นิทานหน้าฝน
กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีต้นหญ้าต้นหนึ่งอาศัยอยู่ริมลำธาร ต้นหญ้าต้นนี้รู้สึกหลงรักสายน้ำมากเป็นที่สุด เพราะเชื่อว่าสายน้ำจากลำธารหล่อเลี้ยงต้นหญ้าให้มีชีวิตอยู่เรื่อยมา ต้นหญ้าพบกับสายน้ำครั้งแรกช่วงต้นฤดูฝน และได้ใกล้ชิดผูกพันกับสายน้ำนั้นตลอดทั้งฤดูฝน

ต่อมาเมื่อถึงฤดูหนาวสายน้ำค่อยๆแห้งเหือดจากลำธาร จนหายไปในที่สุด ต้นหญ้ารู้สึกเสียใจที่สายน้ำละทิ้งตน แต่ก็อดทนและยืนยัดอยู่ ณ ที่แห่งเดิม ถึงแม้ต้นหญ้าจะคิดถึงสายน้ำมาก แต่ต้นหญ้าก็ได้ค้นพบว่าต้นหญ้ายังคงหายใจและมีชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยปราศจากสายน้ำและแม้ว่าฤดูหนาวกำลังจะสิ้นสุดลง แต่สายน้ำก็ยังคงไม่กลับมา ในขณะที่ความเศร้าของต้นหญ้าค่อยๆจางลงไป พร้อมกับเวลาที่ล่วงเลยไป

ในเช้าวันหนึ่งของฤดูร้อน ก็มีต้นกระบองเพชรขึ้นจากพื้นดินมาอยู่เคียงข้างต้นหญ้า ต้นหญ้ารู้สึกว่าต้นกระบองเพชรเป็นเพื่อนใหม่ที่ตนไม่รู้ที่มาที่ไปของเพื่อนคนนี้ จึงรู้สึกเป็นกังวลเกรงว่าต้นกระบองเพชรจะทำอันตรายให้กับตน จึงพยายามซักถามที่มาที่ไปของต้นกระบองเพชร 

ต้นกระบองเพชรได้เล่าว่า “แต่เดิมทีตนอยู่ในที่ซึ่งไกลแสนไกล โดยมีชีวิตอยู่คู่กับทะเลทรายซึ่งต้นกระบองเพชรรักและหวงแหนมากเป็นที่สุด แต่ทว่าตนเป็นเพียงต้นกระบองเพชรที่มีความอัปลักษณ์ มีหนามแหลมทั้งตัว และมีกิ่งก้านที่หงิกงอ ทำให้ทะเลทรายรู้สึกไม่พอใจความอัปลักษณ์นี้ และอยากขับไล่กระบองเพชรให้ไปไกลตน จึงสร้างพายุขึ้นมาพัดพา และหอบเอาต้นกระบองเพชรมายังที่ที่ไกลแสนไกล ซึ่งก็คือ พื้นดินข้างๆต้นหญ้านั่นเอง”

ต้นหญ้าได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกเห็นใจต้นกระบองเพชรเป็นอย่างมาก จึงตกลงเป็นเพื่อนกับต้นกระบองเพชร และเรียนรู้การดำรงอยู่ของต้นกระบองเพชร ซึ่งทำให้ต้นหญ้ามองเห็นสิ่งที่ดีภายในต้นกระบองเพชร นั่นก็คือ ต้นกระบองเพชรมีความอดทนมากกว่าตน และถึงแม้ว่าต้นกระบองเพชรจะมีหนามแหลมทั้งตัว แต่ต้นกระบองเพชรก็ยังเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ข้างๆตนเรื่อยมา

วันเวลาผ่านไปจนเข้าสู้หน้าฝน สายน้ำได้กลับคืนมาอีกครั้ง ในขณะที่ต้นกระบองเพชรก็มีดอกงดงามขึ้นที่ลำต้น ต้นหญ้าได้ตระหนักแล้วว่าตนมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากสายน้ำ ฝูงนกที่บินมากินน้ำในลำธารต่างเห็นดอกไม้ที่สวยงามบนต้นกระบองเพชร ก็พากันร่ำลือ จนทะเลทรายได้ยินความนี้เข้า ทะเลทรายรู้สึกเสียดายต้นกระบองเพชรมาก และอยากได้ต้นกระบองเพชรให้กลับไปอยู่กับตนอีกครั้ง จึงฝากให้นกตัวหนึ่งมาบอกกับต้นกระบองเพชรว่า “ขอให้ต้นกระบองเพชรกลับมาอยู่ที่ทะเลทรายดังเดิมได้หรือไม่ ตนจะไม่สร้างพายุพัดพาต้นกระบองเพชรไปอีก”

