ฟงอวิ๋น ขี่พายุทะลุฟ้า e-mail: wiizento@hotmail.com
Group Blog
 
All blogs
 

พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระเจ้า (Buddha is not a God)

พระองค์ไม่ใช่ผู้สร้างโลก
พระพุทธเจ้าก็คือมนุษย์
คือคนทั่วไป เหมือนพวกเรา
มีความทุกข์ ความยากลำบาก ความคับข้องใจ
และมีความสามารถที่จะผ่านพ้นความยากลำบากเหล่านั้น
เพื่อค้นพบหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง
ถ้าพระพทธเจ้าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
เราซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

"ท่านได้แสดงให้เห็นถึงหนทางและวิถีชีวิตของพุทธศาสนา
ซึ่งก็คือหนทางแห่งการ พุทธะ
หรือหนทางแห่งการตื่นรู้ในการดำเนินชีวิตไปสู่ความปกติ และความสุขที่แท้จริง
เพื่อทำให้มนุษย์ทั้งโลกดำเนินไปสู่หนทางที่เป็นปกติสุข"

เราควรช่วยกันรณรงค์ให้เกิดการเครื่อนไหวของคนหนุ่มสาว
เพื่อช่วยสร้างสรรค์สังคมที่ประกอบไปด้วยความรักและความเมตตา
นี่คือสิ่งที่เราจะต้องบอกคนหนุ่มสาวให้พวกเขาได้รับรู้


ปล. จำไม่ได้ว่าเอาบทความนี้มาจากที่ไหนขอโทษด้วยครับ




 

Create Date : 02 มกราคม 2553    
Last Update : 2 มกราคม 2553 18:58:42 น.  

