นั่งคุยกันก่อนครับ









  

            สืบเนื่องจากประสบการ์ณตรงของตัวเอง นับจากได้รับอุบัติเหตุ เมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๔  ทำให้ชีวิตได้แปรเปลี่ยน จากคนปกติกลายมาเป็นคนพิการ ถึงจะผ่านระยะเวลาล่วงเลยมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำว่า มันไม่ง่ายเลยนะ ที่จะก้าวข้ามเส้นปัญหา อุปสรรคนานัปประการ นอกจากจะมีจิตใจที่เข้มแข็งแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุด ต้องมีองค์ความรู้ด้วย แล้วเราจะหาความรู้นั้นได้จากที่ไหน? ผมหมายถึงความรู้เกี่ยวกับสภาพร่างกายของตัวเอง เกี่ยวกับโรคที่ตัวเองประสบอยู่ เพื่อที่จะดูแลตัวเองหรือให้ผู้อื่นช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องถูกวิธี เป็นก้าวย่างไปสู่การฟื้นฟูสมรรถภาพของตนเอง ทั้งกายและใจ เพื่อที่จะกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณค่า


              ผมคิดไว้นานแล้วว่า ผมน่าจะทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมบ้าง โดยเฉพาะบุคคลผู้ต้องประสบชะตากรรมเฉกเช่นเดียวกันกับตัวผม คนต่อๆ ไป ตัวผมเองเป็นนักกฎหมาย ไม่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แม้แต่น้อย แต่จากประสบการ์ณตรงและความรู้ที่ได้จากคุณหมอหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะจากหนังสือ "คู่มือสำหรับผู้ป่วย บาดเจ็บไขสันหลัง" รองศาสตราจาร์ย คุณหมอ อภิชนา โฆวินทะ ผู้เขียน สิ่งที่ผมจะบันทึกไว้ ส่วนใหญ่นำมาจากคู่มือดังกล่าว เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและญาติหรือบุคคลผู้ดูแลผู้ป่ว




           ขอกราบขอบพระคุณ คุณหมอทุกๆ ท่าน ที่ได้บำบัดรักษาแล้วให้ความรู้แก่ผม รวมทั้ง คุณหมอ อภิชนา โฆวินทะ ถึงจะไม่มีโอกาสได้พบปะท่านมาก่อน ความรู้ในหนังสือของท่าน ทำให้ผมมีวันนี้ กราบขอบพระคุณทุกๆ ท่านครับ.




          ป.ล.บันทึกไว้ตั้งแต่ 23 มีนาคม 2551 นำมาปัดฝุ่นใหม่ครับ 








Create Date : 09 มกราคม 2555
Last Update : 9 มกราคม 2555 9:13:45 น.
Counter : 720 Pageviews.

0 comment
บาดเจ็บที่ไขสันหลัง
อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ก่อน นะครับ

http://spinalcordinjury2001.blogspot.com/
http://spinalcordinjury2001.blogspot.com/
http://spinalcordinjury2001.blogspot.com/

เนื่องจาก ยังไม่มีเวลาเข้ามาตบแต่งบล็อคนี้ ขอบคุณครับ





                         กระดูกสันหลังหักกดทับไขสันหลัง                                               


     มีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับบาดเจ็บ ทำให้กระดูกสันหลังหักเคลื่อนกดทับไขสันหลัง บางคนเป็นโรคที่ไขสันหลัง ทำให้มีอาการ ชา อ่อนแรง อาจรุนแรงจนเป็น อัมพาต และกลายเป็นคนพิการทุพพลภาพ แต่ก็มีบางคนอาการดีขึ้น การรักษาและบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพที่เหมาะสม ช่วยให้คนเหล่านี้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ไม่มากก็น้อย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ











                              ทำไมเมื่อไขสันหลังบาดเจ็บจึงมีอาการ ชา อ่อนแรง อัมพาต ?                                              

      ไขสันหลัง ประกอบด้วย ใยประสาท และ เซลล์ประสาท ที่เชื่อมต่อระหว่าง สมอง กับ ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ใยประสาทเปรียบเสมือน สายไฟ หรือ สายโทรศัพท์ ที่ติดต่อจากทางหนึ่งไปยังอีกปลายทางหนึ่ง เมื่อใดที่สายสัญญาณขาดหรือชำรุด การติดต่อจึงไม่เกิดขึ้น สั่งการหรือรับทราบข้อมูลกันไม่ได้
 
   เมื่อไขสันหลังระดับคอ บาดเจ็บรุนแรง จึงไม่สามารถรับส่งข้อมูลจากแขน ขา อวัยวะต่างๆ ไปยัง สมอง ได้ หรือ สั่งการจาก สมอง ไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกายไม่ได้ เราเรียกอาการที่เกิดขึ้นนี้ว่า อัมพาต 


  ถ้าไขสันหลัง บาดเจ็บเล็กน้อย ยังสามารถส่งข้อมูลกันได้บ้าง อาจกระท่อนกระแท่น ไม่ชัดเจน การทำงานของอวัยวะต่างๆ ไม่สมบูรณ์ แขน ขา พอที่จะขยับได้บ้าง เราเรียกอาการที่เกิดขึ้นนี้ว่า อ่อนแรง
 
  การรับรู้ความรู้สึกจากผิวหนังได้บ้าง เราเรียกอาการที่เกิดขึ้นนี้ว่า ชา


       ไขสันหลัง เป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาท ที่มีความสำคัญต่อระบบทำงานของร่างกาย เป็นอย่างยิ่ง ธรรมชาติจึงสร้างให้อยู่ในโพรงกระดูกสันหลัง   ตั้งแต่ กระดูกสันหลังระดับต้นคอ ระดับอก ระดับเอว ระดับกระเบนเหน็บ ไล่ลงมาจนถึง ก้นกบ กระดูกสันหลังจึงเปรียบเสมือนเกราะกำบังให้ไขสันหลัง

     ถ้ากระดูกสันหลังได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง กระดูกสันหลัง แตก หัก เคลื่อน ไขสันหลัง ที่อยู่ภายในโพรงกระดูกสันหลัง จึงได้รับบาดเจ็บและชอกช้ำ บางครั้งกระดูกสันหลังไม่มีการแตกเคลื่อน  แต่หมอนรองกระดูกแตกและกดไขสันหลัง ผู้เคราะห์ร้ายจึงมีอาการ ชา อ่อนแรง หรือ เป็นอัมพาต


                                         อาการอ่อนแรง อัมพาต มีกี่ลักษณะ?                                                              






             1. พาราเพลเจีย Paraplegia ไขสันหลังระดับ อก/เอว ได้รับบาดเจ็บ ขาทั้ง 2 ข้าง หรือ ขาและลำตัว เป็นอัมพาต หรือ อ่อนแรง