เมื่อนกนำความนั้นมาบอกต้นกระบองเพชร ต้นกระบองเพชรเกิดความหวาดกลัวและเข็ดขยาดกับพายุของทะเลทราย ที่เคยพัดพาต้นกระบองเพชรมาไกลแสนไกล อีกทั้งต้นกระบองเพชรเริ่มรู้สึกผูกพันกับต้นหญ้าที่มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับตน แต่ด้วยทรงจำที่ดีที่มีให้กับทะเลทราย จึงฝากนกกลับไปบอกทะเลทรายอย่างถนอมน้ำใจว่า “ทะเลทรายสร้างพายุหอบตนมาไกลถึงเพียงนี้ แล้วตนไม่รู้จะกลับไปหาทะเลทรายด้วยวิธีใด” เจ้านกจึงนำความนี้กลับไปบอกทะเลทราย ทะเลทรายได้ซักถามเจ้านกถึงสภาพความเป็นอยู่ของต้นกระบองเพชร ทำให้รู้ว่ากระบองเพชรมีเพื่อนชื่อว่าต้นหญ้าอยู่เคียงข้าง ทะเลทรายจึงคิดโทษต้นหญ้าว่าเป็นสาเหตุให้ต้นกระบองเพชรไม่กลับมาหาตน

เมื่อคิดได้ดังนั้น ทะเลทรายจึงบอกให้นกตัวเดิมมาบอกกับต้นหญ้าว่า “ต้นกระบองเพชรมีหนามแหลมซึ่งจะทำให้ต้นหญ้ารู้สึกเจ็บปวด แต่หนามแหลมนั้นไม่สามารถทำอันตรายกับทะเลทรายอย่างตนได้” ทะเลทรายมุ่งหวังให้ต้นหญ้าหวาดกลัวความเจ็บปวดและขับไล่ต้นกระบองเพชรให้กลับมาอยู่กับตนดังเดิม

และเมื่อต้นหญ้าและต้นกระบองเพชรได้ยินความนั้นจากนก ต้นหญ้าคิดว่าทะเลทรายหวังดีกับตน จึงได้ซักถามความจริงจากต้นกระบองเพชร ต้นกระบองเพชรไม่ได้ตอบคำถามของต้นหญ้า แต่บอกเพียงว่า “ตนคงอธิบายอะไรไม่ได้ เพราะถ้าบอกว่าตนไม่เป็นอันตรายกับต้นหญ้าก็เหมือนตนแก้ตัว และยังเป็นการใส่ร้ายทะเลทรายว่ากล่าวเท็จ เรื่องนี้แล้วแต่ต้นหญ้าจะตัดสินใจแล้วกัน” ต้นหญ้าจึงต้องคิดหาทางออกแต่เพียงผู้เดียวว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี

เช้าวันรุ่งขึ้น ต้นหญ้าได้ทางออกสองทางเลือก คือ ทางเลือกที่ 1 ต้นหญ้าจะขอร้องให้สายลมและสายน้ำช่วยนำต้นกระบองเพชรกลับคืนสู่ทะเลทราย และทางเลือกที่ 2 ต้นหญ้าจะอยู่กับกระบองเพชรต่อไปโดยวางเฉยต่อคำบอกกล่าวของทะเลทราย

ต้นหญ้าครุ่นคิดอยู่นาน จึงเลือกทางเลือกที่สอง ด้วยเหตุผลที่ว่า หากต้นหญ้าเลือกทางเลือกแรก นอกจากต้นหญ้าจะไม่เชื่อใจต้นกระบองเพชรซึ่งเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่เคียงข้างต้นหญ้าในทุกฤดูกาลแล้ว และหากขับไล่ต้นกระบองเพชรไปหาทะเลทราย แล้วทะเลทรายเกิดใช้พายุพัดพา ทำให้ต้นกระบองเพชรต้องบอบช้ำอีก ตนจะต้องรู้สึกผิดกับการตัดสินใจที่ผิดพลาดในครั้งนี้ แต่หากต้นหญ้าเลือกที่จะอยู่เคียงข้างต้นกระบองเพชรต่อไปแล้ว ถึงแม้ว่าต้นหญ้าอาจต้องเจ็บปวดกับหนามแหลมของกระบองเพชร และรู้สึกเสียใจที่กระบองเพชรทำร้ายตน แต่ความเสียใจหรือความผิดหวังนั้น มันก็จะค่อยๆจางหายไปเหมือนความเสียใจที่ต้นหญ้าเคยรู้สึกต่อการห่างหายไปของสายน้ำ และที่สำคัญเป็นการตัดสินใจที่จะไม่มีวันทำร้ายเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่เคียงข้างต้นหญ้าในทุกฤดูกาลอย่างต้นกระบองเพชร

