Group Blog
 
All Blogs
 

1 - 2 - Action!!!

สวัสดีครับ ห่างหายกันไปนานทีเดียวกับบทความใหม่ๆ อันเนื่องมาจากธุรกิจส่วนตัวที่รัดตัวทุกขณะ (แต่ไม่รวยกะเค้าซักที) บทความนี้เกี่ยวกับ Action ใน Photoshop ครับ เหมาะสำหรับคนที่ขี้เกียจทำอะไรซ้ำๆ ซากๆ เป็นอย่างดี



Action คืออะไร

Action เปรียบเสมือนชุดคำสั่งอัตโนมัติ ที่เราบันทึกไว้ และสามารถนำกลับมาใช้ได้ ซึ่งจะมีประโยชน์มาก ในกรณีที่เราต้องทำคำสั่งเดิมๆ ซ้ำๆ กับภาพจำนวนมาก Action ช่วยลดเวลาส่วนนี้ให้เราได้

Photoshop ได้บรรจุ Action มาให้เราแล้วส่วนหนึ่ง โดยบรรจุไว้ใน Action Set ชื่อ Default Actions.atn หากหาไม่เจอ ให้คลิกคำสั่ง Windows > Actions เพื่อแสดงกรอบพาเลท Action นะครับ ซึ่งมีส่วนประกอบดังภาพต่อไปนี้ครับ



1. Action Set บรรจุ Action ต่างๆ ตามหมวดหมู่ คล้ายกับ Folder ใน MS Windows นั่นเอง

2. ชื่อ Action

3. ยุบ / ขยายรายการย่อยของ Action นั้นๆ

4. เปิด / ปิด Action นั้น ถ้าคลิก หน้าชื่อ Action ก็ยกเลิก Action และคำสั่งย่อยทั้งหมด ถ้าคลิก หน้าคำสั่งย่อย ก็ยกเลิกเฉพาะคำสั่งย่อยนั้นๆ (ถ้าเครื่องหมาย เป็นสีแดง แสดงว่ามีการยกเลิกคำสั่งบางตัวใน Action ที่เรากำลังจะใช้)

5. เปิด / ปิด dialog box ใช้เมื่อต้องการให้แสดง หรือไม่แสดง dialog box ในกรณีที่คำสั่งที่เราสร้างไว้ มี dialog box เพื่อเปลี่ยนแปลงค่าต่างๆ

6. คำสั่งย่อย ที่บรรจุอยู่ใน Action นั้นๆ

7. หยุดการทำงาน หรือหยุดการบันทึก Action

8. บันทึก Action

9. เล่น หรือใช้ Action

10. สร้าง Action Set

11. สร้าง Action

12. ลบ Action

ในบทความนี้ ผมจะไม่กล่าวถึงการใช้ Action โดยละเอียดนะครับ แต่จะกล่าวเฉพาะในส่วนที่ได้ใช้บ่อยๆ เท่านั้น และจะทำเป็นเวิร์คช็อปละกัน ทำไปด้วย จะได้จำได้ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบทำแบบนี้ คืออ่านไปด้วยทำไปด้วย จะทำให้เกิดความจำและเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น


การสร้าง Action ใหม่ ขึ้นใช้เอง

ก่อนอื่นเราควรจะสร้าง Action Set ก่อน เพื่อเก็บ Action ของเราให้เป็นหมวดหมู่

1. คลิกปุ่ม เพื่อสร้าง Action Set ใหม่

2. ใส่ชื่อ Action Set ใหม่ (ตัวอย่างใช้ชื่อ KD Action) แล้วคลิก OK



3. จะได้ Action Set ใหม่ ปรากฏขึ้นมาอีก ตามภาพ




การสร้าง Action ใหม่

ตอนนี้เราจะสร้าง Action ใหม่ โดยจะทำการ resize ภาพ และใส่กรอบขาว เพื่อใช้ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งขึ้นตอนการบันทึก Action จะบันทึกจากการกระทำของเราเอง เราไม่ต้องเขียนคำสั่งให้ยุ่งยาก มาเริ่มกันเลยครับ