พุทธานุภาพอุ่นเรืองรอง

โหลดไวรัสเงา
http://www.uploadtoday.com/download/?467408&A=212749

http://www.uploadtoday.com/download/?479301&A=774621
............
พุทธะ แปลว่า รู้, ตื่น, เบิกบาน หรือหมายถึง ผู้รู้, ผู้ตื่น, ผู้เบิกบาน ก็ได้ ซึ่งคำว่า รู้ ก็หมายถึงมีความรู้จริงในเรื่องการดับทุกข์ คำว่า ตื่น หมายถึง ตื่นจากความโง่ หรือ จากความไม่รู้, คำว่า เบิกบาน หมายถึง สดชื่นไม่มีทุกข์ ส่วนคำว่า พุทธศาสนา หมายถึง คำสั่งสอนของท่านผู้รู้ อันหมายถึงพระพุทธเจ้าที่เป็นศาสดาของพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า หมายถึง ผู้รู้สูงสุด ซึ่งอดีตของพระพุทธเจ้าก็คือ เจ้าชายสิทธัตถะ จากวงศ์ศากยะ แห่งนครกบิลพัสดุ ของประเทศอินเดีย เมื่อประมาณ ๒,๖๐๐ กว่าปีมาแล้วที่ทรงออกผนวชเพื่อค้นหาความพ้นทุกข์ คือในยุคนั้นเป็นยุคที่กำลังมีการค้นคว้าหาวิธีการดับทุกข์กันอยู่อย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังไม่มีใครค้นพบวิธีการดับทุกข์ที่แท้จริงได้ จนเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงผนวชแล้วได้ทรงค้นพบและประกาศตนว่าทรงเป็นผู้รู้จริง(พุทธะ)ในเรื่องการดับทุกข์และได้ทรงนำวิธีการดับทุกข์นี้มาสอนแก่ผู้ที่สนใจของยุคนั้น จนได้รับความเคารพเชื่อถือจากผู้มีปัญญาของยุคนั้นอย่างแพร่หลาย จนทรงมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา จึงทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน
เรื่องราวของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นโดยสรุปก็มีเพียงเท่านี้ แต่ต่อมาภายหลังได้ถูกแต่งเติมขึ้นเพื่อเอาใจศาสนาพราหมณ์ เพราะสมัยที่แต่งขึ้นนั้นพุทธศาสนากำลังเสื่อมโทรมเต็มที่ส่วนศาสนาพราหมณ์กำลังมีอำนาจมาก ใครสอนผิดไปจากเขาจะไม่เป็นที่ยอมรับและจะถูกทำร้ายได้ จึงทำให้มีเรื่องราวที่ว่าพระพุทธเจ้าไปเกี่ยวข้องกับเทวดาบ้าง กับพระพรหมบ้าง รวมทั้งเรื่องที่พระพุทธเจ้าในอดีตได้บำเพ็ญบารมีมาเป็นแสนๆชาติ อย่างที่เราเคยได้รู้กันมาก่อน ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจว่านั่นเป็นเพียงเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อส่งเสริมคำสอนระดับศีลธรรมเท่านั้น .
..............................
นิพพานคืออะไร?
นิพพาน แปลว่า ความสงบเย็น หรือความเย็นใจ คือเมื่อใดที่จิตของเราเกิดอาการของกิเลสใดๆขึ้นมา จิตของเราก็จะไม่บริสุทธิ์ หรือจะเศร้าหมอง แล้วมันก็จะเกิดความทุกข์ชนิดต่างๆขึ้นมา ซึ่งจะรุนแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้างตามกิเลสที่เกิดขึ้น แต่ขณะใดที่จิตเรามีสมาธิและปัญญา จิตของเราก็จะบริสุทธิ์ จากกิเลส แล้วมันก็จะสงบ เยือกเย็น ปลอดโปร่ง แจ่มใสขึ้นมาทันที ซึ่งนี่คืออาการที่เรียกว่านิพพาน
นิพพานนี้ในแต่ละวันเราทุกคนก็พอจะมีกันอยู่บ้าง แต่ไม่มากหรือไม่ถาวรถ้าใครมีมากหรือถาวรก็จะเป็นพระอริยบุคคล.
...............................
ตายแล้วไปไหน?
ตามหลักพุทธศาสนาแล้วไม่สอนว่าตายแล้วไปไหน เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้
แต่จะสอนให้คิดว่า เมื่อเทียนดับ แสงสว่างหายไปไหน? คือร่างกายก็เหมือนแท่งเทียน จิตใจก็เหมือนแสว่างที่เกิดจากการเปลวเทียนที่ลุกไหม้ เมื่อเปลวไฟเทียนดับ แสงสว่างก็จะดับหายตามไปด้วย เมื่อจุดไฟใหม่ แสงสว่างก็กลับมามีอีก ซึ่งนี่เป็นการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์.
...............................
นรก-สวรรค์คืออะไร?
คำว่า “นรก” ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังที่เร่าร้อนทรมาน เพราะทำบาปเอาไว้มาก(เช่นขณะที่เรากำลังร้องไห้เพราะเสียใจมาก)
คำว่า “สวรรค์” ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กำลังมีความสุขใจ หรืออิ่มเอมใจอย่างยิ่ง เพราะได้ทำความดีเอาไว้มาก( เช่นขณะที่เรากำลังยิ้มร่าเพราะสุขใจมาก).
ส่วนนรกที่อยู่ใต้ดิน และสวรรค์ที่อยู่บนฟ้า ที่จะไปถึงได้ต่อเมื่อตายไปแล้วตามที่เราเคยได้ยินมานั้น ไม่ใช่ของพุทธศาสนา แต่เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ที่ปะปนเข้าอยู่ในพุทธศาสนามาช้านานแล้ว จนทำให้ชาวพุทธหลงเข้าใจผิดคิดว่านี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราจะต้องเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย.
.................................
เรื่องสำคัญอีกอย่างก็คือ พุทธศาสนาระดับสูงจะสอนเฉพาะเรื่องในปัจจุบันของชีวิตนี้เท่านั้น ไม่สอนเรื่องภายหลังจากตายไปแล้วหรือเรื่องก่อนที่เราจะเกิด เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน และมันก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรแก่การศึกษานี้เลย ซ้ำยังจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ แล้วการปฏิบัติก็จะผิดตามไปด้วย (ความจริงแล้วเรื่องตายแล้วมีวิญญาณไปเกิดใหม่ได้นั้นเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูไม่ใช่ของพุทธศาสนา)
________________________________________
ชีวิตของมนุษย์เรานี้จะประกอบด้วยร่างกายและจิตใจที่จะต้องทำงานร่วมกันไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ถ้าแยกกัน มันก็จะแตก(ใช้กับร่างกาย)ดับ(ใช้กับจิตใจ)และหายไปด้วยกันทั้งคู่ทันทีโดยร่างกายก็เกิดมาจากธาตุดิน, ธาตุน้ำ,ธาตุไฟ, ธาตุลมสร้างขึ้นมาส่วนจิตใจประกอบด้วยวิญญาณ, ความรู้สึก,ความจำ,และความคิด ซึ่งนี่คือสิ่งมีชีวิตที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในเอกภพ ที่เกิดมาจากการสร้างสรรค์ขึ้นมาของธาตุตามธรรมชาติ ภายใต้กฎสูงสุดของเอกภพ.
________________________________________
สิ่งที่ ไม่เกิดขึ้น” คือไม่มีการสร้างให้เกิดขึ้นมาอันได้แก่นิพพานนี้ จะเป็นตัวตนของใครๆไปไม่ได้เลย เพราะสภาวะของนิพพานนั้นจะเป็นสภาวะที่ว่างจากการมีตัวตน ดังนั้นถึงแม้จะมีใครบรรลุนิพพานสักเท่าใดก็ตาม ก็เท่ากับว่าไม่มีตัวตนของใครที่เป็นผู้นิพพาน มีแต่จิตที่ว่างจากความมั่นว่ามีตัวตนเท่านั้นที่นิพพาน.
________________________________________
ส่วนวิญญาณ หรือการรับรู้นี้ก็มีการเกิดขึ้นมาและดับหายไปตามระบบประสาทของอวัยวะตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, และใจ(สมอง)อยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อรับรู้รูป, เสียง, กลิ่น, รส เป็นต้น ถ้าร่างกายตาย วิญญาณก็ต้องดับหายตามไปด้วย
________________________________________
ส่วนทั้ง ๔ นี้จะรวมกันเป็น จิต ที่หมายถึง สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ ซึ่งถ้าเราจะสังเกตให้ดีเราก็จะพบว่าจิตก็มีการเกิดและดับอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง คือบางทีก็เกิดไปเกิดที่ตาเพื่อรับรู้รูป แล้วก็มาเกิดที่ใจเพื่อคิดเรื่องรูปนั้น แล้วก็มาเกิดที่หูเพื่อรับรู้เสียงอีก เป็นต้น คือมันจะมีการเกิดและดับสืบต่อกันเอาไว้ตลอดเวลาจนดูเหมือนกับว่ามันเกิดนิ่งๆอยู่ตลอดเวลาจนทำให้เราเกิดความเข้าใจผิดคิดว่ามีจิตที่เป็นอัตตาขึ้นมา ส่วนเวลาหลับจิตก็จะดับลงชั่วคราว และถ้าร่างกายตายจิตก็จะดับลงอย่างถาวรซึ่งนี่เรียกว่าเป็นลักษณะที่ไม่เที่ยงของจิตใจ
________________________________________
ส่วนความเป็นอนัตตาของจิตก็คือ จิตต้องอาศัยวิญญาณเป็นพื้นฐาน และวิญญาณก็ต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้นมา เมื่อร่างกายตาย จิตก็ย่อมที่จะต้องดับหายตามไปด้วยเสมอและ เมื่อจิตไม่สามารถที่จะตั้งอยู่ได้ชั่วนิรันดร แล้วเราจะมายึดมั่นว่าจิตนี้เป็นเรา หรือเป็นของเราหรือเป็นของใครๆได้อย่างไร?ถ้ามีคนถามว่า “คนเราตายแล้วจิตหรือวิญญาณไปไหน? ” ถ้าเราเข้าใจแล้วว่าจิตหรือวิญญาณคืออะไรแล้ว เราก็คงไม่รู้จะตอบคนที่ถามเช่นนั้นว่าอย่างไร เพราะแท้จริงจิตก็เป็นเพียงธาตุที่มาประชุมกันขึ้นมาทำหน้าที่ชั่วคราวแล้วก็ดับหายไปเท่านั้น หรือถ้าจะตอบก็ต้องตอบว่า “มันไม่มีเราตาย เพราะมันไม่มีเรามาเกิด และแม้ชีวิตที่มีอยู่นี้ก็ยังไม่มีเราอยู่จริงด้วยเหมือนกัน”
...............................................
เรื่องที่ไม่ควรสนใจ
ผู้คนที่มาศึกษาพุทธศาสนาส่วนใหญ่มักจะตั้งคำถามว่า พระพุทธเจ้าสอนว่าตายแล้วไปไหน? เกิดหรือไม่เกิด? ถ้าเกิดอะไรไปเกิด? หรือนรกสวรรค์มีจริงหรือไม่? และใครสร้างโลก? เป็นต้น ซึ่งคำถามเหล่านี้เมื่อมีผู้นำไปถามพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ไม่ทรงตอบ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการดับทุกข์เลย
ในเบื้องต้นของการศึกษาเพื่อดับทุกข์นี้
พระพุทธองค์ทรงสอนว่าอย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องต่างๆเหล่านี้คือ
๑. เรื่องว่าพระพุทธเจ้าจะมีจริงหรือไม่?
๒. เรื่องว่าสมาธิสูงๆจะทำให้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้จริงหรือไม่?
๓. เรื่องการทำดีและชั่วที่จะได้รับผลดีและชั่วในอนาคตจริงหรือไม่?
๔. เรื่องนรก-สวรรค์, ชาติก่อน, ชาติหน้า, ตายแล้วไปไหน?, ใครสร้างโลก?, เป็นต้น รวมทั้งเรื่องต่างๆของชาวโลกๆที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการดับทุกข์ด้วย
สาเหตุที่ไม่ให้สนใจเรื่องเหล่านี้ก็เพราะมันไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและปฏิบัติเพื่อดับทุกข์เลยมันเป็นเรื่องของการเล่าต่อๆกันมาหรือมีผู้แต่งเรื่องขึ้นภายหลังซึ่งหาหลักฐานยืนยันไม่ได้ถึงศึกษาไปก็ไม่รู้จักจบ จะทำให้เสียเวลาและปวดหัวไปเสียเปล่าๆ อีกทั้งยังจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเข้าใจไขว้เขวต่อการศึกษาเพื่อดับทุกข์นี้ได้ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิดพลาดขึ้นมาได้
........................................




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 23 สิงหาคม 2552 13:30:52 น.  

โลกจิตตา?

เราชื่อ "วีร์" นะ




 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2550 8:54:42 น.  