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ต้นหญ้าจึงให้นกกลับไปบอกกับทะเลทรายว่า ”ตนจะอยู่เคียงข้างต้นกระบองเพชรต่อไป” ทะเลทรายโกรธต้นหญ้ามากที่ไม่ขับไล่กระบองเพชรมาหาตน และอิจฉาต้นหญ้าที่ได้อยู่เคียงข้างต้นกระบองเพชรที่มีดอกสวยงาม จึงปล่อยข่าวในฝูงนกว่า “ต้นหญ้าเป็นปีศาจร้ายที่แย่งชิงต้นกระบองเพชรที่มีดอกงดงามจากตนมา ทำให้ตนต้องอยู่เพียงลำพังอย่างอ้างว้าง” 

ฝูงนกต่างพากันวิพากวิจารณ์ไปต่างๆนาๆ จนความนั้นมาถึงต้นหญ้า เมื่อต้นหญ้าได้ยินความนั้นจึงซักถามฝูงนกจนทำให้รู้ว่าต้นตอของข่าวลือมาจากทะเลทราย ต้นหญ้ารู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดทะเลทรายจึงใส่ร้ายตน ทั้งที่ตนไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับทะเลทราย ทันใดนั้นเองมีเต่าเฒ่าเดินทางผ่านมา ต้นหญ้าจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เต่าเฒ่าฟัง เต่าเฒ่าตอบทันทีว่า “นั่นเพราะทะเลทรายอยากได้ต้นกระบองเพชรกลับคืนไปน่ะสิ จึงอิจฉาเจ้าที่มีกระบองเพชรอยู่เคียงข้าง” ต้นหญ้าตอบเต่าเฒ่าไปว่า “สำหรับตนแล้วไม่ว่าจะมีหรือไม่มีต้นกระบองเพชรในเวลานี้ ลมปากก็ทำให้ตนกลายเป็นปีศาจร้ายไปแล้ว และหากปล่อยให้ต้นกระบองเพชรกลับไปอยู่กับทะเลทรายที่แล้งน้ำใจเช่นนี้ ต้นกระบองเพชรก็จะเป็นผู้ที่น่าสงสารมาก” 

นับจากนั้นเป็นต้นมา ต้นหญ้าก็ยืดหยัดอยู่เคียงข้างต้นกระบองเพชรด้วยความอดทนและหนักแน่นเรื่อนมาจนฤดูผ่านไปหลายร้อนหลายหนาว ทะเลทรายหมดหนทางที่จะทำลายความหนักแน่นของต้นหญ้า จึงถอดใจและไม่มายุ่งเกี่ยวกับต้นหญ้าและต้นกระบองเพชรอีก ทะเลทรายต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวโดยปราศจากต้นกระบองเพชรใดๆอยู่เคียงข้าง มีก็แต่เพียงฝูงนกเท่านั้น ที่แวะเวียนไปหาบ้างเป็นครั้งคราว 

และแล้วกาลเวลาที่ล่วงเลยไปก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ต้นกระบองเพชรยังคงอยู่เคียงข้างต้นหญ้าเรื่อยมาในทุกฤดูกาล และไม่เคยทำร้ายต้นหญ้าด้วยหนามแหลมของตนเลยตราบจนทุกวันนี้



Create Date : 28 กรกฎาคม 2555
Last Update : 29 กรกฎาคม 2555 10:37:38 น.
Counter : 1187 Pageviews.

13 comment
ความหมายของคำว่า "สมรส"

สมรส แปลว่า มีรสนิยมเสมอกัน หรือ แปลตรงๆก็คือ การมีพฤติกรรมทางความคิดและทางกายไปในทางเดียวกัน

รสนิยมที่เสมอกัน มี 4 อย่าง ตามคำโบราณว่าใว้ ใครจะเข้าพิธีสมรสหรือจดทะเบียนสมรสต้องดูและพิจารณาให้ดีว่า 4 ข้อนื้สอดคล้อง เสมอกันไหม โดยเฉพาะพฤติกรรมที่แต่ละคนมีมาแต่เล็กแต่น้อย เพราะทุกคนมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่แตกต่างกัน การจะเปลื่ยนแปลงเพื่อคนอื่น(อย่างถาวร)นั้นยากนัก โปรดพิจารณา

