Group Blog
 
All blogs
 

ฉลองวันเกิดล่วงหน้า ขอบคุณคนน่ารักสำหรับความพยายามและค่ำคืนที่สุดแสนจะประทับใจ

ปีนี้ได้รับเซอร์ไพรส์ฉลองวันเกิดล่วงหน้าจากคริสค่ะ ฉลองกันล่วงหน้าถึง 2 อาทิตย์เนื่องจากว่าวันเกิดจอยวันที่ 27 สิงหาคมนั้นก่อนถึง due date น้องมะลิออกมาแค่อาทิตย์เดียว จะรอฉลองวันจริงคริสก็เกรงว่าป่านนั้นจะยังเดินไหวมั้ย หรือจะไปเกิดน้ำเดินในที่สาธารณะมั้ย หรือถ้าตัวเล็กมาเร็วก็จะอดฉลองกันซะ ครั้งนี้เป็นการฉลองครั้งสุดท้ายที่จะมีแค่เราสองคน อีกหน่อยจะสองคนได้ก็ต้องหนีลูกไป อิอิ ซึ่งก็ไม่รู้จะทำได้หรือป่าว คริสเป็นคนชอบทำเซอร์ไพรส์ค่ะ แต่ทำไม่ค่อยสำเร็จหรอก อย่างว่าอ่ะนะ คนมันอยู่ด้วยกันแบบนี้จะปิดอะไรก็ปิดลำบาก คริสเองก็ไม่เก่งอ่ะ เก็บอะไรไม่ค่อยอยู่ หลุดเรื่อยเลย

เมื่อเดือนก่อนเปิดทีวีไปเจอวง orchestra เล่นอยู่ก็นั่งดูเพราะชอบ คริสมานั่งดูด้วย จอยก็เพ้อเจ้อให้เค้าฟังว่าอยากเป็นนักดนตรีในวง orchestra จัง เพ้อไปถึงความหลังสมัยอยู่ ป.6 ว่าได้รับคัดเลือกเข้าไปเล่นวงดุริยางค์ของโรงเรียนแต่พ่อไม่อนุญาติให้เล่นเพราะต้องอยู่ซ้อมหลังเลิกเรียน พ่ออยากให้เรียนหนังสืออย่างเดียว แล้วก็เพ้อยาวไปถึงว่าไม่เคยไปดู concert เป็นๆเลยอยากไปดูเหมือนกันนะเนี่ย เพ้อเสร็จแค่นั้น อาทิตย์ถัดมาก็มีโฆษณาบนทีวีว่า Melbourne Symphony Orchestra (MSO) จะมีคอนเสริต์เดือนสิงหานี้ เป็น Beethoven Festival จอยก็บอกคริสว่าจะเช็คตั๋วดู แต่ก็ลืมไปเลยไม่ได้เช็ค

มีวันนึง คริสก็มาบอกว่าวันที่ 11 ให้ทำตัวให้ว่างนะ เป็นไงล่ะเซอร์ไพรส์หายไปหนึ่งเปลาะ แต่ก็โทษคริสไม่ได้เพราะถ้าเค้าจะจองตั๋ว เค้าก็ต้องให้แน่ใจว่าเราไม่ได้มีนัดอย่างอื่นไง คริสจองตั๋วคอนเสิร์ตก็ดันให้ส่งมาที่บ้านอีก โดยปกติจอยจะไม่ค่อยเช็คตู้จดหมายเท่าไหร่เพราะเข้าบ้านทางประตูหลัง แต่ตั้งแต่หยุดทำงานมา ก็เช็คบ้างเป็นบางวัน วันนั้นที่ตั๋วมาถึงจอยก็ดันไปเห็นเข้าเป็นซองจาก MSO จอยก็ไม่อยากไปทำลายความตั้งใจของคริสก็เลยไม่ได้เก็บจดหมายมา ทำเหมือนว่าวันนั้นเราไม่ใด้เช็ค คริสกลับจากที่ทำงานมาเจอจดหมายในตู้คงดีใจว่าจอยไม่ได้มาเจอซะก่อน (อย่าไปบอกเค้านะ ตอนนี้เค้าก็ยังไม่รู้ว่าจอยเห็นจดหมาย)

อีกวันนึงก็โทรมาหาจากที่ทำงานถามจอยว่าถ้าให้เลือกระหว่างอาหารญี่ปุ่น อาหารอิตาเลี่ยน อาหาร Asian-inspired modern Australia จะเลือกอะไร ปล่อยเซอร์ไพรส์หลุดมาอีกดอกนึง จอยก็เลือกอันสุดท้ายไป สรุปก็พอจะรู้ว่าวันที่ 11 คริสจะพาไปกินข้าวแต่ไม่รู้ที่ไหนแล้วก็พาไปดูคอนเสิร์ต ก่อนจะถึงวันก็พยายามเฉยๆ ไม่ไปซักถามอะไรเค้ามาก บอกว่าจะรอรับเซอร์ไพรส์ (ที่ไม่ค่อยจะเซอร์ไพรส์เท่าไหร่) อย่างเต็มที่

