W H I T E A M U L E T
Group Blog
 
All blogs
 
[--เที่ยวไปกับ Canon Kiss X3--] เดินไปกินไป Ueno & Ameyoko (@Tokyo)

ประเดิมกล้องใหม่ด้วยการพาทัวร์แถวบ้านนะคะ มือใหม่หัดเล่น DSLR ค่ะถ้ามีคำแนะนำอะไรบอกได้เลยนะคะจะได้แก้ตัวในชุดหน้า (ภาพชุดแรกนี้พอมาดูในคอมรู้สึกจะโอเวอร์ไปเยอะเหมือนกัน) ภาพทั้งหมดมาจากกล้องเลย มีแค่สองภาพที่ปรับแสงนิดนึงด้วย Photoscape ที่เหลือคือภาพดิบๆจากกล้องค่ะ ย่ออย่างง่ายๆด้วย Photoscape นะคะยังทำพวก USM อะไรไม่เป็นค่ะ (เห่อกล้องใหม่เลยขอใส่รูปขนาดใหญ่นิดนึงนะคะ ตอนแรกเลือกให้โชว์ผลแบบย่อแต่รูปดูมัวไปเยอะเลย)

เริ่มทัวร์กันในวันฟ้าใสที่โตเกียวนะคะ เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาพายุหมายเลข 18 เพิ่งผ่านไปช่วงนี้อากาศเลยดีมากๆค่ะ ฟ้าแจ้งอากาศเย็นสบายแถมอาทิตย์นี้วันจันทร์เป็นวันหยุดของญี่ปุ่นซะด้วยคนเลยออกมาเที่ยวกันใหญ่

ภาพแรกนี้ถ่ายใกล้ๆบ้านเราเองค่ะ คนที่โบกรถอยู่ข้างหน้ารู้สึกตาเค้ามองไม่เห็นนะคะใช้ไม้เท้าคลำๆทางเอา แต่ที่ญี่ปุ่นตามทางเดินมักมีทางสีเหลืองนูนๆไว้บอกทิศทางเดินทางเลี้ยวให้คนมองไม่เห็นอยู่แล้วค่ะ (แอบเม้าส์ว่าแท็กซี่ญี่ปุ่นมีแต่ทรงโบราณๆแบบนี้ทั้งนั้นเลย รถญี่ปุ่นเน้นใช้งานตามอรรถประโยชน์ไม่เน้นเอาไว้เสริมฐานะเท่าไหร่ ค่ารถค่าน้ำมันค่าภาษีอะไรไม่เท่าไหร่ แต่ค่าจอดรถที่โตเกียวแพงหูดับตับไหม้มากๆ บ้านที่โตเกียวก็ไม่มีที่จอดรถกันด้วยต้องจอดจ่ายเงินตลอดไม่คุ้มเลยจริงๆ)


อีกอย่างที่น่าสนใจสำหรับระบบไฟเขียวไฟแดงที่ญี่ปุ่น ปกติสากลถ้าไฟคนเดินเขียวไฟรถก็น่าจะแดง แต่ที่ญี่ปุ่นไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ ไฟคนเดินเขียวและไฟรถทางตรงแดงก็จริง แต่ไฟรถที่เลี้ยวมาก็เขียวด้วยค่ะ ที่ญี่ปุ่นถือว่าคนเป็นใหญ่บนถนนดังนั้นรถที่เลี้ยวต้องหยุดรอให้คนเดินข้ามให้เสร็จหมดก่อนค่ะ (แรกๆมาเราก็หยุดรอรถ รถก็หยุดรอเรา เลยไม่ได้ไปกันสักทีตอนนี้รู้แล้วว่าเราต้องเป็นฝ่ายไปก่อนค่ะ)


จากนี้จะเริ่มทัวร์เล็กๆของเราแล้วนะคะ เราจะเดินตามเส้นน้ำเงินในแผนที่ด้านล่างเลย แล้วก็จะมีสถานที่แนะนำเป็น Check point อยู่เป็นระยะๆค่ะ


