~~WHATSOEVER THINGS I WANT~~
Group Blog
 
All blogs
 

ยิวคือใคร? ประวัติศาสตร์ยิวยุคโบราณ

ตามที่ได้กล่าวไปว่าการจะเข้าใจยิว จะต้องเข้าใจยิวทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังนั้นการเข้าใจยิวในอดีต ก็คือการศึกษาประวัติศาสตร์ชาวยิวนั่นเอง

ประวัติศาสตร์ยิวยุคโบราณ
อับราฮัมอาศัยอยู่ ณ ดินแดนเมโสโปเตเมีย ได้รับคำสัญญาจากพระเจ้าว่าจะได้รับดินแดนแห่งนมและน้ำผึ้งที่ชื่อว่า Canaan โดยอับราฮัมต้องมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ลูกหลานที่เป็นชายจะต้องขลิบ อับราฮัมรับคำพระเจ้าย้ายไป Canaan มีภรรยาเอกที่ชื่อ Sarah ลูกชื่อ Isaac หลานชื่อ Jacob (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Israel ซึ่งแปลว่า One who wrestles with God) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ Israelites ทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีลูกกับภรรยาน้อยที่เป็นนางทาสผิวดำจากอิยิปห์ชื่อ Haga มีลูกชื่อ Ismael ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ Muhammad อีกด้วย (ต่อมาทั้งคู่ถูก Sarah ขับออกไป)

เนื่องจากปัญหาเรื่องความขาดแคลนอาหาร ทำให้ต่อมาชาว Israelite อพยพไปยังอิยิปต์ซึ่งอุดมสมบูรณ์ แต่ปรากฏว่า ถูกฟาโรห์บังคับให้เป็นทาสที่ต้องทำและขนอิฐเพื่อสร้างพีระมิด ชาว Israelite ได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัส จนกระทั่งพระเจ้าได้บอกแก่ Moses ให้นำชาว Israelite หนีออกมาจากอิยิปต์ เกิดเป็น The Exodus ในปี 1290 ก่อนคริสตกาล (พระเจ้าทรงมีส่วนช่วย เช่น ทรงแยกทะเลแดงเพื่อมิให้ฟาโรห์ตามจับได้) อย่างไรก็ตามชาว Israelite ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีแต่เรื่องบาดหมางวุ่นวายโดยตลอด พระเจ้าจึงประทาน Torah ซึ่งเป็นกฏและข้อปฏิบัติ 613 ประการแก่ Moses ที่ Mt. Sinai
หลังจากนั้นอีก 40 ปี ประเทศของชาว Israelite ก็ได้รับการสถาปนาเป็นครั้งแรกโดยตั้งชื่อตามบรรพบุรุษ คือ Israel กษัตริย์พระองค์แรกคือ Saul ซึ่งไม่ได้มีบทบาทมากนัก พระองค์ที่สองคือ David พระเจ้าเดวิดได้ตั้ง Jerusalem (Zion) ขึ้นเป็นเมืองหลวงของประเทศ รวมทั้งทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาว Israelite จนถือได้ว่าทรงเป็นต้นแบบของ Messiah หรือผู้ที่พระเจ้าทรงทำนายให้แก่ Mosesไว้ว่าจะเป็นผู้ที่พระเจ้าส่งมาสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในโลก กษัตริย์พระองค์ที่สามคือ Solomon ได้มีการสร้าง The Temple ขึ้น ณ ใจกลางกรุง Jerusalem เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบูชาต่อพระเจ้า

หลังจากรัชสมัยของ Solomon อาณาจักร Israel ได้แตกออกเป็นสองอาณาจักร ทางเหนือคือ Israel และทางใต้คือ Judah อาณาจักรทางเหนือล่มสลายไปก่อนด้วยการโจมตีของชาว Assyrian และต่อมาอาณาจักร Judah ก็ถูกอาณาจักร Babylon นำโดยพระเจ้า Nebuchadnezzar รุกรานจนกระทั่งกรุงแตก ทหารบาบิโลนผู้โหดร้ายทำลายอาณาจักร Judah ย่อยยับ The Temple ถูกทำลาย และมีการกวาดต้อนชาวเมืองไปยังบาบิโลนเพื่อเป็นทาสอีกครั้ง ชาวบาบิโลนเรียกเชลยจากอาณาจักร Judah ว่า Jew นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียกคนกลุ่มนี้ว่าชาวยิว

ต่อมาอาณาจักร Babylon ถูกโจมตีโดยพวก Persian นำโดยพระเจ้า Cyrus the Great จนกรุงแตก พระเจ้าไซรัสทรงปราณีต่อชาวยิวจึงให้มีการอพยพกลับ (The Babylonian Exodus) ในขณะที่บางคนยังเต็มใจอยู่ ณ บาบิโลนต่อ ชาวยิวที่อพยพกลับได้มีการฟื้นฟูนครเยรูซาเล็มอีกครั้ง ภายอาณัติของเปอร์เซีย




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2551 10:05:54 น.
Counter : 1656 Pageviews.  

ยิวคือใคร?

