Group Blog
 
All Blogs
 
ไดอารี่ย้อนความหลัง... การชิงทุนไปญี่ปุ่น...

  ...จู่ๆก็นึกอยากเขียนไดอารี่ระลึกความหลังขึ้นมา...
ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว แต่ยังจำรายละเอียดได้ค่อนข้างดีอยู่เลย
ขอพิมพ์นิดนึงเนอะ เพราะไม่รู้ว่าอีก 10 ปีจะยังจำได้อยู่ไม๊

ขอรำลึกความหลังตอนไปญี่ปุ่นครั้งแรก...​ปี 2002
...รู้สึกแก่จัง 555+
แต่เราคิดว่ามันเป็นเหตุการณ์สำคัญมากๆในชีวิตเราเลยนะ
Milestone in my life อะไรอย่างนั้นเลย (ใช้คำถูกไม๊??)

เรื่องมันเริ่มมาจาก... ตอนนั้นเราอยู่ ม.5  มีเพื่อนคนนึง ได้ทุนของ UN ไปเข้าร่วมกิจกรรมที่ญี่ปุ่น มีเด็กจากหลายประเทศเข้าร่วมด้วย ความรู้สึกนั้นคือ โห...เพื่อนเราเจ๋งจังอ่ะ  ซึ่งคนนี้เค้าเจ๋งจริงนะ กล้าแสดงออก มีความสามารถมาก ภาษาอังกฤษก็เยี่ยม
ไอ้เราก็อยากไปบ้าง แต่เราก็เป็นเด็ก ม.ปลายธรรมดาๆ  ในโรงเรียนต่างจังหวัด  
การเรียนก็ถือว่าปานกลางของห้องคิง  ภาษาอังกฤษก็ระดับฟังได้ พูดพอได้  ที่บ้านก็ฐานะปานกลาง 
การไปเมืองนอก ทั้งแบบทุนส่วนตัว หรือสอบชิงทุนได้ ก็ช่าง...แลดูยากเย็น

จนวันนึง เดินผ่านบอร์ดประกาศข่าวสาร ก็เห็นมีทุนของสำนักข่าวสารญี่ปุ่น ให้ทุนไปญี่ปุ่นระยะสั้น 8 วัน โดยที่ให้เขียนเรียงความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่นในมุมมองของเรา จำนวนคำ จำไม่ได้ แต่คือถือว่ายาวมากๆสำหรับเรา
แล้วทุนนี่ มันประกาศแล้วมีเวลาแค่ประมาณอาทิตย์เดียวเองมั้ง ในการส่งเรียงความ 
ถือว่ากระชั้นชิดมากๆ
เราสนใจมากๆ เพราะไปฟรีหมด แถมตารางยังมีทำ workshop แค่ไม่กี่วัน ที่เหลือพาเที่ยวจ้าาาา 
คุยกับเพื่อนที่มันไปของ UN  เพื่อนก็บอก เฮ้ย โปรแกรมดีกว่าของมันอีก มีเวลาว่างเยอะ น่าสนใจมาก สม้ครเลยๆ
ก็เลยรีบไปค้นหนังสือ จำได้เลยว่า หาจากสารานุกรมไทย 
คือจริงๆตอนนั้นไม่รู้เลยว่าเอ๊ะ ความสัมพันธ์ไทยญี่ปุ่นเป็นไง เริ่มตอนไหน อะไรยังไง ต้องหาหนังสืออ่าน แล้วก็ต้องเขียนจากมุมมองของเรา
นั่งขีดๆเขียนๆ ทำเองคนเดียวทั้งหมด
ที่ฮาคือ เขียนด้วยลายมือทั้งหมด เนื้อหาทั้งหมดประมาณ 5-6 แผ่น A4 แล้วบางแผ่นเขียนผิดเยอะ
พอลบลิขวิดเยอะ ก็ดูไม่งาม ต้องนั่งเขียนใหม่อีก กว่าจะเสร็จ มือเกือบเดี้ยง
แล้วคือนับจำนวนคำไม่เป็น ก็ค่อยๆนั่งนับทีละ paragraph เลยว่ามีกี่คำ 
...จริงๆเค้าก็นับบรรทัดแล้วเฉลี่ยๆกันรึเปล่าหว่า?
เขียนเสร็จ เกินที่เค้ากำหนดเป็นร้อยคำเลย ฮาาา
(พอวันเรียกสัมภาษณ์ อ้าววว คนอื่นพิมพ์คอมพ์กันหมดเลย แป่วววว)