เริ่มจาก Check point #1 ที่สี่แยก Ueno-hirokoji ค่ะ ตึกด้านขวาคือห้าง Matsuzakaya (มีแต่ของหรูๆแพงๆ) ลงไปที่ชั้นใต้ดินของห้างมีขายอาหารและขนมเยอะแยะน่ากินทั้งนั้นเลยค่ะ จากตรงสี่แยกนี้ถ้าข้ามถนนแล้วเดินตรงไปเลยก็จะเจอสถานี JR Okachimachi ค่ะ (สังเกตง่ายๆเพราะเดินไปจะเจอรางรถไฟอยู่เหนือหัวค่ะ)


แต่วันนี้เราจะเดินอ้อมหน่อยนะคะ ขอแวะอ้อมไปเดินดูร้านรวงช้อปปิ้งสักนิดก็ข้ามถนนแล้วเลี้ยวซ้ายเลยค่ะ


ตรงแถบนี้จะอยู่ติดถนนใหญ่เลย ร้านรวงต่างๆมากมายซอกหลืบก็เยอะค่ะ มีทั้งร้านคาราโอเกะ ร้านขายเสื้อผ้า(จากจีนเลยราคาถูกมากๆ) และอื่นๆ เดินๆตรงมาก็จะเจอ Check point #2 ห้าง ABAB (คนญี่ปุ่นเรียกว่า อาบุอาบุ ค่ะ) เน้นขายเสื้อผ้าและของประดับตกแต่งโดยเฉพาะ(ของผู้หญิงซะมาก) คล้ายๆ Shibuya109ล่ะค่ะ (แต่ส่วนตัวเราคิดว่ายี่ห้อส่วนใหญ่ที่ขายในนี้ยังไม่ดังเท่าที่ขายที่ชิบุยะเท่าไหร่) ที่ชั้นบนมี Uniqlo ด้วยสำหรับคนชอบเสื้อผ้าสไตล์เรียบๆ


ที่ตรงด้านหน้าห้าง ABAB ก็มีชูครีมเจ้าดัง Beard papa ขายด้วยค่ะ สาขานี้ของไม่หลากหลายเท่าที่ชิบุยะก็จริงแต่ก็ดีว่ามีให้กินใกล้ๆ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถ้าไม่ซื้อกลับเป็นกล่องๆ(กล่องนึงหลายชิ้น)ก็มักซื้อเป็นชิ้นแล้วยืนกินกันหน้าร้านนั่นแหล่ะค่ะ กินสดๆเลยอร๊อยอร่อย


ที่ตรงใต้ห้าง ABAB อีกด้านนึงก็มีร้านนี้ที่วันนี้คนมุงกันเยอะเชียวค่ะ ขายพวกเครื่องดื่ม ไอศครีม และเครป มีน้ำรสแปลกๆหลายแบบเลยค่ะ (วันนี้วันอาทิตย์แถมวันจันทร์นี้เป็นวันหยุด คนเลยออกมาเดินเที่ยวกันเยอะเป็นพิเศษด้วยค่ะ)


เลยห้าง ABAB มามองไปทางอีกฝั่งของถนนใหญ่ก็จะเห็นทางเข้าทางนึงของสวน Ueno ค่ะ (Check point 3) ตอนนี้เพิ่งเริ่มเข้าใบไม้ร่วงเลยต้นไม้ยังเขียวๆปกติ ถ้าเป็นตอนใบไม้ผลิล่ะก็ต้นที่อยู่ตรงลูกกลมๆนั่นจะชมพูก่อนเพื่อนเลยล่ะค่ะ (ไม่แน่ใจว่าต้นนั้นคือซากุระหรือเปล่า เห็นสีชมพูเข้มกว่าปกติ) สวนนี้เป็นหนึ่งในสวนที่ป๊อปมากๆในหน้าดูซากุระค่ะ คนงี้มากันเป็นล้านเลยทีเดียวช่วงอาทิตย์ที่พีคที่สุด (เอาไว้มีนาหน้าจะมาถ่ายรูปค่ะ)