พอถึงวันจริง (เมื่อวาน) คริสหยุดงาน ตอนเช้าเค้าก็ไปหา accountant เพื่อทำ tax return ตอนบ่ายเราก็ไปซื้อ car seat เตรียมให้น้องมะลิกัน พอบ่ายแก่ๆ คริสถึงมาเปิดเผยเซอร์ไพรส์ที่เค้าเตรียมไว้อย่างภาคภูมิใจ เค้าบอกว่าร้านอาหารที่จะพาไปเนี่ยค่อนข้าง fancy เป็นร้านที่ได้รับรางวัลหลายปีซ้อน จอยก็เครียดสิ นึกว่าจะใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไปได้ซะอีก ตั้งแต่ท้องมานี่ไม่มีเสื้อผ้าสวยๆใส่กะเค้าหรอก มีชุดกระโปรงอยู่ชุดเดียวก็ต้องตามนั้นแหล่ะ

ร้านที่ไปอยู่ในเมืองเมลเบอร์น ไม่ห่างจาก Melbourne Town Hall ที่เราจะไปดูคอนเสิร์ตเท่าไหร่ ชื่อร้าน Ezard บนถนน Flinders Lane ไปถึงร้านตั้งแต่หกโมงเพราะต้องไปดูคอนเสิร์ตตอนสองทุ่ม ร้านค่อนข้างหรูแบบมีช้อนส้อมมีดวางอยู่เยอะๆอ่ะ ไอ้เราสองคนโดยปกติโลโซมาก ไม่ค่อยไปกินร้านหรูๆแพงๆหรอก กินแต่ก๋วยเตี๋ยวมื้อละ 10 เหรียญมั่ง อาหารไทยมื้อละ 15 เหรียญมั่ง พอไปถึงก็เขินๆ ทำอะไรไม่ถูก พนักงานก็สุภาพเหลือเกินพูดกะเราด้วยเสียงเบานุ่มฟังแทบจะไม่ได้ยิน เข้าไปก็ทำเป็นดูเมนูไปงั้นแหละ แต่จริงๆคิดไว้แล้วว่าจะสั่ง pre theatre tasting menu คนละ $65 ถือว่าค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับเมนูปกติเพราะต้องกินให้เสร็จแล้วไสหัวออกจากร้านก่อนทุ่มครึ่ง แล้วคริสก็สั่งไวน์ ส่วนจอยสั่ง mocktail (ไม่น่าสั่งเลยแพงแถมยังไม่มีแอลกอฮอล์เนี่ย) พอสั่งเสร็จเค้าก็เอาขนมปังมาให้กินรองท้องก่อนเลย บนโต๊ะมี Olive oil รส garlic parmesan แล้วก็มีผงๆให้จิ้มสามรสได้แก่ สาหร่าย อะไรไม่รู้หวานๆเผ็ดๆ ละก้อพริกไทยกะอะไรเค็มๆ อันนี้เอาเท่าที่จับใจความได้จากเสียงกระซิบแผ่วๆของคุณพนักงานผู้สุภาพ คนท้องยังสงวนท่าทีกินขนมปังไปก้อนเดียวก่อน

อาหารจานแรกคือ steamed blue swimmer crab dumplings, spiced tom kha and crispy shallots ฟังดูดีมั้ยว่ากันง่ายๆก็คือเกี๊ยวปูนึ่งในซอสต้มข่านั่นเอง ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารไว้เลยเพราะบรรยากาศในร้านไม่อำนวย มันสลัวๆ คิดว่าไม่ควรใช้แฟลชเกรงใจโต๊ะอื่นเค้า ตอนเห็นเมนูก็คุ้นๆว่าเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน พอลองเสิร์ชดู อ๋อ เชฟคนนี้เค้าเคยไปรายการ Masterchef Australia นี่เอง พออาหารมา คนท้องถึงกะอึ้ง อาหารร้านหรูๆมันได้น้อยอย่างนี้จริงๆ มีเกี๊ยวหนึ่งอันวางอยู่กลางจานหลุมสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ ล้อมรอบไปด้วยซอสต้มข่า จะพอกินมั้ยวะเนี่ย พอกินเข้าไปโอ้โห อร่อยมากค่ะ รสชาติดีเพอร์เฟ็คมากยิ่งหงุดหงิดใหญ่เลยว่าแหม น่าจะให้เกี๊ยวมาซักสามอัน เอาน่าปลอบใจตัวเองว่านี่เพิ่งจานแรก จานต่อไปคงใหญ่ขึ้นนิดนึง นิดนึงจริงๆ จานที่สองคือ crispy fried white polenta with sautéed mushrooms, peas, poached egg, shaved black truffle and soft herbs อันนี้มีรูปจากเว๊ปไซต์ ดูจากรูปเหมือนใหญ่ แต่จริงๆเล็กอ่ะ ประมาณว่ากิน 3-4 คำเล็กๆก็หมอแล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละ อร่อยโครต อธิบายไม่ถูกต้องเรียกกรรมการรายการมาสเตอร์เชฟมาบรรยาย เอาเป็นว่ากินเสร็จแล้วเสียใจอยากได้เพิ่มอีกซักจาน