จำได้เลยว่าส่งเรียงความไปวันสุดท้ายที่เค้ากำหนด
ยังโทรไปถามเค้าอยู่เลยว่า นับตามตราประทับไปรษณีย์ หรือวันที่ส่งถึง
พอเค้าบอกดูจากตราประทับ ก็ค่อยยังชั่ว

แล้วก็นั่งรอซักอาทิตย์นึงมั้ง เค้าก็ประกาศผลในเน็ต คนผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์ 10 คน 
ตุ๊มๆต่อมๆ  เปิดดู  เฮ้ยยย มีชื่อเราด้วย
ตอนนั้นคือ ดีใจมากกกกก ไม่นึกไม่ฝันว่าจะติด 
เอ้า มีปัญหาอีก ต้องไปสัมภาษณ์กรุงเทพ จะไปยังไงล่ะเนี่ย 
ที่บ้านก็มีเรากับแม่แค่สองคน แม่ก็ไม่ว่างพาไปกรุงเทพ
เลยลองไปคุยกับอาจารย์ภาษาอังกฤษที่โรงเรียน ว่าขอรถโรงเรียนไปสัมภาษณ์ได้ไม๊
(เราอยู่จังหวัดพิษณุโลกตอนนั้น)
อาจารย์ก็บอก อันนี้เราสมัครไปเอง คงขอรถโรงเรียนไปไม่ได้
เราก็จ๋อย   คิดๆว่า เอาไงดีน้าาา
วันต่อมาอาจารย์ก็บอกว่า เค้าให้ไปกับรถโรงเรียนได้
...มานึกตอนนี้ก็ถือว่าโรงเรียนใจดีมากเลยนะ อนุมัติให้ด้วย ทั้งๆที่เราสมัครไปเอง แล้วก็เป็นเด็ก Average สุดๆด้วย