เดินต่อมาที่อีกฟากของถนนใหญ่ก็เป็นสถานี Keisei Skyliner (อยู่แยกกับสถานี Ueno น่ะค่ะ) ใครที่เคยมาญี่ปุ่นน่าจะคุ้นเคยกับชื่อสถานีนี้กันบ้างเพราะเป็นสายที่นั่งไปทางสนามบินนาริตะโดยเฉพาะ ที่นี่เป็นสุดสายเลยแต่เท่าที่เห็นคนมักลงที่สถานี Nippori กันซะมากเพื่อเปลี่ยนรถไฟไปนั่งสายอื่นต่อ แต่เราบ้านอยู่ตรงนี้อยู่แล้วเลยสบายค่ะนั่งจนสุดสายทีเดียวเลย


เราเดินต่อไปจนสุดเห็นสถานี Ueno (คนละอันกับ Keisei Skyliner นะคะ) แล้วก็หันกลับเลี้ยวเข้า Ameyayoko (Check point #5) กันค่ะ (ยังไม่ใช่ Ameyoko นะคะ) ทางเข้ามีป้ายบอกพร้อมภาษาอังกฤษ และที่ง่ายกว่านั้นคือมี Yodobashi camera ใหญ่เบ้อเริ่มอยู่ที่ปากทาง (ด้านขวา)


ที่ปากซอยมีร้านขายผักสดอยู่ ร้านนี้ผักค่อนข้างถูกเลยล่ะค่ะ แต่ต้องซื้อทีเป็นถุงๆหรือเป็นตะกร้าๆ ซื้อทีละอันสองอันไม่ได้


ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีน้ำมะพร้าวอ่อนขายพอดีเลยค่ะ ป้ายเขียนไว้อย่างชัดว่ามะพร้าวจากไทย ที่ไทยจำได้ว่าลูกละ 15 บาทเองมั้งแต่ที่นี่ลูกละ 200 yen ค่ะ(ไม่ใช่มะพร้าวเผาด้วย) แต่คนไทยอย่างเราก็ซื้อดื่มประจำเพราะมันมีให้ดื่มแค่ช่วงนี้เอง หยวนๆน่ะค่ะของเดินทางมาไกล

เวลาดื่มเค้าจะแกะห่อกระดาษของหลอดส่วนนึงแล้วยื่นหลอดส่วนที่โผล่พ้นซองให้เราหยิบเอง(คือ เค้าจะไม่เอามือสัมผัสตัวหลอดตรงๆนั่นเองค่ะ) จากนั้นค่อยเจาะรูที่มะพร้าวให้หนึ่งรู รูที่เจาะจะเล็กๆพอแค่เสียบหลอดได้เท่านั้นค่ะสิ่งแปลกปลอมอย่างอื่นเข้าไปไม่ได้ คนส่วนใหญ่ก็ยืนดื่มกันหน้าร้านนั่นล่ะค่ะดื่มเสร็จที่เหลือก็วางลงในตะกร้าหน้าร้าน (เคยเห็นแว้บๆว่ามีคนมารับเอาซากไปด้วย เนื้อข้างในยังสะอาดคงทำอะไรได้อีกเยอะ)