1. เปิดไฟล์ภาพขึ้นมาไว้ก่อนนะครับ

2. คลิกปุ่ม เพื่อสร้าง Action ใหม่

3. ใส่ชื่อ Action ใหม่ ในช่อง Name

และเลือก Action Set ที่เราต้องการเก็บไว้ ในช่อง Set



เสร็จแล้วคลิก Record ได้เลย จะสังเกตเห็นปุ่ม กลายเป็นสีแดง แสดงว่า พร้อมที่จะรับคำสั่งจากเราแล้ว ซึ่ง Photoshop จะเริ่มบันทึก Action ที่เราจะสร้างหลังจากนี้เป็นต้นไปครับ

4. คลิกขวาที่ Title bar แล้วเลือก Image Size…



5. เปลี่ยนค่าตามตัวอย่าง โดยเปลี่ยน Resolution ก่อน แล้วค่อยเปลี่ยน Width (ค่า Height จะเปลี่ยนตามหากเราเลือก Constrain Proportions ไว้)

หากเพื่อนๆ กำหนดค่า Width แล้ว ค่า Height เปลี่ยนอัตโนมัติ แต่ขนาดไม่ได้ตามตัวอย่าง ก็ไม่เป็นไรนะครับ เป็นเพราะภาพมันคนละสัดส่วนกัน ตอนนี้ไม่ต้องสนใจ คลิก OK ไปก่อน



6. คลิกขวาที่ Title bar แล้วเลือก Canvas Size...



7. ใส่ค่าต่างๆ ตามภาพ แล้วคลิก OK ได้เลย



8. หากไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะได้ภาพและกรอบ คล้ายๆ กับภาพนี้ครับ



9. เสร็จแล้วคลิกปุ่ม เพื่อหยุดการบันทึก Action ครับ

แค่นี้ เราก็ได้ Action สำหรับ Photoshop ไว้ใช้งานกันแล้ว ต่อไปเราก็เปิดภาพขึ้นมา แล้วเลือก Action ที่ชื่อ Resize 4 post ที่เราสร้างไว้ แล้วคลิกปุ่ม ได้เลย ไม่ต้องเมื่อยตุ้มมาทำทีละอย่างอีกต่อไป


การแทรกคำสั่งใน Action

ในกรณีที่เราต้องการแทรกคำสั่งใหม่เข้าไปใน Action ที่เราสร้างไว้แล้ว เราก็สามารถทำได้โดยง่าย

1. คลิกเลือกคำสั่งที่เราสร้างไว้แล้ว ตรงตำแหน่งที่ต้องการแทรกคำสั่งใหม่เข้าไป (ในตัวอย่างผมจะแทรกคำสั่ง Sharpen เข้าไป หลังจากคำสั่ง Image Size)



2. คลิกปุ่ม เพื่อบันทึกคำสั่งใหม่เข้าไป

3. เลือกเมนู Filter > Sharpen > Sharpen

4. คลิกปุ่ม เพื่อหยุดการบันทึก จะสังเกตเห็นคำสั่งใหม่ที่เราแทรกเข้าไป




การลบ Action หรือ คำสั่งที่ไม่ต้องการ

ในเมื่อเราไม่ต้องการ Action หรือ คำสั่งนั้นๆ เราก็สามารถลบได้ครับ โดยการลาก Action หรือคำสั่งนั้นๆ ลงมาวางใส่ สัญลักษณ์ Action หรือคำสั่งนั้นๆ ก็จะถูกลบออกไปเลย