แผ่บารมีกุศลมหาอธิฐาน

ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระสาวกทุกองค์ พระโพธิสัตว์ทุกองค์ พรหมทุกองค์ เทวดาทุกองค์ พ่อแม่ครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่าน จงมาสถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้า ขอให้คำอธิษฐานของข้าพเจ้าศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์จงทุกประการเทอญ
บุญกุศลที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญมาในอดีตชาติก็ดี ในปัจจุบันชาติก็ดี และที่จะบำเพ็ญไปจนกว่าที่จะถึงซึ่งพระนิพพานก็ดี ที่จะให้ผลแก่ข้าพเจ้าเพียงใด ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลนั้นให้แก่จิตวิญญาณทุกดวง ทั้งหมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้อนุโมทนาในกุศลนั้น และจงพลันบังเกิดเป็นเครื่องสักการะบรรณาการอันเป็นทิพย์ ที่ท่านยินดีพอใจเป็นร้อยเท่าพันทวีที่ท่านต้องการ ขอให้ท่านจงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธรรมสาร สมบัติ พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ด้วยลาภ ยศ สุข สรรเสริญ และอธิบดีอันเป็นทิพย์ยิ่งยิ่งขึ้นไป ท่านคิดปรารถนาสิ่งใด ขอจงได้สำเร็จสมความปรารถนาทุกสิ่งทุกประการตลอดเวลา ขอให้ท่านจงสถิตอยู่ในฐานะบิดา มารดา ช่วยบำรุงรักษาข้าพเจ้าซึ่งอยู่ในฐานะลูกสาว-ลูกชาย ให้ปราศจากภัยอันตรายจะมาแผ้วพาน ขอให้เจริญรุ่งเรืองในทุกสิ่งทุกประการ จนกว่าจะเข้าถึงซึ่งพระนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วยเทอญ
อนึ่ง บุญใดที่ท่านทั้งหลายได้บำเพ็ญมาทุกภพทุกชาติ ข้าพเจ้าขออนุโมทนา ขอให้ข้าพเจ้าจงมีส่วนแห่งบุญนั้นจงทุกประการเทอญ
สิ่งใดที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านทั้งหลายด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ข้าพเจ้าขอกราบแทบเท้าขอขมา ขอท่านทั้งหลายจงโปรดเมตตายกโทษอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ
สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายได้เคยล่วงเกินข้าพเจ้ามาในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ข้าพเจ้าขอยกโทษอโหสิกรรมให้ทั้งหมดทั้งสิ้น ขอท่านทั้งหลายจงช่วยเสริมพลังบารมีแก่ข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าคิดจะประกอบกิจการอันใด ที่ไม่ผิดทำนองคลองธรรม ขอให้พลันสำเร็จเป็นอัศจรรย์เหนือมนุษย์ทั้งปวงด้วยเทอญ
ขออัญเชิญพระศรีอาริย์ เจ้าแม่กวนอิม พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ พระอรหันต์จี้กง เซียนทั้งแปด พระอิศวรนารายณ์ พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาล ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระเพลิง แม่พระพาย พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย นายนิริยบาลทั้งหลาย ท่านผู้มีตาทิพย์ หูทิพย์ ใจทิพย์ทั้งหลาย ท่านผู้มีวิชชา อภิญญา ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย จงมารับเอาส่วนกุศล และเป็นพยานในการสร้างกุศลและอุทิศส่วนกุศล พร้อมทั้งนำข่าวคำอธิษฐานของข้าพเจ้า ไปบอกกล่าวแก่สรรพสัตว์ให้รู้ทั่วหน้ากันทุกภูมิทุกชั้น และช่วยทำคำอธิษฐานนั้นให้เป็นจริงด้วยเทอญ




 

Create Date : 20 มกราคม 2550    
Last Update : 20 มกราคม 2550 13:38:21 น.  

พระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าหมายถึงใคร

“พระพุทธเจ้า” ตามศัพท์หมายถึง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หมายถึงมนุษย์ผู้สามารถตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ถึงสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ ของโลก เห็นทางแห่งการพ้นทุกข์ พ้นวัฏสงสาร และได้นำธรรมะที่พระองค์ค้นพบมาสั่งสอนแก่บรรดามนุษย์และสัตว์โลกทั้งในภพภูมินี้และภพภูมิอื่น เพื่อให้พ้นทุกข์ได้เช่นพระองค์ เพราะสัจธรรมมีเพียงวิธีเดียว ดังนั้นในแต่ละยุคสมัยจึงมีพระพุทธเจ้าได้เพียงพระองค์เดียว

เราทราบดีว่าโลกมีกำเนิดมาเป็นเวลานานมาก จนนับย้อนหลังไม่ได้ ก็ย่อมจะมีมนุษย์ เมื่อมีมนุษย์ก็ย่อมจะมีความเชื่อ มีลัทธิ มีศาสนา ย่อมต้องมีพระพุทธเจ้าที่ทรงค้นพบพระธรรมคำสอนมาก่อนแล้ว และเป็นพระธรรมคำสอนเดียวกัน เพราะสัจธรรมของชีวิตและธรรมชาติที่แท้จริงรวมถึงทางพ้นทุกข์ ไม่ว่ายุคใดๆก็ต้องเหมือนกัน จึงจะเป็นความจริง เป็นสัจธรรม คงจะมีเพียงข้อปลีกย่อยที่แตกต่างกัน สำหรับชีวิตคนในยุคต่างๆ เมื่อโลกมีภัยพิบัติของธรรมชาติรุนแรงขึ้น มนุษย์ในยุคนั้นและพระธรรมคำสอนต่างๆย่อมสูญหายไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายพันหลายหมื่นปีย่อมมีมนุษย์และมีพระพุทธเจ้าขึ้นใหม่อีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกตามอายุของโลกนี้

ตามคำอธิบายถึงพุทธองค์ทางพุทธศาสนาจะได้มีพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้วถึง 27 พระองค์

พระองค์แรกที่สุดมีชื่อว่า “พระตัณหังกร” แต่ละองค์มีระยะเวลาของศาสนาของพระองค์แตกต่างกัน ก่อนจะถึงภัทรกัปที่เราอยู่นี้ ซึ่งจะมี 5 พระองค์ ที่ผ่านมาแล้วได้แก่พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ จึงถึงพระพุทธองค์ของเราเป็นองค์ที่ 4 ของภัทรกัปคือโคตมะพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าลำดับที่ 28 และเมื่อสิ้นยุคของพระโคตมพระพุทธเจ้าซึ่งมีคำอ้างที่หาที่มาไม่ได้แน่นอนว่าจะมีอายุเพียงห้าพันปี คงจะมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นที่ทำให้มนุษย์และคำสั่งสอนในปัจจุบันสูญหายไป และจะต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานมากที่โลกไม่มีพระพุทธเจ้าเรียกว่า “สุญญกัป” ไม่ใช่ว่าหมด 5 พันปีแล้วจะมีพระพุทธเจ้าขึ้นใหม่ และมีพุทธศาสนาทันที

ซึ่งสุญญกัปนี้เป็นเวลานานมากก่อนจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่ขึ้น ที่มีชื่อว่า “พระศรีอาริยเมตไตรย์” ซึ่งจะเป็นองค์สุดท้ายของภัทรกัป คงจะทราบว่าขณะนี้ได้มีบางวัดบางคนสวดมนต์สำหรับพระศรีอาริยเมตไตรย์กันแล้ว โดยหวังจะไปเป็นสาวกในยุคท่านซึ่งว่ามีระยะเวลาของศาสนาของท่านถึงหนึ่งหมื่นปี ทั้งนี้อาจเห็นว่าคงจะไม่ทันพ้นทุกข์ในยุคพระพุทธโคดมนี้เป็นแน่นอน แต่อย่าลืมว่าต้องรอเวียนว่ายกันในวัฏสงสารอีกนานแสนนานกว่าจะถึงยุคท่าน เพราะช่วงเวลาที่มีพระพุทธเจ้านั้นสั้นนิดเดียวเมื่อเทียบกับเวลาที่ไม่มี ดังนั้นน่าจะคิดพยายามปฏิบัติธรรมเสียในยุคที่เราอยู่นี้ดีกว่า

เนื่องจากพระพุทธเจ้าในยุคหนึ่งๆจะมีได้เพียงพระองค์เดียว จึงจะต้องเป็นคนพิเศษที่ได้มีการบำเพ็ญเพียรสร้างสมบารมีมาเป็นเวลาเนิ่นนานจนนับไม่ถ้วนอย่างเช่นในตำนานชาดกแม้เพียง 10 ชาติสุดท้าย เรียกว่าทศบารมีของพระพุทธองค์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้หนึ่งพระชาติในเรื่องพระมหาชนกจึงได้เป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์คือผู้ที่สร้างสมบารมีเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งมีจำนวนมากมายที่รออยู่

ตามตำนานผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าจะต้องได้รับคำทำนายจากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งก่อนว่าต่อไปจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เช่น พระโคดมพระพุทธเจ้าของเรานี้ก็ได้รับคำทำนายเป็นครั้งแรกจากทีปังกรพุทธเจ้า (องค์ที่ 4) เป็นครั้งแรกและพระกัสสปะพุทธเจ้า (องค์ที่ 27) เป็นองค์สุดท้าย

