Bloggang.com : weblog for you and your gang

โยคะเป็นไปเพื่อดับการปรุงแต่งของจิต

Group Blog

 
All blogs

 

Y i n Y o g a W o r k s h o p สำหรับครูโยคะ

สวัสดีค่ะ
วันนี้เอาเวิร์คช็อปที่จะมีในเดือนหน้ามาฝากค่ะ แต่ต้องขอโทษสักนิดนะคะ เพราะว่าจำกัดไว้สำหรับครูสอนโยคะเท่านั้น เพราะจะค่อนข้างคุยกันละเอียดและมีเรื่องของอนาโตมีด้วยค่ะ เลยอยากให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้และเข้าใจในโยคะมาแล้วระดับนึงค่ะ

คลิ๊กที่รูปดูรูปขยายได้นะคะ


ถ้าสนใจก็โทรสอบถามกันได้นะคะ โทร. 085-1420201

 

Create Date : 03 ธันวาคม 2552
Last Update : 3 ธันวาคม 2552 18:22:13 น.  

สี สั น ก ั บ โ ย ค ะ Colourful Yoga

็Hari Omค่ะ

เช้านี้ลมหนาวเริ่มพัดมาอีกแล้ว ไม่รู้จะหลอกให้เราตายใจเหมือนเมื่อต้นเดือนมั๊ยเนี่ย

มาเข้าเรื่องดีกว่าค่ะ ยังไม่หมดแค่นั้นสำหรับงาน Thailand Yoga Festival 2009

ที่ซุ้ม Manduka นั้นคุณวนิดาได้ทำบล็อกโฟมเนื้อแน่นมาจำหน่าย เพื่อการฝึกโยคะของเราๆท่านๆ ที่นี้เจ้าบล็อกที่ว่าเนี่ยก็มีสองสีค่ะ คือสีส้มกับสีเขียว หลายๆคนแวะเวียนมาแล้วก็ซื้อสีเขียวไปซะเกือบหมดแผง คุณวนิดาจึงสงสัยว่าทำไมคนจึงซื้อแต่สีเขียวนะ ตอนที่หมวยยืนอธิบายให้คุณจริยาจากจริโยคะฟังนั้น เธอฟังแล้วเลยเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีส้ม คุณวนิดาเลยอยากทราบว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนใจ

ซึ่งในเรื่องสีเนี่ยก็เป็นอะไรที่คนยังไม่เข้าใจ ในอาศรมที่อินเดีย ห้องที่ใช้ฝึกก็ติดผ้าม่่านสีส้ม กูรูจีก็ใส่ชุดสีส้มด้วย ตอนที่ฉันไปฝึกครั้งแรกเคยถามกูรูจีเรื่องสีว่าทำไมถึงเป็นสีส้ม

กูรูจีให้คำตอบว่า สีจำพวกสีเย็นให้ความรู้สึกสบายตาและสงบจริงและเมื่อเวลาผ่านไปจิตที่สงบอาจจะถูกละเลยและหลับไหล เมื่อนั้นก็จะขาดการรู้ตัวและสติ

ในขณะที่สีส้มนั้นแม้ว่าจะเป็นสีร้อนและดูรุนแรง แต่ก็ไม่ใช่สีแดง สีส้มนั้นถูกลดลงแลวด้วยสีเหลืองซึ่งเป็นสีที่สดใส่และมองโลกในแง่ดี จึงดูสบายในระดับหนึ่ง แต่จุดที่กูรูจีบอกหมวยนั้นคือ สิ่งที่สีส้มเป็นนั้นคือ ความสงบที่รู้ตัว

หากเราปล่อยให้จิตนิ่งสบายมากเกิน เราจะหลับและขาดการควบคุม เราควรจะมีสติอยู่กับตัวเรามากกว่า ดังนั้นสีส้มจึงทำหน้าที่ตรงนั้น...คือ ความสงบที่รู้ตัวอยู่เสมอ

เช่นเดียวกับการฝึกโยคะนะแหละค่ะ เราฝึกให้สงบและนิ่ง แต่ต้องรู้ตัวเสมอค่ะ

วันนี้เนื้อหาสั้นๆง่ายๆค่ะ

 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2552 11:33:56 น.  