1. มีศรัทธาเสมอกัน หรือความเชื่อเสมอกัน
เช่น การนับถือศาสนา การนับถือสิ่งต่างๆ ที่ต่างกัน สิ่่งที่เราไม่ชอบตั้งอยู่เต็มบ้านจะไหวไหม
สามีนับถือพุทธ ภรรยานับถืออิสลาม
หรือสามีชอบไหว้พระที่บ้านอยากอยู่ด้วยกันตลอด ภรรยาชอบไปเข้าปฎิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์
ถ้ามีศรัทธาไปในทางเดียวกันหรือใกล้กันจะดีกว่าไหม

2. มีศีลเสมอกัน
เช่น สามีชอบกินเหล้า เล่นการพนัน ภรรยาถือศีลกินเจ สวดมนต์
สามีมองเรื่องการมีกิ๊กเป็นเรื่องปกติ ภรรยามองเป็นเรื่องผิดศีล
แต่ถ้าสามีชอบกินเหล้า ภรรยาชอบเล่นไพ่ อย่างนื้น่าจะได้นะ

3. มีจาคะเสมอกัน คือ มีเมตตาเสมอกัน
เช่น สามีใจดี ใจบุญ โอบอ้อมอารี ให้ทานไปทั่ว แต่ภรรยาขี้เหนียว ไม่ชอบให้ทาน เค็มยิ่งกว่าทะเล ทำทุกอย่างต้องมีค่าตอบแทนหมด เห็นอะไรเป็นธุรกิจไปหมด
หรือ ภรรยาชอบให้ทาน บริจาค หรือชอบช่วยเหลือคน ให้เงินเพื่อนยืมอยู่เรื่อย สามีจะเอาดอกเบื้ย ไม่ชอบหน้าเพื่อนของภรรยา เป็นต้น

4. มีปัญญาเสมอกัน หรือ ใกล้เคียงกัน 
คือทั้ง 2 คน มี สติปัญญาหรือความรู้หรือวิสัยทัศน์ที่ใกล้เคียงกันจึงจะดี
ไม่ใช่สามีอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ภรรยาอ่านโลกดารา
สามีดูสารคดี ภรรยาดูละครน้ำเน่า
สามีเป็นผู้อำนวยการ ภรรยาเป็นเสมียน

ทั้ง 4 ข้อ คำโบราณสอนใว้ดีมาก

ข้อควรระวังที่สุดก่อนตัดสินใจ

1. อย่า ตัดสิน ลำเอียง เข้าข้าง ตัวเอง
2. อย่า ตัดสิน เพราะ คำว่า รัก หน้ามืด ตาบอดไปชั่ววูบ
3. อย่า ตัดสิน เพราะ คำว่า เสียตัวแล้ว เลยตามเลย
4. อย่า ตัดสิน เพราะ คนอื่นเห็นด้วย สนับสนุน อย่าถามใคร
5. อย่า ตัดสิน เพราะ เขารวย ถ้ารวยความรู้จะดีกว่าไหม
6. อย่า ตัดสิน เพราะ เขารับปากว่าจะปรับปรุงเปลื่ยนแปลงเพื่อคุณ หรือขอเวลา
7. อย่า ตัดสิน เพียงเพราะว่า เป็นรถไฟขบวนสุดท้าย ยังไงๆก็เกาะไปก่อนละกัน (อย่าลืมว่าถ้ารถไฟหยุดวิ่ง เราก็ไปรถบัสแทนก็ได้ หรือไม่ก็ไม่ต้องไปก็ได้ จะเป็นไรไป)
8. อย่า ตัดสิน เพียงเพราะว่า ต้องการกำลังใจ อบอุ่น เป็นที่พึ่ง (อย่าลืมว่า เขาก็คิดอย่างเราแหละ ต่างคนต่างต้องการจะเอา ไม่มีคนให้ แล้ว จะเอาจากไหนล่ะ)

จริงอยู่ "ความรักไม่ต้องการเวลา" เพราะความรักเป็นเรื่องของอารมณ์จะเกิดขึ้นหรือจะจบลงกับใคร เวลาไหนก็หาเหตุผลไม่ได้ แต่การสมรสกับใครสักคนนั้น จำเป็นต้องใช้เวลา เพราะเวลาจะช่วยให้คุณมองเห็นแก่นแท้ของคนๆนั้น และรู้ได้ว่า เขาหรือเธอคนนั้น มีรสนิยมเสมอกันกับคุณหรือไม่

ขอบคุณข้อมูลจาก :
นาย จิโรจ ขุนเดช





Create Date : 21 มิถุนายน 2555
Last Update : 29 กรกฎาคม 2555 10:38:16 น.
Counter : 724 Pageviews.

5 comment

ยอดข้าวหอม
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]