ก่อนเสิร์ฟ main dish คุณพนักงานก็มาถามว่าเอาขนมปังอีกมั้ย เราสองคนก็ผงึกหัวกันใหญ่ ดูๆแล้วถ้าไม่กินขนมปังจะไม่อิ่มเอา อีกซักพักอาหารจานหลักก็มาถึงมันคือ chinese roast duck, green chilli and oyster sauce dressing with coconut rice and asian greens รูปจากเว๊บไซต์ดูเหมือนใหญ่อีกแล้ว แต่พอเราเห็นจานอาหารก็คิดว่า ดีนะเนี่ยที่กินขนมปังเข้าไป อิอิ เป็ดสามชิ้นกะข้าวกะทิอีกประมาณ 3 คำ ประทับใจอย่างนึงตรงที่เค้าเห็นว่าจอยท้อง เค้าก็เลยทำเป็ดให้สุกกว่าปกติ โดยปกติจะมาเป็นสีชมพูๆ พอกินก็มีความรู้สึกเหมือนเดิม อร่อยมากกกกกกกกก อยากได้อีกจานหรือสองจานก็ได้ ฮือๆ จานสุดท้ายในเซ็ตคือ honeycrunch icecream, toasted gingerbread and sugar swirl ความรู้สึกไม่แตกต่างจากจานก่อนๆที่กินเลย กินเสร็จก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาหารราคาแพงแต่คนยอมจ่ายเพื่อมากิน ขนาดวันพฤหัส คนยังเกือบเต็มร้าน ตอนเปิดดูไวน์ลิสท์ก็ตกใจ ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับไวน์เท่าไหร่ชอบดื่มอย่างเดียวไวน์อะไรก็ได้ แต่ที่ร้านคงเป็นไวน์ดีๆทั้งนั้นมันถึงได้แพงขนาดนั้น ดีนะที่ท้อง ไม่งั้นคงเสียค่าไวน์อีกหลายตังค์

พอกินเสร็จคุณพนักงานมาเก็บจาน ก็ยังอุตส่าห์ถามอีกว่าเอาขนมปังอีกมั้ยคะ คงเห็นหน้าอีคู่นี้ยังหิวโหยอยู่ เราสองคนก็หาได้อายไม่ ขออีกคนละก้อนละกัน ตบท้ายด้วยการสั่งชามาดื่มก่อนจะออกไปหนาวๆนอกร้าน สรุปแล้วเสียตังค์ไป $170 ถึงจะได้น้อยแต่ให้คะแนน 9/10 ถ้าอาหารทุกอย่างได้มากกว่านี้สองเท่าจะให้ 15/10 เลย ร้านนี้ดีสำหรับโอกาสพิเศษ วันวาเลนไทน์หรือวันเกิด ชายหนุ่มอยากเอาชนะใจสาวอะไรทำนองเนี้ย บรรยากาศดีเงียบๆ เราสองคนต้องคุยกันเบาๆ รักษามารยาทนิดนึง อ่านจากเมนูเค้ามีเซ็ตเมนูใหญ่กว่านี้เป็น 8 course tasting menu คนละ $150 ถ้าจะเอาไวน์ที่เหมาะกับแต่ละจานด้วยก็อีกคนละ $110 กินให้หมดตัวกันไปเลย

หลังจากนั้นก็ไปดูคอนเสิร์ต ตั๋วมีสามราคาคริสจองตั๋วที่นั่งแบบแพงที่สุด $130 อย่าได้คิดว่าเราอวดรวยหรืออะไรนะคะ คือเพื่อนคริสเค้ามีคูปองซื้อหนึงแถมหนึ่ง เราก็เลยมีปัญญาซื้อที่นั่งดีๆน่ะค่ะ ถ้าไม่มีคูปองนั้นคงจะนั่งหลังๆริมๆไกลๆ $70 คืนที่ไปเค้าเล่น Symphony No.2 กะ Symphony No.5 อย่างละประมาณ 45 นาที ชอบจัง ตื่นเต้นมาก อย่าหาว่ากระแดะหรืออะไรเลยนะคะ ไม่ได้รู้จัก classical music เท่าไหร่หรอกแต่ชอบฟังเสียงเครื่องดนตรีพวกนั้นมากกว่า เห็นแล้วก็อิจฉาคนเล่นอยากเป็นหนึ่งในนั้นจัง ทำไมเราถึงไปเรียนวิศวะ เรียน MBA นะ ทำไมเราไม่ได้มีโอกาสเรียนดนตรีจริงๆจังๆแต่เด็ก โทษใครไม่ได้ พ่อแม่ให้ลองเรียนเปียโนเรียนกีตาร์ก็ไม่เอาถ่านเอง เฮ้อ สรุปคือไม่มีพรสวรรค์นั่นเอง

เป็นค่ำคืนที่พิเศษสำหรับจอยจริงๆ ขอบคุณคริสไปหลายครั้ง บอกคริสไปว่าเค้าทำให้จอยมีความสุขมาก ใช้เงินเยอะไปนิดแต่ก็ไม่เสียดาย โดยปกติเราสองคนค่อนข้างประหยัดค่ะ ไม่ค่อยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เวลาไปเที่ยวก็ติดดินไม่นอนโรงแรมแพงๆ แต่ก็ไม่ถึงกับรูหนู อาหารโดยปกติก็กินถูกๆ เอ็นเตอร์เทนเม็นท์นี่แทบจะไม่มีเลย โหลดหนังจากอินเตอร์เน็ตดูกันที่บ้าน แต่เวลาซื้อของจะเน้นคุณภาพจะยอมจ่ายแพงนิดนึง ส่วนใหญ่มีเงินเท่าไหร่จะเอาไปโปะค่าบ้านกันหมดเพราะไม่ชอบจ่ายดอกเบี้ยเยอะๆอ่ะนะ เราสองคนคิดเหมือนกันค่ะว่า แทนที่จะใช้จ่ายเยอะๆแล้วก็ต้องทำงานเยอะๆเพื่อหาเงินมาใช้จ่าย สู้ใช้จ่ายน้อยหน่อย แล้วทำงานน้อยหน่อย จะได้มีเวลากับครอบครัวและคนที่เรารักเยอะขึ้น คิดเสมอว่าคนเราวันนึงก็ต้องตาย จะใช้ชีวิตยังไงที่จะไม่ทำให้เราเสียดายเวลาความตายมาเยือน เริ่มซีเรียสแล้ว จบดีกว่า