วันหยุดที่แถวนี้ พ่อค้าจะคึกคักกันมากค่ะอย่างนี้เป็นต้น ร้านแบบนี้มีอยู่หลายร้านมากในซอยๆแุถบๆนี้ซึ่งจะมีคนยืนมุงอยู่เสมออย่างน้อย 2-3 คน พ่อค้าจะตะโกนขายของว่า "หมดนี่พันเยน" แล้วก็จะค่อยๆเอาของมาเพิ่มๆๆๆๆเรื่อยๆ(ส่วนใหญ่เป็นพวกถั่วหรือช็อคโกหรือขนมอื่นๆ) จากหนึ่งเป็นสองเป็นสามเป็นสี่ห่อ จนมีคนยกมือซื้อไปค่ะ สมัยมาใหม่ๆเราก็ยืนดูกะเค้าเหมือนกันค่ะ แต่อยู่มานานเข้าก็ชินซะแล้ว ช่วงเวลาที่คนไม่ค่อยคึกคักเห็นพ่อค้าพูด "พันเยนๆๆ" ไปสักพัก แล้วก็มีการ reset เอาของกลับที่้้เดิมแล้วมาเริ่มพันเยนกันใหม่ตั้งแต่หนึ่งห่อค่ะ


อีกอย่างที่เป็นที่นิยมในซอยแถบนี้คือ ร้านผลไม้เสียบไม้ขายนี่ล่ะค่ะ ถ้าเป็นที่ไทยผลไม้มีให้กินกันทั้งปีแต่ที่นี่ไม่ใช่อย่างนั้น คนญี่ปุ่นมาที่นี่ต้องมายืนกินผลไม้ตามร้านแถวนี้กันเกือบทุกคนเลยล่ะค่ะ ตอนนี้เพิ่งหมดหน้าร้อนเลยยังมีแตงโมอยู่ อากาศเริ่มเย็นก็เริ่มขายเมลอนแล้วล่ะค่ะ (ไม้ละ 100 หรือ 200 เยน) ก็ยืนกินกันหน้าร้านเช่นเคยค่ะ(ดังนั้นหน้าร้านพวกนี้พื้นจะเหนียวๆหน่อย) กินเสร็จทิ้งไม้ที่ถัง บางร้านจะมีถังน้ำให้ล้างมือด้วย



เดินต่อมาจนถึง Check point #6 กันแล้วค่ะ ตรงนี้จะเป็นสามแยก แยกจาก Ameyayoko ที่เดินมาเมื่อกี้เป็นทางซ้าย Ameyoko และทางขวา Ue-chun ตรงที่ทางแยกจะมีรูปปั้นหัวกลมๆตั้งอยู่ค่ะ ที่ตรงแถวๆทางแยกนี้ด้านขวามีร้านไอติมชาเขียวอร่อยอยู่ด้วย แต่ตอนนี้อากาศเย็นแล้วเลยยังไม่โหยของเย็นเท่าไหร่ค่ะ


ทางด้าน Ue-chun จะเน้นขายเสื้อผ้าและของแฟชั่น ส่วนทางด้าน Ameyoko จะขายของทะเลและของสดๆต่างๆค่ะ เรียกว่าสองฝั่งต่างกันพอดูเลย วันนี้จะพาไปร้านข้าวปลาดิบเจ้าดังเลยเลี้ยวซ้ายนะคะ


ช่วงต้นๆซอย Ameyoko คนจะแน่นเป็นพิเศษเลยค่ะ ยิ่งวันนี้วันอาทิตย์นี้แทบจะไหลไปตามคลื่นคนเลยทีเดียว ร้านแนะนำร้านนึงแถวนี้คือนี่ล่ะค่ะร้าน Doner Kebab ร้านนี้มากี่ทีๆก็ขายดี กลิ่นก็ห๊อมหอมค่ะ (มีสาขาตรงฟาก Ue-chun ด้วยค่ะ) คนขายก็ขยันตะโกนเรียกลูกค้าตลอดเลย รู้สึกลูกค้าคนไทยมาเที่ยวกันก็จะเยอะนะคะเพราะพอเค้ารู้ว่าเราเป็นคนไทยเค้าเคยพูด "ขอบคุณครับ" กับเราด้วย (หน้าเหมือนจะดุแต่คนขายฟากนี้ขี้เล่นใช้ได้นะคะ)


