Behind the scene ของวันชาติออสเตรเลีย(3- จบ)
ปี 2009 ที่ผ่านมา ก็มีข้อโต้เถียงจากคนพื้นเมืองว่าให้เปลี่ยนแปลงวันชาติออสเตรเลีย จาก Australia Day วันที่ตั้งรกร้ากของกลุ่มคนขาว ให้เป็นวัน Invasion Day วันบุกรกหรือวันรุกรานแห่งชาติ บ้างก็ให้เป็นวัน Remembrance Day วันแห่งความทรงจำ ยังไม่พอยังให้ย้ายวันจากวันที่ 26 มกราคม เป็น วันใดวันนึงในเดือนพฤศจิกายน แบบ ramdomly ด้วย โหหหห.... ใครจะไปยอม .... เรื่องใหญ่เลยคร้าบบบบบ ทำไม่ได้หรอก คนออสซี่เค้าไม่ยอมแน่นอน เค้าฉลองของเค้ามาแล้วเป็นร้อยๆ ปี





ฉะนั้น ปัญหาของชนเผ่าพื้นเมืองกับคนขาวจึงมีมาโดยตลอดล่ะ ไม่มีการปะทะ ไม่มีการต่อสู้ให้เสียเลือดเสียเนื้อ ไม่ได้คิดจะทำเพื่อรักษาไว้ซึ่งชนเผ่า เพื่อวัฒนธรรม เพื่ออนาคตอะไรทั้งนั้น ออสซี่บางกลุ่มคิดแบบติดปัญหา หรือโดนงูให้พ้นคอ ไปว่า ตราบใดที่ส่งเงินถึงมือของชนพื้นเมือง พวกเค้าก็จะไม่มีปากเสียงอะไร พวกเค้าจะปิดปากเงียบทำตัวเรียบร้อย เมื่อท้องอิ่ม และจะออกมาโวยวาย มาสะกิดแผลในใจคนออสซี่บ้าง มากน้อย แล้วแต่อารมณ์ และความลำบากที่กลุ่มคนพื้นเมืองมี รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยของออสเตรเลีย ก็จำต้องเตรียมเงินส่วนหนึ่ง เพื่อดูแล ชนเผ่าพื้นเมืองนั้นๆ ให้สงบปากสงบคำ เพื่อความลุหน้าการในบริหารประเทศโดยภาพรวม



ทั้งหมดทั้งปวงที่เล่ามา เราอยากให้บอกเรื่องนี้อย่างเป็นกลาง เพราะพบเจอคนออสซี่ที่น่ารักก็แยะ คนเผ่าพื้นเมืองที่น่าสงสารก็มาก เคยถามกับตนเองนะ หากย้อนเวลากลับไปได้ เราเองจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้หรือไม่ อย่างไร เมื่อคนขาวยุคแรก แทบจะเรียกได้ว่า ถูกปล่อยเกาะ ขาดนโยบายในระยะยาว ขอแค่เอาตัวรอดในดินแดนใหม่ ถ้าเราเป็นผู้นำ เป็นผู้ปกครองของคนขาว เราจะทำอย่างไร จะแก้ปัญหาต่างๆ อย่างไรเล่า ในทางกลับกัน หากเราเป็นหนึ่งในชนเผ่าพื้นเมือง เป็นหญิงสาวที่ถูกขมขื่นบ้าง เป็นแม่ที่ถูกพรากลูกไปบ้าง เป็นผู้ชายในเผ่าที่ปกป้องหญิงสาวในเผ่าตนเองไม่ได้ หรือเป็นลูกครึ่ง ลูกเสี้ยวที่เกิดมาในยุคครอบเกี่ยวของสองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันสุดขั้ว เราๆ ท่านจะเป็นอย่างไร แต่ไม่กล้าถามพ่อ ได้แต่ตั้งคำถามในใจ เพราะไอ้คำภามที่ขึ้นต้นด้วย ถ้า..เนี่ย มันตอบได้กว้างมาก ตอบอะไรไปก็เป็นเหตุสมมุติโดยทั้งสิ้น เหมือนเราเข้าโรงหนัง บางเรื่องก็ปล่อยให้ผู้ชมคิดตอนจบกันเอาเอง คนดูได้กลับไปคิดเองที่บ้าน ก็ไม่เลวทีเดียว (เรื่องนี้เราคุยกับพ่อแล้ว ซื้อหนังสือเกี่ยว Aborigine มีทั้งภาพสี ภาพขาวดำ บรรยายดีเยี่ยม แต่พ่อไม่เก่งภาษาอังกฤษเท่าไหร่นัก ถึงจะไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ก็ก็เหอะ จะให้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนาๆ พ่อเราคงไม่ยอมเสียเวลาหรอก พ่อดูแต่ภาพบรรยายแล้ว นั่งขรึม กอดอกแน่น ฟังเราเล่าบ้าง .... อิอิอิ)