           2. ควอดริเพลเจีย Quadriplegia ไขสันหลังระดับ คอ ได้รับบาดเจ็บ แขน ขา ทั้ง 2 ข้าง รวมทั้งลำตัว เป็นอัมพาต หรือ อ่อนแรง  ( เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เตตราเพลเจีย Tetraplegia )

          ผู้ป่วยบางคน มีเพียงพยาธิสภาพเฉพาะที่ส่วนปลายสุดของไขสันหลัง ที่ควบคุมการทำงานของหูรูด กหระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะเพศ ไม่มีอัมพาตหรืออ่อนแรง แต่จะสูญเสียการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ ถ้าเป็นผู้ชายจะมีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ



                             การเยียวยา รักษา ฟื้นฟู ให้หายเป็นปกติ ได้หรือไม่ ?                                                 


          จนปัจจุบัน ยังไม่มีที่ใดในโลก ที่สามารถรักษา ไขสันหลังที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงกลับมาเป็นปกติได้ วิธีการที่ดีที่สุด คือ ผู้ป่วยต้องได้รับการ วินิจฉัย ดูแลรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพให้เร็วที่สุด ถ้าปล่อยให้มีอาการอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาตแล้ว โอกาสฟื้นก็น้อยหรือไม่มีเลย






         


ไขสันหลังที่ได้รับบาดเจ็บนั้น ยังไม่มีทางรักษาให้หายเป็นปกติได้


เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้อง ยอมรับ มี ใจสู้ และ ไม่ย่อท้อต่อชีวิต


ความสำเร็จในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพจะทำให้


ชีวิตใหม่ กล้บมา มี คุณค่า และ คุณภาพ ได้อีกครั้ง





Create Date : 09 มกราคม 2555
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2555 11:51:15 น.
Counter : 1029 Pageviews.

0 comment
การขับถ่ายปัสสาวะ


       

          คนเรามีไตอยู่ 2 ข้างของกระดูกสันหลังระดับอกต่อเอว ไตทำหน้าที่กลั่นกรองเอาของเสียออกจากเลือด ได้เป็นน้ำปัสสาวะที่มีสีเหลืองใส ไหลผ่านหลอดไตเข้าสู่ กระเพาะปัสสาวะ

          กระเพาะปัสสาวะ มีหน้าที่เก็บปัสสาวะ โดยมี หูรูด กั้นไม่ให้ปัสาสาวะไหลเล็ดออกมา เมื่อมีปัสสาวะประมาณ 300-500 มิลลิลิตร เราจะรู้สึกปวดอยากถ่ายปัสสาวะ ถ้าไม่พร้อม หูรูดยังหดรัดกันไม่ให้ปัสสาวะเล็ดราดออกมา ต่อเมื่อพร้อมที่จะถ่าย หูรูดจึงคลายตัวพร้อมๆ กับที่กระเพาะปัสสาวะหดบีบตัว ปัสสาวะจึงถูกขับออกมา

          ในภาวะปกติ เราขับปัสสาวะออกหมดภายในเวลา 30 วินาที แต่ถ้ากลั้นปัสสาวะไว้นาน กระเพาะปัสสาวะจะคราก แรงหดบีบตัวน้อยลง อาจขับปัสสาวะออกไม่หมด แต่ปัสสาวะมักเหลือค้างไม่เกิน 50 มิลลิลิตร






           เหตุใดจึงควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะไม่ได้?

          การทำงานของ กระเพาะปัสสาวะ และ หูรูด ถูกควบคุมด้วยจิตใจ สมอง และ ไขสันหลัง เริ่มจากกระเพาะปัสสาวะขยายตัวเพื่อรองรับและเก็บปัสสาวะ เมื่อมีปัสสาวะมากและพร้อมที่จะขับออก สมองจึงสั่งการผ่านทางไขสันหลังมาที่เซลล์ไขสันหลังส่วนปลายสุด ทำให้หูรูดคลายตัว และกระเพาะปัสสาวะหดตัว ปัสสาวะจึงถูกขับออกมา

          คนปกติสามารถกลั้นไม่ให้ปัสสาวะเล็ด และขับปัสสาวะออกได้ทุกครั้งเมื่อต้องการ ถ้าไขสันหลังได้รับบาดเจ็บจะทำให้กระเพาะปัสสาวะและ หูรูด ทำงานผิดปกติ ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่รู้สึกปวดปัสสาวะ ถ่ายปัสสาวะไม่ออก แต่...ต่อมา ปัสสาวะมักเล็ดราด ไหลซึมออกมาโดยไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวว่าจะถ่่ายแต่กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ บางคนถ่ายปัสสาวะไม่ออกเลย ต้องสวนหรือคาสายสวนปัสสาวะ หรือ กดเบ่ง หลายคนโชคดีสามารถควบคุมและขับปัสสาวะได้ปกติเหมือนเดิม



   
          ลักษณะการทำงานที่ผิดปกติ ของ กระเพาะปัสสาวะและหูรูด

          การควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะที่ผิดปกติเกิดจากการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและหูรูดที่ไม่สมดุลกัน ความผิดปกติแบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ ดังนี้

          ภาพประกอบ : วงกลมใหญ่   หมายถึง กระเพาะปัสสาวะ
                                    วงกลมเล็ก    หมายถึง หูรูด
                                    เส้นหนาทึบ  หมายถึง การบีบรัดหดตัว
                                    เส้นบาง        หมายถึง การคลายตัว


     ลักษณะที่ 1 กระเพาะปัสสาวะและหูรูด หดตัว มากผิดปกติ




อาการ
: ถ่ายปัสสาวะไม่ออก หรือ อาจไหลเล็ดออกได้ทีละน้อย
และมีปัสสาวะเหลือค้างในหกระเพาะปัสสาวะมาก เนื่องจาก...
กระเพาะปัสสาวะและหูรูดหดเกร็งตัวโดยอัตโนมัติพร้อมๆ กัน





ทางเลือก
: มีหลายวิธี ได้แก่

- กินยาคลายการหดตัวของกระเพาะปัสสาวะ เพื่อไม่ให้ปัสสาวะไหลเล็ดราด อีกทั้งลดแรงดันในกระเพาะปัสสาวะ เพื่อป้องกันอันตรายต่อไต ร่วมกับ สวนปัสสาวะออกเป็นเวลา ( CIC ) วันละ 4-6 ครั้ง

- ถ้าไม่สามารถสวนปัสสาวะออกเป็นเวลา  ( CIC ) ได้ คงต้องพิจารณาทำให้หูรูดคลายตัว เพื่อให้ปัสสาวะออกง่ายและเหลือค้างน้อยที่สุด โดยที่กระเพาะปัสสาวะไม่หดตัวแรง ผู้ป่วยชายอาจเลือกการผ่าตัดกรีดขยายหูรูดให้คลายออก และสวมถุงยางต่อลงถึงเก็บปัสสาวะ ส่วนผู้ป่วยหญิงอาจใช้วิธีฉีดยาเข้าที่เส้นประสาทที่ควบคุมหูรูดหรือกล้ามเนื้อ ทำให้หูรูดคลายตัว ปัสสาวะไหลซึมออกได้สะดวกและใช้แผ่นรองซับปัสสาวะ