โ ย ค ะ เ ป็ น ไ ป เ พื่ อ ดั บ ก า ร ป รุ ง แ ต่ ง ข อ ง จิ ต Yogash chitta vritti nirodha

Hari Omค่ะ

ภาคภาษาไทยอยู่ข้างล่างค่ะ

Last weekend I had the opportunity to go to Thailand Yoga Festival 2009. I met the students, friends, yoga teachers and know many new people. To exchange views and knowledge about yoga.

On that day many people found me in the shop of MandukaMat( YogaAum). Because this year I didn’t attend any class, so… I helped her as seller. This allowed me to meet Khun Namphung Nattariga(Thai superstar)... (Do not want to tell that she is my favorite!!). Khun Namphung came for buying the mat so.. I had conversation with her there.
She just bought the bag from the Shop of Khun Cherry and on the bag has a Sanskrit sentence stick on.

When she tried to put the mat into the bag.. I ask her that does she know about the meaning? She said…no…didn’t ask from the shop yet. I told her that.. this sentence is Yogash chitta vritti nirodha "Yoga is the inhibition (nirodhaḥ) of the modifications (vṛtti) of the mind (chitta)" I explained her word by word and she ask.. #*%#&#??. Oh o!! that is too deeply for me… I’m sorry but I’m not a monk!!

This is the story of the yoga today.

This sentences that appears in Yoga Sutra is the sentences that many people are familiar. But who will have time to try to understand it deeper or not. We heard about the meaning, it was clear meaning. But it must be something deeper than that. Otherwise why we would the talk about this!!

And mental behavior … what it is?, where it is?, when it was happened?, no one found the answer in these questions. But we know that mental behaviors will occur through the experience of learning through the five senses, that is, eye ear nose tongue and body. What causes these distressing such as heat, cold, pain, itching, spicy, bitter, loud,soft, light, strong, sweet, and many others.Then the mental gathered knowledge of these stored in the brain or conscious. When we find these same situations, we need to be processed out what is hot, cold, as we have ever met.

If we start running behind the five senses. We will produce the emotions like likeness, hate, anger , happiness and others . these will be recorded in our brain as well. When we meet again. We will show these emotions.

What is expressed, it will result to others. Do not forget that these emotions are like a wave. If we are close to those who is always upset and angry, we will feel uncomfortable through body and mind. Because the wave of anger spread out. If someone is always happy, we are very happy too.

Mental behavior of these is uncertain, appear, locate, and disappear. If we stuck with them, when it disappeared ,we will feel unstable both physical and psychological. Or sometimes we think that we are right and correct. We will not accept others who are different.

Yoga is one tool to making these disappear.

I would like to give u the example to illustrate that, if we boiled the water, the water will start producing the bubbles in the water. From small bubbles are together. When it is big enough will be floating above the water and disappeared.

This behavior, if we try to hit the bubbles down, it would be impossible. Because water is still boiling and bubbles are produced. Or if we keep looking on all the pop-up bubbles from the bottom to the top because we do not want it disappear. When it lost it and we try to keep looking to the new bubbles, we would often be confusing because bubbles have so many.

Bubbles are then compared with Vedana and emotions. When emotions are appeared, if the mood makes us happy, we do not want it disappear. Or if it is not good , suffering, then we try to hide it, press it. The sufferings will be larger, effects to the body. As we want to boil water to sterilize. When the boiling is too long, the sediment will appear at the bottom of the pot and the water are more dirty. Sometimesthe sediment will stuck and remaining at the bottom of pot for longer time.

So.. “the inhibition of the modifications of the mind” that we talk about. Not just to watch the bubbles rise without follow-up only. But also stoping the causes. We must turn off the gas stove. Not stopping the bubbles or try to hit them down. Or let the bubbles are produced and we do not care about it .

Studying Yoga, the practicing that can help us to bringing awareness from outside to inside, cross the wall of Vedana is Pratayahara.

Um…I think I talk to much today… I will stop here.
If anyone have any advice…pls. let me know. Hope that u get the point today.