วันนี้คนเยอะมากหยุดถ่ายรูปอะไรไม่ค่อยได้เลยค่ะ อีกอย่างคือไม่กล้าไปจ้องกล้องถ่ายสินค้าเค้าด้วยล่ะค่ะเพราะไม่ได้ซื้ออะไร ฟ้าเริ่มมืดลงนิดนึงแล้วแต่ก็ยังต้องขายกันต่อไปค่ะวันอาทิตย์นี่แหล่ะวันทองของพ่อค้าแถวนี้ ในรูปนี่ปูอะไรก็ไม่รู้ค่ะ รู้แต่เป็นปูเมื่อไหร่แพงเมื่อนั้นนักเรียนอย่างเราไม่ซื้อไปทานหรอกค่ะ


ที่แยกๆหนึ่งก็เจอร้านขาย Ameyoko-yaki ค่ะเราไม่เคยกินเหมือนกัน แต่ท่าทางน่าอร่อยนะคะเห็นคนยืนกินกันอยู่ทุกครั้งเลย วันนี้นี่ถึงขนาดยืนต่อคิวกันเลยล่ะค่ะ ดูคร่าวๆคล้ายๆขนมแป้งชิ้นใหญ่ๆด้านในใส่ไข่ใส่ผักหลายๆอย่างน่ะค่ะ ชิ้นละ 200 yen เท่านั้นค่ะถู๊กถูกย่างกินกันร้อนๆเลยด้วย (ว่าแล้วหนหน้าตอนมือว่างๆแวะไปทานมั่งดีกว่าค่ะ) ในรูปพ่อค้ากำลังมือระวิงตอกไข่อยู่พอดีเลย



นี่ก็เป็นอีกหนึ่งของกินสุดหรูราคาแพงของญี่ปุ่น เห็ดสน หรือ เห็ด Matsutake นั่นเองค่ะใบไม้ร่วงเป็นหน้าของเห็ดนี่พอดี แต่ราคานี่เอ่อ ซื้อไม่ไหวล่ะค่ะนั่นเท่าค่าอาหารเรา 1-2 อาทิตย์เลย


เดินมาจนเกือบสุดซอย Ameyoko เห็นสถานี JR Okachimachi อยู่ข้างหน้ารำไรในที่สุดก็ถึงร้านแนะนำแล้วค่ะ ร้านข้าวปลาดิบชื่อดังของ Ameyoko (Check point #7) เราไม่เคยไปตลาดปลาเลยไม่รู้ว่าเทียบกันได้ไหม แต่เท่าที่เรากินมาเราก็ชอบร้านนี้ที่สุดล่ะค่ะ อร่อย ให้เยอะ แถมราคาถูกด้วย


เมนูทั้งหมดก็จะเป็นรูปภาพแขวนไว้หน้าร้านเลยค่ะ พูดญี่ปุ่นไม่ได้ไม่เป็นไรเดินมาชี้ได้เลยค่ะ


จ่ายเงินที่เคาเตอร์แล้วก็จะได้เบอร์ แล้วก็ไปหาที่นั่งว่างตามสะดวกเลยค่ะ ที่ร้านนี้ไม่มีการมาเคลียร์โต๊ะหรือเช็ดโต๊ะให้นะคะ ถ้ามีชามวางอยู่เราก็ผลักๆมันหลบเองค่ะเดี๋ยวพนักงานเดินมาทีก็จะเก็บไปทีค่ะ ร้านนี้ถ้าเทียบตามมาตรฐานปกติของญี่ปุ่นแล้วถือว่าสกปรกไปหน่อยนึง พื้นมีน้ำอะไรนองๆหลายแห่ง(ใครของเยอะตอนวางพื้นอาจเลอะนะคะ) ที่นั่งก็จะแคบๆ เก้าอี้โยกเยกนิดๆ แต่ก็แลกกับปลาดิบอร่อยๆราคาถูกก็โอเคค่ะ เป็นสไตล์ของร้านเค้ามั้งคะเน้นนั่งโล่งๆลูกทุ่งๆหน่อย