คนขาวหรือออสซี่ในยุคปัจจุบัน เค้าไม่มีความผิดอะไรด้วยเลย กับสิ่งที่เกิดมาในอดีต แต่ยังคงรับผิดชอบผลลัพธ์จากการกระทำของบรรพบุรุษตน (นั่นมันก็แมนมากพอแล้วนะ เราว่า..) วันชาติออสเตรเลีย ก็แค่วันรื่นเริงวันหนึ่งที่ฉลองการก้าวเท้าลงเรือของขบวนคนขาวที่อพยพมายังดินแดนที่พวกเค้าคิดว่า เป็นดินแดนใหม่ ดินแดนแห่งเสรีภาพ ดินแดนแห่งโอกาส ความภูมิใจของคนออสซี่ที่นี่ ไม่ได้อยู่แค่การได้ครอบครองดินแดนแห่งนี้ หากแต่ภูมิใจในการความเจริญ ความอุดมสมบรูณ์ การอยู่กินดีกินดีของผู้คนในชาติ ออสซี่เเรียกตนเองว่าเป็น Multicultural country ประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม พวกเค้าอ้าแขนตอนนี้ทุกเชื้อชาติที่พร้อมที่จtทำมาหากิน นำความเจริญมาสู่ประเทศ เราจึงเห็นผู้อพยพ ผู้ต้องการเปลี่ยนสัญชาติมาเป็น Australian เพื่มจำนวนขึ้นทุกปี



พบเจอคนเวียดนาม คนอินเดีย ใน Melbourne จำนวนมาก คนจากหมู่เกาะ ใกล้เคียงกับออสเตรเลีย เช่น ซามัวร์ ทองก้า หรือ ฟิจิ บ้างก็ย้ายมาจาก New Zealand คนเอเชียเดินเต็มท้องถนนใน Sydney ชาวตะวันตกจาก กรีก ไอซ์แลนด์ สวีเดน หรือประเทศในแถบยุโรป อีกมากมาย เรามาร่วมยินดีกับการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของผู้คนเหล่านี้กันดีกว่า ขอบคุณพระเจ้ากับความสุข ความปลอดภัย ความอุดมสมบรูณ์ ที่ได้รับ เรื่องที่ได้เรียนรู้ และบทเรียนในอดีต เพราะจะได้นำเป็นสิ่งสอนใจ เตือนใจ และไม่ก้าวย่างย่ำรอยความผิดพลาดหรือความยากลำบากจากอดีตที่เคยมีมา สุขสันต์วันชาติออสเตรเลียนะค่ะ




Create Date : 27 กันยายน 2554
Last Update : 27 กันยายน 2554 14:31:53 น.
Counter : 170 Pageviews.

