป็นทีมงานสมัยเก่าๆ หรือ ทีมชาติกีฬาปีนหน้าผารุ่นเก่า(จะเน้นอีกนานมั๊ยเนี่ยว่าเก่า ...จะบอกว่าแก่ก็บอกมาสิ) ถึงจะรู้จักหมวยและน้องเฌอ(ไอ้เด็กคนนั้นแหละ!!)

แรกๆฉันก็ไปหัดปีนหน้าผาจำลองที่แฟชั่นไอส์แลนด์นะแหละ อยากจะไปปีนหน้าผาจริงเหมือนกันแต่ยังไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ว่าพร้อม

บังเอิญที่หลังจากนั้นไม่นานก็มีการแข่งปีนหน้าผามือใหม่(แม้ไม่ซิงแต่ก็ถือว่าใหม่ เพราะใช้มือเดียว--- เอ๊ะเกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย!!)

คนที่ชนะจะได้คอร์สเรียนปีนหน้าผาฟรี และได้ไปปีนหน้าผาจริงหนึ่งวันด้วย!!!

เอาละสิ มาได้ไงหว่า จับพลัดจับพลู๋ ได้ชนะเลิศฝ่ายหญิงมาซะงั้น กับผู้ชนะฝ่ายชายเป็นน้องหมอเป้ง( น้องเขาเป็นหมอสัตว์ แต่ชอบปีนเอามากๆ)

เราจึงได้ไปทัวร์ปีนหน้าผาด้วยหนึ่งวัน อิอิ

จากนั้นมาฉันก็ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้งค์ปีนหน้าผา ถึงไหนถึงกัน ออกไปปีนหน้าผากันเกือบทุกอาทิตย์ โดยมีผู้ร่วมแก๊งค์หลักเป็น เป้ง หมวย บอย หรั่ง เติ้ล จอม และอีกสารพัดที่ทั้งมาด้วยกันหรือมาจ๊ะเอ๋กันที่ลพบุรี เช่น อ๋อกับอ๋อง พี่เปรียว พี่เต๋า พี่สมชาย พี่จู จอย เบน ริชาร์ด และอื่นๆทั้งหัวดำและแดง

จากนั้นก็เข้าร่วมกิจกรรมที่ชนะบ้าง แพ้บ้าง เช่นของEcho Stone ก็ได้ถ้วยมือใหม่มา+กิ๊ฟวอย์เชอร์ 3000 บาท หรุ โคตรรรรรร

และก็มีการเข้าร่วมกับนิตยสารคอสโมฯด้วย ไปแอบแข่งกะเขาและก็ได้รางวัลอีกเช่นกัน

แต่หลังจากที่เริ่มเข้าสู่โยคะอย่างจริงจังด้วยการไปอินเดีย ก็ทำให้ฉันค่อยห่างหายออกไป

แต่ยังไม่ถาวร!!!

เพราะตอนนี้ได้โปรเจคใหม่ให้บ้านโยคะคีตาอีกแล้ว (คือกะว่าได้กะตัวเองนะแหละ) คือตั้งใจว่าจะทำหน้าผาจำลองในบ้านซะหน่อย เอาไว้ฝึกเองและก็ให้น้องเฌอปีนเล่น โดยการทำเป็นหน้าผาที่เรียกว่า Boulder

Boulder หรือ Bouldering คือหน้าผาขนาดเตี้ยๆ ไม่เกิน 4-5 เมตร ซึ่งสามารถทำการปีนได้โดยไม่ยุ่งยาก แค่มีเบาะ(อันนี้สำคัญ) รองเท้าปีนหน้าผา และถุงชอล์ก (อันนี้ก็สำคัญ) และที่สำคัญคือ ..... มีหน้าผาให้ปีน เท่านี้เอง ก็หาความสุขกับการแปลงกายเป็นตุ๊กแกได้แล้วววววว

อันนี้เป็นตัวอย่างที่แร๊กเก็ตคลับ สมัยเปิดใหม่ๆ(ใหม่มากจนเรียกได้ว่า ยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการนะแหละ) ที่น้องเฌอได้แอบเข้าไปปีนเล่น โดยการซุกซ่อน เข้าไปในกระเป๋า (อันนี้ล้อเล่น)



ส่วนที่เห็นนั่น .... แม่มันเชียร์อย่างเดียว (ไม่ช่ายยยย ทำให้มันดูเป็นตัวอย่างแล้วว้อย!!)

ก็ประมาณนี้ก่อนนะ ต้องเข้านอนแล้วจะได้เตรียมตัวไปสอนพรุ่งนี้ได้อย่างเต็มที่

แล้วพบกันที่ช่องระห่ำนี้ได้อีกค่ะ

สวัสดี




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2552    
Last Update : 18 มิถุนายน 2552 23:43:51 น.
Counter : 389 Pageviews.  


หมวยเกี๊ยะA2
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




สาวน้อย(อิอิ)ธรรมดา ที่มีพี่ๅน้องแสนฉลาด พี่สาวคนโตจบดอกเตอร์ทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร พี่ชายคนโตจบศิลปะแต่ได้ผันตัวเองมาทำงานภาพยนตร์จนเป็นผู้กำกับ พี่ชายคนเล็กก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสื่อสารที่คนเขาแย่งตัวกัน ส่วนน้องสาวคนเล็กก็เป็นหมอฟันประจำตัวให้เราน่ะเอง

ส่วนตัวเองเรียนจบมาทางด้านภาพยนตร์ ที่ล้วนแล้วแต่มายา แต่ดันผ่าอยากศึกษาด้านธรรมะและโยคะ เพราะความล้มเหลวด้านชีวิตครอบครัวเป็นเหตุ

วันดีคืนดีจึงนั่งเครื่องบิน บินไปอินเดียที่เป็นแหล่งกำเนิดโยคะและศึกษาอย่างจริงจัง (เที่ยวอย่างจริงจังด้วย)
ที่ Yoga Vidya Gurukul
ณ เมืองนาสิก ประเทศอินเดีย
เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ.2549

ตอนนี้ก็รับสอนโยคะอย่างจริงจังมาก็เริ่มปีที่ห้าแล้ว

ในปี 2553 ได้จบหลักสูตรต่างๆทุกหลักสูตรที่มีอยู่ในสถาบันแล้ว รวมทั้งศึกษาศาสตร์อื่นๆมามากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเป็น โยคะบำบัด อายุรเวท เรกิ ธรรมชาติบำบัด :-D

ตอนนี้เริ่มสอนอีกครั้งแล้วค่ะ ถ้าสนใจเรียนเป็นกลุ่มหรือเรียนตัวต่อตัวหรือเป็นวิทยากร
ก็ติดต่อมาได้นะคะ
Tel.+66 (0)85 1420201
[Add หมวยเกี๊ยะA2's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.