ยังมีพระโพธิสัตว์อีกไม่น้อยที่ท่านได้เกิดมาและสามารถปฏิบัติจนค้นพบสัจธรรมของการหลุดพ้นเช่นเดียวกัน แต่พระองค์ไม่ได้นำสัจธรรมนั้นๆมาสั่งสอนแก่มวลมนุษย์จึงเรียกว่า “ปัจเจกพระพุทธเจ้า” ท่านเข้าสู่ปรินิพพานไปโดยมิได้นำผู้อื่นไปด้วย

พระพุทธเจ้าของเราคือใคร

เมื่อก่อนพุทธกาล มนุษย์ยังเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่จำนวนมาก ไม่ได้เป็นประเทศอย่างปัจจุบัน มีหัวหน้ากลุ่มและเกิดสงครามระหว่างกลุ่ม กลุ่มใดใหญ่ขึ้นก็สร้างบ้านเมืองขึ้น เช่น ในชมพูทวีป หรืออินเดียในปัจจุบันมีกลุ่มชนมากมาย ที่บริเวณเชิงภูเขาหิมาลัยติดเนปาลมีชนชาติอารยันหรืออริยกะที่เป็นคนผิวขาวที่บุกมาตั้งบ้านเมืองอยู่ประมาณ 400 ปีก่อนพุทธศักราช มีพระเจ้าโอกกากราชเป็นต้นราชวงศ์ศากยะ ซึ่งได้สืบต่อมาจนถึงพระเจ้าสุทโธทนะ มีมเหสีชื่อพระนางมหามายาซึ่งเป็นธิดาของแคว้นเทวทหะ ครองเมืองกบิลพัสดุ์ อยู่บริเวณป่าหิมพานต์ในเนปาล

เมื่อพระนางมหามายาตั้งครรภ์แก่ก็จะเดินทางกลับไปคลอดที่เมืองของตนตามประเพณี แต่เมื่อมาถึงตำบลสวนลุมพินีที่ห่างจากเมืองมา 12 กิโลเมตร (ปัจจุบันชื่อเมือง Rummindei เหนือกุสินาราและแคว้นพาราณสี Varanasi หรือ Beneres) พระนางมหามายาเจ็บพระครรภ์ และประสูติพระโอรสชายใต้ต้นสาละในท่ายืนซึ่งเป็นท่าที่สตรีนิยมคลอดในสมัยนั้น ตรงกับคืนวันเพ็ญเดือนหก (ตรงกับวันศุกร์ปีจอ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช (623 ปีก่อนคริสตศักราช)

ซึ่งต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างเสาจารึกตำแหน่งประสูติไว้ เช่นเดียวกับหลักฐานที่ตรัสรู้และปรินิพพานในเวลาต่อมา เพื่อเป็นหลักฐานว่าเรื่องของพระพุทธองค์เป็นเรื่องจริงมิใช่การแต่งขึ้น มีการเกิด การตรัสรู้ และปรินิพพาน

เนื่องจากพระโอรสมีลักษณะของมหาบุรุษ 32 ประการ จึงได้รับคำทำนายจากอสิตดาบสว่า ถ้าเป็นฆราวาสจะได้เป็นพระมหาจักรพรรดิครองแผ่นดินทั้งปวง ถ้าออกผนวชจะเป็นศาสดาเอกของโลก พระเจ้าสุทโธทนะจึงตั้งชื่อว่า สิทธัตถะ แปลว่าสำเร็จสมหวัง หลังจากประสูติได้ 7 วัน พระนางมหามายาก็สิ้นพระชนม์ พระสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของนางปชาบดีโคตมีผู้เป็นน้าสาว

พระพุทธเจ้าเริ่มชีวิตอย่างไร

จากคำทำนายทำให้พระเจ้าสุทโธทนะต้องการให้พระสิทธัตถะเป็นพระมหาจักรพรรดิ จึงให้เล่าเรียนวิชาการสู้รบต่างๆจากสำนักวิศวามิตรจนแตกฉาน และปรนเปรอให้ความสุขสบายทั้งปวงมีตำหนักสามฤดูพร้อมข้าราชบริพาร พยายามที่จะไม่ให้พบเห็นสิ่งที่ไม่น่าดูหรือเป็นทุกข์ จนอายุ 16 ปี ก็ได้สมรสกับพระนางยโสธราพิมพาซึ่งเป็นธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะแห่งเทวทหนคร

อย่างไรก็ตามต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จออกประพาสนอกพระราชวังก็มีโอกาสได้เห็นความทุกข์จากคนชรา คนป่วย คนตาย และเห็นนักบวช ด้วยบารมีของพระโพธิสัตว์ที่ได้สร้างสมมาทำให้ตระหนักว่าพระองค์คงจะต้องผ่านสิ่งเหล่านั้นเช่นเดียวกันและไตร่ตรองหาทางให้หลุดพ้นจากกองทุกข์เหล่านั้นและทรงดำริว่าการเป็นนักบวชอาจเป็นวิถีทาง

พระองค์ได้ครองชีวิตคู่อยู่จนถึงอายุ 29 ปี ขณะที่พระนางพิมพาได้คลอดเจ้าชายราหุลแล้ว ทรงตระหนักว่าเริ่มมีห่วงของชีวิต หากรอเนิ่นช้าต่อไปความประสงค์ที่จะหาทางหลุดพ้นคงจะทำไม่ได้ จึงทรงตัดสินพระทัยทิ้งพระราชวังออกไปกับนายฉันนะ และม้ากัณฐกะ จนถึงแม่น้ำอโนมาแล้วใช้พระขรรค์โกนพระเกศา เพื่อตัดการดำรงชีวิตแบบผู้ครองเรือนเป็นนักบวชต่อไป

ถึงจุดนี้ได้มีบุคคลผู้ถือศาสนาอื่นกล่าวหาว่าพระพุทธองค์ทรงเห็นแก่ตัวละทิ้งพระนางพิมพาและพระราหุลไป เพื่อตัวพระองค์เอง ในทางโลกการเห็นแก่ตัวจะต้องละทิ้งสิ่งอื่นๆเพื่อไปหาสิ่งที่ดีกว่า แต่พระพุทธองค์ทรงเสียสละความสุขสบายและข้าใช้สอยทั้งปวงในราชสมบัติ เพื่อออกไปหาลำบากด้วยพระองค์เดียว ละทิ้งวัง 3 ฤดูไปอาศัยอยู่ตามโคนไม้ ทิ้งเครื่องทรงที่สวยงามไปใช้ผ้าขาดนุ่งห่ม ละทิ้งอาหารอันโอชะไปฉันวันละมื้อเท่าที่จะมีคนถวาย

พระองค์ต้องทนลำบากอยู่ตั้งแต่อายุ 29 จนถึง 35 ปี จึงสามารถตรัสรู้ได้ มิหนำซ้ำเมื่อพบสัจธรรมแล้วพระองค์ท่านใช้เวลาถึง 45 ปี เพียรตระเวณสั่งสอนบรรดานักบวชต่างๆ รวมทั้งประชาชนทั่วไปจำนวนมากให้พ้นทุกข์และสามารถบรรลุถึงอรหันต์ ไม่ต้องมาเวียนว่ายในกองทุกข์อีก นอกจากนี้พระนางพิมพาและพระราหุลเองก็ได้รับผลบุญนี้ โดยได้เข้าบวชในพระพุทธศาสนาเป็นอริยบุคคลต่อไป จึงเป็นการตัดคำครหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างไร

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้เปลี่ยนสภาพเป็นนักบวชแล้วก็ได้ศึกษาและเสาะแสวงหาอาจารย์ตามที่ต่างๆ ต้องทราบว่าในระยะนั้นในชมภูทวีปมีลัทธิและความเชื่ออยู่มากมาย ที่เป็นหลักอยู่ก็คือ ลัทธิพราหมณ์ ซึ่งเป็นลัทธิของชาวอารยันเช่นเดียวกัน มีการแบ่งชั้นวรรณะเป็นพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ซึ่งต่อมาภายหลังจึงกลายเป็นศาสนาฮินดู