0 comment
Behind the scene ของวันชาติออสเตรเลีย (2)
เมื่อสำรวจได้ว่าออสเตรเลียเป็นดินแดนของทรัพยากรอันมีค่า ก็มีอีกหลายๆ ประเทศอาณานิคมในเครือจักรภพ อยากจะเอานักโทษมาลงเพิ่ม แต่เหมือนว่า Murray เพื่อนของเรา เคยเล่าว่า นักโทษจาก African ถูกปฏิเสธไป ถึงเห็นว่า คนยุคแรกๆของออสเตรเลีย ไม่มีคนผิวสีจาก Africa เลย (เค้ากลัวว่าจะควบคุมไม่ได้อ่ะ) ทรัพยากร ของมีค่าถูกขนขึ้นเรือกลับไปอังกฤษ นักโทษทำงานเยี่ยงทาส ใครเก่งหน่อยก็ให้ค่าตอบแทนบ้าง จะเลิกทาสให้บ้าง โดยค่าตอบแทนคือที่ดินไว้ทำมาหากิน ปลูกผักลี้ยงวัวกันไป เมื่อเป็นคนที่ถูกหมายหัวมาจากที่ต่างๆ ด้วยโทษ หนักเบาต่างกันไป จึงไม่แปลกที่นักโทษเหล่านั้นจะเลือกโอกาสที่จะขุดทอง แสวงหาผลประโยขน์ที่นี่ ดีกว่าเดินทางกลับบ้านเกิด พอขนนักโทษ คนงานคนขาวมามากขึ้น เจ้าของแผนดินเดิม พวกคนเผ่าพื้นเมืองก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จะเอาหอกไม้ ไปสู้กับปืนไฟก็ใช่เรื่อง อีกอย่างธรรมชาติของชนเผ่าพื้นเมือง กว่า 250 เผ่า (ฟังดูเหมือนแยะ... แต่บางเผ่ามีแค่ 12 คนนะ เราแยกย่อยจากภาษา เครื่องแต่งกาย และอะไรอีกหลายๆ อย่าง) ถึงพวกเค้าจะอยู่ที่นี่มานานกว่าพันๆ แค่ทำได้อย่างเดียวคือการล่าสัตว์ เค้าไม่รู้จักการเพาะปลูก เค้าไม่รู้จักการลงหลักปักฐาน พวกเค้าหากินด้วยการอพยพไปในแหล่งที่มีอาหาร (นึกถึงเผ่าตองเหลืองที่เมืองไทยก็คงนึกภาพออก )



การมาเยือนของคนขาว และเรือโดยสารจำนวนมาก ไม่ได้ทำให้เกิดการต่อสู้ หรือปะทะกันมากมายอะไร หากจะเปรียบเทียบกับที่ อเมริกา ที่เกิดระหว่างคนขาว กับ ชนเผ่าอินเดียแดง เพราะคนพื้นเมืองต้องอพยพเมื่อแหล่งอาหารหมด คนขาวที่เป็นผู้ปกครองในสมัยนั้น เลยจัดพื้นที่ให้ชนเผ่าพื้นเมืองอยู่ รั้วรอบขอบชิด เพื่อ 1) จะได้อยู่ในสายตาตลอด 2) พื้นที่โดยรอบอ่นๆ ที่ยังว่าง คนขาวจะได้เข้าจับจอง ถามว่าตอนนั้นคนพื้นเมืองยอมได้อย่างไร



ส่วนหนึ่งเรียมเข้าใจว่า เป็นเพราะ อุปนิสัยและธรรมชาติ ของพวกเค้าด้วย หากยังมี จิงโจ้ให้ล่าเป็นอาหาร ก็น่าจะ โอเคสำหรับพวกเค้าอยู่ แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เพราะหากจำได้ว่า จำนวนผู้หญิงที่ลงเรือมานี่ มันมีปริมาณเท่ากับ 1/10 ของจำนวนคนขาวทั้งหมด ผู้ชายขาวจำนวนมากก็เลยต้องหาที่ปลดปล่อยอารมณ์กับสาว aborigine นั่นเอง โดยปราศจากการแต่งงาน การยอมรับออกหน้าออกตา การเรียนรู้หรือเข้าใจในวัฒนธรรมหรือ ภาษาของอีกฝ่าย ปัญหาอีกเรื่องที่ตามมา ก็คือลูกครึ่งที่ไม่เป็นที่ต้องการ เมื่อจำนานเด็กมีมากขึ้น การยืนคาบเกี่ยวของสองวัฒธรรมที่เด็กเองก็ไม่ได้ยอมรับจากทั้งสองฝ่าย จึงเป็นเรื่องสะเทือนใจมาก



