~หากเคียงชิดใกล้ แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อฉัน .... ห่างเพียงนิดเดียว ให้รักเป็นสายลมผ่านระหว่างเรา~
เรื่องเล่า..เล่าเรื่อง จากเมืองเซี่ยงไฮ้ กับเทนนิสมาสเตอร์คัพ ๒๐๐๘ (ตอนแรก)

และแล้ว....ฝันก็เป็นจริง ทั้งการได้ดูมาสเตอร์คัพและเห็นโนเล่ชูถ้วยแชมป์


ทริปนี้เป็นทริปสนองความอยากส่วนตัว...ไม่ได้กะไปเที่ยวเลยจริงๆ
ที่จริงแล้วนัดกับเพื่อนไว้ว่าจะไปดู ออสเตรเลียนโอเพ่นปี ๒๐๐๙
เพราะว่าเพื่อนไปเรียนอยู่ที่ออสเตรเลียพอดี
แต่ไปๆ มาๆ เพื่อนกลับบอกว่าช่วงเดือนมกราไม่ว่าง ให้ไปเที่ยวช่วงมีนาได้มั้ย??!?!?
จะบ้าเหรอ เทนนิสแกรนสแลมนะเฟ้ย!!! ไม่ใช่กีฬาสี เค้าเลื่อนแข่งให้ที่ไหนกันล่ะ


ก็เลยไม่ง้อเพื่อนแล้ว ไปดูมาสเตอร์คัพที่เซี่ยงไฮ้นี่แหล่ะ
ใกล้กว่าด้วย ถูกกว่าด้วย แถมยังได้ดูคนที่อยากดูครบทุกคนแน่ๆ

อีกอย่างคือ... ปีนี้ยังเป็นปีสุดท้ายที่จะจัดที่เซี่ยงไฮ้ด้วย
ถ้าปีหน้าจะย้ายไปที่ลอนดอน คงไม่มีปัญญาตามไปดูเป็นแน่

ว่าแล้วก็จัดแจงหาตั๋วเทนนิส ก่อนตั๋วเครื่องบิน....ส่วนโรงแรมกับวีซ่า ค่อยว่ากันทีหลัง


ตกลงใจได้ดังนั้นก็สั่งซื้อตั๋วจาก official dealer chinaspringtour ผ่านทางเน็ท
แล้วให้เค้าส่งตั๋วไปที่บ้านเพื่อนอีกคนนึง ที่ทำงานอยู่ในเซี่ยงไฮ้
เป็นตั๋ววันเปิด กับตั๋วซีรี่ส์ชุดเล็ก รวม ๓ วัน ราคารวมค่าส่งก็ประมาณ ๕๐๐๐ บาท
ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้.... คิดดู ว่าได้ดูมืออันดับ ๑-๘ ของโลกเลยนะ



ก่อนไปก็จัดแจงเตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์การเชียร์สุดฤทธิ์
แต่ดันมีข่าวร้ายหลังจบมาสเตอร์ที่ปารีส ว่านาดาลถอนตัว
พี่สาวที่ไปด้วยกันเป็นแฟนราฟา ได้แต่บ่นเสียดาย
แต่ทำไงได้ซื้อตั๋วไปแล้ว เราก็เลยทำการไซโค ให้ไปเชียร์โนเล่กับน้องซิมงแทน




อ้อ...วีซ่าจีนของ่ายมากๆค่ะ แค่กรอกใบคำร้องกับใช้รูปถ่ายรูปเดียวเอง
ไปขอตอนเช้า... อีก ๓ วันถัดมา ตอนบ่ายๆ ก็ไปรับพาสปอร์ตพร้อมวีซ่าได้เลย
(อย่าลืมจ่ายเงินค่าธรรมเนียม ๑๐๐๐ บาทด้วยนะ เดี๋ยวไม่ได้พาสปอร์ตคืน )


เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว... เราก็ไปกันเล้ย
ออกเดินทางวันเสาร์ที่ ๘ พ.ย. ตอน ๑๐ โมงกว่าๆ ไปถึงท่าอากาศยานผู่ตง ที่เซี่ยงไฮ้ประมาณ บ่าย ๔ โมงเย็น