- บางคนเลือก คาสาย สวนปัสสาวะและต่อลงถึงเก็บปัสสาวะเพราะไม่มีทางเลือกอื่น

          อนึ่ง ปัสสาวะที่เหลือค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุทำให้ปัสสาวะติดเชื้อและกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นเช่นนี้นานเป็นแรมปี ปัสสาวะมักไหลย้อนกลับขึ้นไต ทำให้ ไตอักเสบ และ ไตวาย ในที่สุด



     ลักษณะที่ 2 กระเพาะปัสสาวะ หดตัว และ หูรูด คลายตัว






อาการ
: ปัสสาวะ ไหลเล็ดราดออกเกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่อริยาบทไหน






ทางเลือก : ผู้ชายมักเลือกสวมถุงยางต่อกับถุงเก็บปัสสาวะเพื่อไม่ให้ปัสสาวะราดเลอะ อาจใช้ถุงพลาสติคบางพันห่ออวัยวะเพศหรือใช้กระบอกตวงเพื่อรองรับปัสสาวะที่ไหลซึมออกมา
                   ผู้หญิงมักเลือกคาสายสวนปัสสาวะหรือใช้แผ่นรองซับปัสสาวะ ถ้าเลือกการคาสายสวนปัสสาวะ ควรกินยาคลายกระเพาะปัสสาวะด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะปัสสาวะหดเล็กลง



     ลักษณะที่ 3 กระเพาะปัสสาวะคลายตัว แต่ หูรูด หดตัว





อาอาร : ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ถ่ายปัสสาวะไม่ออกเลย ไม่เล็ดราด






             
ทางเลือก : วิธีที่เหมาะสมที่สุด คือ การสวนปัสสาวะออกเป็นเวลา  ( CIC ) วันละ 4-6 ครั้ง โดยสวนไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะ

     อนึ่ง จำนวนครั้งที่สวนต่อวันขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำที่ดื่ม ควรดื่มน้ำวันละ 2 - 2.5 ลิตร ทั้งนี้เพื่อให้มีปัสสาวะออกไม่น้อยกว่า 1.5 ลิตรต่อวัน (แต่ก็ไม่ควรมากกว่า 2 ลิตร) เพื่อป้องกันการติดเชื้อในปัสสาวะ

     ส่วนการเบ่งหรือการกดให้ปัสสาวะออกมักไม่ได้ผล และยังเป็นผลเสีย ทำให้แรงดันในกระเพาะปัสสาวะสูงเกินไป ถ้ากดเบ่งเป็นประจำนานเป็นแรมปี ปัสสาวะอาจไหลย้อนกลับขึ้นไตได้

     ถ้าไม่สะดวกที่จะสวนปัสสาวะเป็นเวลา หลายๆ ครั้งต่อวัน อาจจำเป็นต้องคาสายสวนปัสสาวะ ดื่มน้ำมากๆ และเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะทุก 1-2 สัปดาห์ หรือเมื่อสายสวนปัสสาวะตันก่อนกำหนดเวลาเปลี่ยน


     ลักษณะที่ 4 กระเพาะปัสสาวะ คลายตัว และ หูรูด คลายตัว





อาการ : ปัสสาวะมักเล็ดราดเมื่อมีปัสสาวะมากเกินไป เมื่อ ไอ จาม
เมื่อออกแรงเบ่งกดที่ท้องน้อย หรือเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ






ทางเลือก : วิธีที่เหมาะสมที่สุด คือ การสวนปัสสาวะออกเป็นเวลา  ( CIC ) วันละ 4-6 ครั้ง ควรสวนก่อนที่ปัสสาวะจะไหลท้นออกมาเพื่อไม่ให้ปัสสาวะเล็ดราด

     ส่วนการเบ่งหรือกดให้ปัสสาวะออก อาจทำได้ แต่ถ้าเบ่งกดแรงๆ อาจทำให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับขึ้นไตได้ และทำให้ท่อปัสสาวะผู้ชายตรงส่วนที่ผ่านกระบังลมส่วนล่างตีบ ปัสสาวะออกลำบากและเหลือค้างได้

     บางคนเลือกใช้วิธีคาสายสวนปัสสาวะ เพื่อให้ปัสสาวะออกและป้องกันการเล็ดราด แต่บางครั้งปัสสาวะอาจเล็ดราดออกมารอบๆ สายสวนปัสสาวะ ทั้งนี้ เป็นเพราะหูรูดคลายตัวและกระบังลมหย่อน ในกรณีเช่นนี้การกินยาคลายกระเพาะปัสสาวะไม่ช่วยลดการไหลเล็ดราดออกมารอบๆ สายสวนปัสสาวะ ส่วนการผ่าตัดใส่หูรูดเทียมเพื่อกันปัสสาวะเล็ดราดนั้น มีข้อจำกัด คือ หูรูดเทียมมีราคาแพง และการผ่าตัดต้องการความชำนาญของแพทย์




                                                       สายสวนปัสสาวะ มี  2  ประเภท                                                                                                                  


1. ประเภทที่ใช้สวนเป็นเวลา ( ไม่คาสาย )
สายสวนประเภทนี้ ได้แก่ สายยางแดงที่ใช้ตามโรงพยาบาลทั่วไป
และสายซิลิโคนที่ใช้เวลาอยู่บ้าน ทั้ง 2 ชนิดนี้ใช้ซ้ำได้หลังจากทำความสะอาดและฆ่าเชื้อแล้ว สำหรับสายยางแดงนั้นมักล้างแล้วต้มหรืออบฆ่าเชื้อ ใช้ได้นานเป็นเดือนจนกว่าสายยางจะนิ่ม หรือหมดสภาพ
     ส่วนสายซิลิโคนซึ่งบรรจุอยู่ในหลอดที่มีจุกปิดและพกพาได้ ควรล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ และเปลี่ยนน้ำยาฆ่าเชื้อ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ อาจนำสายมาต้มนาน 20 นาที เดือนละ 1-2 ครั้ง เราสามารถใช้สายสวนชนิดนี้ซ้ำได้ แต่ควรเปลี่ยนเมื่อสายชำรุดและเปลี่ยนทุก 2 ปี เป็นอย่างน้อย