ผู้ปกครอง คนยาวในยุดนั้น ที่ชื่อเซ่อร์อะไรก็จำไม่ได้ (ช่าง แม่งเหอะ) ก็เกิดไอเดียที่จะให้การศึกษากับเด็กลูกครึ่ง ลูกเสี้ยว ด้วยเป้าหมายที่จะให้รู้ภาษาเพื่อจะนำมาเป็นคนรับใช้ คนงานในอนาคต เค้าจัดตั้งโรงเรียน หอพักให้เด็กๆ อยู่ฟรี หากแต่พรากลูกจากอกแม่ ประวัติศาสตร์ ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนเท่าใดนัก (ใครจะเขียนให้ตัวเองเป็นตัวโกงของเรื่องได้ จริงมั๊ยเล่า) เหตุนี้จึงนำ Aborigine ในเผ่าต่างๆ ก้าวเข้าสู่ ยุค a “Lost generation” เพราะการ Stolen Aboriginal Children ทำให้ชนเผ่าหลายๆ ชนเผ่า ขาดผู้สืบทอด ผลลัพธ์ที่เห็นในปัจจุบันก็คือ ชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ถึง 50 ชนเผ่า รวมทั้ง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่ยังคงเหลือรอดมาได้ สรุป คือ ชนเผ่าสูญหายไป ประมาณ 200 เผ่า



ตอนเรามีเหยียบที่ออสเตรเลียในปีแรก คือปี 2008 นายกรัฐมนตรี Kevin Rudd กล่าวคำขอโทษแก่ชนพื้นเมือง ด้วยการกระทำของบรรพบุรุษคนผิวขาวในยุคแรกของการอพยพ คำกล่าวขอโทษของนายกคนนี้ ก็ปนไปด้วยเรื่องการเมือง การหาฐานเสียงและนโยบายการพัฒนาประเทศต่างๆ ด้วยความหวังที่ว่า คนพื้นเมืองจะยอมรับระบบและนโยบายของประเทศ ให้ลูกหลานเข้าเรียนฟรี มีอาชีพรอรับ มีบ้าน มีสวัสดิการให้ ขอแต่ให้เรียนหนังสือ อย่าสร้างปัญหา โดยส่วยตัว เห็นใจออสซี่ที่เป็นลูกครึ่ง ลูกเสี้ยว ลูกเสี้ยน มากกว่า ที่ดำรงชีวิตได้อย่างปกติดั่งเช่นพลเมืองออสซี่ที่ดี แต่แผลในใจเรื่อง lost generation ของบรรพบุรุษมันยงคงอยู่ในยีนส์ของตน และแนแน่อนการกล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการช่วยบรรเลาช่องว่างทางสังคมนี้ได้มาก แต่ก็อย่างว่า มีทั้ง feedback ที่ดี และร้ายจากผู้คนทั้งประเทศ ..... นานาจิตตัง




Create Date : 27 กันยายน 2554
Last Update : 27 กันยายน 2554 14:31:06 น.
Counter : 171 Pageviews.

0 comment
Behind the scene ของวันชาติออสเตรเลีย (1)
ตั้งใจจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับวันชาติออสเตรเลีย (Australia Day) อยู่หลายครั้ง แต่ก็ end up ทำอย่างอื่นซะก่อนซิน่า แต่เพราะปีนี้สัญญากับตนเองว่า อยากให้เป็นปีสุดท้ายที่จะพำนักอยู่ที่ออสเตรเลีย นับได้ก็ปาเข้าไปห้าปีแล้วซิเรา และเหตุเพราะการได้กลิ่นไองานฉลองความเป็น Aussie ของผู้คนที่นี่อย่างค่อยๆซึบซับทีละเล็กละน้อย อย่างค่อยเป็นค่อยไป เคยได้อะไรที่ตกผลึกและอยากแบ่งปัน บางคนเคยบอกว่า หากเราได้อยู่ที่ใดนานเกินสองปี เราจะรู้สึกเหมือนว่าที่นั่นเป็นบ้านของเรา ความคุ้ยเคย และความเคยชินจะทำให้เราเข้าใจการใช้ชีวิตในที่นั่นๆ เพราะอย่างนั้นกระมั้ง เราถึงไม่เคยทำงานที่ไหนนานเกินสองปีเลย กลัวความคุ้นเคยและความรู้สึกกว่ารักที่หนึ่งที่ไหนเหมือนบ้านของตนเอง