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2554    
Last Update : 12 สิงหาคม 2554 10:45:55 น.
Counter : 331 Pageviews.  

เรื่องราวตอนที่ไปตกหลุมรักหนุ่มออสซี่

2 ปีแรกที่มาทำงานที่เมลเบอร์น มีนายที่แสนจะใจดี น่ารัก คุยสนุก ทำงานก็เก่ง อายุเท่าจอยเลย นายคนที่ว่านี้ชื่อคริสค่ะ ตอนแรกจอยก็ไม่ได้คิดอะไร แค่คิดว่าโชคดีที่มีนายดีอย่างนี้ ชีวิตทำงานก็มีความสุขดี ปีนึงผ่านไป พอเลิกกับสามีเก่าก็ตั้งใจว่าจะอยู่เพลิดเพลินกับชีวิตโสดซักพัก พักนึงนั้นไม่นานเลยค่ะ 6 เดือนเอง แบบว่าเป็นคนขี้เหงา ต๊อแต๊อ่ะนะ พอเป็นโสดซักพัก ก็ดันไปตกหลุมรักนายคนนี้นี่แหละ แต่สาบานได้ว่าเค้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่จอยเลิกกับสามีเก่าเลยแม้แต่นิด จอยเป็นคนซื่อสัตย์ค่ะ แต่ด้วยความที่เป็นนายกะลูกน้องกัน อันจะจีบนายก็อาจจะไม่เหมาะสม ก็ได้แต่คุยกับเค้าที่ทำงานไปวันๆ ชวนคุยนอกเรื่องไปเรื่อย หลอกถามนู่นถามนี่ คนนี้ก็ซื่อบื้อค่ะ ไม่เอะใจอะไรเลย เค้าไม่รู้ว่าจอยโสดแล้วด้วยแหล่ะ ตอนจอยลางานไปเที่ยวฮาวายก็อุตส่าห์ส่งเมลมาหา เริ่มต้นก็ทำเป็นถามว่าเรื่องงานเป็นไงบ้าง หลังจากนั้นก็นอกเรื่องงานไปนู่น เธอก็ตอบเมลมาแบบเป็นกันเอง นอกเรื่องไปนู่นเหมือนกัน ทำให้เรามีความหวัง ช่วงที่จอยเที่ยวอยู่ นายก็ถูกส่งไปทำงานที่ไทย 1 อาทิตย์เป็นครั้งแรกที่เค้าไปไทยค่ะ พอกลับมาเจอกันที่เมลเบอร์น เค้าก็ประทับใจประเทศไทยมากโดยเฉพาะอาหารไทย เค้าก็มาโม้กับจอยใหญ่เลย แล้วก็บอกว่าเค้าหัดทำต้มยำกุ้งอยู่ เริ่มร่ายให้จอยฟังว่าใส่ตะใคร้ แล้วก็ใส่ขิง จอยก็เบรคเอี๊ยดเลยว่า บ้าป่าวใส่ขิงอ่ะ ข่าโว้ย ข่า ไม่ใช่ขิง ในใจก็อยากเสนอตัวสอนทำอาหารไทยให้ แต่ก็มิกล้าค่ะ อาย อีกอย่างฝีมือเราก็ใช่ย่อย ไม่มีปัญญาไปสอนใครหรอก แต่ก็ไม่หยุดแค่นั้น ไม่เสนอตัวไปสอนแต่ไปซื้อน้ำพริกเผามาให้ บอกว่าให้ลองใส่ไปในต้มยำซิ ทำขนาดนั้น ม้านก็ยังไม่รู้ตัว

มีวันนึงทำงานเลิกค่ำ เหลือกันอยู่ 2 คนในออฟฟิศ แล้วก็เดินไปที่จอดรถด้วยกัน ก็หลอกถามนู่นถามนี่

จอย: คริส คุณเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่เหรอ
คริส: ไม่ได้เช่า ซื้อแล้ว ผ่อนหมดละด้วย อพาร์ตเมนต์ผมมี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ (โม้ซะ)
จอย: โอ อยู่กะแฟนเหรอ
คริส: ป่าว อยู่คนเดียว ผมไม่มีแฟนอ่ะ
จอย: (เป็นเกย์ป่าววะ) อ่าว ไม่อยากมีเหรอ หรือหาไม่ได้ (อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้วนี่นา)
คริส: อยากมี แต่ยังหาไม่เจอ
จอย: เลือกมากป่าวเนี่ย ชอบผู้หญิงแบบไหนล่ะ (แน่ะ ลื่นมั้ย)
คริส: ไม่ได้เลือกมากเลย ขอแค่เป็นคนไม่เรื่องมาก แล้วเป็นคนที่ดูแลตัวเอง (หมายถึงดูแลสุขภาพ) ก็พอแล้ว
จอย: (คิดในใจ) เอ แปลกเนอะ ทำไมยังไม่มีแฟน เอ หรือมีอะไรประหลาด