ที่โต๊ะจะมีตะเกียบไม้ ช้อนพลาสติก โชยุ และถ้วยพลาสติกเล็กๆสำหรับใส่โชยุให้เรียบร้อย ส่วนน้ำเดินไปกดได้ที่แท้งค์น้ำชาของทางร้านที่วางไว้สองสามแห่งในร้านค่ะ เวลามาเสิร์ฟเค้าจะใช้วิธีขานเบอร์(ภาษาญี่ปุ่น) เบอร์ใครก็ยกมือไปค่ะ แต่ถ้าไม่มีใครยกมือเค้าก็จะเดินๆไปส่องๆหาเองค่ะว่าของลูกค้าคนไหน ดังนั้นพูดญี่ปุ่นฟังญี่ปุ่นไม่ได้ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ แถบนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเค้าค่อนข้างชินกันคนต่างชาติอยู่แล้วล่ะค่ะ


ปกติมาร้านนี้จะสั่งพวกปลาเป็นชิ้นๆ(เมนูโปรดของเราคือ ikura-yaki-harasu-don) มาวันนี้นึกแปลกอยากลอง Negi-toro-tsukimi-don ของที่นี่มั่ง มาทีตกใจเลยเนื้อปลาเยอะมากๆ เยอะกว่าร้าน Maguro-ichiba ที่เราทานบ่อยๆ(เพราะใกล้มหาลัย)สองเท่าเลยราคาก็ถูกกว่าด้วย 500 yen เอง ปลามาเยอะจนเกือบกินไม่หมดเลยค่ะหนนี้ (โดยปกติเมนู Negi-toro เป็นเมนูที่มักได้เนื้อปลามาเยอะกว่าเมนูปลาเป็นชิ้นๆอยู่แล้วด้วย)


กินเสร็จจานก็ทิ้งไว้อย่างนั้นเลยค่ะ โดยมารยาทของร้านนี้ลูกค้าก็มักเอาขยะทั้งหลาย(ถ้วยใส่โชยุ ตะเกียบ แก้วกระดาษ ทิชชู่)ใส่รวมไว้ในชามเลยให้เค้าเก็บง่ายๆค่ะ ออกจากร้านมาก็มืดแล้ว(จริงๆยังไม่หกโมงเลย) ได้เวลาทานข้าวเย็นพอดีคนเลยยิ่งเยอะ ในร้านที่นั่งเต็มเกือบตลอดเลย คนนึงลุกก็มีคนมานั่งแทนทันที


ออกจากร้านปลาดิบเดินผ่านอีกสองสามร้านก็สุดซอย Ameyoko โผล่มาที่สถานี JR Okachimachi (Check point #8) ซึ่งตรงนั้นก็มีป้ายบอกชื่อซอยอีกอันอยู่ตรงปลายทางออก ถ้าออกจากสถานี JR Okachimachi ทาง North exit ก็จะมาโผล่ตรงนี้เห็นป้าย Ameyoko เหมือนในรูปเลยค่ะ แต่ถ้าออกทาง South exit จะไปโผล่ลึกเข้าไปทางฝั่งตรงข้ามหน่อย

ปล จริงๆเราเดินออกมารอบนึงแล้ว ค่อยเดินกลับไปกินข้าวปลาดิบนะคะ รูปตอนออกจากร้านปลาดิบเลยมืดกว่า

ออกจาก Ameyoko ก็มารอข้ามถนนที่ตรงนี้ค่ะ ด้านบนก็เป็นรางรถไฟ JR จากตรงนี้มองลอดรางรถไฟไปด้านซ้าย ถัดไปแค่ 2-3 บล็อคก็จะเห็นตึกสีม่วงเด่นมาเลยค่ะ (ถ้าตอนกลางวัน) ตึกนั่นก็คือ Takeya (Check point #9) ตึกม่วงยอดฮิตที่คนไทยชอบมาซื้อขนมของฝากกันค่ะ