เคยรู้สึกรัก Kuching ที่ Sarawak มาก เพราะเป็นที่ที่มีความสุขที่ได้เจอผู้คนที่น่ารัก ที่ได้เรียนรู้อะไรมากมาย แต่ตอนนี้ ทำได้แค่เก็บมันไว้ในความทรงจำ พอได้นึกถึง Kuching เปรียบเทียบกับโอกาสที่ได้ศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย เลยคิดว่าต้องดึงอะไรออกจาก journal ของตนเองมาเขียนใน blog นี้เสียหน่อย ก่อนที่ความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนี้จะเลือนรางไปเหมือนสมัยที่ไปอยู่ที่ Borneo islands



ก่อนมาที่ออสเตรเลีย พ่อเล่าเรื่องออสเตรเลีย การอพยพและตั้งรกรากของผู้คนที่นี่ กลุ่มคนพื้นเมืองชนเผ่าต่างๆ เราก็ได้แต่นั่งอ้าปากเหวอ (พ่อเคยแซวว่าชอบนั่งปากห้อย พอนึกได้ก็ต้องรีบงับริมฝีปากล่างทันที ไม่งั้นพ่อจะเอานิ้วมาเขี่ยให้เราลิ้มรสความเค็ม... ยี้) ได้ฟังพ่อเล่า เหมือนสมัยเด็กฟังพ่อเล่านิทานไป เพราะพ่อเค้าอ่านมาแยะ เค้าถึงเป็นคล้ายๆ กับห้องสมุด ให้กับเราได้ แต่เป็นห้องสมุดที่ออกจะมีอารมณ์ขึ้นลงเอาสักหน่อย เพราะเท่าที่ฟังๆ ดู เค้าออกจะให้ความรุ้สึกในแง่ลบกับคนขาวหรือผู้อพยพมาในยุคแรกๆ มากไปซะหน่อย แน่นอน ไอ้การขัดแย้ง การเอารัดเอาเปรียบ ความอยุติธรรม เป็นสิ่งที่สะเทือนใจมากทีเดียว

หากบรรยาย ตัวตนของพ่อเรา เพื่อให้เห็นภาพว่าพ่อเรียมเป็ยยังไง เค้าก็เป็นภาพยนตร์ที่เค้าชอบนั่นล่ะ พ่อเค้าชอบหนังคาวบอย เค้าดูหนังเก่า classic เป็นอย่างเดียว เค้าเป็นขบถต่อความสมัยใหม่ในทุกๆ เรื่อง เค้าชอบเชียร์มวยรอง ใครเป็นต่อเค้าจะไม่ยุ่ง เค้าเชียร์ชนเผ่า Red Indian ในอเมริกา และก็แน่นอน เค้า เชียร์ Aborigine หรือกลุ่มชน Indigenous people ผู้ที่อาศัยมาก่อนปี 1788 ในออสเตรเลีย ความคิดของเราก็เอนเอียงมาทางพ่ออยู่แยะ ด้วยว่าเรากะพ่อ เป็นคนคอเดียวกัน คล้ายๆ กัน แต่ความคิดเราก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มเรียนรู้อะไรมากขึ้นจากประสบการณ์ตรงที่ได้มาอยู่ที่นี่นานกว่าห้าปี แต่นั้นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่เราจะได้หา some evidence ที่ทั้งขัดแย้งและเห็นด้วยกับความเชื่อของพ่อ ถึงเราได้อยู่ที่นี่นานเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นออสซี่นะ ในทางกลับกัน เรายิ่งรักความเป็นไทยมากขึ้นเราไปอีก โปรดเข้าใจ