การยกเลิกบางคำสั่งชั่วคราว

เราสามารถยกเลิกคำสั่งได้เช่นกัน โดยคำสั่งนั้นจะไม่ถูกลบออกไปจาก Action ของเรา โดยมีข้อสังเกตนิดนึง คือ ถ้าเครื่องหมาย หน้า Action เป็นสีแดง แสดงว่า มีบางคำสั่งใน Action นี้ ถูกยกเลิก (แต่ไม่ใช่ถูกลบออกไป)

โดยเราต้องการยกเลิกคำสั่งใด ก็คลิกเครื่องหมาย หน้าคำสั่งนั้นๆ ออก ภาพตัวอย่าง ผมยกเลิกคำสั่ง Sharpen จะเห็นว่าไม่มีเครื่องหมาย หน้าคำสั่ง Sharpen และเครื่องหมาย หน้า Action “Resize 4 post” ก็จะกลายเป็นสีแดง รวมถึงเครื่องหมาย หน้า Action Set “KD Action” ด้วย




การกำหนดให้ Action แสดง Dialog Box

ในบางกรณีเราต้องการให้ Photoshop แสดง Dialog Box ขึ้นมา เพื่อให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงค่าต่างๆ ในคำสั่งนั้นๆ ได้ โดยคำสั่งที่มี Dialog Box จะมีเครื่องหมาย (ถ้าไม่เห็นให้คลิกช่องสี่เหลี่ยมเปล่าๆ หลังเครื่องหมาย )
เช่นเดียวกันกับการยกเลิกบางคำสั่งชั่วคราว คำสั่งที่มี Dialog Box จะมีสองสีเช่นกัน คือ ดำ และแดง ซึ่งสีดำ หมายถึง แสดงทุก Dialog Box ใน Action และสีแดง หมายถึง มีบางคำสั่งถูกกำหนดให้แสดง ส่วนกรอบสี่เหลี่ยมเปล่าๆ หมายถึง ไม่ให้แสดง Dialog Box ใดๆ เลย ดูภาพประกอบนะครับ



เป็นยังไงกันบ้างครับ กับ Action ที่นำเสนอในบทความนี้ ที่จริงแล้วยังมีลูกเล่นอีกหลายอย่างทีเดียวนะครับ แต่อธิบายในบทความนี้ทั้งหมดคงไม่ได้ ผมจะยกยอดไปในบทความต่อๆ ไปก็แล้วกัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อนๆ ลองทำตามดูนะครับ มีปัญหาประการใด ก็เมล์มาสอบถามได้



บทความนี้คงไม่ใช่บทความที่สมบูรณ์นัก อาจมีข้อบกพร่องที่ผู้เขียนผิดพลาดไป อย่างไรก็ช่วยกันติชม แนะนำ มาได้นะครับ

สวัสดีครับ

WSWZ

wasu_wizard@hotmail.com




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2548 9:42:08 น.
Counter : 274 Pageviews.  

การเตรียมตัวนำภาพไปอัด

การเตรียมตัวนำภาพไปอัด




สวัสดีครับเพื่อนๆ ไม่รู้ว่าภาพจากกล้องของเพื่อนๆ เคยเอาไปอัดที่ร้านหรือยัง? ส่วนผมไปประมาณอาทิตย์ละครั้ง แต่ก็อัดไม่เยอะหรอก
ตอนแรกๆ ผมมีปัญหาอยู่อย่างนึง คือ บางภาพที่เรานำไปอัดบางภาพเนี่ย ถ้าอัดขนาดใหญ่มากๆ มันแตก !!!