...ก่อนเครื่องจะลง เค้ามีวีดีโอต่อต้านการซื้อของปลอมฉายให้ดูด้วยค่ะ
มีดาราดังอย่างพี่เฉินหลง มาพูดรณรงค์ ไม่ให้ซื้อสินค้าเลียนแบบ
เพราะมันผิดกฎหมายและหากตรวจพบจะถูกจับ.... ทำเอาเรากับพี่คิดหนักเวลาจะซื้อของ
(แหมม... ก็พี่เฉิน อุตส่าห์ห้ามไว้นี่คะ แต่ก็ได้มาหลายอย่างอยู่เหมือนกัน แหะๆๆๆ)


ภารกิจแรกที่มาถึง คือการหาซื้อสแตมป์ก่อน เอาไว้แปะส่งโปสการ์ดหาเพื่อนฝูง ญาติมิตร
แล้วยังไงที่สนามบินก็ต้องมี ที่ทำการไปรษณีย์อยู่แล้ว ซื้อตุนไว้จะได้ส่งจม. ได้ทุกที่ทุกเวลา
(เป็นคนชอบสะสมโปสการ์ดจากที่ต่างๆค่ะ เนี่ยเวลาโนเล่ไปแข่งที่ไหนก็ส่งกลับมาให้ทุกที 55555 )

ค่าส่งจากจีนไปต่างประเทศก็ ๔.๕ หยวน แล้วเรากับพี่ ก็อยากได้แบบหลายๆ ลาย เพราะมันสวยๆทั้งนั้น
ต้องเอาลายราคานู้นผสมกับราคานี้ กว่าจะรวมได้ครบ ๔.๕ หยวนก็ปาเข้าไป ๔-๕ ดวง
คิดๆอยู่ว่า ถ้าติดมันหมดทุกลายบนโปสการ์ด แล้วจะเหลือที่ตรงไหนไว้เขียนข้อความหว่า??

(อันนี้โปสการ์ดทำมือ วาดระหว่างนั่งเครื่องกลับ เอากลับมาส่งเมืองไทย )



จากนั้นก็ลากกระเป๋ากันมาขึ้นรถไฟฟ้าที่เร็วที่สุด Maglev ใช้เวลาเพียง ๘ นาทีก็ถึงตัวเมือง...
ความเร็วสูงสุด ๔๓๑ กม./ชม. เร็วอย่างกับรถไฟเหาะเลยทีเดียว
แถมช่วงทิ้งโค้งนี่ รางรถไฟก็ต้องเอียงจากพื้นระนาบ นั่งแล้วสนุกดี
ด้วยอัตราค่าโดยสารเข้าเมือง ๔๐ หยวน สำหรับผู้ที่มีตั๋วเครื่องบินไปแสดง

ถ้านั่งรถบัสเข้าเมืองนี่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยค่ะ





ความรู้ภาษาจีนของเราสองคนนี่ มีแค่นับเลข ๑ ถึง ๑๐ กับคำอีกสามคำ
หนีห่าว.. เชี่ยเชี่ย... หว่ออ้ายหนี่ (คำสุดท้ายนี่เอาไว้บอกใครดีน้อ )
ไม่คิดว่าจะมาเที่ยวกันเองในเมืองจีน เพราะใครๆ เค้าก็มากับทัวร์กันทั้งนั้น
พกมาก็แต่หนังสือนำเที่ยวเซี่ยงไฮ้ด้วยตัวเอง ของสนพ.วงกลม เล่มนี้ แล้วก็ลุยกันเลย
(ไม่ได้ค่าโฆษณานะ แต่ของเค้าดีจริงๆ ^___^)



จากสถานี Maglev ในเมืองก็ต้องต่อ Metro อีกสายนึงถึงจะถึงโรงแรมที่พัก
Sofitel Hyland Hotel, Nanjing East พอโผล่ขึ้นมาจาก Metro ก็งงๆ ไม่รู้จะเดินไปทางไหน
ต้องหาคนพอพูดอังกฤษได้ถามเอา (ซึ่งหายากมาากกกกกก)