2.ประเภทที่ใช้สวนแบบคาสายไว้
สายสวนประเภทนี้ ที่นิยมใช้ คือ สายโฟเลย์ ซึ่งปลายข้างหนึ่งมีถุงลมหรือลูกโป่งขนาด 10-15 มิลลิลิตร ผู้ชายควรใช้สายสวนขนาด 12-14 F ส่วนผู้หญิงใช้ขนาด 14-16 F ไม่ควรใช้สายสวนที่มีขนาดสายหรือขนาดถุงลมหรือลูกโป่งใหญ่เกินความจำเป็น ทั้งนี้เพราะสายใหญ่มักรคับท่อปัสสาวะและทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบง่าย ส่วนขนาดลูกโป่งที่ใหญ่มักกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะหดเกร็ง บีบตัวแรง เป็นสาเหตุให้ปัสสาวะไหลออกมารอบๆ สายสวน ถ้ากระเพาะปัสสาวะบีบตัวแรงมาก อาจทำให้สายสวนหลุดออกทั้งๆ ที่ลูกโป่งไม่แตก ทำให้ท่อปัสสาวะได้รับบาดเจ็บ


                                                                                                                                                              




                                        การสวนปัสสาวะด้วยตนเอง ทำอย่างไร?                                                                          


     - การสวนด้วยสายซิลิโคน ชนิดพกพา








เตรียมอุปกรณ์ ได้แก่ สายสวนปัสสาวะ น้ำสะอาด สำลี สารหล่อลื่น สบู่และน้ำยาฆ่าเชื้อ
จัดท่านั่งให้สะดวก โดยนั่งกางขาทั้ง 2 ข้างออกจากกันหรือนั่งขัดสมาธิ ในกรณีที่นั่งสวนบนเตียงต้องเตรียมภาชนะรองรับปัสสาวะ แต่ถ้านั่งสวนบนโถส้วมไม่จำเป็นต้องเตรียมภาชนะรองรับ



     1.ทำความสะอาดมือ และรูเปิดท่อปัสสาวะด้วยสบู่ น้ำสะอาด หรือสำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อ เสร็จแล้วควรล้างมืออีกครั้งก่อนจับสายสวนปัสสาวะ ในกรณีที่เป็นผู้ชาย ควรร่นหนังหุ้มปลายเพื่อเปิดให้เห็นส่วนปลาย แล้วจึงทำความสะอาดบริเวณรูเปิดท่อปัสสาวะ
     2.ใช้มือที่ถนัดดึงสายสวนออกจากหลอด โดยจับที่จุกซึ่งอุดส่วนปลายของสายสวน เมื่อดึงสายสวนออกมาแล้ว แขวนหลอดที่บรรจุสายสวนไว้ที่ๆ ใกล้ตัว
     3.ล้างสายสวนด้วยน้ำสะอาด
     4.ใช้มืออีกข้างหนึ่งเปิดหลอดสารหล่อลื่น แล้วบีบสารหล่อลื่นลงที่ปลายสายสวน ผู้หญิงอาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้สารหล่อลื่น
     5.ผู้ชาย ใช้มือจับอวัยวะเพศให้ตั้งขึ้น ส่วนผู้หญิง ใช้นิ้วชี้กลางเปิดถ่างแคมออก ให้ง่ามนิ้วอยู่ตรงกับหัวเหน่า รูเปิดท่อปัสสาวะมักอยู่ตรงระดับข้อแรกของนิ้วมือ ถ้าไม่เห็นให้อาศัยกระจกเงาที่ตั้งอยู่ระหว่างขา ช่วยสะท้อนให้เห็นรูปิดท่อปัสสาวะ ซึ่งอยู่เหนือต่อช่องคลอด
      6.ค่อยๆ สอดใส่สายสวนปัสสาวะเข้าไปในรูเปิดท่อปัสสาวะที่ละน้อย ไม่สอดใส่สายสวนในขณะที่อวัยวะเพศชายขยายตัว ควรรอให้อวัยวะเพศอ่อนตัวก่อน
     7.ถ้าใส่แล้วติด (มักติดที่หูรูด) อย่าใช้แรงดัน จับอวัยวะเพศชายเอนลง รอสักอึดใจ หายใจเข้าออกลึกๆ 2-3 ครั้ง หูรูดมักคลายตัวออกแล้วจึงค่อยๆ ดันสายสวนเข้าไป
     8.เมื่อปัสสาวะไหลออกมาในสายสวน ปลดจุกที่อุดปลายสายสวนปัสสาวะออก หย่อนส่วนปลายสายสวนลงในภาชนะที่รองรับปัสสาวะ หรือปล่อยให้ปัสสาวะไหลลงโถส้วน
     9.เมื่อปัสสาวะหยุดไหล จึง ค่อยๆ ดึงสายสวนปัสสาวะออกทีละน้อย พร้อมๆ กับใช้มืออีกข้างหกดเบาๆ ที่บริเวณเหนือหัวเหน่า เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้าง เมื่อแน่ใจว่าปัสสาวะออกหมดแล้ว ดึงสายสวนออก
     10.ล้างสายสวนปัสสาวะให้สะอาดก่อนนำกลับไปแช่ในหลอดที่มีน้ำยาฆ่าเชื้อ พร้อมปิดจุก ควรเปลี่ยนน้ำยาฆ่าเชื้อสัปดาห์ละ 2 ครั้ง


     - การสวนปัสสาวะ แบบ คาสาย ไว้




การคาสายสวนปัสสาวะนั้น ต้องใช้เทคนิค ปราศจากเชื้อ ส่วนวิธีการสวนก็เหมือนกับการสวนปัสสาวะชนิดพกพา แต่...สุดท้าย ให้ใส่น้ำเข้าไปในถึงลมหรือลูกโป่ง เพื่อไม่ให้สายสวนหลุดเลื่อนออกมา เวลาคาไว้นานเป็นวันหรือสัปดาห์






                                                                                                                                                                                       

 
  ขั้นตอน การใส่สายสวนแบบคาสายไว้ มีดังนี้


1.เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาด ไซลิงค์ที่บรรจุน้ำสะอาด 10 มิลลิลิตร และสารหล่อลื่น
2.ฉีกถุงสายโฟเลย์ ส่วนบน นำสายถุงเก็บปัสสาวะ ใส่ต่อกันให้เรียบร้อย
3.บีบสารหล่อลื่นใส่ที่ส่วนปลายสายโฟเลย์ แล้วจึงสอดใส่สายสวนเข้าไปในท่อปัสสาวะอย่างช้าๆ
4.เมื่อปัสสาวะเริ่มไหลออกมา ดันสายสวนเข้าไปอีกเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าสายเข้าไปลึกพอ
5.ฉีดน้ำสะอาดที่เตรียมไว้เข้าไปในท่อที่ติดต่อกับถุงลม(ลูกโป่ง)
6.ดึงสายออกจนรู้สึกว่าติด(ลูกโป่ง) แล้วดันสายกลับเข้าไปเล้กน้อยประมาณ 1 Cm
7.ผู้ชายให้ตรงสายสวนไว้ที่ท้องน้อยหรือเหนือขาหนีบ ผู้หญิง ให้ตรึงสายสวนไว้ที่ต้นขา