ซึ่งมีผู้อธิบายว่าจากคนเปอร์เซียที่เข้ามาในอินเดียเรียกชาวอารยันที่อยู่ที่แม่น้ำ Sindhu เพี้ยนไปว่าฮินดูซึ่งศาสนาทั้งสองนี้มีการแก้ไขพัฒนามาตลอดเวลา มีคัมภีร์อรันยะกะ (Aranyakas) และอุปนิษัท (Upanishads) ซึ่งพระสิทธัตถะคงเคยศึกษาคัมภีร์เหล่านี้เล่มแรกที่อธิบายถึงธรรมชาติ จักรวาลวิญญาณของมนุษย์ การเกิดใหม่ของมนุษย์ กฎแห่งกรรม และการวนเวียนตายเกิด โดยเชื่อว่าพรหมหรือปรมาตมันเป็นต้นวิญญาณสูงสุดในจักรวาล และมีส่วนย่อยเป็นอาตมัน หรือชีวาตมันมาอยู่ในคนต่างๆ ถ้าคนเหล่านี้ได้บำเพ็ญเพียรและประกอบพิธีกรรมต่างๆอาจทำให้เขาพ้นทุกข์ได้ ไม่เกิดอีก โดยอาตมันของตัวเองเข้าไปรวมกับปรมาตมันได้

สำหรับคัมภีร์อุปนิษัทอธิบายเรื่องกฏแห่งกรรมคล้ายพุทธศาสนา แต่ผิดกันในรายละเอียด โดยถือว่าเมื่อตายแล้วต้องไปขึ้นศาลพระยายมพิพากษาความผิด เมื่อรับโทษในนรกแล้วจะไปขึ้นสวรรค์ พระสิทธัตถะได้ศึกษาคัมภีร์เหล่านี้แล้วคงจะยังไม่พอใจ เพราะอธิบายธรรมชาติไม่ได้ทั้งหมด ความเป็นเหตุเป็นผลไม่สมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามพระสิทธัตถะคงจะต้องศึกษาให้ครบถ้วนตามวิชาการที่มีในครั้งนั้น ซึ่งมุ่งในทางประกอบพิธีกรรมและบำเพ็ญเพียร จึงได้มุ่งไปหาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุคนั้นคือ อาฬารดาบส ที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งก็ได้สั่งสอนให้จนหมดฝีมือ

ต้องขอย้อนไปเขียนถึงกฎการเวียนว่ายตายเกิดก่อนว่าเจ้าชายสิทธัตถะนั้นได้บำเพ็ญเพียรบารมีมาในชาติภพต่างๆเป็นที่ยิ่งแล้ว ดังนั้นตั้งแต่เยาว์วัยจึงมิใช่เด็กธรรมดาอย่างเราๆ ขณะที่ทรงพระเยาว์ได้ติดตามพระราชบิดาไปในพิธีแรกนาขวัญ ขณะนั่งรออยู่ใต้ต้นไม้จิตได้เข้าสู่สมาธิจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ ซึ่งเป็นระดับของจิตที่เป็นสมาธิตั้งมั่นได้แล้ว ซึ่งทำให้เจ้าชายเข้าใจเรื่องของจิต ของธรรมชาติมากอยู่แล้วโดยยังไม่มีใครสอน เมื่อได้มาปฏิบัติศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส จนสามารถสำเร็จการปฏิบัติจิตถึงรูปฌาน 4 และอรูปฌาน 3 เท่าอาจารย์ แล้วจึงไปศึกษาต่อกันอุทกดาบสจนได้อรูปฌาน 4 ซึ่งเป็นฌานขั้นสูงสุดเท่าอาจารย์

พระสิทธัตถะก็เห็นว่าการปฏิบัติและพิธีกรรมเหล่านี้คงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ในระยะนั้นได้มีศาสดาจำนวนมากสละทางโลกออกบวชเรียกว่า “สมณะ” เช่นเดียวกัน มีลัทธิมากมายที่สำคัญได้แก่ ลัทธินิครนถ์ หรือลัทธิเชน ซึ่งเชื่อว่าโลกประกอบด้วยธาตุ 2 อย่างคือ อชีวะ (ไร้จิตใจ) และชีวะ (มีจิตใจหรือวิญญาณ) ซึ่งชีวะนี้ถูกกรรมห่อหุ้มไว้ ผู้ที่ต้องการหลุดพ้นต้องทำลายกรรมเก่าไม่สร้างกรรมใหม่ เพื่อกรรมสิ้นไปทุกข์จึงหมดไป เมื่อทุกข์หมดไปเวทนาจึงสิ้นไป ทุกข์ทั้งหลายจึงเสื่อมสลาย บุคคลนั้นจึงก้าวสู่ความบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันเสื่อม

ดังนั้นนักบวชต้องเว้นการเบียดเบียนสัตว์ เช่น เดินต้องระวังไม่เหยียบสัตว์ งดพูดเท็จ งดลักขโมย งดเสพเมถุน ต้องสละสมบัติทุกอย่างไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่เครื่องนุ่งห่มก็ไม่มี งดกินอาหารกลางคืน เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายข้อพระพุทธองค์ได้นำมาเป็นศีล 5 ในศาสนาพุทธ โดยเดินสายกลาง แทนที่จะเป็นแบบสุดโต่งเกินไปที่คนปกติทำไม่ได้อย่างลัทธิเชน

ในยุคนั้นบรรดาสมณะทั้งหลายใช้วิธีทรมานตนด้วยวิธีต่างๆ เช่น เอาชีวิตเป็นเดิมพันด้วยการอดอาหาร พระสิทธัตถะก็ได้ทดสอบปฏิบัติด้วยตนเองเพราะยังหาวิธีให้หลุดพ้นไม่ได้ ขณะนั้นพระสิทธัตถะปฏิบัติความเพียรอยู่ที่อุรุเวลาเสนานิคมริมแม่น้ำเนรัญชรา การปฏิบัติอย่างเคร่งครัดนี้ทำให้นักบวชห้าคนคือปัญจวัคคีย์ศรัทธามาก ได้ติดตามรับใช้โดยหวังว่าถ้าพระองค์บรรลุธรรมแล้วจะมาสั่งสอนตน พระสิทธัตถะได้ปฏิบัติตนจนร่างกายซูบผอมเหลือแต่โครงกระดูกก็ไม่สามารถบรรลุธรรมที่ต้องการได้ จึงเห็นว่าวิธีทรมานตนนี้ไม่ถูกต้อง จึงหยุดทรมานตนและเริ่มฉันอาหาร ทำให้ปัจจวัคคีย์หมดความศรัทธาละทิ้งพระพุทธองค์ไปอยู่แคว้นพาราณสี

พระสิทธัตถะได้เสวยอาหารจนทำให้ร่างกายมีเนื้อหนังและมีกำลังกลับขึ้นมา ย้อนระลึกได้ว่าเมื่อครั้งทรงพระเยาว์พระองค์เคยทำสมาธิด้วยการกำหนดลมหายใจจนได้ปฐมฌาน ทำให้จิตมันมีพลังในการพิจารณาสิ่งต่างๆ จึงน่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง ดังนั้นในเช้าวันหนึ่งนางสุชาดาซึ่งเป็นลูกสาวหัวหน้าบ้านเสนานิคม ได้นำอาหารอย่างดีจะมาแก้บนได้เห็นพระสิทธัตถะนั่งอยู่ที่โคนต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา คิดว่าเป็นเทวดาจึงถวายอาหาร

และในเย็นวันนั้นเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปอีกฝั่งหนึ่ง นายโสตถิยะคนหาบหญ้าได้นำฟ่อนหญ้ามาถวายและปูลาดเป็นที่ประทับโคนต้นโพธิ์ คืนนั้นซึ่งเป็นคืนวันเพ็ญเดือนหก (ตรงกับวันอังคาร ปีวอก ก่อนพุทธศักราช 45 ปี) พระสิทธัตถะจึงนั่งขัดสมาธิหันหน้าไปสู่ทิศตะวันออก อธิษฐานจิตว่า “ถ้าไม่ได้บรรลุอริยธรรม จักไม่ลุกขึ้น แม้เนื้อเลือดจักแห้งเหือดไปเหลือแต่หนัง เอ็นกระดูกก็ตาม” แล้วทรงบำเพ็ญภาวนาสมาธิ และทรงปฏิบัติวิปัสสนาจนบรรลุญาณขั้นสูงสุด และทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เองถึงธรรมะทั้งปวง สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทโธพระพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือนหกใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานั่นเอง รวมเวลาที่ได้มุ่งศึกษาปฏิบัติหาทางหลุดพ้น ทั้งสิ้น 6 ปี