ช่วงค่ำพอมีเวลาว่าง หลังอาหารเย็นก็พากันไปเดินเลียบ แม่น้ำหวงผู่ (Huangpu) หรือย่านที่เค้าเรียกว่า
The Bund เป็นย่านรุ่งเรืองสมัยล่าอาณานิคม มีตึกสไตล์ยุโรปโบราณประดับไฟสวยงาม




และเมื่อมองข้ามฝั่งแม่น้ำไป ก็จะเห็นหอทีวีไข่มุก(Oriental Pearl TV Tower) ที่เป็นสัญญลักษณ์แห่งนึงของเซี่ยงไฮ้
มองไปทางฝั่งนู้นจะเห็นตึกสูงมากมาย เหมือนกับเห็นความแตกต่างระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ
เมื่อเทียบกันแล้ว ก็คงคล้ายๆ กับมองจากฝั่งคลองสาน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาเห็นสีลม สาทรบ้านเราแหล่ะเนอะ



จากนั้นก็ลอดอุโมงค์ The Bund Sightseeing tunnel เป็นอุโมงยาวลอดใต้แม่น้ำหวงผู่
มายังฝั่งตะวันออก ที่เป็นที่ตั้งของตึกสูงระฟ้าต่างๆ ในอุโมงค์ที่ลอด เค้าก็ทำเป็นแสงสีเสียงตระการตา
เป็นตัวแทนของทั้งโลกใต้พื้นดิน โลกใต้น้ำ และโลกอนาคต.... เข้าใจหาเรื่องเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวดีแท้

ได้ถ่ายรูปใต้หอทีวี แต่ไม่ได้ขึ้นไปข้างบน เพราะมันจวนจะปิดแล้ว
(เอ่ออ... ที่จริงกลัวตังค์ไม่พอวันที่เหลือ เพราะหมดไปกับค่าตั๋วเทนนิส )




ตอนกลางคืนที่นี่ลมแรงเชียว แถมยิ่งเป็นริมแม่น้ำอีก รู้สึกว่าหนาวกว่าที่คาดการณ์ไว้
แล้วเสื้อหนาวที่เอามามันจะพอมั้ยหว่า ยิ่งต้องตะลอนๆ ถึงดึกดื่นเที่ยงคืนทุกวันอยู่



คืนแรกตอนเดินกลับโรงแรม มีแม่ค้ามาขายล้อเสก็ต เอาไว้ติดรองเท้า
โดยสามารถเอาล้อนี่ ติดไว้ที่ส้นรองเท้าผ้าใบเราธรรมดาๆ นี่แหล่ะ มันก็จะกลายเป็นรองเท้าเสก็ตทันที
ไถลเอาโลด...ไม่ต้องเดิน ไอเดียบรรเจิดมากๆ ว่าจะซื้อมาเล่นซักสองคู่
แต่ต่อราคาไม่ได้ แถมโดนแม่ค้าตุกติกอีก ก็เลยไม่ซื้อมันละ ขี้เกียจคุย

....พูดถึงการต่อราคากับคนจีนนี่สุดๆ เลย ไม่รู้จะบอกราคากันทำไมแพงๆ
ยังไงก็ต้องต่ออยู่ดี คิดดูว่าต่อจาก ๒๐๐ เหลือ ๒๐ เนี่ย มันเสียเวลานะ...
เลยทำให้ไม่ค่อยอยากซื้อของเท่าไหร่ เหนื่อยใจเวลาต่อรอง


๙ พ.ย. ๕๑

เช้านี้ต้องเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมเดิม ไปอยู่อีกโรงแรมนึงที่ใกล้สนามแข่งมากกว่า
เวลากลับบ้านดึกๆดื่นๆ จะได้ใกล้หน่อย
พร้อมกับนัดเพื่อนเอาไว้ตอนเที่ยง ต้องไปเอาตั๋วมาสเตอร์คัพด้วย

โรงแรมที่จะไป รู้แต่ว่าอยู่ใกล้กับ Shanghai South Railway Station พอเดินออกจากสถานีมา
ก็หลงทิศอีกเช่นเดิม ไม่รู้จะเดินต่อทางไหน แถมคราวนี้หาคนพูดภาษาอังกฤษด้วยไม่ได้เลย
เพราะออกมาแถวชานเมืองแล้ว ส่งภาษาใบ้กันล้วนๆ....