Hari Om

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเตร็ดเตร่อยู่ใน Thailand Yoga Festival 2009มาค่ะ ได้เจอทั้งนักเรียน คนรู้จัก ครูโยคะ รวมถึงได้พบและรู้จักคนใหม่ๆมากมาย ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและความรู้ในเรื่องของโยคะด้วยค่ะ

วันนั้นหลายคนจะไปพบหมวยอยู่ที่ซุ้ม Manduka ของYogaAum เนื่องจากว่าปีนี้ไม่ได้เข้าคลาสอะไร เลยไปช่วยคุณวนิดาขายของซะงั้นแหละ ซึ่งก็ทำให้หมวยได้พบกับคุณน้ำผึ้ง ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ (ไม่อยากบอกเลยว่าแอบปลื้มอยู่) พอดีว่าคุณน้ำผึ้งมาซื้อเสื่อที่ซุ้มก็เลยได้คุยกันบ้างเล็กน้อย

พอดีว่าคุณน้ำผึ้งได้ซื้อถุงใส่เสื่อจากร้านของคุณเชอรี่มาและมีคำภาษาสันสกฤษปักอยู่บนถุง


ตอนที่เธอกำลังพยายามยัดเสื่อลงในถุงนั้นเอง ฉันเลยถามเธอว่ารู้มั๊ยว่าประโยคภาษาสันสกฤษนี้หมายความว่าอย่างไร เธอก็บอกว่าคิดว่าจะไปถามคุณเชอรี่อยู่เหมือนกัน ฉันจึงอธิบายกับเธอไปว่า คำนี้คือYogash chitta vritti nirodha ซึ่งแปลว่า โยคะเป็นไปเพื่อดับการปรุงแต่งของจิต และก็ชี้ให้อ่านแยกเป็นคำๆ เธอก็ถามต่อแบบว่า..#*%#&#??.. ลึกไปหน่อยค่ะ ฉันไม่มีความรู้ทางด้านพระธรรมขนาดนั้น จึงแซวกันเล่นว่าอันนี้ก็ต้องขอไปบวชเรียนซะก่อนละ

นั่นก็เป็นที่มาของเรื่องราวโยคะในวันนี้

โศลกในโยคะสูตรนี้ เป็นประโยคที่หลายต่อหลายคนคุ้นเคยเป็นอันมาก แต่จะมีใครที่พอจะได้มีเวลาที่จะทำความเข้าใจกับมันให้ลึกซึ้งขึ้นหรือไม่ เราอาจจะฟังแค่ความหมาย มันก็ดูน่าจะกระจ่างแล้วนี่นา แต่มันต้องมีอะไรที่ลึกกว่านั้นสิ ไม่งั้นจะมาพูดกันทำไม

แล้วพฤติกรรมของจิตนั้นมันเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน และเกิดขึ้นได้อย่างไร ยังไม่มีใครค้นพบคำตอบในเรื่องเหล่านี้ แต่เรารู้ว่าพฤติกรรมของจิตจะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ผ่านการเรียนรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า นั่นคือตา หู จมูก ลิ้น และกาย ก่อให้เกิดเวทนาต่างๆเช่น ร้อน หนาว เจ็บ คัน เผ็ด ขม ดัง เบา เหม็น หอม และอื่นๆอีกมากมาย จากนั้นจิตจะรวบรวมความรู้เหล่านี้เก็บไว้ในสมองหรือจิตสำนึก เมื่อเราพบกับเหตการณ์เดียวกันเราก็จะประมวลออกมาได้ว่าสิ่งนั้นคือ ร้อน หนาว ตามที่เราเคยได้พบมา

หากเราเริ่มวิ่งตามประสาทสัมผัสทั้งห้า เราก็จะเกิดอารมณ์ขึ้น เช่น ชอบ ไม่ชอบ โกรธ มีความสุข และอื่นๆ เหล่านี้ก็จะถูกบันทึกไว้ในสมองของเราเช่นกัน เมื่อพบกับสิ่งเหล่านี้อีก เราก็จะแสดงเป็นอารมณ์ต่างๆออกมา