โอ้ ถึงรถพอดี เธอชิงกู๊ดไนท์ ซียูทูมอโร่ ก่อนเลย จอยก็เลยจำใจขึ้นรถขับกลับบ้าน ยังอยากคุยต่ออยู่เลย เฮ้อ เจ๊าะๆแจ๊ะๆไม่มีอะไรคืบหน้าอยู่อีกเกือบ 2 เดือน และแล้ววันของเราก็มาถึง

วันนั้นบริษัทแจกตั๋วให้ไปดู AFL 4 ใบ เพื่อนในแผนก 2 คนจับฉลากได้คนละ 2 ใบ แต่เค้าไม่อยากไปดูเพราะไม่ใช่ทีมที่เค้าชอบเค้าเลยให้พวกเรามา ก็มีจอย ไมเคิล คริส แล้วก็ลิซ่า เป็นครั้งแรกที่ได้ไปดูฟุตตี้สดๆ จอยนั่งรถไฟเข้าไปเพราะกะจะกินเบียร์ ระหว่างที่ดูก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่งก็ไม่ได้นั่งด้วยกัน มี 2 มารขวางกันอยู่ อิอิ ดูบอลไปกินเบียร์ไป พอบอลจบประมาณ 4 ทุ่มครึ่งก็ชวนกันไปดื่มต่อ ลิซ่าขอตัวกลับก่อน เพื่อนอีกคนมันโทรมาบอกว่าจะมาสมทบ เราสามคนก็รอแล้วรอเล่า รอไปกินเบียร์ไป เบียร์มั่งเหล้ามั่ง เล่าเรื่องเลิกกับสามีเก่าให้ไมเคิลกะคริสฟัง เค้าก็แสดงความเสียใจ เราก็ด้วยความเมา บอกว่าไม่ต้องแสดงความเสียใจ แสดงความดีใจดีกว่า เพราะเราคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีและเข้มแข็งที่สุดที่เคยมีมา จากนั้นก็ดื่มซะเพลิน ไอ้เพื่อนคนนั้นโทรมาบอกว่าไม่มาละ เมาอยู่ที่อื่นมาไม่ไหว รู้ตัวอีกทีตีหนึ่งครึ่งแล้ว ไมเคิลถามว่า จอยกลับไงเนี่ย จอยบอกไม่รู้ดิ รถไฟหมดแล้ว แท๊กซี่ก็ไม่กล้านั่งหรอก ทั้งสาวทั้งสวยขนาดนี้เนี่ย กลัวแท๊กซี่ห้ามใจไม่อยู่อ่า ไมเคิลก็ไม่ได้รู้ว่าจอยชอบคริสนะ แต่ไม่รู้ทำไม มันเสนอมาว่า ถ้าไม่รังเกียจก็ไปนอนบ้านคริสสิ เดินไปแค่ 10 นาทีเอง แล้วตอนเช้ายูค่อยกลับบ้าน ให้คริสไปส่งก็ได้ คริสก็คงคิดว่าตัวเองเป็นนายที่ดีมั้ง ก็เออๆออๆ ใช่ๆ ไอมีสองห้องนอน (กรูรู้แล้ว เคยบอกแล้วไง) ยกให้ห้องนึงแล้วเดี๋ยวไอไปส่งตอนเช้าหลังจากที่หายเมาไง โถ โอกาสมันมาถึงขนาดนี้ ไม่คว้าไว้ได้ไงเนอะ เมาด้วยอ่ะ เลยหน้าด้าน

รูปนี้ถ่ายตอนดูฟุตตี้ค่ะ จากซ้ายไปขวา ลิซ่า ไมเคิล แล้วก็คริส คนน่ารักของจอยเอง



จากนั้นจอยกับคริสก็บ๊ายบายไมเคิลแล้วเริ่มออกเดิน ระหว่างทางคริสก็ชวนแวะอีกร้านนึง (เอ๊ะ ยังไง) ดื่มต่อแล้วก็คุยกันสนุกมาก ชักเมาเยอะละ ไปกันเถอะ พอออกจากร้านเดินไปได้ซักพักหน้าก็เริ่มด้านถึงจุดที่ต้านไม่อยู่แล้ว ก็บอกคริสไปว่าชอบ

คริส: แต่เรายังต้องทำงานด้วยกันอยู่นะ
จอย: ก็รู้ แล้วชอบจอยมั้ยล่ะ
คริส: จอยก็น่ารักดีอ่ะ
จอย: (ม้วน 3 ตลบ) จะไม่ลองคบกันดูเหรอ ไม่ลองก็ไม่รู้นะ ไม่แน่นะ เราอาจจะเป็นเนื้อคู่กันก็ได้
คริส: ก็อาจจะอ่ะนะ แต่จะคบกันได้ไง ในเมื่อจะต้องทำงานด้วยกันอ่ะ