ก่อนไปสัมภาษณ์ก็เตรียมตัวตอบคำถามไปบ้าง
ถามเพื่อนที่ไปของ UN ว่าตอนนั้นเค้าถามอะไรบ้าง แล้วก็เตรียมๆไป
พอถึงวันไปสัมภาษณ์ที่กรุงเทพ  ตื่นเต้นมากกกก ไปกับอาจารย์  รวมสองคน
คนมาสอบสัมภาณ์ ถ้าจำไม่ผิด มากัน 9 คน สละสิทธิ์ไป 1  แล้วจาก 9 คนจะเลือกได้ทุน 3 คน สำรอง 1
ตอนนั่งรอสัมภาษณ์ก็นั่งคุยๆกันกับคนอื่นๆ อุ้ยตาย ทำไมแต่ละคนเค้าดูเป็นเรื่องเป็นราวกว่าเรา เราจะผ่านไม๊เนี่ย
เค้าก็เรียกไปสัมภาษณ์ทีละคน  ตื่นเต้นๆ
จนถึงคิวเรา เข้าไป ก็จะให้เรานั่งกลางห้อง มีคนสัมภาษณ์ทั้งคนไทยคนญี่ปุ่น 4-5 คนมั้งนะ
สัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ (สำเนียงญี่ปุ่น ก็ต้องตั้งใจฟังเล็กน้อย)
คำถามเบสิค พวกแนะนำตัว ทำไมสนใจเข้าร่วม อะไรงี้ ก็ปล่อยๆไปเนอะ เตี๊ยมมาละ ฮาาา
แล้วก็จะมีถามเกี่ยวกับเรียงความที่เราเขียน ส่วนนี้ไม่ได้เตี๊ยมมาแฮะ แต่ยังไงเรียงความก็เขียนเอง ถามนู่นนี่นั่นมา ก็ให้ความเห็นต่อไปได้อยู่ละ
คำถามนึงที่จำได้ คือ ถามว่า เกี่ยวกับเรื่องการสื่อสาร(มั้ง) เราคิดว่าไทยกับญี่ปุ่นนี่มีปัญหาอะไรกัน
เราก็..​ ตายละ..​ (((ไม่รู้!))) 
แต่ตอนนั้นก็ต้องเก๊กสิ ก็พูดมั่วไปแบบมั่นใจเลย เออเนี่ยนะ ...เวลาคนญี่ปุ่นมาไทยแล้วถามทางคนไทย บางทีคนไทยไม่ค่อยยอมตอบ แต่คือจริงๆคนไทยไม่ได้หยิ่งนะ คือคนไทยฟังไม่ออกน่ะ! เลยไม่รู้จะช่วยยังไง ก็ไม่อยากให้คนญี่ปุ่นเข้าใจผิดนะ กลัวเค้ากลับไปพูดที่ประเทศเค้าว่าคนไทยหยิ่ง นิสัยไม่ดี แล้วจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ แต่คือจริงๆคนไทยเป็นมิตรนะ แค่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเฉยๆ~~
.....
พูดไปเสร็จแล้วก็คิดในใจ ...​นี่ตรูตอบอะไรไปฟระ!! มันจะเป็นปัญหาระหว่างประเทศได้ไงเนี่ย แค่ถามทางแล้วไม่ตอบ ฮ่วยยยย
แต่คือสัมผัสได้นะว่ากรรมการชอบคำตอบแบบแสดงความเอ๋ออันนี้ของเรา 555+  เค้าก็ยิ้มๆ ขำๆกัน
อีกคำตอบนึกที่เค้าชอบ ก็คือ ถามว่า ไปที่นู่นจะแสดงอะไรที่แสดงความเป็นไทย
อันนี้ขออ้างอิงเพื่อนเรา(คนเดิม) มันบอกว่า ตอนมันสัมภาษณ์ เค้าถามคำถามนี้ มันตอบว่า จะเล่นขิมโชว์!! คนสัมภาษณ์บอก เฮ้ย เค้าให้เอากระเป๋าไปได้แค่ 15 kg นะ  เพื่อนตอบเลยว่า ชั่งน้ำหนักมาเรียบร้อยแล้วค่ะ!!  แล้วกรรมการชอบคำตอบมันมาก บอกว่าไวพริบดีสุดๆ
...ของเราเราก็ตอบว่า เดี๋ยวจะไปเล่นขลุ่ย แล้วจะให้เพื่อนคนอื่นเอาเครื่องดนตรีอื่นไป แล้วไปแจมกับคนญี่ปุ่น ตั้งวงดนตรี
(ด้วยความสัตย์จริง... เคยเรียนขลุ่ยแค่ในวิชาดนตรี เล่นได้แต่เพลงที่เค้าบังคับให้เรียน แต่ ณ จุดนั้นต้องโม้ไว้ก่อนค่ะ ว่าแต่เพลงอะไรหว่า..​หมี่ซอลลาซอลฟาโดหมี่ โด๊ทีลาซอลหมี่~ เอ๊ะนึกชื่อเพลงไม่ออก)
จริงๆเราว่าคำตอบมันก็เบสิคนะ หรือเราออกแอ็คติ้งมากไป เค้าฮากันทุกคนเลยอ่ะ  -__-"

ออกห้องสัมภาษณ์มาแบบงงๆ พอออกมา พี่เจ้าหน้าที่ ที่เป็นคนเรียกแต่ละคนให้เข้าไปสัมภาษณ์ ก็เรียกเราไปคุยด้วย เราก็งง พี่เค้าก็บอกว่า เนี่ยๆ พี่เป็นศิษย์เก่า ฉส เหมือนกัน เป็นไงบ้าง สัมภาษณ์ว่าไงบ้าง
เราก็ อ้าวววว รุ่นพี่~ ก็นั่งคุยๆๆๆกัน
ออกจากโซนสัมภาษณ์มาช้า อาจารย์ก็ถามว่าทำไมออกมาช้าอ่ะ ก็บอกว่า อ๋อ คนนั้นเค้าเป็นศิษย์เก่าค่ะ เลยนั่งคุยกันว่าเมื่อกี้เค้าถามอะไร
อาจารย์ก็บอก อ้ออ ถึงว่า ก่อนหน้านี้เค้าทำตัวเย็นชากับพวกเราจัง ดูไม่ค่อยอำนวยความสะดวก แต่คือจริงๆเป็นศิษย์เก่าแล้วคงไม่อยากให้โรงเรียนอื่นคิดว่าเลือกปฏิบัติ เลยกลายเป็นไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเราซะงั้น 