สิ่งที่แสดงออกมานี้ก็จะส่งผลไปยังผู้อื่น อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหมือนคลื่นชนิดหนึ่ง หากเราอยู่ใกล้คนที่มีอารมณ์โกรธเป็นนิจ เราจะรู้สึกไม่สบายตัวและไม่สบายใจ เพราะคลื่นแห่งความโกรธนั้นแผ่ออกมา แต่หากอยู่ใกล้คนที่มีความสุข เราก็จะรู้สึกมีความสุขไปด้วย

พฤติกรรมของจิตเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไปเสมอ หากเราไปยึดสิ่งเหล่านั้นเป็นที่ตั้ง เมื่อมันหายไปเราก็จะรู้สึกไม่มั่นคงทั้งร่างกายและจิตใจ หรือบางครั้งยึดมันมากไปจนเกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่เราคิดและทำนั้นถูกต้อง เราก็จะไม่ยอมรับผู้อื่นที่มีความแตกต่าง

โยคะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในทำให้พฤติกรรมเหล่านี้หายไป แต่ไม่ใช่ด้วยการกดมันไว้นะคะ

ฉันอยากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพสักนิดว่า หากเราต้มน้ำ เมื่อน้ำเริ่มเดือดจะเกิดฟองอากาศในน้ำ จากฟองเล็กๆ รวมตัวกัน เมื่อมากพอก็จะลอยตัวขึ้นเหนือน้ำและหายไป

พฤติกรรมเช่นนี้ หากเราพยายามที่จะกดให้ฟองอากาศนั้นอยู่แต่เบื้องล่าง มันก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะน้ำยังเดือดและฟองอากาศยังเกิดอยู่เรื่อยๆ หรือหากเราเอาแต่เฝ้าตามทุกๆฟองอากาศที่ผุดขึ้นไปด้านบนเพราะไม่อยากให้มันหายไป เมื่อมันหายไปก็ไปตามฟองอากาศใหม่ บ่อยเข้าเราก็จะสับสนเพราะฟองอากาศนั้นมีมากมายเหลือเกิน

เปรียบฟองอากาศเหล่านั้นกับเวทนาและอารมณ์ต่างๆ เมื่ออารณ์มันเกิดขึ้นแล้ว หากอารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่ดีทำให้เราเป็นสุขเราก็ไม่อยากให้มันหายไป หรือถ้ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นความทุกข์แล้วเราพยายามจะกดและซ่อนมันไว้ ท้ายที่สุดนั้นทุกข์นั้นก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆออกมาทางร่างกาย เช่นเดียวกับน้ำที่เราต้องการต้มเพื่อฆ่าเชื้อ เมื่อเดือดนานๆเข้า สิ่งที่เหลืออยู่ก้นหม้อก็จะเป็นตะกอนทำให้น้ำนั้นดูสกปรกได้ บางทีก็เหลือเป็นตะกรันติดก้นหม้อไปอย่างนั้น

ดังนั้นการดับการปรุงแต่งของจิตที่เราพูดถึงนั้น ไม่ใช่แค่การเฝ้ามองฟองอากาศที่ลอยขึ้นโดยไม่ต้องติดตามไปด้วยเท่านั้น แต่หากเป็นการปิดเตาแก๊สไปเลยต่างหาก ดับกันที่สาเหตุ ไม่ใช่เกิดฟองอากาศแล้วก็พยายามกดมันไว้ หรือปล่อยให้ฟองอากาศเกิดต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าเราจะไม่ไปใส่ใจกับมันก็ตาม

การศึกษาโยคะนั้น สิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถผ่านจากรูปภายนอกเข้าสู่การพิจาณาภายในได้โดยไม่มีเวทนาเข้ามาเป็นเหมือนกำแพงกั้นนั้นก็คือ ปรัตยาหาระ

ปรัตยาหาระหรือการปิดประสาทสัมผัสทั้งห้า นั้นไม่ใช่การทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เห็นแล้วทำเป็นไม่เห็นเช่นนั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเห็นรถคันหนึ่ง เรารู้ว่ามันขับอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร หากเราเริ่มเกิดความรู้สึกต้องการอยากเป็นเจ้าของ ถ้ามีคงดีนะ แล้วจะมีได้อย่างไร ก็เริ่มขวนขวายหาเงินทอง หากไม่พอก็ต้องกู้มา พอเริ่มผ่อนก็เริ่มทุกข์ว่า จะผ่อนได้หมดมั๊ย จะมีใครยึดไปรึปล่าว หรือจะโดนขโมยมั๊ย ต้องติดกันขโมย เป็นเหตุให้เสียทรัพย์และมีความกังวลมาขึ้น