ปัญหานี้เกิดจากความละเอียดของภาพเรา ไม่พอ ครับ ปัจจุบันเครื่องอัดดิจิตอลส่วนใหญ่ จะอัดที่ความละเอียดประมาณ 300 PPI (บางเครื่องถึง 400 PPI แล้วด้วย แต่ผมเอา 300 เป็นหลักนะ) ซึ่งเรานำมาคิดคร่าวๆ ได้ดังนี้ครับ
สมมติว่า เราต้องการอัดภาพขนาด 4x6 นิ้ว เราก็เอาความละเอียดของเครื่องอัด (ซึ่งก็คือ 300) มาคูณเข้าไป ทั้งด้านกว้างและยาว จะได้ 4(300) x 6(300) = 1,200 x 1,800 = 2,160,000 นั่นหมายถึง ถ้าเราจะอัดภาพที่ 4x6 นิ้ว จะต้องมีไฟล์ภาพขนาดประมาณ 2 ล้านพิกเซล เป็นอย่างน้อย กล้องที่ไม่สามารถถ่าย 3 : 2 ได้ จะมีขนาด 1,600 x 1,200 มาให้ ก็ใช้แทนกันได้ครับ

แล้วถ้ากรณีอื่นล่ะ อย่างเช่น เรามีภาพขนาดประมาณ 2 ล้านพิกเซล แต่อยากอัดซัก 6x8 นิ้ว จะได้มั๊ย
คำตอบคือได้ครับ แต่ความละเอียดของภาพที่ได้ ไม่ถึง 300 PPI แน่ อย่างไรก็ดี สำหรับมือใหม่อย่างผม ความละเอียดของภาพที่ได้ประมาณ 180 PPI ขึ้นไป ผมก็พอใจแล้วล่ะครับ ส่วนเพื่อนๆ จะเห็นว่าอย่างไร อันนี้ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองล่ะครับ

ลองมาดูตัวอย่าง ภาพขนาดประมาณ 2 ล้านพิกเซล กับ การนำไปอัดขนาด 6x8 ครับ
(1,200 / 6) x (1,600 / 8) = 200 x 200
อืม.... 200 PPI ไม่ถึง 300 แต่ก็ใช้ได้ครับ เท่าที่ลองดู ก็ไม่ขี้เหร่เท่าไหร่

ส่วนภาพขนาดต่างๆ ที่กล้องเพื่อนๆ มี ก็ลองคิดกันเล่นๆ นะครับ หลักการเดียวกัน ถ้าหารแล้วได้ความละเอียดมากกว่า 300 PPI ก็ไม่ต้องลดขนาดภาพลงมานะครับ เอาไปอย่างนั้นแหละ ให้ร้านเค้าจัดการให้ดีกว่า
หลังจากที่เราคำนวณและได้ความละเอียดต่อนิ้วแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งในการนำภาพไปอัดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ สัดส่วนของภาพครับ
กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่ (Compact) ถ่ายภาพที่สัดส่วน 4 : 3 (บางรุ่นจะมี 3: 2 มาให้ด้วย) เพราะฉะนั้นแล้ว ในการนำภาพไปอัด ในกรณีที่อัดภาพขนาด 4x6 นิ้ว ทางแล็บจะทำการ crop ภาพบางส่วนของเราออกไป เพื่อให้ได้อัตราส่วนพอดีกับกระดาษที่จะอัดออกมา
กล้องดิจิตตอลที่มีสัดส่วนภาพ 3 : 2 จะไม่ถูกครอปตามตัวอย่างนะครับ ต้องดูเป็นตัวๆ ไป (ในที่นี้ผมใช้สัดส่วนของกล้องส่วนใหญ่ คือ 4 : 3 นะครับ) เพื่อความเข้าใจมาดูภาพตัวอย่างกันครับ



ภาพที่ 1 เป็นไฟล์ต้นฉบับที่เราจะนำไปอัด (ยังไม่ crop อัตราส่วน 4 : 3)