จากนั้นก็เดินผ่าน Fitzroy Garden โรแมนติกซะไม่มีอ่ะ แต่ตี 3 นั่นก็มองอะไรไม่เห็นแล้วอ่ะนะ จอยก็เดินเอามือกอดอก (โอ้โห มารยาหญิงกี่เล่มเกวียนก็ควักเอามาใช้) คริสถามว่าหนาวเหรอ อีนางเอกก็บอกว่า อืมหนาวนิดหน่อย อีพระเอกจะไม่ยอมรับรักกรูแล้วถอดเสื้อหนาวมาให้ทำไม อีนางเอกก็ไม่ยื่นมือมารับ ส่งสัญญาณบอกว่าใส่ให้หน่อยดิ พอเธอเอาเสื้อหนาวโอบไหล่มาใส่ให้ อีนางหน้าด้านคนนี้ก็ไปกอดเค้าเฉยเลย จุ๊บๆด้วย (ให้อภัยคนเมาด้วยนะคะ ปกติไม่เคยทำแบบนี้) ทุเรศจริงๆเลยเรา พอถึงบ้านเค้า เค้าก็ส่งเราเข้านอนแล้วก็มานั่งคุยด้วย เล่าเรื่องครอบครัวให้ฟัง เล่าอะไรหลายๆอย่างให้ฟังแล้วบอกว่า เค้าไม่รู้ว่าทำไมเค้าถึงเล่าเรื่องต่างๆให้จอยฟัง เรื่องที่เค้าเล่า เค้าไม่เคยบอกใครมาก่อน อ่าว จะไม่รับรักแล้วมาพูดให้ความหวังแบบนี้ทำไม จอยก็เมาหลับไป ไม่ได้รักนวลสงวนตัวเลย รู้สึกตัวตื่นมาตอนเช้า คริสนั่งอยู่ที่โซฟาหน้าทีวี พอสติมา หน้าก็บาง ออกมาขอโทษเค้า เค้าก็พูดเหมือนเดิมว่าไม่ใช่ว่ารังเกียจ ไม่ใช่ว่าไม่อยากลองคบ แต่ทำงานด้วยกันมันคบกันลำบาก จอยก็จ๋อยๆ บอกว่าเข้าใจแล้วค่ะ แล้วเค้าก็พาไปส่งกลับบ้าน

ทั้งเสาร์อาทิตย์ก็คิดวนไปเวียนมา อดคิดถึงเค้าไม่ได้ หัวใจมันตุ๊มๆต่อมๆตลอดเลย พอวันจันทร์มาทำงาน ก็เขินซะ คริสก็ทำเป็นเฉยๆ แต่ก็เดินมาป้วนเปี้ยนแถวที่เรานั่งบ่อยๆ ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ความอายหายไป เลยส่งเมสเสจไปหาเค้า ถามว่า

จอย: ถ้าคุณไม่ใช่นายเรา ถ้าเราไม่ได้ทำงานด้วยกัน คุณจะลองคบกับเรามั้ย
คริส: เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนไม่ควรมาคุยกันด้วย text message ควรจะคุยกันต่อหน้า
จอย: (เอ๊ะ อยากเจอกรูเหรอเนี่ย) ต่อหน้าที่ทำงานหรือนอกที่ทำงานล่ะ อิอิ
คริส: บอกว่านอกที่ทำงานดีกว่า
จอย: พรุ่งนี้เลยมั้ย
คริส: นี่มางานแต่งงานเพื่อน แล้วจะกลับถึงเมลเบอร์นพรุ่งนี้บ่ายๆ ถึงแล้วจะโทรไปหานะ

จอยดีใจมาก พอวันถัดมา คริสโทรมา จอยมาหาเค้าที่บ้าน เค้าก็ถามว่า ไหนบอกเค้ามาซิ ว่ามันจะเวิร์คได้ไง ทำงานด้วยกันแล้วก็คบกันเนี่ย จอยก็กล่อมเค้าสุดๆบอกว่า วันธรรมดาก็เป็นนายกับลูกน้อง วันเสาร์อาทิตย์ก็เป็นแฟนกันไง แล้วถ้าซักพักมันไม่เวิร์คขึ้นมา เราก็กลับมาเป็นแค่เพื่อนกันเหมือนเดิม โตๆกันแล้ว ไม่มีปัญหาหรอก กล่อมอยู่นาน เธอก็ยอม อิอิ จอยก็ยิ้มไม่หุบเลย วันนั้นเราก็เดินไปกินอาหารไทยด้วยกัน จูงมือกันด้วย (ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่มั้ยคะ ว่าจอยยื่นมือไปจูงเค้าอ่ะ)