ในปรัตยาหาระนั้น... เรารู้ว่ารถนั้นดี มีประโยชน์อย่างไร แต่ไม่ใส่ใจที่จะต้องมีมันก็ได้ มิใช่ทำเป็นมองไม่เห็นมัน หรือปฏิเสธว่ามันไม่มีอยู่ในโลก แต่เราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้มันก็ได้ รถเมล์หรือรถไฟฟ้าก็สะดวกอยู่ ไม่จำเป็นต้องให้อารมณืขึ้นมาอยู่เหนือเหตุผลกับความเป็นจริง จนกระทั่งเดือดร้อนและเป็นทุกข์เช่นนั้น

คิดว่านี่คงพอทำให้เห็นภาพในระดับหนึ่งนะคะ ถ้ามีความคิดเห็นว่าตรงไหนที่เนื้อหายังบกพร่องก็บอกกันมาได้นะคะ

วันนี้เนื้อหาเลยเยอะจุใจเลย เครียดไปหน่อยมั๊ยเนี่ย

Hari Om

 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2552 13:59:36 น.  

โ ย ค ะ นิ ท ร า เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

นมัสเตค่ะ

หายยยยยยไปนานเลยนะคะ งานบ้านงานสอนยุ่งไปหมด เข้าเรื่องเลยดีกว่าค่ะ

โยคะนิทราคืออะไรใครรู้บ้าง ที่มาพูดถึงโยคะนิทราในวันนี้เพราะเมื่อวันอาทิตย์เพิ่งบรรยายเรื่องนี้ไป และเห็นว่าน่าสนใจก็เลยเอามาเล่าให้ฟัง

โดยส่วนมากเราจะเข้าใจว่าโยคะนิทราก็คือการหลับหรือผ่อนคลายนั่นเอง ซึ่งก็ไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะในโยคะแบบดั้งเดิมนั้นจะเน้นการผ่อนคลายซึ่งถ้าเราผ่อนคลายได้ดี โรคก็จะไม่มี ดังนั้นจุดประสงค์แรกของโยคะนิทราคือการผ่อนคลาย ต้องขอบอกว่ามันเป็นจุดประสงค์แรกนะคะ แต่จุดประสงค์หลักของโยคะนิทราคือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมค่ะ

แม้กระทั่งการผ่อนคลายก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมเช่นกัน

แม้ว่าโยคะนิทรานั้นจะเริ่มด้วยการนอนลงไปกับพื้น แต่ขั้นตอนนี้ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีขั้นตอนการผ่อนคลายต่างๆ รวมถึงการหลอกจิตและการบันทึกข้อมูลภาพที่ต้องการลงในสมองด้วย ซึ่งถ้าเราเผลอหลับไปเราก็จะได้ประโยชน์แค่การพักผ่อน แต่ถ้าเราฝึกจนจบขั้นตอนได้บ่อยๆ ภาพที่ใส่ไปนั้นจะถูกฝังแน่นลงในสมองทำให้พฤติกรรมที่ไม่ต้องการเปลี่ยนไปได้

โยคะนิทราในสมัยโบราณไม่ได้มีแยกออกมาเป็นหัวข้อเฉพาะ แต่เพิ่งจะมีการฝึกอย่างเป็นจริงเป็นจังในช่วงไม่เกิน20ปีนี้เอง โดยสวามีสัตยนันทาแห่งโยคะบิฮาร์ ซึ่งปัจจุบันนี้ท่านอายุ 85ปีแล้ว

ในช่วงระหว่างวันเราพบว่าหากเพิ่มโยคะนิทราเข้าไปสักครึ่งชั่วโมง จะทำให้การทำงานหรือการเรียนรู้ต่างๆเป็นไปได้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หากคุณคิดว่ามันเป็นการนอนหลับแล้วละก็... มันไม่ใช่สักเท่าไหร่ เพราะบ่อยครั้งที่เรานอนหลับแต่เมื่อเราตื่นขึ้นเราจะยังรู้สึกเพลียและไม่สดชื่น ถ้าเปรียบเทียบระยะเวลาที่เท่ากัน หลังการฝึกโยคะนิทรา.. เราจะรู้สึกสดชื่นมากกว่า