วันชาติออสเตรเลีย ก็เหมือนวันNational Day หรือ Independence day เหมือนวันที่ 4 กรกฎาคม ที่อเมริกาฉลองของเค้านั่นหล่ะ เหตุที่ออสเตรเลียต้องเป็นวันที่ 26 มกราคม ของทุกปี เพราะวันเดียวกันนั้นของปี 1788 เป็นวันแรกที่คนขาวลงสมอเรือแล้วเดินขึ้นฝั่ง นำทีมโดย กัปตันอาเธอร์ ฟิลลิป (Captain Arthur Phillip) ด้วยเรือจำนวน 11 ลำ ใช้เวลาเดินทาง กินนอนในท้องทะเล ร่วม 8 เดือน จำนวนคนที่อยู่ในขบวนเรือคือ 1,350 ( คนเรือ ลูก เมีย 443 คน นักโทษอีก 778 คน โดยทั้งหมด มีผู้หญิงอยู่ 192 คน ) ก้าวแรกของความเจริญที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของเกาะยักษ์นี้ นับตั้งแต่นั้นมาก ชื่อเดิมของเกาะคือ the colony of New South Wales in New Holland หรือเรียกสั้นๆ ว่า New Holland แต่ไม่นานก็เปลี่ยนชื่อเป็น Australia ในปี 1817



Create Date : 27 กันยายน 2554
Last Update : 27 กันยายน 2554 14:30:09 น.
Counter : 175 Pageviews.

0 comment
พูดดีเป็นศรีแก่ตัว
มนุษย์เราอ่ะนะจำเป็นต้องมีการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึกให้ผู้อื่นรับรู้ ทักษะที่ใช้ในการสื่อสารที่แสดงตัวตนของเราออกไป ก็คือ การพูดการเขียน ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต และสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จึงจำเป็นต้องอาศัยจรรยามารยาท และคุณธรรมในการพูด การเขียน โดยมีจรรยามารยาทและคุณธรรม จึงเป็นการจรรโลงสังคมได้อีกทางหนึ่ง แต่เราทุกคนก็ควรทราบถึงมารยาทในการสื่อสาร เพราะมันหมายถึง การมีกิริยาวาจาเรียบร้อย สุภาพ เหมาะสมของทั้งผู้รับและผู้ส่งสาร



คุณธรรมในการพูดและการเขียนจึงสำคัญอย่างยิ่ง มันหมายถึง คุณงามความดี อันได้แก่ พูด เขียนถูกต้องตามกาลเทศะ ใช้คำสัตย์จริง อ่อนหวาน มีประโยชน์ และมีเมตตาจิต ผู้พูดจำเป็นต้องคำนึงจรรยา มารยาท และคุณธรรม เพื่อให้การพูดเกิดสัมฤทธิผล ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งส่วนตัวและส่วนรวมอย่างเเท้จริง ดังคำกล่าวที่ว่า "พูดดีเป็นศรีแก่ตัว"



แล้วทุกคนเคยได้ยินคำว่า Netiquette ไหม? มันเป็นคำที่มาจาก “network etiquette” ก็หมายถึง จรรยามารยาทของการอยู่ร่วมกันในสังคมอินเทอร์เน็ต …..นี่ขอพูดโดยรวมเลยนะ ไม่ว่าจะเป็น twitter, facebook, msn, blogger หรือจะอะไรก็แล้วแต่



ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาแลกเปลี่ยน สื่อสาร และทำกิจกรรมรวมกัน ชุมชนใหญ่บ้างเล็กบ้างบนอินเทอร์เน็ตนั้น ก็ไม่ต่างจากสังคมบนโลกแห่งความเป็นจริง ที่จำเป็นต้องมีกฎกติกา (codes of conduct) เพื่อใช้เป็นกลไกสำหรับการกำกับดูแลพฤติกรรมและการปฏิสัมพันธ์ของสมาชิก ( network)