ยังดีที่เซฟชื่อโรงแรมที่เป็นตัวหนังสือจีนเก็บไว้ เลยเอามาโชว์ให้เค้าดู
เค้าก็ชี้ๆ ทางไปให้ แล้วเราก็ใช้วิธีเทียบชื่อโรงแรมที่เป็นตัวภาษาจีน กับยอดตึกแถวๆนั้นเอา



แล้วก็บิงโก... เจอในที่สุดค่ะ อยู่นี่เอง Shanghai Airline Travel Hotel



เช็คอินเสร็จก็เรียกแท๊กซี่ไปหาเพื่อน... อาศัยเบลล์บอยที่โรงแรมคุยให้
เพื่อนให้บอกแท๊กซี่ว่าไป "ซ่าง ไห่ ซือ ฟั่น ต้า เฉว" คือมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้
เราก็กลัวว่าถ้าออกเสียงเอง เดี๋ยวแท๊กซี่จะพาไปโรงเรียนอนุบาลแทน
เพราะท่าทางอิป้าสองคนนี้ น่าจะไปรับลูก มากกว่าไปหาเพื่อนที่มหาลัย


ในที่สุดแท๊กซี่ก็พาเรามาถึงมหาลัยโดยสวัสดิภาพ.... ให้เพื่อนพาไปกินเสี่ยวหลงเปา
ของกินที่ในหนังสือบอกว่า มาถึงเซี่ยงไฮ้แล้วต้องกิน หน้าตาคล้ายๆเกี๊ยวซ่า แต่ข้างในตัวเกี๊ยวมีน้ำซุปอยู่ด้วย
พอกัดเข้าไป น้ำซุปหวานๆ หอมๆ ก็เยิ้มออกมา.....

แล้วก็ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ แสนอร่อยและชามโตมากกก
ที่ร้านเค้าให้เราเลือกเอง ว่าจะใส่อะไรบ้าง ก็หยิบๆๆ ผัก เนื้อสัตว์ จากในตู้แช่ ใส่ตะกร้า แล้วเลือกเส้นก๋วยเตี๋ยว
เอาไปให้แม่ครัวลวกใส่ชามให้กิน รสชาติออกเผ็ดๆหน่อย ไม่เลี่ยนเหมือนอาหารจีนทั่วไป





กินเสร็จก็ต้องรีบไปที่สนามแข่งค่ะ เพราะวันนี้แข่งบ่ายสองโมง โนเล่แข่งคู่แรกด้วย

เพื่อนก็บอกให้ขึ้นรถเมล์ราคา ๑ หยวน ไปสถานีรถไฟ (ค่ารถเมล์ถูกกว่าบ้านเราอีก)
จากนั้นเราก็นั่ง Metro line 1 ไปต่อ line 5 ที่สถานี Xinzhuang



แล้วลงที่สถานี ZhuanQiao อ่านว่า "ชวนเสียว" (ฟังดูน่าหวาดเสียวแฮะ)

ด้วยเวลาที่กระชั้นชิดเลยตัดสินใจเรียกแท๊กซี่ไปสนามเลย
ใช้เวลาบนถนนอีกประมาณ ๑๕ นาที วิ่งไกลเหมือนกัน....

ระหว่างทาง ตามสี่แยกก็มีคนมายืนกันพรึ่บไปหมด ท่าทางเหมือนเด็กขายพวงมาลัยบ้านเรา
แต่เค้ามาขายตั๋ว Mastercup ต่างหาก รวมทั้งบางคนก็มาขอซื้อตั๋วด้วย...
จนมาถึงหน้าสนามก็ยังมีคนอีกกลุ่มใหญ่ๆ ยืนขายตั๋วบ้าง ขอซื้อตั๋วบ้าง แอบน่ากลัวเหมือนกัน
ทำเอาไม่ค่อยกล้ายืนถ่ายรูปข้างนอกประตูเลย