ภาพที่ 2 ภาพที่อัดขนาด 4x6 จะเห็นว่าส่วนสีแดง คือส่วนที่จะถูกตัดออกไป





ภาพที่ 3 ภาพขนาดอื่นๆ




จะเห็นว่า ถ้าอัดขนาด 6x8 จะไม่ถูก crop เพราะสัดส่วนเท่ากัน คือ 4 : 3 (หรือ 3 : 4) ส่วนขนาดอื่นๆ ก็จะถูกตัดตามภาพครับ ที่ผมพูดถึงนี่ ในกรณีที่เครื่อง crop อัตโนมัตินะครับ ถ้าช่างเค้ามีเวลาก็อาจจะไม่ถูกตัดตามแบบนี้เสมอไป คือช่างเค้าจะเลือก crop ให้นั่นแหละ เพราะฉะนั้น หาร้านประจำไว้ก็ดีนะครับ จะได้คุยกันได้สะดวกหน่อย

เอาล่ะครับ ถึงตรงนี้เพื่อนๆ ก็คงจะทราบแล้วว่า ทำไมภาพที่ได้กับภาพที่เราเห็นตอนถ่าย มันไม่เหมือนกัน ถ้าไม่อยากโดนตัด เราก็ต้อง crop ไปเองนะครับ ในตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการ crop ในกรณีที่ต้องการให้ด้านกว้างหรือด้านสูงของภาพไม่ถูกตัดออกไปเลย

**********************

Crop เองก็ได้ ไม่ต้องง้อช่าง



ต่อไปเราจะมาลอง crop ภาพกันเองนะครับ โดยในตัวอย่าง ผมจะใช้ Photoshop 7 เริ่มกันเลยครับ

1. เปิดไฟล์ภาพขึ้นมาก่อน

2. เลือกเครื่องมือ Marquee ตามภาพนะครับ



3. ที่ช่อง Style เลือก Fixed Aspect Ratio



4. ที่ Width ใส่อัตราส่วนด้านกว้าง และที่ Height ใส่อัตราส่วนด้านสูง แต่ในภาพตัวอย่างผมใส่ขนาดลงไปเลย 4 x 6 นิ้ว ไม่ต้องคิดเป็นเศษส่วนอย่างต่ำให้ปวดหัวนะครับ ถ้าต้องการภาพขนาดอื่น ก็กรอกลงไปเลยได้เช่นกัน โดยถ้าเป็นภาพแนวนอนก็สลับกว้าง – ยาว เอานะครับ




5. ลากเมาส์เพื่อเลือกบนภาพ จะปรากฏเส้น Selection บนภาพ แล้วเลื่อนให้ได้ตำแหน่งที่ต้องการ




6. เลือกเมนู Image > Crop




7. โปรแกรมจะตัดส่วนที่เกินออกไป เราจะได้ภาพที่มีอัตราส่วนตามต้องการ





Tips หากจะเลือกให้ด้านกว้างหรือยาว (ด้านใดด้านหนึ่ง) ไม่ถูกตัดเลย ให้ย่อภาพลงให้เล็กกว่าหน้าต่างงาน (กด Ctrl + เครื่องหมาย -) แล้วลากจากนอกภาพเข้ามา แล้วค่อยเลื่อนจัดอีกทีจะง่ายกว่า

อย่างไรก็ดี จากที่ประสบการณ์อันน้อยนิดของผมทำให้รู้ว่า ถึงแม้เราจะ crop ภาพไปพอดีแล้วก็ตาม บริเวณขอบภาพจะถูกเครื่องตัดออกอีกเล็กน้อย หากภาพเต็มเฟรมก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากเราทำเป็นภาพเล็กๆ (อย่าง 4p หรือ 9p) ควรจะเผื่อขอบไว้อีกเล็กน้อยนะครับ (ขอย้ำว่าเล็กน้อยจริงๆ)


เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับการ crop ภาพไปอัด ง่ายๆ ครับ (ถ้ายากก็คงไม่มีใครทำเองหรอก) บางโปรแกรมอาจจะไม่ได้ใช้คำสั่งแบบนี้ แต่ก็ใช้ หลักการเดียวกัน หวังว่าเพื่อนๆ คงจะได้ความรู้และนำไปประยุกต์ใช้กับการจัดการไฟล์ดิจิตอลของเพื่อนๆ ได้นะครับ