อย่าลืมคำสอนแต่โบราณว่า“สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล” ในโลกอินเทอร์เน็ต (cyberspace) แม้จะไม่เหมือนการสื่อสารแบบ face to face แต่มันก็ไม่ต่างกันเลย เราแสดง identity ความเป็นตัวของตัวเองในโลกอินเทอร์เน็ตเช่นกัน ฉะนั้นจึงควรตระหนักว่า มารยาท ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใดๆ มันเป็นระเบียบแบบแผนการประพฤติที่ดีงามอันแสดงถึงพฤติกรรมที่สุภาพเรียบร้อย ละมุนละไมทั้งทางกาย วาจาโดยมีใจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมให้แสดงออกได้อย่างเหมาะสม



ที่ชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดเนี่ย เพราะเมื่อวานอ่านข่าวและคำวิพากษ์วิจารณ์ของใครต่อใครอย่างสุดแสนจะเหนื่อนล้าระอาใจ ข่าวที่คนดังทั้งไทยและเทศ พูดทีเล่นทีจริงผ่านสื่อต่างๆ ในโลกอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับเรื่องภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น จะไม่ขอเอ่ยชื่อว่าใครกล่าวประโยคใดนะ หากใครอยากทราบก็ไปหา search ในอินเทอร์เน็ตเองแล้วกันนะ

ประโยคก็เช่น



“Wave will hit 8am them crazy white boys gonna try to go surfing,”

"คลื่นยักษ์จะมาตอน 8 โมงเช้า ไอ้พวกเด็กผิวขาวทั้งหลายคงได้ไปลองโต้คลื่นกันแน่"



“Look this is very serious people I had to evacuate all my hoess from LA, Hawaii and Japan. I had to do it. Lol.” " "นี่มันแย่มาก ๆ เลยนะ ผมต้องสั่งอพยพเด็กในสังกัด(นึกคำไทยมาออก ..นังเล็กๆ เหรอ ... อีหนู เหรออ)ทั้งหมดของผม ออกจากทั้งแอลเอ ฮาวาย และญี่ปุ่นแล้ว"



“If you wanna feel better about this earthquake in Japan, google ‘Pearl Harbor death toll’,

”ถ้าคุณอยากจะรู้สึกดีขึ้น กับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ลองกูเกิลคำว่า 'ผู้เสียชีวิตในเพิร์ลฮาร์เบอร์'



"The tsunami happened because Japan had the whaling".

"ที่ญี่ปุ่นโดนสึนามิเพราะไปไล่ล่าปลาวาฬ"



อ่านแล้วท้อใจกับการขาดเขลาของมนุษย์ เพื่อนร่วมโลก ยิ่งการพวกเขียนตอบ feedback ของนักท่องโลกอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย ก็ยิ่งสะเทือนใจ โลกยังวุ่นวายไม่พออีกหรือเนี่น ยังมีคนชอบขุดเอาเรื่องประเด็นทางเชื้อชาติมาพูดเป็นเชิงเหน็บแนมแขวะ สนุกปาก เอาแต่สะใจแบบนี้ อ่านแล้วสลดใจยิ่งนัก แสดงว่าเหตุการณ์ร้ายๆ วินาศกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นที่ประเทศเค้า ไม่ได้ทำให้ประชากรบางคนรู้สึกถึงอะไรเลยว่าคำว่า ...มนุษยธรรม ว่ามันเป็นยังไง