แต่ที่นี่เค้ามีระบบความปลอดภัยดีมากค่ะ คือถ้าไม่มีตั๋วนี่จะห้ามเข้าตั้งแต่ประตูใหญ่เลย
ถ้าข้ามเขตประตูไปก็ต้องไปสแกนกระเป๋า แล้วก็ตรวจตั๋วด้วยเครื่องคอมฯ ว่าของจริงรึเปล่า
ท่าทางจะมีตั๋วผี ตั๋วปลอมเยอะ เลยต้องใช้วิธีนี้

แต่พอเข้าไปถึงตัว stadium แล้วก็ไม่ต้องตรวจอะไรอีกเลย
แค่มีเจ้าหน้าที่ดูที่นั่งแล้วช่วยบอกทางให้เท่านั้นเอง




Round Robin Match Gold group: Djokovic vs Del Porto


กว่าเราจะเข้ามาถึงที่ โนเล่กับน้องเดลก็วอร์มอัพกันอยู่ป้อกๆ แป้กๆ แล้ว
ในสนามมีสกอร์บอร์ดอันใหญ่บึ้ม อยู่สองฝั่ง ดีจังได้เห็นหน้าคุณน้องชัดๆ
แต่ว่าระหว่างคะแนนที่เล่นกันอยู่ จะค้างเป็นภาพถ้วยมาสเตอร์คัพนิ่งๆ ไม่ให้รบกวนสมาธินักกีฬา




แมตช์นี้ลุ้นได้ที่เลยค่ะ โนเล่กับฟอร์มขึ้นๆ ลงๆ แกว่งไปแกว่งมา
แถมลูกหยอดกามิกาเซ่ของมัน ก็ทำหน้าที่สม่ำเสมอมากค่ะ (มันน่าเอาไปเก็บจริงๆ)

แต่ยังมีลูกนึงใช้การได้ผล ดีใจแทบน้ำตาไหลตอนมันหยอดได้แต้ม



ยังโชคดีที่พอแต้มสำคัญๆ โนเล่สามารถเรียกสติกลับคืนมาได้
ส่วนทางฝั่งน้องเดลก็ดูตื่นๆ สนามนิดหน่อย และลนในบางจังหวะ
โนเล่ถึงรอดมาได้ทั้งที่โดนเบรกเกมเสิร์ฟไปตอนเซ็ทสอง (นึกว่าจะได้ดู ๓ เซ็ทซะแล้ว)

นี่คลิปตอนได้แมตช์ค่ะ.... แหมเสียดายไม่มีกอด
สงสัยน้องเดลจะสูงเกิน ถ้ากอดแล้วกลัวภาพจะออกมาเหมือนลิงเกาะต้นมะพร้าว



มีพูดขอบคุณเป็นภาษาจีนได้หนึ่งคำ ตอนสัมภาษณ์ท้ายแมตช์ด้วย
(แหมม.... สาวหมวยไม่ได้สอนมาเหรอยะ
แม่ยกเมืองไทยสอนพูดได้ตั้งหลายคำแน่ะ)



วันนี้คนดูก็เยอะพอสมควรค่ะ แต่ยังไม่ถึงกับเต็มสนาม
แต่บรรยากาศสนุกสนานดีค่ะ กองเชียร์มีส่วนร่วมเยอะ ทำให้คึกคัก....
ธงเซอร์เบียพรึ่บพรับ ดูท่าทางมันก็เป็นขวัญใจของคนที่นี่เหมือนกันนะ
เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปวีนแตกชาวบ้านเค้าอีกล่ะ





Round Robin Match Gold group: Davydenko vs Tsonga

ต่อมาคู่ที่สองเป็นหลวงพี่กับซองก้า อาลี... เพิ่งเห็นตอนนักกีฬาลงสนาม
เล่นปิดไฟมืดแถมมี dry ice พ่นกระหน่ำ
แล้วที่พื้นสนามมียิงเลเซอร์สีเขียวๆ เป็นชื่อนักกีฬาที่กำลังเดินเข้ามาด้วย
ไฮโซอลังการจริงๆ ค่ะ