โยคะนิทราเป็นเส้นรั้วที่กั้นอยู่ระหว่างการหลับและการตื่น ซึ่งเราประสบกับมันในทุกๆวันแต่เนื่องจากมันเป็นช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีและเราไม่เคยได้ใส่ใจมันมากกว่าการนอนหลับ เราจึงไม่รู้ว่า ... ถ้าหากเรายืดช่วงเวลาที่กำลังข้ามรั้วนั้นออกไปให้นานขึ้น ช่วงเวลานั้นแหละจะมีพลังอย่างมหาศาล

การเลิกบุหรี่หรือเหล้าจะง่ายขึ้นหากมีการโปรแกรมอย่างถูกต้องและเหมาะสมในโยคะนิทรา

แต่คนที่จะเขียนโปรแกรมการบำบัดนี้จะต้องมีความรู้และเข้าใจอย่างแท้จริงในการใส่จินตนาภาพเข้าไปให้ถูกกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ต้องการ หาไม่แล้วมันก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร และต้องบวกการกับฝึกอย่างสม่ำเสมอและเป็นเวลานานอย่างน้อยเป็นเดือนด้วย มันจึงต้องมีความมุ้งมั่นในการเปลียนพฤติกรรมของผู้เข้าฝึกด้วยเช่นกันค่ะ

หากมีโอกาสหมวยคงจะมีโอกาสได้ทำการสอนโยคะนิทราอย่างจริงจังบ้างนะ

Hari Om

 

Create Date : 18 สิงหาคม 2552
Last Update : 18 สิงหาคม 2552 13:39:54 น.  

การสอนโยคะ... คอร์สครูโยคะที่ทำให้เรารู้จักตนเองมากขึ้น

ฮารีโอมค่ะ

ต้องขออภัยด้วยที่พักนี้ไม่ได้มีเวลาอัพบล็อกเลยค่ะ ทั้งงานราษฎร์งานหลวง เข้ามาเป็นระยะๆ ทำเอาไม่ค่อยได้นอนพัก ตอนนี้ถ้ามีเวลาก็จะขอพักค่ะ

หลังจากที่เปิดอบรมคอร์สครูสอนโยคะมาได้ประมาณหนึ่งเดือนแล้ว ตอนแรกๆก็ยังมีอะไรตะกุกตะกักอยู่บ้าง เพราะไอ้โน่นก็ยังไม่พร้อมไอ้นี่ก็ยังไม่ได้ ตอนหลังๆก็เริ่มชินและอยู่ตัวมากขึ้น

การสอนคอร์สครูในครั้งนี้ทำให้ฉันได้ทบทวนในสิ่งที่เรียนรู้มาทั้งหมด ในตอนแรกฉันคิดว่าการสอนสองคอร์ส(คือ คอร์สคนทำงานและคอร์สแม่บ้าน)พร้อมๆกันจะทำให้เหนื่อยและไม่ค่อยคุ้มสักเท่าไหร่ ซึ่งก็เหนื่อยจริงๆ แต่ความคุ้มค่าเหนื่อยนั้นกลับได้รับมาอย่างมากมาย มันไม่ได้ตีออกมาในรูปตัวเงิน แต่เพราะการสอนซ้ำทำให้ฉันเข้าใจเป้าหมายของชีวิตตัวเองมากขึ้น การเรียนรู้คนรอบข้างที่มีมากขึ้น ความสุขที่ได้รับเมื่อคนรอบข้างมีความสุข