การนำไฟล์ดิจิตอลไปอัดนั้น จะมีด้วยกันหลายรูปแบบ ทั้ง tiff, jpg ฯลฯ แต่ผมแนะนำให้ใช้ไฟล์นามสกุล jpg ครับ เพราะมีขนาดเล็ก และเป็นที่นิยมใช้กัน ส่วนเวลานำไปอัดก็ไม่ต้องทำการบีบอัดนะครับ เพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุด ส่วนรายละเอียดทางด้านเทคนิคผมไม่ขอพูดในที่นี้นะครับ

สุดท้ายนี้ บทความผม คงไม่สมบูรณ์พร้อมไปทุกอย่าง และอาจมีข้อผิดพลาดบ้าง ซึ่งหากมีข้อผิดพลาดประการใดผมก็ขออภัยเพื่อนๆ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย และยินดีรับฟังคำแนะนำจากเพื่อนๆ ชาว BlogGang ทุกท่านครับ


WSWZ

wasu_wizard@hotmail.com


**********************
ปล. นางแบบวันนี้ แฟนใครน้อ...น่ารักจริงๆ (อิอิ) :-)




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2548 14:08:22 น.
Counter : 1372 Pageviews.  

ขนาดและความละเอียดของภาพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว BlogGang ทุกท่าน


อันที่จริงแล้วผมก็เพิ่งเล่นกล้องดิจิตอลมาได้ไม่ถึงปีนักหรอก เนื่องจากงานส่วนตัวมีเยอะเลยไม่มีเวลาศึกษาอย่างจริงๆ จังๆ คิดซะว่าผมเป็นมือใหม่ละกัน (เวลาบอกอะไรผิด จะได้ไม่โดนด่าไง 55) บทความนี้ผมเขียนขึ้นมาจากความเข้าใจของผมเองนะ แต่ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้ศึกษาอะไรมาเลย ผมมีหนังสือสองสามเล่มกับเว็บไซต์อีกไม่กี่แห่งที่เข้าประจำ ดูเหมือนไม่มากมายนัก แต่ผมก็พยายามเรียบเรียงให้เข้าใจง่ายๆ เพื่อเพื่อนๆ จะได้นำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุง แต่อย่าเลียนแบบผมทุกอย่างล่ะ ผมจบคอมฯ ธุรกิจน่ะ ไม่ได้เรียนถ่ายรูปมา อาศัยว่าใจรักและทำเป็นงานอดิเรกมากกว่าที่จะถ่ายรูปเป็นอาชีพ เข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ ก่อนที่มันจะกลายเป็นบทความชีวประวัติของผมซะก่อน



ขนาดของภาพ
ก่อนอื่น เรามาดูกัน ว่ากล้องเราที่เรียกกันว่า 1 ล้าน 2 ล้าน 3 ล้าน ฯลฯ นั่นน่ะ เค้าเอาอะไรมาวัด ความจริงแล้วหลายๆ ท่านคงรู้แล้วล่ะ ถ้าทราบแล้วจะอ่านข้ามส่วนนี้ไปเลยก็ได้ (ที่จริงอยากให้อ่านนะ) เอากล้องผมเป็นพระเอกละกัน เพราะมีตัวเดียวนี่แหละ
ถ้าอยากรู้ว่ากล้องคุณถ่ายภาพได้ขนาดกี่ล้านพิกเซล ไม่ยากครับ ให้ดูที่ขนาดกว้าง x ยาวของภาพที่ใหญ่ที่สุดจากกล้องของเรา คำนวณก็ง่าย ๆ จับมาคูณกันซะเลย
ตัวอย่าง จากกล้อง A70 ถ่ายภาพได้ 4 ขนาด คือ
L 2048 * 1536 = 3145728
M1 1600 * 1200 = 1920000
M2 1024 * 768 = 786432
S 640 * 480 = 307200
จะเห็นว่าตัวเลขหลังการคูณไม่ลงตัวเท่าใดนัก แต่หากเอาเลขเหล่านี้มาแสดงความละเอียดก็คงจะจำยากน่าดู เค้าเลยปัดๆ ให้เลขลงตัวสวยๆ เป็น 3.2 MP, 3 MP, 2 MP ฯลฯ
ถ้าจะดูง่ายกว่านั้น ก็ถามคนขาย หรือดูที่ตัวกล้องก็ได้ เค้าแปะไว้ให้แล้ว 5555