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร

บางท่านอ่านดูแล้วอาจรู้สึกว่าพระสิทธัตถะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ง่ายดายเหลือเกิน เพียงอธิษฐานจิตเพียงคืนเดียว ต้องอย่าลืมว่าตลอดเวลาที่ได้ออกจากวังเมื่ออายุ 29 ปี เพียรปฏิบัติศึกษาในสำนักต่างๆจนถึงขั้นสูงสุดเป็นเวลา 6 ปี และความรู้ต่างๆในขณะนั้นเป็นรูปร่างค่อนข้างดีแล้ว เช่นในเรื่องของจิต เรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องของทุกข์ เรื่องของกรรม เรื่องของศีล เรื่องของการละกิเลส ฯ เพียงแต่ยังไม่ถูกต้องเที่ยงตรงทั้งหมด และไม่ประติดประต่อเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน และยังไม่สามารถหาหนทางพ้นทุกข์ได้ เมื่อจิตของพระองค์เป็นอัปปนาสมาธิแล้วน้อมจิตเป็นวิปัสสนาญาณ ทำให้เกิดปัญญา เกิดพระญาณขึ้นตามลำดับ ทรงพิจารณาล่วงรู้เข้าใจทุกสิ่ง เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกันโดยตลอด

เริ่มตั้งแต่ในยามต้นคืนนั้น ทรงได้บุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถย้อนระลึกชาติของพระองค์ได้ย้อนหลังไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการเข้าใจเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เรื่องทุกข์โทมนัสของชีวิตที่ได้ผ่านมา ดังที่พระองค์ได้กล่าวเปรียบเทียบชีวิตที่ผ่านมาของพระองค์และของคนอื่นในภายหลังว่า กระดูกกองเท่าภูเขาพระสุเมรุ และน้ำตาที่เกิดจากความทุกข์โศกมากกว่าน้ำในมหาสมุทร นั่นเอง

เมื่อได้เข้าใจถึงภพชาติต่างๆของพระองค์แล้วต่อมาใช้วิปัสสนาญาณ ทรงได้จุตูปปาตญาณ คือรู้แจ้งในเรื่องเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด เข้าถึงชาตินั้นๆของสัตว์ทั้งหลายว่าเกิดมาด้วยกรรมของตน กรรมเป็นเหตุวิบากเป็นผล ทำให้เข้าใจถึงความต่อเนื่องของชีวิตสัตว์ทั้งหลายในวัฏสงสาร

ต่อมาในเวลาใกล้สว่างทรงได้อาสวักขยญาณ คือเข้าใจถึงความต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ของชีวิตคือสิ่งที่พระองค์เทศนาภายหลังเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” รู้ถึงอริยสัจสี่ว่าอะไรเป็นทุกข์ เป็นเหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางแห่งการดับทุกข์ให้สิ้นคือดับกิเลสทั้งปวง กองทุกข์ทั้งปวงให้ดับไป เป็นวิมุตติ คือการหลุดพ้น ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เปรียบเหมือนแสงสว่างที่เกิดขึ้น ความมืดก็หายไป

สิ่งที่เคยถูกความมืดปกคลุมไว้ทุกอย่างจึงปรากฏขึ้นให้เห็นแจ้ง ทำให้พระองค์สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทโธพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทำให้โลกซึ่งว่างจากพระพุทธเจ้ามาเป็นเวลานานแสนนานได้มีพระพุทธเจ้าอีกหนึ่งพระองค์ได้เกิดขึ้นในโลกนี้อีกครั้ง ซึ่งเป็นบุญกุศลแก่บรรดามวลมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายในภพภูมิต่างๆได้รับบุญกุศล และมีโอกาสได้ปฏิบัติตามคำสอนที่พระองค์ค้นพบจนสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์เกิดแก่เจ็บตายได้

หลังตรัสรู้พระพุทธเจ้าทรงดำเนินชีวิตอย่างไร

ภายหลังคืนตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ทรงอยู่ในวิมุตติสุขคือเป็นความสุขสงบที่สุดที่ได้รับพระสัมโพธิญาณ ได้ทรงใช้เวลาตอนต้นนี้พิจารณาทบทวนพระธรรมคำสอนทั้งปวงและพิจารณาสัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวงที่จะทรงสั่งสอน ทรงเปลี่ยนสถานที่นอกจากประทับใต้ต้นศิริมหาโพธิ์แล้วยังประทับใต้ต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียงสัปดาห์ละต้นตามทิศต่างๆจนครบ 49 วัน พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่าสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้เปรียบเสมือนใบไม้สีเสียดในป่า แต่สิ่งที่พระองค์จะนำมาสอนนั้นเพียงใบไม้ในกำมือเดียว ตามที่ต่อมาพระองค์ได้เทศนาสอนพระภิกษุสงฆ์ ณ เมืองโกสัมพี ในป่าประดู่ลายดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วมีอยู่มากมายนัก
แต่เราไม่ได้บอกแก่เธอทั้งหลาย
สิ่งที่เราได้บอกแก่เธอทั้งหลายมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เพราะเหตุใดเล่าภิกษุทั้งหลาย
ที่เราไม่ได้บอกแก่เธอภิกษุทั้งหลาย
สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์เลย
ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่จะยังชีวิตให้บริสุทธิ์
ไม่เป็นสิ่งที่นำให้เกิดความเบื่อหน่าย ความสงบ
ความระงับ ความเยือกเย็น ความเข้าใจอย่างสมบูรณ์
ความรู้แจ้งแทงตลอด และนิพพาน
นี่แหละภิกษุทั้งหลาย คือเหตุที่ทำไมเรา
จึงไม่บอกสิ่งเหล่านี้แก่เธอ

พระองค์ตระหนักดีว่าธรรมะที่ทรงค้นพบมีความลุ่มลึก เฉพาะผู้มีปัญญาเท่านั้นจะสามารถเข้าใจและปฏิบัติตน และสุดแต่กรรมบารมีของชนทั้งหลาย ซึ่งในระยะนั้นในชมภูทวีปได้มีศาสนา ลัทธิ ความเชื่อถือต่างๆอย่างแน่นแฟ้นอยู่มากและนานมาแล้ว เป็นการยากที่จะให้คนเหล่านี้เข้าใจ หลายครั้งพระองค์ท้อถอยที่จะเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าออกสั่งสอนโปรดสัตว์ทั้งหลาย แต่ในที่สุดก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะใช้เวลาพยายามสอนสัจธรรมที่พระองค์เพิ่งค้นพบแก่สัตว์โลกทั้งหลาย โดยทรงเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว

ดอกที่อยู่เหนือน้ำก็มีโอกาสบานรับแสงอาทิตย์เปรียบได้กับผู้มีปัญญาและบารมีสูงพร้อมจะเข้าถึงธรรม ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำเทียบกับผู้มีปัญญาปานกลางต้องศึกษาปฏิบัติมากจึงจะบรรลุธรรม ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำก็คงมีเวลาชูดอกขึ้นพ้นน้ำเปรียบกับคนที่มีปัญญาน้อยต้องเคี่ยวเข็ญมาก ใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจธรรม แต่ดอกที่อยู่ลึกหรืออยู่ใต้โคลนตมก็หมดโอกาสคงเป็นอาหารของเต่าปลาไป เป็นกลุ่มมนุษย์ที่หมดโอกาสจะเข้าใจธรรม ดังนั้นทั้งหมดนี้จึงสุดแต่กรรมบารมีของสัตว์โลกเหล่านั้น