วิธีป้องกันการติดเชื้อและสายสวนอุดตัน


1.ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2.5 - 3 ลิตร ให้ปัสสาวะใส ไม่เข้มตลอดวันตลอดคืน
2.เทปัสสาวะออกจากถุงเก็บปัสสาวะโดยเทผ่านทางท่อที่ให้ปัสสาวะไหลออก ไม่ปลดถุงออกจากสายสวนปัสสาวะ ไม่ปล่อยให้ถุงเต็มก่อนแล้วจึงเท
3.เปลี่ยนสารสวนปัสสาวะ(พร้อมถุงเก็บปัสสาวะ) ทุก 1 - 2 สัปดาห์
4.ถ้าปัสสาวะขุ่น หรือ สายสวนอุดตันก่อนกำหนดเวลา (สังเกตุ จากท้องน้อยโป่ง ปัสสาวะออกมาทางสายสวนน้อย บางครั้งปัสสาวะไหลซึมออกมารอบๆ สายสวน) ต้องเปลี่ยนสายทันที ไม่รอช้า
5.ถ้ามีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน บ่งชี้ว่า ไตอักเสบติดเชื้อ ต้องรีบเปลี่ยนสายสวนใหม่ทันที และพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง
6.เปลี่ยนทั้งสายสวนและถุงเก็บปัสสาวะพร้อมกัน
7.ก่อนดึงสายสวนออก ใช้ไซลิงค์ดูดเอาน้ำออกจากลูกโป่งก่อน ถ้าไม่สามารถดูดเอาน้ำในลูกโป่งออก หรือดึงสายสวนไม่ออก ต้องไปพบแพทย์ อาจมีตะกอนแข็งจับทำให้ลูกโป่งไม่ยุบตัว
8.เมื่อเอาสายสวนออกแล้ว ควรทิ้งระยะห่างประมาณ 15-30 นาที ก่อนใส่สายสวนใหม่






     ถ้าปัสสาวะไหลซึมเล็ดราดตลอด ไม่ต้องการคาหรือสวนปัสสาวะ จะทำอย่างไร?


     กรณีเช่นนี้ ต้องแน่ใจว่า การปล่อยให้ปัสสาวะไหลซึมออกมาโดยไม่สวนนั้นปลอดภัย กระเพาะปัสสาวะไม่บีบหรือหดตัวแรงเกินไป ปัสสาวะออกมากและเหลือค้างน้อย
     สำหรับผู้ชาย สวมถุงยางที่อวัยวะเพศ แล้วต่อลงถุงเก็บปัสสาวะ
     สำหรับผู้หญิง ต้องใช้แผ่นรองซับปัสสาวะ ควรเปลี่ยนแผ่นรองซับปัสสาวะวันละ 2-3 ครั้ง ไม่ปล่อยให้ผิวหนังเปียกชื้นแฉะ ควรงดใช้บางเวลาเพื่อให้ผิวหนังแห้ง


     ถุงยางรองรับปัสสาวะมีกี่ประเภท ใช้อย่างไรจึงปลอดภัย ?

          ประเภทถุงยางสำหรับผู้ชาย มี 2 ชนิด ได้แก่

     1.ถุงยางชนิดบางและไม่มีสารหล่อลื่น มีราคาถูกและหาซื้อได้จากโรงพยาบาลทั่วไป ผู้ใช้ต้องตัดส่วนปลายและต่อเข้ากับท่อยางก่อนต่อกับถุงเก็บปัสสาวะ ถุงชนิดนี้ขาดและทะลุง่ายจึงมักใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง
    2.ถุงยางที่ปลายเป็นกรวยและมีท่อต่อเข้ากับถุงเก็บปัสสาวะ ล้างแล้วใช้ซ้ำได้

          ส่วนการตรึงถุงยางที่อวัยวะเพศ ต้องใช้เทปกาวหรือพลาสเตอร์พันทับถุงยาง ที่บริเวณโคนอวัยวะเพศชาย บางคนไม่ใช้ถุงยางดังกล่าวเวลาอยู่บ้าน แต่ใช้กระบอกตวงหรือใช้ถุงพลาสติคบางพันห่ออวัยวะเพศเพื่อรองรับปัสสาวะที่ไหลซึมออกมา

          อนึ่ง ต้องรู้จักการพันตรึงถุงยางอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากการตรึงถุงยาง ได้แก่
1.รัดแน่นไป ทำให้เป็นแผลและปัสสาวะไม่ออก
2.ตรึงหลวมไป ถุงยางหลุดและปัสสาวะเล็ดราด
3.ปลายถุงบิดเป็นเกลียว ปัสสาวะขังในถุงยางและปัสสาวะท้นออกมา




                             โรคแทรกซ้อนมีอะไรบ้าง ป้องกันและรักษาอย่างไร?                                            


     1.การติดเชื้อในปัสสาวะและระบบทางเดินปัสสาวะ

สาเหตุ  1.ปัสสาวะเหลือค้างมาก จึงเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค(แทคทีเรีย)
             2.วิธีการสวนและอุปกรณ์ไม่สะอาด
             3.ไม่เปลี่ยนสายสวน เมื่อถึงกำหนด หรือเมื่อสายสวนอุดตัน หรือเมื่อปัสสาวะขุ่น เหม็นมีตะกอน

อาการ 1.ปัสสาวะขุ่น เหม็นมาก บางครั้งมีสีเข้มมากหรือมีเลือดปน
             2.มีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ
             3.ปัสสาวะไหลซึมบ่อยกว่าเดิม หรือตรงกันข้ามคือ เคยออกมากกลับออกทีละน้อย
            4.กล้ามเนื้อขาหรือหน้าท้องเกร็งหรือกระตุกบ่อยกว่าที่เคยเป็น
            5.มีอาการไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน ถ้าไตอักเสบติดเชื้อ

วิธีรักษา 1.ดื่มน้ำมากขึ้น
               2.ให้เปลี่ยนสายสวนปัสสาวะใหม่ทันที
              3.ถ้าสวนปัสสาวะเป็นเวลา น้อยกว่า 4 ครั้ง/วัน ควรเพิ่มให้มากขึ้นและอย่าให้ปัสสาวะเหลือค้าง            
              4.ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน หรือมีอาการไข้ร่วมด้วย ต้องรีบไปพบแพทย์

วิธีป้องกัน  1.รักษาอุปกรณ์ ให้สะอาด ปราศจากเชื้อ
                  2.รักษาความสะอาดส่วนตัว และเสื้อผ้าที่สวมใส่
                  3.สวนปัสสาวะด้วยเทคนิคที่สะอาดและปราศจากเชื้อ
                 4.เปลี่ยนสายสวนตามเวลาที่กำหนด หรือก่อนกำหนดถ้าสายอุดตันหรือปัสสาวะขุ่น
                 5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ ให้ปัสสาวะใสตลอดเวลา