ได้ยินเสียงกองเชียร์ฝรั่งเศส ส่งเสียง "อ๊ะเหลล... อ๊ะเหลลล" รับกันเป็นทอดๆ
เราฟังแล้วก็งงๆ ว่าเค้าเชียร์อะไรกัน เพิ่งมาถึงบางอ้อว่ามันคือ Allez!!
คู่นี้เสียงเชียร์ดูห่ามๆ โหดๆ สงสัยกำลังกรึ่มๆ กันได้ที่
เพราะว่าในสนาม มีเด็กขายเบียร์ไฮเนเก้นเดินขายตลอด



เซ็ทแรกซองก้าเล่นนิ่งมาก ยิงเป็นว่าเล่น แถมยังขึ้นหน้าเน็ทสวยๆหลายลูก
แต่พอเซ็ทสองหลวงพี่เอาคืนได้ ต้องเล่นกันต่อเซ็ทสาม.....
แหมท่าทางจะกลัวคนเชียร์ จะไม่คุ้มค่าตั๋ว


เสียดายที่ต้องกลับก่อนเพราะว่านัดเพื่อนกินข้าวเย็นด้วย ไม่คิดว่าสองคู่จะคืนกำไรให้ประชาชนกันขนาดนี้
ขากลับไม่ขึ้นแท๊กซี่แล้ว...เปลือง แต่เดินไปนั่ง shuttle bus จากข้างสนามไปลงที่สถานี "ชวนเสียว" เหมือนเดิม
ใน guidebook บอกว่าเก็บเงินค่ารถด้วย แต่เราขึ้นไปไม่เห็นมีใครมาเก็บเงินเลย
เลยลงความเห็นกันว่า สงสัยอ่านมาผิดมั้ง....

จากนั้นก็ขึ้น Metro สายเดิมกลับไปเจอเพื่อนที่มหาลัย


ระหว่างเดินหาร้านอาหาร ก็แวะไปร้านขายแผ่น dvd เลยได้ dvd หนังและซีรี่ส์ ติดไม้ติดมือมาเพียบ
แหมมม ก็แผ่นละแค่ ๕ หยวนเอง ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว (จังหวะนี้... พี่เฉินหลงห้าม ก็เอาไม่อยู่แล้วค่ะ)
เสียอย่างเดียวคือ ไม่มี subtitle ไทย.... มีแต่จีนกับอังกฤษ


หลังจากเลือกดีวีดีกันจนหิวโซ ก็มาถึงร้านเล็กๆ ราคาย่อมเยาว์ สั่งข้าวผัดมากิน
หน้าตาเป็นแบบนี้... จะอร่อยเมื่อเติมพริกเซี่ยงไฮ้ลงไปด้วย รสชาติก็คล้ายๆพริกกะเหรี่ยงบ้านเราน่ะค่ะ



เพื่อนบอกว่า คนจีนกินผงชูรสกันเยอะมาก ร้านอาหารเลยผสมผงชูรสไว้ในกระปุกพริกไทย
คือถ้าใครโรยพริกไทยก็จะได้ผงชูรสไปเท่าๆกัน o_O (ตายล่ะ...อยู่ไปนานๆ ไม่ผมร่วงหมดเหรอเนี่ย)


แล้วก็นั่งเม้าท์กับเพื่อนจนเพลินกว่าจะกลับโรงแรมก็ห้าทุ่ม... ด้วยสภาพทรุดโทรม
นี่เพิ่งวันแรกเองนะ ยังต้องไปผจญภัยอีกตั้งหลายวันแน่ะ....


ไว้มาต่อตอน ๒ เมื่อเขียนเสร็จนะคะ....^__^
(อีกนานแค่ไหนไม่รู้เหมือนกัน)


Create Date : 23 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2551 22:58:34 น. 7 comments
Counter : 572 Pageviews.