ดิฉันคิดว่ากาลเทศะ คือความเหมาะสม ที่เราควรกระทำกับสถานที่นั้นๆ และเหตุการณ์นั้นๆนะค่ะ ซึ่งมันเป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียวเพราะว่าชื่อเสียงที่เราสะสมมาทั้งชีวิต นามสกุลเราที่พ่อแม่เราสั่งสมความดีงามมา มันถือเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับสังคมเราด ถึงแม้ปัจจุบันสังคมจะเปิดกว้างแค่ไหนก็ตาม สื่อสารกันเร็วผ่านอินเทอร์เนต แต่ก็ยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นวัฒนธรรมแต่เดิมอยู่ดี หากจะมีใครบอกว่า ถ้าไม่ชอบก็อย่าอ่านซิย่ะ เราจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า เรารับสื่อ วิเคราะห์สื่อ การถ่ายทอดสื่อกันอยู่สม่ำเสมอ เพียงแต่ลองคิดถึงคำว่า กาลเทศะไว้ในใจ สื่อทางอินเทอร์เนตก็คงจะออกมาดีกว่านี้ โปรดมองเรื่องราวที่เป็นประเด็นในครั้งนี้ให้เป็นกรณีศึกษา จงอย่าทำให้ตนเป็นเหยื่อในการใช้สื่ออย่างผิดๆในการแสดงอารมณ์ แสดงความคิดเห็นที่กร้าวร้่าวนะคะ มันไม่ดีเลยจริงๆ



Create Date : 27 กันยายน 2554
Last Update : 27 กันยายน 2554 14:27:36 น.
Counter : 696 Pageviews.

0 comment
We just need to accept and understand what makes us 'different'?
I know that this commercial based on true story and it’s touched the heart of many who watch it! but as a teacher, to see this clip is really breaking my heart, not only about the father’s unconditional love for his beloved daughter, but the failure of the teachers and their teachings in that school also. I know that this Ads of Muang Thai Insurance always make people and people cry after they watch it. WHO DON’T anyway!! you have a heart, right ?? So, I won’t talk about the father’s love ‘cos even though you don’t know any Thai at all, I’m sure you still be melted by somehow the story has been presented.

.

What I’m talking is about the bullying in the schools. It crossed my mind in how the behaviours of the teenagers are. But does anyone know that the backgrounds of a student's classmates have a significant impact on that student's chances of success at school, regardless of their individual circumstances??? Why do teachers let the bullying happen to that girl in her classroom or school??

.

Does anyone pay attention to the most disadvantaged students that they could achieve results better than students with more advantaged individual circumstances when placed in schools with the most advantaged student populations?? The level of advantage of classmates had the greatest impact on the performance of students from advantaged family backgrounds. What da heck that teacher of council or teacher who take care that class hasn’t done anything to protect that girl, before the bad thing happened!!!

.

While a student's individual background ALSO had an impact on their results, the extent of this impact varied depending on the overall level of advantage of their school.

.

What’s more!!

.

If you want to change your school and the way people get treated, start by getting the facts.

People make an issue of being different. Bullying, harassment, discrimination and violence are about picking on difference people are. We just need to accept and understand what makes us 'different'?

They may be... the way we talk... the way we walk... the way we took... the way we eat... the things we do... how successful we are... how self-confident we are....our ethnicity... our physical appearance ..our bla bla blahh... being a boy... being a girl... how many earrings we have or things and thing!

.

Bullying and harassment occur when people use and abuse power to trouble, annoy or oppress a person.

.

I’m sure that there are many as 30-40 % of students in Thai schools have experienced bullying and harassment. The real figure may be even higher, because many problems are not reported.

.

We all have a responsibility to keep ourselves and others safe and to treat each other in the same way , with fairness, dignity and respect. We have the right to be treated with fairness and dignity, the right to learn in a safe and supportive school environment or even home and neighbor environments that values diversity; an environment free from bullying, harassment, discrimination and violence.

.

( to be continued, but I’m gonna get back to work first .. speak to you soon )

.
Reference:

http://www.youtube.com/watch?v=tmMRvuV2We4&feature=share

wwstyle
.



Create Date : 27 กันยายน 2554
Last Update : 27 กันยายน 2554 14:25:06 น.
Counter : 156 Pageviews.

2 comment

wwstyle
Location :
Wollongong, NSW  Australia

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีค่า พึ่งคิดสมัคร pantip แล้วสร้าง blog เมื่ออาทิตย์ก่อน เป็นน้องใหม่ๆ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่า
I'm a mess of unfinished thoughts, teacher, musician, facebooker, self-assumed photographer, what-ever person and occasional weird doin' in a baker cutter world