แอบคบกันอยู่เกือบปี คริสก็ได้ย้ายงานไปอยู่แผนกอื่น ก็ค่อยยังชั่วหน่อย คบกันสะดวกขึ้นเยอะ ตอนนี้จะสามปีแล้วค่ะ ยังรักเค้าเหมือนเดิม แต่จะออกโหดๆหน่อย เค้าขึ้เล่น บางทีก็เล่นเยอะเกินไปจอยต้องคอยดุ คริสก็ดีกับจอยมาก สองคนติดกันหนึบเลย ข้อดีของคริสก็คือ เค้าชอบทำอาหารให้จอยกิน สบายเลยเรา เรื่องงานบ้านคริสก็ถูกจอยเอาเปรียบ คริสรับภาระหนักเช่นขัดห้องน้ำ ทำสวน ดูดฝุ่น ถูพื้น ล้างรถ ส่วนจอยซักผ้ารีดผ้าค่ะ คริสบอกว่า เทียบกับวันแรกจอยรักเค้าน้อยลงเมื่อก่อนจอยไม่โหดกับเค้าแต่เดี๋ยวนี้โหดบ่อยๆ แต่เค้ารักจอยเพิ่มขึ้นทุกวัน (สงสัยจะหลอกด่า) พาคริสไปเที่ยวบ้านที่เชียงใหม่ หลานๆก็รักน้าคริสมากกว่าน้าจอย เพราะน้าคริสใจดี น้าจอยดุ จ๋อยเลยเรา

ในอดีต จอยเคยมีความรักที่เราเป็นฝ่ายยอม และวิ่งตามเค้าอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้รู้แล้วว่าความรักที่ดีๆมันเป็นยังไง ไม่เสียใจเลยกับความรักที่เคยไม่ประสบความสำเร็จ แล้วก็ดีใจที่ไม่ยอมทนอยู่ในความรักที่ไม่ดี ดีใจที่ชีวิตมาในทางนี้ เพราะถ้าไม่ได้มาทางนี้ ถ้าไม่ได้แต่งงานกับคนญี่ปุ่น ก็คงไม่ได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่น แล้วก็คงไม่ได้มาทำงานที่ออสเตรเลีย แล้วก็คงไม่ได้มาเจอคริส เส้นทางมันอาจจะอ้อมๆ ขรุขระ โหดร้าย เจ็บปวดอยู่บ้าง แต่ถ้าที่ปลายทางคือคนที่จะอยู่กับเราและจะทำให้เรามีความสุขไปตลอดชีวิต มันก็คุ้มใช่มั้ยคะ




 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 16 สิงหาคม 2554 19:24:04 น.
Counter : 1491 Pageviews.  

ทางเดินแห่งรัก จากไทยไปญี่ปุ่นแล้วมาลงเอยที่เมลเบอร์น

การได้เจอใครสักคน ที่เค้ารักเราหมดหัวใจแล้วเราก็รักเค้าหมดหัวใจเช่นกันนั้นถือเป็นความโชคดี คนที่อยากจะอยู่กับเราตลอดไป คนที่รักเราในแบบที่เราเป็น ไม่อยากให้เราเปลี่ยนอะไร รักเราไม่ว่าเราจะทำตัวงี่เง่าแค่ไหน จอยเจอเค้าแล้วค่ะ แต่กว่าจะได้เจอ ก็ผิดหวังกับความรักมาเยอะ แต่ถ้าไม่ได้ผิดหวังมาก่อน ก็คงไม่ได้มาพบเจอเค้าหรอกค่ะ ถือว่าฟ้าลิขิตมาแบบนี้ ไม่เคยรู้สึกเสียใจเสียดายเวลากับเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นในอดีตเพราะมันเป็นเส้นทางที่ทำให้จอยมาเจอกับคนที่คิดว่าเป็น Soul Mate เป็นคนที่เราถูกใจมากๆ และกลายเป็นคนที่ดีกับเราและทำให้เรามีความสุขมากในวันนี้

ตอนจอยมาเมลเบอร์นเมื่อเดือน ก.ค. ปี 2007 จอยมากับอดีตสามีคนญี่ปุ่น แต่งงานกับเค้ามาได้ 3 ปีมีปัญหากันมาตลอด เค้าชอบโกรธ โกรธแล้วไม่พูดด้วย บางที 2 อาทิตย์ บางทีก็นานกว่านั้น เจอกับเค้าตอนทำงานด้วยกันที่ไทย ก่อนแต่งงานเค้าก็เป็นอย่างงั้นแหละ แต่คิดว่าอะไรๆมันจะดีขึ้น พอเค้าย้ายกลับญี่ปุ่น เค้าก็ชวนไปด้วย ชวนแต่งงาน จอยก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่ารักเค้าอยากอยู่กับเค้าก็เลยแต่ง ไม่ได้คิดหรอกว่าจะอยู่กับคนๆนี้ได้ตลอดชีวิตหรือป่าว สามปีที่แต่งงานกับเค้า เค้าโกรธไม่พูดกับเราไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของเวลาที่อยู่ร่วมกัน ตอนอยู่ญี่ปุ่นจอยก็ทำงานบริษัท หาเงินได้เอง ไม่ได้ต้องให้เค้าเลี้ยง เวลาเค้าโกรธ ก็ชอบบอกให้จอยกลับเมืองไทย ทำอะไรต่างๆนาๆเพื่อให้เรารู้สึกผิด ทำอาหารให้เค้าก็ไม่กิน มีครั้งนึงโกรธแล้วไม่พูดกับจอย 2 เดือน แต่สุดท้ายก็ไม่บอกว่าโกรธเรื่องอะไร