ยิวคือใคร?
ถ้ากล่าวถึงคนยิว บางคนคงจะนึกถึงคนกลุ่มนึงที่ถูกสังหารโดยฮิตเลอร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่บางคนอาจจะนึกถึงประเทศอิสราเอลที่กำลังมีปัญหากับมุสลิมปาเลสไตน์ ณ ขณะนี้ บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายๆ ท่านก็เป็นชาวยิว อาทิ จอร์จ โซรอส, ไอสไตน์ หรือแม้กระทั่งพระเยซูเอง คำถามคือ ยิวคือใครกันแน่ แล้วศาสนาของคนยิวมีความแตกต่างจากศาสนาเทวนิยมอื่นๆ เช่น คริสต์ หรืออิสลามอย่างไร

พันธสัญญา หลักการหลักของชาวยิว
ศาสนาของคนยิวชื่อว่ายูดาย (Judaism) ซึ่งเน้นความสำคัญในการรักษาพันธะสัญญา (Covenant) ที่พระเจ้าได้ประทานมาแก่บรรพบุรุษของชาวยิว ครั้งแรกแก่ Abraham และต่อมาแก่ Moses เนื่องจากในความเชื่อทางศาสนา พันธสัญญาดังกล่าวทำให้คนยิวเป็นชาติพันธุ์พิเศษของพระเจ้า การรักษาพันธะสัญญาจึงเป็นหน้าที่ของชาวยิวที่จะดำรงความ “พิเศษ” ของชาติพันธุ์นี้เอาไว้
ความเป็นคนยิวในทางทฤษฏี จึงเป็นเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน เราจึงเห็นคนยิวบางคนในปัจจุบันบางคนไม่ได้ยึดถือในศาสนายูดาย แต่เค้าก็ยังคงเป็นยิวอยู่

เข้าใจคนยิว = เข้าใจยิวในอดีตและปัจจุบัน
ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าคนยิวเน้นเรื่องของการรักษาพันธสัญญาของชาติพันธุ์กับพระเจ้า เรื่องดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องของคนๆ เดียว หรือคนรุ่นเดียว แต่เป็นเรื่องของสังคมยิวโดยรวมตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน หน้าที่ของคนยิวจึงมีด้วยกันหลักๆ อยู่สองประการคือ
1. ศึกษาประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษในอดีต เพื่อจะได้เข้าใจว่าคนรุ่นก่อนได้รักษาสัญญากับพระเจ้าไว้มากน้อยแค่ไหน พระเจ้าได้ให้อะไรหากรักษาสัญญา รวมทั้งผลร้ายที่เกิดความหย่อนยานในการรักษาสัญญา
2. ปฏิบัติตนตามหลักกฎ เนื่องจากยิวเน้นการปฏิบัติมากว่าความเชื่อเพียงอย่างเดียว การปฏิบัติตนตามคัมภีร์จึงถือเป็นวิธีการหลักในการรักษาพันธะสัญญากับพระเจ้า
สรุป ยิว= รักษาสัญญา = ประวัติศาสตร์ + ปฏิบัติตนตามกฏ

คัมภีร์ในศาสนายูดาย
คัมภีร์ในศาสนายูดายมีหลักๆ ด้วยกันอยู่สองประเภท คือ written torah และ oral torah
1. written torah เรียกอย่างเฉพาะว่า Tanakh (= Hebrew Bible, Old Testament in Christianity) เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมงานเขียนตั้งแต่โบราณ เน้นไปที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างยิวและพระเจ้า ทั้งหมด 39 เล่ม ประกอบด้วย
- Torah ถ้าพูดถึง torah ในความหมายทั่วไปจะหมายถึงกฏ หรือคำสอน แต่ Torah ในที่นี้ (ขึ้นด้วยพิมพ์ใหญ่) จะหมายถึงคัมภีร์ห้าเล่มแรกใน Tanakh (บางครั้งจึงเรียกว่า Pentateuch)ซึ่งรวบรวมเรื่องราวตั้งแต่การเริ่มต้นของบรรพบุรุษ รวมไปถึงกฏและหลักการ 613 ประการที่ Moses ได้รับประทานจากพระเจ้า ที่ชาวยิวจะยึดเป็นมาตรฐานในการดำเนินชีวิตประจำวัน
- Prophets เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทูตต่างที่นำสารจากพระเจ้ามาให้แก่มนุษย์
- Writings เป็นการรวบรวมงานเขียนในหลายรูปแบบ ทั้งกลอน เรื่องเล่า เรื่องขบคิดต่างๆ เป็นต้น
2. oral torah เกิดขึ้นมาภายหลัง ซึ่งในตอนแรกเป็นคำอธิบายและการอภิปรายเกี่ยวกับ Tanakh โดยครูสอนศาสนาของยิว (rabbi) เพื่อให้เกิดความเข้าใจใน Tanakh มากขึ้น จากคำพูดคำบอกเล่า และในที่สุดได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดย oral torah มีด้วยกันหลักๆ อยู่สองเล่มคือ Mishnah และ Talmud ซึ่งคัมภีร์ทั้งสองก็ยังต้องมีคำอธิบายและการอภิปรายกันอีก ดังนั้นคัมภีร์ของยูดาย จึงคล้ายกับวงปี ที่วงในซึ่งเป็นแก่นก็ได้รับการอธิบายโดยวงต่อๆ มา




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2551 9:55:39 น.
Counter : 475 Pageviews.  


Weirdo
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Weirdo's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.