บุคคล 2 คนแรกที่ทรงนึกถึงจะไปทรงโปรดก็คืออาจารย์อุทกดาบสและอาฬารดาบส แต่ทั้งสองท่านก็สิ้นชีวิตไปแล้ว จึงนึกถึงปัญจวัคคีย์ผู้เคยปฏิบัติพระองค์มาก่อนจึงได้ตามไปหาทั้งห้าคนที่สวนกวางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ซึ่งเบื้องต้นทั้งห้าคนไม่ต้อนรับแต่พระพุทธองค์ทรงให้อภัยและแจ้งแก่เขาทั้งหลายว่าพระองค์ได้พบวิธีพ้นทุกข์แล้ว และได้เทศนาให้ฟังเป็นครั้งแรก เรียกว่าปฐมเทศนา คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” เพื่อแสดงธรรมให้ฟังว่าทรงตรัสรู้อย่างไร ซึ่งกล่าวถึงทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) และทางดับทุกข์ ได้แก่ มรรค 8 และอริยสัจ 4

และช่วงสุดท้ายสอนว่าที่เรียกว่าตรัสรู้มีลักษณะอย่างไร คือจักษุเห็นธรรม ญาณหยั่งรู้ ปัญญารู้แจ้ง วิชชารู้แจ้ง และอโลภ ความสว่างทั่วของจิต เมื่อเทศน์จบ นักบวชผู้อาวุโสที่สุดคือ อัญญาโกณฑัญญะ ก็สำเร็จอรหันต์เป็นองค์แรก แล้วได้ทรงสอนต่อจนทั้งห้าคนบรรลุอรหันต์ทั้งสิ้น จึงทรงบวชให้เป็นพระภิกษุ นับเป็นครั้งแรกที่ทำให้องค์สามของพุทธศาสนาคือพระรัตนตรัยสมบูรณ์เป็นครั้งแรก คือมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หลังตรัสรู้ 60 วัน ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 ที่ปัจจุบันเรียกว่าวันอาสาฬหบูชา

ต่อมาก็ได้เทศนาสอนบุคคลที่ได้ฝึกตนมาด้วยวิธีต่างๆมาก่อนแล้วจนสำเร็จเป็นอรหันต์อีกหลายพวก เช่น ยสะ ลูกเศรษฐีเมืองพาราณสีพร้อมเพื่อนอีก 54 คน ซึ่งต่อมาได้บวชเป็นภิกษุ พระพุทธองค์ได้ส่งอรหันต์ชุดแรกทั้ง 60 องค์นี้ออกเผยแพร่ธรรมะในทิศทางต่างๆกัน ทิศละ 2 องค์ โดยอนุญาตให้พระอรหันต์เหล่านี้บวชพระภิกษุได้ ในเวลาเดียวกันนั้นพระพุทธองค์ก็เดินทางไปตามเมืองต่างๆเทศนาสอนธรรมะแก่กลุ่มคนที่ทรงเห็นว่ายังประโยชน์ โดยเฉพาะคนวรรณะต่ำซึ่งในระยะนั้นถือเป็นบุคคลที่ถูกเหยียดหยามอย่างที่สุด

โดยพระองค์พยายามจะทำลายกำแพงแห่งวรรณะนี้เรียกได้ว่าพระองค์เป็นนักประชาธิปไตยคนแรก และเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนพระองค์แรกในโลกเช่นเดียวกัน ได้ทรงอธิบายเปรียบเทียบว่ามนุษย์วรรณะต่างๆก็เปรียบเสมือนแม่น้ำสายต่างๆสายเล็กสายน้อย น้ำขุ่นน้ำใส แม้กระทั่งพระแม่คงคาที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์แต่เมื่อไหลแล้วก็ต้องไปรวมกันในทะเลแล้วจะไม่สามารถแยกได้ว่าส่วนไหนมาจากไหนฉันใดฉันนั้น พระพุทธองค์คงประสบผลสำเร็จในเรื่องนี้บางส่วนแต่ก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากผู้ที่ยึดมั่นในวรรณะทั้งหลาย ซึ่งแม้ใน
ปัจจุบันนี้ก็ยังมีชนชั้นวรรณะอยู่ในอินเดีย

เมื่อได้เสด็จมาถึงกรุงราชคฤห์แคว้นมคธ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารผู้ครองนครได้ฟังธรรมแล้วมีความศรัทธา จึงได้ถวายสวนเวฬุวันเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และพระสงฆ์ เวฬุวนารามจึงนับเป็นวัดแรกของพุทธศาสนา ต่อมาพระพุทธองค์ได้บวชนางปชาบดี น้องสาวของพระพุทธมารดาซึ่งได้เลี้ยงดูพระองค์ขณะเป็นพระกุมาร เป็นภิกษุณีองค์แรก พระนางพิมพาพระชายาก็ได้มาบวชเช่นเดียวกัน ทั้งสององค์ได้บรรลุอรหันต์

หลังจากตรัสรู้ได้ 9 เดือน ตรงกับคืนวันเพ็ญเดือน 3 ได้มีปรากฏการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นมหัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ในยุคนั้นมิได้มีช่องทางติดต่อใดๆกันเลย แต่บรรดาอรหันต์ 1,250 รูป ที่ได้บวชในพระพุทธศาสนาและแยกย้ายกันไปอบรมสั่งสอนคนในที่ต่างๆ ได้มารวมพร้อมกันที่สวนเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ เพื่อฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ทรงเทศน์โอวาทปาติโมกข์ ซึ่งหมายถึงการละเว้นไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้สมบูรณ์ การทำจิตตนให้ผ่องแผ้ว เพื่อพระอริยสงฆ์ทั้งหลายจะได้เผยแพร่คำสอนแก่ประชาชนต่อไป วันนั้นจึงถือเป็นวันพิเศษทางศาสนาพุทธ คือวันมาฆบูชา คงจะเป็นเครื่องยืนยันว่าผู้ปฏิบัติจนจิตถึงขั้นพระอรหันต์แล้ว ย่อมติดต่อทางจิตระหว่างกันได้ รวมทั้งจิตมีตัวรู้ มีปัญญาอยู่ จึงสามารถรวมพระสงฆ์ถึง 1,250 รูป ที่กระจัดกระจายกันไปทั่วทวีปอันใหญ่โตให้มาพร้อมกันในวันนั้นได้

พระพุทธองค์ได้ทนลำบากพระวรกาย เดินด้วยพระบาทไปเผยแพร่พระธรรมคำสอนตามเมืองใหญ่น้อยในชมภูทวีปแตั้งแต่พระชนมายุ 36 ปี จนถึง 80 ปี รวมเวลา 45 ปี โดยในระยะ 25 ปีหลังได้ประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล ซึ่งเป็นแคว้นใหญ่ที่รุ่งเรืองที่สุด มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นเจ้าครองนครซึ่งมีความศรัทธาอย่างมากในพระศาสนา นอกจากนี้ยังมีอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ศรัทธาถวายสวนเชตวันให้พระองค์ประทับอยู่เป็นเวลาถึง 19 ปี และนางวิสาขาได้สร้างบุปผารามเป็นอารามใหญ่สำหรับสงฆ์ถวาย ซึ่งพระองค์ก็ประทับอยู่ 6 ปี

พระพุทธองค์ทรงนิพพานอย่างไร

เมื่ออายุ 80 ปี พระองค์ประชวรตามอายุขัยและได้กำหนดปลงสังขารไว้ล่วงหน้าพระพุทธองค์ได้เคยให้โอกาสพระอานนท์ที่จะทูลขอให้มีพระชนม์ชีพต่อไปได้หลายครั้ง โดยตรัสว่าผู้ที่บำเพ็ญเพียรจนถึงอิทธิบาท 4แล้ว หากต้องการมีชีวิตอยู่ถึงกัปป์หนึ่ง (100 ปี) หรือเกินกว่าย่อมทำได้ แต่พระอานนท์ไม่ได้เฉลียวใจจึงไม่ได้ทูลขอให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อไป