อีกนิดนึงครับ นอกจากภาพขนาดใหญ่จะมีความละเอียดมากกว่าแล้ว เรายังต้องคำนึงถึง อัตราการบีบอัดภาพด้วย ซึ่งในกล้อง Compact ทั่วไป จะเก็บภาพในรูปแบบของไฟล์ Jpg ซึ่งมีการบีบอัดเพื่อลดขนาดของไฟล์ลง


การบีบอัดมาก - เสียความละเอียดมาก - ไฟล์ขนาดเล็ก
การบีบอัดน้อย - เสียความละเอียดน้อย - ไฟล์ขนาดใหญ่



เพราะฉะนั้นการบีบอัดน้อย ย่อมให้ผลที่ดีกว่า หากคุณไม่มีปัญหาเรื่อง Memory ของกล้อง ก็ถ่ายให้เต็มความสามารถของกล้องไว้ก่อนนะครับ



ความละเอียดของภาพ
ความละเอียดของภาพหรือเรียกให้ดูมีภูมิหน่อย ก็คือ Image Resolution หน่วยที่ใช้เรียกคือ พิกเซลต่อนิ้ว (Pixel Per Inch : PPI) จอคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะมีความละเอียดที่ 72 PPI คือความกว้าง 1 นิ้วบนจอคอมพิวเตอร์จะแสดงจุดได้ 72 จุดนั่นเอง ดังนั้นไฟล์ภาพที่เรานำมาไม่ว่าจากกล้องหรือเครื่องสแกนก็ตาม หากคิดว่าจะใช้แสดงผลแค่บนจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น ก็ให้กำหนดความละเอียดเป็น 72 PPI ก็พอ (ซึ่งจอบางตัวแสดงผลได้ 96 PPI ก็ให้ดูเครื่องของเพื่อนๆ เป็นหลักละกัน แต่ในบทความนี้จะพูดถึงจอที่มีความละเอียด 72 PPI เป็นหลัก)
หน่วยที่ใช้วัด ผมจะใช้ Pixel : Inch ก็แล้วกัน เนื่องจากต่อไปจะพูดถึงการนำภาพที่ได้ไปอัดที่แล็บ ซึ่งขนาดภาพเค้าเรียกเป็น นิ้ว จะได้ไม่สับสนภายหลัง

ภาพ 1 แสดงความละเอียดของภาพ โดยผ่านโปรแกรม Photoshop จากกล้อง Canon A70 ความละเอียด 3MP




ภาพที่ 1





1. Pixel Dimensions : เป็นส่วนแสดงความกว้างและสูงภาพ ในตัวอย่างมีหน่วยเป็น pixels
2. Document Size : แสดงขนาดของภาพจริง หากทำการพิมพ์ออกมาทางเครื่องพิมพ์ การเปลี่ยนค่าส่วนนี้จะไม่มีการเพิ่มหรือลดจุดใดภาพ หากเราไม่ได้เลือกตัวเลือก Resample Image ไว้
Width : ความกว้างของภาพ (นิ้ว)
Height : ความสูงของภาพ (นิ้ว)
Resolution : ความละเอียดของภาพ (จุด : นิ้ว) เมื่อแสดงผลบนจอภาพ เอา Pixel Dimensions / Documents Size ดู
3. Constrain Proportions : เมื่อมีการเปลี่ยนขนาดภาพ จะคงสัดส่วนเดิมของภาพไว้
Resample Image : เมื่อต้องการเปลี่ยนจำนวน pixel จริงของภาพให้เลือกตัวเลือกนี้ไว้ โดยปกติควรตั้งเป็น Bicubic เพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