*** ถ้าสวนปัสสาวะเป็นเวลา 4-6 ครั้ง/วัน ต้องดื่มน้ำ 2-2.5 ลิตร/วัน เพื่อให้มีปัสสาวะออกมาวันละประมาณ 1.5 ลิตร จำนวนปัสสาวะต่อการสวนหนึ่งครั้งไม่ควรเกิน 0.5 ลิตร

*** ถ้าคาสายสวนไว้ ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 2.5-3 ลิตร/วัน เพื่อให้ปัสสาวะออกมาไม่น้อยกว่า 2 ลิตร/วัน และปัสสาวะใสเท่าๆ กันตลอดวันตลอดคืน
         




     2.การเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและไต


สาเหตุุ 1.คาสายสวนปัสสาวะทิ้งไว้นาน
            2.ดื่มน้ำน้อย
            3.ปัสสาวะติดเขื้อบ่อย
            4.ปัสสาวะเป็นด่าง
         
อาการ 1.ปัสสาวะมีตะกอนขุ่น มีเลือดปน มีตะกอนจับที่สายสวน

ป้องกัน 1.ดื่มน้ำมากขึ้น
             2.ดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยว ยาที่ทำให้ปัสสาวะเป็นกรด เช่น วิตามินซี ขนาด 2-3 กรัม/วัน อาจลด                 การติดเชื้อและการตกตะกอนได้ ควรหลีกเลี่ยงยาที่ทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง
            3.เปลี่ยนสายสวนตามกำหนด หรือ เมื่อปัสสาวะขุ่นหรือสสายสวนอุดตันก่อนกำหนด
            4.ขยับเขยื้อน เคลื่อนย้ายร่างกายบ่อยๆ


วิธีรักษา ให้รีบไปพบแพทย์






     3.ท่อปัสสาวะอักเสบ และท่อปัสสาวะบาดเจ็บ


สาเหตุ 1.สายสวนปัสสาวะขนาดใหญ่เกินไป
            2.เทคนิควิธีสวนไม่ดี เช่น ดันสายสวนในขณะที่หูรูดไม่คลายตัว
            3.ตรึงสายสวนไม่ถูกที่
            4.ดึงสายสวนชนิดคาสายไว้ออก โดยลืมดูดน้ำออกจากลูกโป่งก่อน

อาการ 1.หนองหรือเลือด ไหลออกจากท่อปัสสาวะ


ป้องกัน 1.เอาสายสวนปัสสาวะออก เมื่อหมดความจำเป็น
              2.ใช้สารหล่อลื่นเวลาสวน และใช้เทคนิคที่ถูกต้อง
             3.ไม่พยายามใส่สายสวนในขณะที่อวัยวะเพศขยายหรือแข็งตัว

วิธีรักษา ให้รีบไปพบแพทย์





                     ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ บ่อยเพียงไร?                                  



     ผู้ป่วยที่กระเพาะปัสสาวะและหูรูดทำงานผิดปกติหรือบกพร่อง เนื่องจากไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ

*ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง
**ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เพื่อดูการทำงานของไต และฉายภาพรังสี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
***ตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและหูรูดปีละครั้ง หรือปีละ2ครั้ง แล้วแต่แพทย์เห็นสมควร








ปัสสาะวะ ไม่ออก เล็ดราด มีวิธิแก้ไข





ปรึกษาแพทย์เป็นประจำ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน





ระวัง !





ไตอักเสบ  ไตวาย  อันตรายถึงชีวิต










Create Date : 09 มกราคม 2555
Last Update : 9 มกราคม 2555 9:10:48 น.
Counter : 8454 Pageviews.

1 comment
การขับถ่ายอุจจาระ









                      หลังจากไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ ทำไมจึงมีอาการท้องอืดและท้องผูก ?                     


     ในระยะแรก กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวและเคลื่อนไหวลดน้อยลง จึงมีอาการท้องอืดและไม่ถ่ายอุจจาระ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้น้ำและสารอาหารทางหลอดเลือดแทนการกิน จนกว่ากระเพาะอาหารและลำไส้จะกลับมาทำงานปกติอีกครั้ง บางคนมีกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้นเพราะตกอยู่ในภาวะเครียด มีอาการปวดท้องหรือมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร

     หลังจาก 1 สัปดาห์ผ่านไป กระเพาะอาหารและลำไส้มักทำงานเป็นปกติ เริ่มผายลม แต่อุจจาระอาจไม่ถูกขับออกมา ส่วนใหญ่ต้องสวนหรือช่วยกระตุ้นให้อุจจาระออก ถ้าหูรูดรูทวารคลายตัวและลำไส้ทำงานน้อย มักต้องเบ่งหรือล้วงช่วย บางครั้งอุจจาระออกมาโดยไม่รู้ตัว เช่น เวลาแบ่งปัสสาวะ อุจจาระก็ออกมาด้วย หลังจากการฝึกขับถ่ายอุจจาระแล้ว ส่วนใหญ่มักถ่ายอุจจาระออกได้เอง











                                                  ฝึกขับถ่ายอุจจาระ ทำอย่างไร?                                                           

 
      เป้าหมายของการฝึก ได้แก่ ถ่ายอุจจาระออกเป็นเวลา ท้องไม่ผูก และอุจจาระไม่ราดเล็ดออกมาในเวลาที่ไม่สมควร การฝึกจะประสบความสำเร็จได้ขึ้นกับปัจจัยต่อไปนี้

   
     * อาหาร  กินอาหารที่มีกากมีใยมาก เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ เป็นต้น ดื่มน้ำให้เพียงพอ ทั้งนี้ เพื่อให้อุจจาระจับเป็นก้อน แต่ไม่แข็ง และถูกขับออกง่าย

       ข้อควรระวัง  ถ้าดื่มน้ำน้อยและกากอาหารถูกทิ้งอยู่ในลำไส้ใหญ่นาน อุจจาระจะแข็งตัวและท้องผูก ควรหลีกเลี่ยงถั่ว ผลไม้ที่มีกลิ่นแรงเพราะทำให้ผายลมมีกลิ่นเหม็น

    * เวลา  อิงเวลาเดิม(ก่อนการป่วย) ที่เคยถ่ายอุจจาระ ฝึกขับถ่ายเป็นเวลาช่วยทำให้ลำไส้ใหญ่กลับมาทำงานโดยอัตโนมัติได้  ควรถ่ายอย่างน้อย วันเว้นวัน หรือ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ให้เวลาที่พอเพียง ไม่รีบ บางคนอาศัยการบีบตัวของลำไส้ใหญ่หลังจากกินอาหาร หรือดื่มน้ำอุ่นๆ กระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวและถ่ายอุจจาระ ควรหัดภายใน 30 นาทีหลังกินอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอาหารมื้อเช้า หรือมื้อเย็น แล้วแต่สะดวก