 
แวะมาเยี่ยมบล็อคค่ะ
ดีจังคุณมะนาวได้ไปดูโนเล่ถึงเซี่ยงไฮ้ด้วย เรายังไม่เคยมีโอกาสได้ดูเทนนิสสดๆชิดขอบสนามเลย
ปีหน้าวางแผนกับแม่ว่าจะลองไปดูซักครั้ง แต่กลัวว่าแม่จะเบี้ยวตอนหลังน่ะสิ เดี๋ยวเราจะแอบไปไซโคพ่อด้วย แม่เราจะได้ไม่กล้าเบี้ยว


โดย: Los Merengues วันที่: 24 พฤศจิกายน 2551 เวลา:11:27:34 น.  

 
แวะมาอ่านค่า
อิจฉาจังค่ะ อยากไปดูเทนนิสที่เซี่ยงไฮ้บ้าง~
ถึงปีหน้าเขาจะไม่จัด TMC ที่เซี่ยงไฮ้แล้ว แต่ก็มี master series รายการใหม่มาแทน
ต่อความฝันไปอีกนิดนึง


โดย: ลูกแก้วใสกิ๊งระริ๊ง วันที่: 24 พฤศจิกายน 2551 เวลา:21:25:32 น.  

 
ขอให้คุณ Los โชคดี ได้ไปดูสมใจนะคะ... บอกแม่ว่าเที่ยวง่าย
การเดินทางสะดวกค่ะ เมืองจีนเค้าพัฒนาแล้ว ข้าวของก็ไม่แพงเกินควร

แต่ถ้าพลาดยังไงก็ลองมาเกาะขอบไทยแลนด์โอเพ่น ไปพลางๆก่อนได้นะคะ สนุกดีเหมือนกัน


คุณลูกแก้วฯ นี่มาจากคลับเพื่อนบ้านนี่เอง....
มาบ่อยๆ นะคะ ปัดบ้านต้อนรับเสมอค่ะ
รายการ ATP master 1000 ที่เซี่ยงไฮ้ปีหน้านี่น่าดูเหมือนกันนะ
คิดว่านักเทนนิสหลายคน น่าจะชอบสนามที่นี่ เรายังชอบเลยค่ะ
เค้ามีการจัดการที่ดีมาก ทั้งด้านนอกสนาม ในสนาม
การเดินทางก็ค่อนข้างสะดวก มีรถ Shuttle bus รับส่ง ตามจุดสำคัญๆ ในเมือง ....


แต่เรื่องที่เป็นปัญหาน่าจะมีอยู่อย่างนึง คือ"คนดู"ค่ะ...
เพราะว่าคนมากันเยอะ แล้วเจ้าหน้าที่จะกั้นไม่ให้เดินเข้า ออก ระหว่างเกม ...
แต่กั้นไม่ค่อยอยู่ค่ะ พอจบแค่ 1 เกมก็จะชอบมีคนเดินเข้ามา
ทั้งๆ ที่คู่แข่งขันยังไม่ได้พักเบรกเลย
แชร์อัมไพร์ต้องคอยเตือนอยู่ตลอดเวลา ทำให้เสียอารมณ์ไปบ้างเหมือนกัน


โดย: WoNaM วันที่: 25 พฤศจิกายน 2551 เวลา:23:07:08 น.  

 
ขอระบายความรู้สึกวันนี้หน่อยเถอะค่ะ

เหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเราเมืองเรา
ใครๆก็บอกว่ารักชาติ ทำเพื่อบ้านเมือง
ต่างคนต่างบอกว่าตัวเองทำถูกแล้ว ยืนกรานความคิดของตัวเอง
คิดแต่จะเอาชนะ ...

แต่คุณจะรู้มั้ยนะ ว่าเมื่อชนะแล้ว... จะยังเหลืออะไรไว้ให้เราภาคภูมิใจได้อีก


เราเคยเขียนประโยคนี้ไว้ในบล๊อกแล้วครั้งนึง
อ่านมาจากหนังสือวรรณกรรมเยาวชน... เรื่องหัวขโมยบารามอส
ตอนนี้ก็ยังอยากใช้ประโยคเดิม
แต่จะมีสักกี่คนกันนะ ที่รู้ถึงความหมายมันจริงๆ

"อำนาจที่แสวงหาจากภายนอก ไม่เคยเป็นนิรันดร
ชัยชนะเหนือใจตัวเองเท่านั้น จึงเป็นนิรันดร"


โดย: WoNaM วันที่: 25 พฤศจิกายน 2551 เวลา:23:34:21 น.  