หรือแม้กระทั่งเพื่อนที่แสนดีอย่างหมาน้อยมินนี่ ตอนนี้เราก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมากขึ้น ฉันอนุโลมให้มันเข้ามานั่งและนอนให้ห้องขณะที่สอนโยคะอยู่ได้ โดยนอนอยู่บนเบาะที่มุมห้องไกลๆ มินนี่จะเชื่อฟังและไม่เดินซี้ซั้วไปไหน จะอยู่บนเบาะเท่านั้น บางครั้งก็สร้างความขบขันให้นักเรียนยามเหลือบไปเห็นหนังตาของมินนี่ค่อยๆตกลงเช่นเดียวกันที่ศรีษะก็ค่อยๆต่ำลงไปด้วย
แต่ที่ฉันต้องทำเพิ่มขึ้นคือการถูพื้นทั้งเช้าและเย็น(ปกติจะถูรอบเดียว)

ตอนแรกฉันคิดว่าการเลี้ยงสุนัขจะทำให้มีภาระมากขึ้น ซึ่งก็จริงนะ แต่มันก็ทำให้ชีวิตฉันมีวินัยมากขึ้นเช่นเดียวกัน

ฉันไม่แน่ใจหรอกนะว่าฉันควรบรรยายความรู้สึกพวกนี้ออกมาเป็นคำพูดอย่างไร แต่ที่รู้ๆ ....ตอนนี้มีความสุขจัง

นอกจากนี้การทานเจก็เกือบครบหนึ่งเดือนแล้ว อีกสองเดือนก็ทานมังสวิรัติตามปกติ ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากอย่างที่เคยคิดไว้ ซึ่งปีนี้คงจะทานไปจนกระทั่งหมดการสอนคอร์สครูโยคะ เพราะสอนจบในช่วงหน้าอาหารเจพอดี รวมแล้ว 4 เดือนพอดี

และหากจะพอมีบุญกุศลใดที่เกิดจากการทานอาหารเจในปีนี้ ...ฉันก็ขอยกให้สุนัขสองตัวในอดีตของฉัน เจ้ากล้วยหอมและโกโก้ อิงลิชค๊อกเกอร์เพศผู้สองตัวก็แล้วกัน

ขอบคุณทุกๆชีวิตที่ทำให้โลกนี้งดงาม
ขอบคุณสิ่งดีงามทั้งหลาย
และขอบคุณตัวเองที่มีโอกาสได้นำตัวเองมาพบกับสิ่งดีๆ

แล้วคุณๆที่รักละคะ ...เป็นอย่างไรกันบ้าง?

ฮารีโอม


 

Create Date : 09 สิงหาคม 2552
Last Update : 9 สิงหาคม 2552 21:59:03 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  

หมวยเกี๊ยะA2

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

สาวน้อย(อิอิ)ธรรมดา ที่มีพี่ๅน้องแสนฉลาด พี่สาวคนโตจบดอกเตอร์ทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร พี่ชายคนโตจบศิลปะแต่ได้ผันตัวเองมาทำงานภาพยนตร์จนเป็นผู้กำกับ พี่ชายคนเล็กก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสื่อสารที่คนเขาแย่งตัวกัน ส่วนน้องสาวคนเล็กก็เป็นหมอฟันประจำตัวให้เราน่ะเอง

ส่วนตัวเองเรียนจบมาทางด้านภาพยนตร์ ที่ล้วนแล้วแต่มายา แต่ดันผ่าอยากศึกษาด้านธรรมะและโยคะ เพราะความล้มเหลวด้านชีวิตครอบครัวเป็นเหตุ

วันดีคืนดีจึงนั่งเครื่องบิน บินไปอินเดียที่เป็นแหล่งกำเนิดโยคะและศึกษาอย่างจริงจัง (เที่ยวอย่างจริงจังด้วย)
ที่ Yoga Vidya Gurukul
ณ เมืองนาสิก ประเทศอินเดีย
เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ.2549

ตอนนี้ก็รับสอนโยคะอย่างจริงจังมาก็เริ่มปีที่สามแล้ว

ในปี 2551 ตอนนี้กลับมาจากอินเดียแล้ว หลังจากได้ใช้เวลา3 เดือน ศึกษามามากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเป็น โยคะบำบัด อายุรเวท เรกิ ธรรมชาติบำบัด :-D

ตอนนี้เริ่มสอนอีกครั้งแล้วค่ะ ถ้าสนใจเรียนเป็นกลุ่มหรือเรียนตัวต่อตัวหรือเป็นวิทยากร
ก็ติดต่อมาได้นะคะ
Tel.+66 (0)85 1420201