   * ตัวกระตุ้น  ในระยะแรก มักต้องอาศัยตัวกระตุ้น เช่น
- ยาสวนยูนิสั้น ขนาด 20 มิลลิลิตร 1-2 ลูก หรือน้ำสบู่อุ่นๆ 20-50 มิลลิลิตร
- ใช้นิ้วถ่างรูทวารหนัก เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัว
- เบ่งเมื่อมีอุจจาระใกล้รูทวาร
- การล้วงออกจะง่าย ถ้าอุจจาระแข็งและจับตัวเป็นก้อนเล็กๆ
     หมายเหตุ   ถ้าต้องสวนปัสสาวะเป็นเวลา ( cic ) ควรสวนปัสสาวะก่อนการเบ่งถ่ายอุจจาระ เพื่อไม่ให้แรงเบ่งมีผลเสียต่อกระเพาะปัสสาวะ
- ยาหรือสารอาหารบางอย่างมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เช่น
        + ยาระบายซิโนคอต 2-4 เม็ด หรือยาดัลโคแลค 1 เม็ด
        + ยาเหน็บ ดัลโคแลค หรือ แท่งกรีเซอรีน
        + ยาช่วยให้อุจจาระไม่แข็ง เช่น ยาน้ำขาว อี เอล พี
        + มะละกอสุก ต้มจืดใบตำลึง ช่วยกระตุ้นลำไส้

     ข้อสังเกตุ  1. ยาระบาย อาจทำให้ถ่ายหลายครั้งติดต่อกัน ดังนั้น แต่ละคนต้องลองดูว่า ประมาณแค่ไหนจึงจะเหมาะสมกับตน
                       2. ต้องลองว่า วิธีไหนได้ผลกับตนเอง อาจใช้หลายวิธีเพื่อทำให้ได้ผลเร็วขึ้น เช่น กินยาร่วมกับการล้วงหรือสวน
                      3. ถ้ากล้ามเนื้อหูรูดเป็นอัมพาต ไม่หดรัด ยาสวนมักไหลออกมาและสวนไม่ได้ผล ในกรณีเช่นนี้ การล้วงน่าจะได้ผลดีกว่า
                     4. การกดนวดที่บริเวณท้องน้อยด้านซ้ายล่าง
                     5. หลังการฝึกได้ระยะหนึ่งแล้ว หลายคนสามารถถ่ายอุจจาระได้เอง โดยไม่ต้องใช้ตัวช่วย
                     6. ความเครียดส่งผลให้การเคลื่อนไหวและบีบตัวของลำไส้ลดลง ทำให้ท้องผูก ถ่ายไม่ออก ในทางตรงกันข้าม ใจที่เป็นสุขและสงบทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวบีบตัวได้ดี และขับถ่ายอุจจาระออกง่ายขึ้น







                                   ข้อพึงระวังเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ มีอะไรบ้าง?                                        




1. ท้องผูก (อุจจาระแข็ง,ถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์)


2. ริดสีดวงทวาร


3. รูทรารฉีก เป็นแผล

4. ท้องเสีย





Create Date : 09 มกราคม 2555
Last Update : 9 มกราคม 2555 9:09:09 น.
Counter : 1540 Pageviews.

0 comment
แผลกดทับ Bed Sore


 การดูแลผู้ป่วยและป้องกันการเกิดแผลกดทับ






     แผลกดทับเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เอง ผิวหนังถูกกดทับเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงผิวหนังที่ถูกกดทับได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ผิวหนังมีลักษณะเป็นรอยแดงและมีการแตกทำลายของผิวหนัง ถ้าไม่ได้รับการป้องกันดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก็จะส่งผลให้เกิดแผลกดทับตามมาได้ ซึ่งการเกิดแผลกดทับจะส่งผลให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน จากการรักษาที่ยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อทางด้านจิตใจของผู้ป่วยด้วย








ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลกดทับเกิดได้จาก 2 ปัจจัย คือ






1. ปัจจัยภายใน





  • สภาพอายุที่มากขึ้นชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางลง ผิวหนังเปราะบาง ฉีกขาดได้ง่าย

  • ผู้ป่วยที่บกพร่องในการเคลื่อนย้าย เช่นผู้ป่วยอัมพาต

  • ผู้ป่วยอ้วนเนื้อเยื่อชั้นไขมันมากทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี

  • ผู้ป่วยผอมทำให้เกิดแรงกดของเนื้อเยื่อบริเวณปุ่มกระดูกมากขึ้น

  • การขาดสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีน

  • ภาวะโรคเดิมของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง เป็นต้น








2. ปัจจัยภายนอก





  • แรงกดจะขัดขวางออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ ถ้าผู้ป่วยไม่มีการเคลื่อนไหวจะมีผลให้เนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยงโดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ จะเกิดแรงกดมากขึ้น

  • แรงเลื่อนไหลหรือแรงเฉือน เป็นแรงที่ผู้ป่วยนั่งหรือนอน เลื่อนไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้นเสียไป

  • แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดจากผู้ป่วยสัมผัสกับพื้นผิวด้านนอกเกิดการถลอกของผิวหนัง เช่นการเลื่อนผู้ป่วย โดยการดึงลากทำให้ผิวหนังถลอกเป็นแผล

  • ความเปียกชื้นของเหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระทำให้ผิวหนังเปื่อยได้ง่าย












บริเวณที่อาจเกิดแผลกดทับ











การป้องกันและการดูแลแผลกดทับ






การจัดท่านอน





  • ควรเปลี่ยนท่านอนอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่รับแรงกดนานเกินไป ถ้าเปลี่ยนท่านอนแล้วรอยแดงบริเวณผิวหนังไม่หายภายใน 30 นาทีอาจจะพิจารณาให้เปลี่ยนท่านอนได้บ่อยขึ้น โดยมีการหมุนเวียนเปลี่ยนท่านอน เช่น นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวา สลับกันไป

  • การนอนตะแคง ควรจัดให้นอนตะแคง กึ่งหงาย ใช้หมอนยาวรับตลอดแนวลำตัว รวมทั้งบริเวณข้อเข่า ข้อเท้า ควรทำให้สะโพก ทำมุม 30 องศา และใช้หมอนรองตามปุ่มกระดูก และใบหู

  • การนอนหงาย ควรมีหมอนสอดคั่นระหว่างหัวเข่า ตาตุ่มทั้ง 2 ข้าง ขา 2 ข้าง และรองใต้น่องและขาเพื่อให้เท้าลอยพ้นพื้นไม่กดที่นอน