ทัวร์นี้จบลงเพียงเท่านี้แล้วค่ะ จริงๆคืออยากลองกล้องมากกว่า แล้วก็เลยถือโอกาสเก็บบรรยากาศสถานที่ใกล้ตัวเราในญี่ปุ่นไว้ด้วย อีกหน่อยจะได้กลับมาดูครั้งนึงในชีวิตของเรา วันนี้ที่ๆไปคนเยอะมากๆเลยค่ะส่วนใหญ่จะใช้โหมด Av แต่บางทีก็ปรับโน่นนี่ไม่ค่อยทันใจเลย เจอคนเดินคนดันตลอดยืนเล็งไม่ค่อยได้ (แต่ถ้ามาวันคนน้อยๆก็ไม่ค่อยได้บรรยากาศของซอยนี้นะคะ ;-)

ขอฝากผลงานชิ้นแรกไว้ด้วยนะคะ มีอะไรที่ควรปรับปรุงแก้ไขโพสบอกได้เลยค่ะ เราเป็นมือใหม่จริงๆค่ะ คงมีอะไรที่ไม่รู้อีกเยอะเลย


ปล บทเรียนที่หนึ่งจากวันนี้คือ กล้อง DSLR ถึงปิดเปิดใหม่ค่าอะไรที่เซ็ตไว้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ก่อนออกจากบ้านมีเล่นถ่ายรูปแบบตั้งเวลาอยู่แล้วก็ค้างไว้อย่างนั้น ตอนแรกก็งงว่าทำไมกดถ่ายแล้วมันไม่ถ่ายเสียที รู้ตัวก็ตอนมีคุณลุงอาสาถ่ายรูปเราให้ เลยเห็นว่าไฟตั้งเวลากระพริบอยู่ ต้องรบกวนคุณลุงถ่ายให้สองหนเลย


Create Date : 11 ตุลาคม 2552
Last Update : 20 ตุลาคม 2552 10:15:18 น. 6 comments
Counter : 14010 Pageviews.

 
น้ำมะพร้าว 200 เยน โฮกกกกก

ที่ไทยกินได้ครึ่งโหลเลยมั้ง แพงจริงๆ เหอๆ


กล้องชัดแจ๋วแหวว เห็นแล้วก็อยากได้กล้องใหม่บ้าง
เมื่อไหร่จะมีตังค์ๆๆๆๆๆ แง่งๆๆ


โดย: bubblebii IP: 58.8.236.167 วันที่: 19 ตุลาคม 2552 เวลา:20:38:17 น.  

 
--> bubblebii

นึกว่าใครมาช่วยเจิมบล็อค เสื้อผ้าที่ช่วยอุดหนุนเราไปหวังว่าจะถูกใจ(บ้าง)นะคะ

ตอนนี้เพราะซื้อกล้องนี่ล่ะค่ะ(แถมด้วยปีหน้ามีโปรแกรมจะไปทัวร์เทศกาลหิมะที่ซัปโปโร) ก็เลยค่อนข้างกรอบกร๊อบแกร๊บแทบจะงดซื้อเสื้อผ้าใหม่ไปเลยล่ะค่ะ วนๆเอาชุดเก่าๆมาใส่ให้ครบๆ(และคุ้มๆ) วันหยุดก็สะพายกล้องเดินไปเดินมาถ่ายรูปแทน ไม่ต้องใช้เงินค่ะ

ช่วงนี้ต้องประหยัดๆกันหน่อยค่า (จริงๆคืออยากได้เลนส์ wide อีกตัวด้วยค่ะ แต่รอให้ฝีมือถ่ายรูปเข้าที่ซะก่อน ช่วงนี้ก็ฝันไปพลางๆก่อน)


โดย: White Amulet วันที่: 19 ตุลาคม 2552 เวลา:23:44:41 น.  