การเปลี่ยนแปลงขนาดของภาพ ไม่ว่าจะเพิ่มหรือลด ภาพที่ได้ย่อมสูญเสียความละเอียดไป ตามทฤษฎีการเพิ่มขนาด 100% หรือลดขนาด 100% จะสูญเสียความละเอียดเท่ากัน เพราะโปรแกรมจะคำนวณจุดสีที่ควรเพิ่ม (หรือลด) เข้ามาแทน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การลดขนาดย่อมให้ผลดีกว่า เนื่องจากตาของคนเราไม่สามารถแยกแยะได้นั่นเอง

เพื่อความเข้าใจ มาลองเปลี่ยนค่ากันดู



ภาพที่ 2
ภาพ A ขนาดและความละเอียดของไฟล์เดิม
ภาพ B ขนาดและความละเอียดของไฟล์ใหม่




ผมทดลองเปลี่ยนขนาดของภาพที่ Pixel Dimensions จาก 2048 Pixel เป็น 1600 Pixel (วงรีสีแดง) จะเห็นว่า Document Size มีขนาดเปลี่ยนไปด้วย ในที่นี้คือมีขนาดลดลง (สี่เหลี่ยมแดง) แต่ Resolution ยังมีขนาด 180 Pixels/Inch เท่าเดิม
ให้สังเกตภาพ B ในสี่เหลี่ยมสีน้ำเงิน ตัวเลข 5.49M (was 9M) หมายถึง ไฟล์ใหม่มีขนาด 5.49M ส่วนตัวเลขในวงเล็บคือขนาดไฟล์เดิม ซึ่งมีขนาดลดลงจากเดิม เนื่องจากเราลดขนาดภาพลง จึงส่งผลต่อขนาดไฟล์ด้วย

อีกซักตัวอย่างครับ เราจะเปลี่ยน Resolution ของภาพดูกัน





ภาพ 3
ภาพ C ขนาดภาพเดิม
ภาพ D ขนาดภาพใหม่




ผมเปลี่ยน Resolution จาก 180 มาเป็น 300 (วงรีแดง) จะเห็นว่า Pixel Dimensions มีขนาดเพิ่มขึ้น แต่ Document Size ยังมีขนาดเท่าเดิม เนื่องจากการเพิ่มขนาด Resolution มีผลให้ภาพมีความละเอียดเพิ่มขึ้น แต่ขนาดภาพจริงๆ ที่จะปรินท์ออกมา ยังเท่าเดิม (สี่เหลี่ยมน้ำเงิน) ทดลองดูได้ครับ ถ้าใช้ Photoshop ก็ดูที่ File > Print with preview… (Ctrl +P) จะเห็นว่าขนาดภาพที่ปรินท์ออกมา จะมีขนาดเท่าเดิม

ลองดูหลายๆ แบบครับ จะสังเกตเห็นได้ว่า หากเราเปลี่ยนตัวใดตัวหนึ่ง ค่าอื่นๆ ก็จะเปลี่ยนไปด้วย

อ่านแล้วไม่เข้าใจ เปิดโปรแกรมตกแต่งภาพตัวโปรดของคุณ แล้วลองแก้ไขเล่นๆ เปรียบเทียบผลลัพธ์ด้วยตัวคุณเอง จะเห็นผลชัดเจนที่สุด

หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องการติชมหรือส่งคำแนะนำมาได้ครับ wasu_wizard@hotmail.com



WSWZ




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2548 14:04:30 น.
Counter : 3248 Pageviews.  


wswz
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add wswz's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.