พระองค์เห็นว่าพระศาสนาของพระองค์ตั้งมั่นดีแล้วจึงได้กำหนดปลงสังขารในเวลา 3 เดือน พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอานนท์และสาวกส่วนหนึ่งเดินทางผ่านเมืองราชคฤห์ เมืองเวสาลี จนถึงเมืองปาวา ในเช้าวันนั้นได้เสวยอาหารที่นายจุนทะได้ถวายที่เรียกว่า สูกรมัททวะ ซึ่งเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่ทรงรู้ว่ามีพิษ แต่ไม่ให้สงฆ์อื่นฉัน ให้นำไปฝังเสียทั้งสิ้น หลังจากนั้นมีอาการประชวรถ่ายเป็นเลือด ได้เสด็จต่อไปจนถึงป่าสาละของเมืองกุสินารา ซึ่งเป็นเมืองเล็กที่กำหนดเป็นที่จะเสด็จปรินิพพานเพื่อมิให้มีผลกระทบแก่คนทั้งหลายในเมืองใหญ่ ได้หยุดประทับใต้ต้นสาละคู่หนึ่ง ประทับนอนหันพระเกศไปทางทิศเหนือและเตรียมจะปรินิพพาน

แม้ในวาระสุดท้ายนี้ก็ยังได้แก้ปัญหาธรรมะแก่สุภัททะที่มาขอเข้าพบและขอบวช จึงเป็นพระสงฆ์องค์สุดท้ายที่ได้บวชในเวลาที่พระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ ก่อนปรินิพพานพระพุทธองค์ได้ตรัสเทศนาว่า “ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใด อันเราได้แสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาแห่งเธอทั้งหลายโดยกาลที่ล่วงไปแล้วแห่งเรา” วาระนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนหก (ตรงกับวันอังคาร ปีมะเส็ง นับเป็น พ.ศ.1) พระพุทธองค์ได้ประทับนอนไสยาสน์ แขนขวาหนุนเศียร และได้กล่าวโอวาทแก่บรรดาสาวกเป็นครั้งสุดท้ายคือ “อปมาทธรรม” คือ

ให้เร่งความเพียรเพื่อช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ให้ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งปวงโดยพระพุทธองค์ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้ายว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” แล้วก็หลับพระเนตรเข้าสู่อัปปนาสมาธิแล้วเลื่อนระดับจิตไปตามวาระต่างๆจนสู่ปรินิพพาน รวมพระชนมายุได้ 80 ปี

หลังจากได้เสด็จโปรดสัตว์โลกทั้งหลายอยู่เป็นเวลา 45 ปี ตามกฎแห่งอนิจจังของพระองค์ โลกจึงได้สูญเสียมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนด้วยเวลาเพียงนี้ คงเหลือแต่ธรรมะของพระองค์ที่เป็นตัวแทนของพระองค์ ซึ่งพระธรรมคำสอนทั้งหมดรวบรวมได้ถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ ซึ่งนับเป็นศาสนาที่มีรายละเอียดยิ่งกว่าศาสนาใดๆและให้ไว้โดยองค์บรมศาสดาเอง ไม่ใช่ผู้อื่นมาแต่งเติมขึ้นภายหลัง พระองค์ไม่ปิดบังคำสอนใดๆนอกจากที่เห็นว่าไม่ควรสอนและสอนทุกคนเสมอเหมือนกัน

พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา พระพุทธองค์จึงยังคงอยู่ในจิตของบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายที่จะยึดมั่นดำเนินตามหลักธรรมดังนั้นคำสอนของพระองค์สืบต่อไป เพราะพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการยึดถือด้วยความเชื่ออย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่ควรปฏิบัติ ดังที่ได้เทศนากับบรรดาภิกษุสงฆ์ว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จงยอมรับนับถือและเชื่อฟังคำสั่งสอนของตถาคตต่อเมื่อได้ตรวจสอบดูอย่างแน่ชัดแล้ว จงอย่ารับเอาเพียงแต่อาศัยความเคารพนับถือที่มีต่อตถาคตเท่านั้นเป็นอันขาด

ถึงแม้เวลาจะล่วงมา 2,543 ปีแล้ว แม้นว่าธรรมและการปฏิบัติบางข้ออาจบิดเบือนไปจากสาวกหรือผู้ศรัทธาเลื่อมใสบางส่วนแต่สัจธรรมที่เที่ยงแท้ยังคงอยู่ และสืบต่อโดยพระอริยสงฆ์ที่ยังไม่เคยหมดไปจากโลก แม้ว่าพระพุทธองค์จะล่วงลับไปเนิ่นนานแล้วก็ตาม

มีผู้พยายามตอบคำถามว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยโรคอะไร และสูกรมัททะวะที่นายจุนทะใส่บาตรให้ฉันนั้นคืออะไร ซึ่งคำตอบที่มีผู้พยายามอธิบายว่าพระพุทธเจ้าประชวรโรคอะไรคงจะเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์ไร้สาระเพราะข้อมูลที่มีไม่เพียงพอจะระบุแน่ชัดได้ จึงเป็นการเดา ต้องไม่ลืมว่าพระพุทธองค์ได้ตรากตรำพระวรกายถึง 45 ปี เดินทั่วชมภูทวีปจนมีอายุ 80 ปี สังขารย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดาและได้กำหนดปลงสังขารล่วงหน้าไว้ 3 เดือนแล้ว ดังนั้นถึงแม้สูกรมัททะวะไม่ว่าจะเป็นหมูหรือเป็นเห็ดที่หมูชอบก็ตาม พระพุทธองค์รู้ว่ามีพิษที่จะเป็นอันตรายร้ายแรงแก่ผู้อื่นจึงให้ฝังเสียทั้งหมด แต่พระองค์ฉันตามที่ได้รับบาตรไว้ตามเจตนาของนายจุนทะที่ถือเป็นอาหารชนิดพิเศษโดยไม่รู้ว่าเป็นพิษ และเป็นเพียงเหตุเสริมที่ทำให้พระพุทธองค์ปรินิพพานในวันที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว

พระพุทธองค์ยังเป็นห่วงว่าเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว นายจุนทะจะได้รับผลร้ายจากผู้อื่นว่าทำให้พระพุทธเจ้าปรินิพพานจึงได้บอกแก่พระอานนท์ว่าการบิณฑบาตรที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าบิณฑบาตรอื่นๆ มี 2 ครั้งคืออาหารที่นางสุชาดาถวายที่บริโภคแล้วตรัสรู้ครั้งหนึ่ง และอีกครั้งคืออาหารที่พระพุทธองค์บริโภคแล้วปรินิพพานที่นายจุนทะถวาย เพราะทั้งสองกาลเป็นกรรมที่ผู้ถวายทั้งสองได้สั่งสมมานับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่

สังเวชนียสถานคืออะไร

ก่อนจะปรินิพพาน พระอานนท์ได้ถามพระพุทธองค์ว่าเมื่อปรินิพพานไปแล้วจักมีสิ่งใดที่พระภิกษุและผู้ศรัทธาจะได้เห็นเพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าตอบว่าสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง ได้แก่ สถานที่ประสูติที่ตรัสรู้ ที่ยังธรรมจักรให้เป็นไป (ที่แสดงปฐมเทศนาที่อิสิปตนมฤคทายวัน) และสถานที่ปรินิพพาน เป็นสถานที่ 4 แห่งที่พุทธบริษัททั้งสี่ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาควรได้เห็นได้ระลึกด้วยจิตที่เลื่อมใส เมื่อถึงกาละจักเข้าสู่สุคติคือสวรรค์โดยแน่แท้





 

Create Date : 09 ธันวาคม 2549    
Last Update : 12 มิถุนายน 2553 10:23:24 น.  

Wiizento
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




"ความจริง ดีชั่วอยู่ที่ความคิดชั่ววูบ..ระดับของเทพยดากับอสูรร้ายก็เป็นเช่นเดียวกัน.."
"ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยปราศจากการสูญเสีย.."
"เมื่อคนในโลกรู้จักความสวยงาม..ความน่าเกลียดก็อุบัติขึ้น.."

"มีหรือไม่มีเกิดขึ้นด้วยการรับรู้..
ยากกับง่ายเกิดขึ้นด้วยความรู้สึก..
สูงกับต่ำเกิดขึ่นด้วยการเทียบเคียง..
หน้าและหลังเกิดขึ้นด้วยการนึกคิด.."
จำนวนผู้เข้าชมขณะนี้คน free counters
Friends' blogs
[Add Wiizento's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.