 
กินปลาดิบกับ ข้าวมันไม่คาวเหรอ ครับ

พอดีชอบกินปลาแต่ไม่เคยกินแบบดิบๆ


โดย: ชอบของอร่อย IP: 125.27.8.116 วันที่: 24 ตุลาคม 2552 เวลา:15:45:13 น.  

 
--> ชอบของอร่อย

จริงๆอยู่ที่ความชอบด้วยล่ะค่ะ แต่ก่อนเรากินปลาดิบกินของดิบไม่เป็นเลยล่ะค่ะ เพราะมันคาวนี่ล่ะ(เคยชิมปลาดิบของคนอื่นที่ไทยเอา แล้วไม่ชอบเลยค่ะ) มาอยู่ญี่ปุ่นแรกๆก็ไม่กินเลย มีวันนึงลองกินดูสักหนสิปรากฏว่า "เอ๊ะ มันไม่คาว (เหมือนที่เคยลองกินที่ไทย) นี่นา" หลังจากนั้นก็เลยกินได้มาเรื่อยค่ะ

แต่พอลองกลับไปกินที่ไทยบางร้านก็รสปลาดิบไม่เหมือนที่ญี่ปุ่นเลยจริงๆค่ะ คาวอย่างเห็นได้ชัด ต้องเลือกร้านที่โอเคๆหน่อยถึงจะอร่อยและไม่คาวค่ะ ^_^ น้องสาวเราเค้าก็เพิ่งมาติดใจปลาดิบเพิ่งมาชอบกินปลาดิบตอนมาเที่ยวญี่ปุ่นนี่เองค่ะ กลับไทยไปเค้าก็ไปสรรหาร้านที่รสชาติดีไว้กินเป็นร้านประจำจนได้

แต่เรายังถือว่ากินของดิบไม่เก่งนะคะ ปลาดิบก็ชอบกินอยู่ แต่ถ้าให้กินทีนึงเยอะๆเราก็เกิดอาการเลี่ยนปลาดิบเหมือนกันค่ะ เราไม่ค่อยชอบข้าวซูชิเท่าไหร่เลยเน้นกินแบบข้าวธรรมดาแบบนี้ล่ะค่ะ กินตุนไว้ก่อนกลับไทยกินอย่างนี้บ่อยๆท่าจะแพงค่ะ


โดย: White Amulet วันที่: 24 ตุลาคม 2552 เวลา:15:58:18 น.  

 
เพิ่งเข้ามาอ่านครับ มีเรื่องราวสนุกๆ มานำเสนอ หวังว่า คงมีเรื่องราวสนุกๆและภาพ สวยๆมาให้ชมได้อ่านอีกนะครับ


โดย: tui san IP: 58.8.117.166 วันที่: 16 มกราคม 2553 เวลา:11:51:09 น.  

 
ขอบคุณครับ มีประโยชน์มากเลย กำลังจะไปอยู่ :)


โดย: art IP: 110.168.235.125 วันที่: 9 กันยายน 2556 เวลา:8:24:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

White Amulet
Location :
Bangkok Thailand / Tokyo Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




บล็อคนี้ถึงไม่ค่อยมีอะไรแต่ถ้าจะก๊อปปี้ข้อความหรือรูปอะไรไปโพสที่อื่น ก็รบกวนช่วยใส่เครดิตลิงค์บล็อคนี้ไว้ด้วยนะคะ

เราไม่สงวนลิขสิทธิ์การนำภาพและข้อความในบล็อคไปเผยแพร่(ในแบบที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)แต่สงวนลิขสิทธิ์ความเป็นเจ้าของภาพถ่ายและเนื้อหาค่ะ

ค้นหาทุกสิ่งอย่างในบล็อคนี้

New Comments
Friends' blogs
[Add White Amulet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.