  • การจัดท่านอนศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา แต่ถ้าจำเป็นศีรษะสูงเพื่อให้อาหาร หลังจากให้อาหาร 30 นาที – 1 ชั่วโมง ควรลดระดับลงเหลือ 30 องศา

  • กรณีที่นั่งรถเข็น ควรให้มีเบาะรองก้น และกระตุ้นให้เปลี่ยนถ่ายน้ำหนักตัว หรือยกก้นลอยพ้นพื้นที่นั่งทุก 30 นาที











การใช้อุปกรณ์ลดแรงกด





  • อุปกรณ์ลดแรงกดอยู่กับที่ เช่น ที่นอนที่ทำจาก เจล โฟม ลม น้ำ หมอน เป็นต้น

  • อุปกรณ์ลดแรงกดสลับไปมา เช่น ที่นอนลม ไฟฟ้า














การดูแลผิวหนัง





  • ผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หลังทำความสะอาดร่างกายควรทาโลชั่น 3-4 ครั้ง / วัน เพื่อป้องกันผิวหนังแตกแห้ง

  • ผู้ป่วยที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรทำความสะอาดทุกครั้ง ที่มีการขับถ่าย และซับให้แห้งอย่างเบามือ

  • ทาวาสลีน หรือ Zinc paste ให้หนาบริเวณผิวหนังรอบๆทวารหนัก แก้มก้นทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันผิวหนังเปียกชื้น

  • ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยการออกกำลังกาย

  • ระวังอุบัติเหตุที่เกิดกับผิวหนัง เช่น การกระแทก ของมีคม เป็นต้น

  • จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อไม่ให้ผิวหนังอับชื้น

  • หลีกเลี่ยงการนวดปุ่มกระดูกโดยเฉพาะที่มีรอยแดง จะทำให้การไหลเวียนลดลง

  • หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนประคบบริเวณผิวหนังที่มีความรู้สึกน้อย หรืออ่อนแรง

  • ดูแลผ้าปูที่นอนให้สะอาดแห้ง และเรียบตึงเสมอ เพื่อลดความเปียกชื้นและลดแรงเสียดทาน

  • จัดเสื้อผ้าให้เรียบ หลีกเลี่ยงการนอนทับตะเข็บเสื้อ และปมผูกต่างๆเพื่อลดแรงกดบริเวณผิวหนัง

  • ไม่นวดหรือใช้ความร้อนประคบหรือใช้สบู่กับผิวหนังที่มีรอยแดง

  • ไม่ใช้ห่วงยางเป่าลมรองบริเวณปุ่มกระดูกเพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงได้ไม่ดีทำให้เกิดแผลได้ และไม่ควรใช้ถุงมือใส่น้ำรองบริเวณปุ่มกระดูก เพราะอาจแพ้ยางได้











การเคลื่อนย้าย





  • การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยควรใช้แรงยกไม่ควรใช้วิธีลาก ไม่ควรเคลื่อนย้ายตามลำพังถ้าผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

  • ขณะเคลื่อนย้ายโดยการใช้รถเข็น ควรสวมรองเท้าหุ้มส้นทุกครั้ง และรัดสายรัดกันเท้าตกเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะเคลื่อนย้าย

  • ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไม่ควรอยู่ในท่านั่งนานเกิน 1 ชั่วโมง











ภาวะโภชนาการ





  • ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยหรือรับประทานอาหารไม่ได้เลยควรพิจารณาใส่สายยางให้อาหาร

  • ควรเพิ่มอาหารประเภทโปรตีนเพื่อส่งเสริมการหายของแผล เช่น นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ

  • วิตามินซี เช่น ส้ม ผัก ผลไม้สด มีผลต่อการหายของแผล ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อ

  • วิตามินเอได้แก่ นม ไข่ ผักคะน้า ผักใบเขียว เป็นต้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

  • สังกะสี เช่น หอยแมลงภู่ เมล็ดทานตะวัน ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน สร้างคอลลาเจน















ระดับแผลกดทับและการดูแลแผล














ระดับ 1 ผิวหนังไม่มีการฉีกขาด แต่เป็นรอยแดงกดบริเวณรอยแดงไม่จางหายภายใน 30 นาที ดูแลโดยมีการป้องกันแรงเสียดทานแรงกดทับโดยใช้อุปกรณ์ที่ช่วยลดแรงกดทับ เช่น หมอน เจลโฟม ที่นอนลม, เปลี่ยนท่าทุก 2 ชั่วโมง ทาโลชั่นหรือครีมในผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้ง ดูแลผิวหนังไม่ให้เปียกชื้น และกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหว























ระดับ 2 ผิวหนังส่วนบนหลุดออก ฉีกขาดเป็นแผลตื้น มีรอยแดงบริเวณเนื้อเยื่อ รอบๆ มีอาการปวด บวม แดง ร้อน มีสิ่งขับหลั่งจากแผลปริมาณเล็กน้อย หรือปานกลาง ดูแลเหมือนระดับที่ 1 เพื่อป้องกันไม่ให้มีแผลเพิ่ม เช็ดรอบๆแผลด้วย Alcohol 70 % และใช้silver sulfa diazine ปิดด้วยผ้าก็อส ใช้วาสลีนทาผิวหนังรอบแผลเพื่อปกป้องผิวหนังไม่ให้เกิดการเปียกแฉะ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยา Povidine เช็ดแผล



















ระดับ 3 มีการทำลายผิวหนังถึงชั้นไขมัน มีรอยแผลลึกเป็นหลุมโพรง มีสิ่งขับหลั่งออกจากแผลมาก อาจมีกลิ่นเหม็น



































ระดับ 4 มีการทำลายถึงเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก แผลเป็นโพรง มีสิ่งขับหลั่งออกจากแผลมาก มีกลิ่นเหม็น


























  ***แผลกดทับระดับที่ 3, 4 ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์


เพื่อพิจารณาเลือกวิธีการ การเลือกใช้วัสดุในการใส่แผลให้ถูกต้อง


เหมาะสมในแผลแต่ละชนิด
















สรุป





การป้องกันแผลกดทับเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ส่งผลกระทบให้เกิดแผล ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับตามมาได้ รวมทั้งเมื่อเกิดแผลกดทับขึ้นการดูแลที่เหมาะสมตามระดับของแผล ป้องกันไม่ให้แผลลุกลามมากขึ้นการลดแรงกดที่เหมาะสมรวมทั้งการดูแลเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็จะทำให้การหายของแผล เป็นไปได้อย่างดี















Create Date : 09 มกราคม 2555
Last Update : 9 มกราคม 2555 9:06:47 น.
Counter : 1754 Pageviews.

3 comment
1  2  3  

...วัยกลางคน...
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



Many times in our lives,we are dropped,crumpled,and ground into the dirt by the decisions we make and the circumstances that come our way. We feel as though we are worthless. But no matter what has happened or what will happen, you will never lose your value.