แล้วก็นั่งรอประกาศผล สัมภาษณ์เสร็จก็เหมือนยกภูเขาออกจากอกละ ตอนนั้นคือ คิดว่ายังไงก็ได้แล้วล่ะ ถือว่ามาไกลกว่าที่คิดไว้ 
ตอนประกาศผล เค้าก็ทำเป็นเรียกทุกคนเข้าไปในห้อง office เราก็ไปยืนกองๆกัน งงๆ ใน office
แล้วเค้าก็เรียกออกมาข้างนอก ตรงที่นั่งรอเดิม (แอบงง ให้เราเดินไปมาทำไม)
กลายเป็นว่าช่วงที่เค้าต้อนพวกเราไปข้างใน เค้ามาแปะประกาศรายชื่อคนที่ได้ตรงที่นั่งรอ
ออกมาก็จะเจอกับประกาศแปะอยู่ เราก็มองงงๆ เอ ไหนหว่า ใครได้บ้าง
ยังไม่ทันอะไรเลย อาจารย์ก็บอกว่า ได้แล้วๆ แล้วก็กอดคอเรา เย้ๆๆ
คืออาจารย์ดีใจกว่าเราอีกอ่ะ 5555+
เรายังงงๆอยู่เลย เอ๊ะ อะไรนะ ได้เหรอ? ได้ได้ไงอ่าาาา  เอ้อออ ได้จริงๆด้วยวุ้ย!
ก็สรุปว่า ได้ทุนเป็นครั้งแรก!!
ตอนนั่งรถกลับพิดโลกนี่แบบ บรรยากาศความยินดีตลบอบอวล  อาจารย์บอก เนี่ย ลุงคนขับยังยินดีด้วยเลย 555+

ก็สรุปว่า เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆๆๆเลย
จริงๆก็ถือว่า 50% ความพยายาม  50% โชคช่วย
เพราะระยะเวลาเขียนเรียงความมันสั้นด้วยแหละ คนเลยส่งกันน้อย
เราได้เล็งเห็นแล้วว่าเราควรฉวยโอกาสนี้ แล้วก็...​คว้าโอกาสนั้นมาได้
ดีใจนะ ทำให้รู้ว่า เด็กที่ภาษาอังกฤษกลางๆ (จริงๆคือ Above average นะ แต่ก็..​average เด็กไทยมันต่ำมากอ่ะนะ) สามารถเขียนเรียงความยาวยืด สอบสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ ได้ทุนไปทำ workshop ระยะสั้น

แล้วจะบอกว่า เพราะได้ทุนครั้งนี้ เลยทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น
กลับมาก็เริ่มปีกกล้าขาแข็ง  /ไม่ใช่!  เริ่มกล้าแสดงออก พยายามดันตัวเองให้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งนั่นนี่
คือเมื่อก่อนไม่ขวนขวาย แต่หลังจากได้ทุนก็คิดได้ โอกาสต้องคว้ามาเอง ไม่ใช่รอคนมาหยิบยื่นให้ 
พอเค้าหาตัวแทนไปแข่งอันนั้น อันนี้ ก็พยายามเสนอหน้าสมัครไปให้อาจารย์เลือก
...นี่ไม่อยากจะบอก เคยออกทีวีด้วยนะ 555+ แข่ง Shell Quiz กับ ตอบปัญหา LG ติด 8 ทีมสุดท้ายด้วยนะ!! 
(ช่วงเข้ามหาลัยแรกๆ เขินเป็นบ้า มีคนมาทักด้วยอ่ะ ว่าใช่ที่แข่ง LG ป่าว ว้ากกก)

โอย แค่เขียนช่วงการสมัคร+สัมภาษณ์ ก็ยาวขนาดนี้ ว่าจะเขียนประสบการณ์ตอนไปญี่ปุ่นครั้งแรกด้วย ไว้เขียน part หน้าละกันเนอะ 
เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่เจอกับบางคนแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ยังติดต่อกันมาจนตอนนี้..​12 ปีแล้ว
แม้แต่ผู้ดูแล ก็ยังติดต่อกันอยู่ (สมัยก่อนหล่อมากขอบอก 5555+)



Create Date : 28 กรกฎาคม 2557
Last Update : 28 กรกฎาคม 2557 23:09:50 น. 0 comments
Counter : 310 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Winki
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ!!!
Friends' blogs
[Add Winki's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.