 
อิจฉาพี่มะนาว อยากไปบ้างจัง

ได้ดูโนเล่อีกครั้ง

เสื้อเก๋มากค่ะพี่มะนาว

ดีวีดีราคาถูกขนาดนั้นเลยเหรอค่ะ? อยากไปเดินซื้อบ้างจัง
ช่วงนี้กำลังบ้าซีรี่ย์

ชอบสนามเค้ามากๆ ระบบเค้าดีกว่าบ้านเรามากๆ

สนามก็ใหญ่อลังการงานสร้าง

โนเล่ไปไหน หัดพูดภาษาประเทศนั้นตลอด

อ้อนได้ตลอด น่ารักกก

เดี๋ยวมารออ่านภาค 2 นะค่ะ ^^


โดย: Nancarly วันที่: 26 พฤศจิกายน 2551 เวลา:5:01:09 น.  

 
เพิ่งว่างเลยรีบมาอ่านอย่างไวค่ะsrc=http://www.bloggang.com/emo/emo17.gif>

คุณมะนาวเก่งจัง ไปเมืองจีนกันเองได้ด้วย
เราไม่กล้าไปค่ะ กลัวเรื่องภาษาแบบเราพูดหรืออ่านไม่ได้เลยซักคำ ความจริงขาดแคลนทุนทรัพย์

รออ่านตอนต่อไป...สงสัยจะต้องนานแน่ๆ...เดาจากตอนบล็อกThailand Openอ่ะค่ะ

ป.ล ความขัดแย้งที่ตัดสินด้วยใช้กำลังมุ่งมั่นที่จะเอาชนะกันโดยไม่มองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รางวัลแห่งชัยชนะคือความหายนะของชาติ
สิ่งที่เศร้าที่สุด...คือเราเริ่มชินกับเหตุการณ์เหล่านี้...เกิด
อะไรขึ้นกับบ้านเมืองที่เคยสงบสุข มีความรู้สึกว่าคงจะไม่มีอีกแล้วค่ะ
เมื่อทัศนคติของคนไทยเปลี่ยนไปจาก "ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด"






โดย: mikijung@mink วันที่: 30 พฤศจิกายน 2551 เวลา:15:05:42 น.  

 
คุณ miki เดาถูกแล้วค่ะ.... ช่วงนี้ไม่มีเวลาเขียนบล๊อคเลยจริงๆ
ประสบวิบากกรรมจากการปิดสนามบินเหมือนกัน -_-"

เนื่องจากเป็นพนักงานของสายการบิน ต้องพยายามส่งผู้โดยสารทั้งหมดกลับบ้านให้ได้
แล้วแต่ละคนที่มาติดต่อก็มีสารพัดรูปแบบ ทั้งฝรั่ง ไทย จีน แขก.....

บางคนอุ้มลูกมาเกาะเคาท์เตอร์ร้องไห้ว่าอยากกลับบ้านใจจะขาด
เราก็อยากช่วย แต่ flight ที่บินมีแค่ flight เดียว ผู้โดยสารแทบจะขี่คอกันไปอยู่แล้ว

บางคนก็มาวีนแตก ว่ากลับไปทำงานไม่ได้ใครจะรับผิดชอบ
(อยากจะตอบว่า....ให้ไปเรียกร้องค่าเสียหายกับพวกที่ปิดสนามบินนั่นแหล่ะ )

เรื่องที่เจอมาสามารถเอามาเขียนเล่าได้อีกบล๊อคนึงเลยค่ะ
สองสามวันมานี่... เรียกได้ว่าเหนื่อยแทบสิ้นชีพทีเดียว

ตอนนี้สนามบินน่าจะเปิดใช้งานได้แล้ว....
ศาลก็พิพากษาออกมาแล้ว
หวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น



โดย: WoNaM วันที่: 3 ธันวาคม 2551 เวลา:22:26:43 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

WoNaM
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add WoNaM's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.