ปลายปี 2006 แม่เค้าตรวจเจอว่าเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าอยู่ได้อีก 6-12 เดือน เค้าลาออกจากงานเพื่อจะย้ายไปอยู่ใกล้ๆแม่ เค้าก็บอกให้จอยลาออกด้วย ตอนนั้นก็ไม่ได้เสียดายอะไร เพราะคิดว่าชาตินี้คงอยู่ญี่ปุ่นตลอดไปไม่ได้ จริงๆแล้วจอยชอบญี่ปุ่นนะ แต่ไม่คิดว่าจะกลายเป็นคนท้องถิ่นไปได้ คงเป็นได้แค่คนต่างชาติที่มาอาศัยอยู่เท่านั้น เพราะนิสัยเราไม่ค่อยไปทางเดียวกับวัฒนธรรมเค้าเอาซะเลย อยากไปลองอยู่ประเทศอื่นดูบ้าง

ตอนที่ทำงานที่ญี่ปุ่น นายของจอยเค้าเป็นคนออสเตรเลียที่ถูกส่งมาทำงานที่ญึ่ปุ่น 3 ปี ตอนจอยลาออก เคยบอกนายไว้ว่าอยากไปอยู่ประเทศอื่น จอยลาออกไปได้ไม่กี่เดือน นายเก่าเค้ารู้มาว่ามีงานที่ต้องการคนมีประสบการณ์แบบที่เรามีที่บริษัทเดิมนี่แหล่ะ ที่เมลเบอร์น เค้าเลยโทรมาถามว่าสนใจจะไปมั้ย แต่เป็น contract ปีต่อปีนะ จอยก็อยากไป เลยชวนอดีตสามีมาด้วย ก่อนมาเปิดใจพูดกับเค้าว่า จอยไม่ชอบให้เค้าโกรธ เค้าโกรธบ่อยเกินไป โกรธทีละนานเกินไป จอยไม่มีความสุข ขอให้เค้าเปลี่ยนเป็นว่า ถ้าโกรธหรือไม่พอใจอะไร ขอให้พูดกัน เคลียร์กัน เค้าไม่ค่อยแฮ๊ปปี้เท่าไหร่แต่ก็บอกว่าเค้าจะพยายาม

พอมาถึงเมลเบอร์น เกือบปีผ่านไปเค้าก็ยังโกรธจอยอยู่เหมือนเดิม โกรธนานเหมือนเดิม จอยก็ทนไม่ไหวแล้ว ก็บอกเค้าว่าไม่สามารถมีชีวิตอยู่แบบนี้ได้อีกแล้ว ขอเลิกกับเค้า ขอหย่ากับเค้ากลางปี 2008 พอสิ้นปี 2008 เค้าก็ย้ายออกไป ที่ออสเตรเลียนี่ ต้องแยกกันอยู่อย่างน้อย 12 เดือน ถึงจะจดทะเบียนหย่าได้ แต่เค้ากลับไปเยี่ยมบ้านที่ญี่ปุ่น จอยก็เลยรวบรวมเอกสารให้เค้าไปทำเรื่องหย่าที่ญี่ปุ่น แล้วชีวิตแต่งงานก็จบลง

เรื่องที่เค้าโกรธเป็นสาเหตุหลักในการเลิกกัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเดียว ชีวิตแต่งงานวนเวียนอยู่รอบๆชีวิตเค้า ชีวิตจอยไม่มีความหมาย เค้าไม่สนใจจะมาสนิทกับครอบครัวเรา เวลาจอยกลับไทยก็มาเชียงใหม่กับเราแค่ 3-4 วัน แล้วก็ไม่ยอมพักที่บ้าน ขอไปพักที่โรงแรม ที่ญี่ปุ่น เสาร์อาทิตย์ก็ทำแค่สิ่งที่เค้าชอบ ถ้าจอยอยากไปช้อปปิ้งเราก็ต้องไปคนเดียว งานบ้านก็ไม่ช่วยทำ เราทำอยู่คนเดียว ไม่ได้เยอะอะไรมากมายเพราะอยู่อพาร์ตเมนต์ แต่ทั้งสองคนทำงาน Full time จอยไม่ได้อยู่บ้านเฉยๆขอเงินเค้ากินนี่นา หลายๆอย่างมันสะสมมาหลายปี ในที่สุด ก็เหมือนในหัวจอยมันมีหลอดไฟสว่างขึ้นมาบอกว่า เลิกเหอะถ้าอยากมีความสุข

การแต่งงานและการหย่าทำให้จอยเข้าใจตัวเองขึ้นเยอะว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ชีวิตแต่งงานหรือชีวิตกับใครสักคนที่ดีๆมันควรจะเป็นยังไง เข้าใจว่าตัวเองน่าจะไปได้ดีกับคนแบบไหน เข้าใจว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้ไม่เยอะเพราะฉะนั้นถ้าเค้าไม่ดีกับเราวันนี้ก็อย่าคาดหวังว่าเค้าจะดีขึ้นมากมาย พอตัดใจเลิกกับเค้าได้ รู้สึกโล่งใจมาก กลับมาเป็นคนโสด ทำงานไปวันๆ เสาร์อาทิตย์ก็ไปหาเพื่อน แต่เรามันเป็นพวกโสดได้ไม่นานอ่ะคะ ก็มองซ้ายมองขวาจนได้เรื่องหวานๆเข้ามาให้ชุ่มชื่นซาบซ่านหัวใจ เดี๋ยวไว้มาเล่าต่อตอนหน้านะคะ






 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 5 สิงหาคม 2554 19:43:56 น.
Counter : 345 Pageviews.  


Windy Maui
Location :
Melbourne Australia

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Windy Maui's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.