นอนดึกอันตรายกว่าที่คิด...
การนอนน้อยมีผลเสีย ต่อสุขภาพอย่างมากเลย มีงานวิจัยของ 2 สถาบันคือ มหาวิทยาลัย THE UNIVERSITY OF WARWICK ประเทศอังกฤษ และมหาวิทยาลัยที่ ประเทศอิตาลี วิจัยออกมาว่า 12% ของคนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ต่อวัน จะมีอายุสั้นกว่าวัยอันควร นอกจากนั้นวารสาร Sleep Magazine ผลการวิจัยเรื่อง การนอนของนักวิชาการทั่วโลกศึกษามา 10 ปีใช้จำนวนคน 1 ล้าน 3 แสนคน พบว่าการนอนน้อยมีผลโดยตรงต่ออายุ










Create Date : 07 กรกฎาคม 2554
Last Update : 7 กรกฎาคม 2554 9:58:26 น.
Counter : 187 Pageviews.

0 comment
หรือเราจะเป็น...อัลไซเมอร์
อัลไซเมอร์คือ สภาวะสมองเสื่อมรุนแรง, โรคสมองเสื่อม คือ เป็นอาการรวม ๆ การทำงานของสมองลดลง หรือไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เกิดสภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้น เช่น เกิดจากอายุมากขึ้นก็เกิดสมองเสื่อมได้ หรือเนื่องจากชราภาพ หรืออาจเกิดจากความเครียด ทางจิต ประสาท อาการซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล









Create Date : 06 กรกฎาคม 2554
Last Update : 6 กรกฎาคม 2554 16:19:32 น.
Counter : 182 Pageviews.

1 comment
โรคbipolar..มีคนเป็นตั้ง 600,000 คน
Bipolar Disorder โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว

หากสังเกตเห็นใครบางคนที่มีอารมณ์ผิดปกติไป เช่น อารมณ์แปรปรวนเร็วมาก ใช้จ่ายเกินตัว หรือใช้จ่ายผิดปกติ
บางครั้งอารมณ์ไม่เหมือนตัวของเขา อย่างเช่น ซึมเศร้าเกินเหตุ คึกคักเกินไป
ถ้าเราเจออย่างนี้ให้เราสันนิษฐานก่อนเลยว่า เขาอาจจะเป็นโรคไบโพล่า (Bipolar) หรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว โรค Bipolar
เป็นโรคที่คนไทยกว่า 600,000 คนกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะมากเลยทีเดียว

แล้ว Bipolar คืออะไร ...

Polar คือ ขั้ว ถ้า Bipolar ก็แสดงว่ามีสองขั้วอยู่ในคนๆ เดียวกัน จริงๆ แล้ว Bipolar คือ ภาวะซึมเศร้าขั้วหนึ่ง กับภาวะคึกคักเกินเหตุอีกขั้วหนึ่ง
แต่ไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่จะเกิดสลับกันระหว่างอารมณ์ซึมเศร้าที่เรียกว่า ดีเปรสชั่น (Depression) กับอาการที่คึกคักเกินไปที่เรียกว่า มาเนีย (Mania) ก็จะสลับกันระหว่าง mania กับ depression จึงเรียกว่าโรคซึมเศร้าชนิด Bipolar หรือโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว

ภาวะซึมเศร้า (disorder) เป็นส่วนหนึ่งของโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว

ในภาวะซึมเศร้าหรือ depression จะเป็นอาการที่เราสังเกตออกได้ง่าย จะอยู่ในภาวะที่อารมณ์แปรปรวนและอ่อนไหวมีอะไร
หรือมีใครพูดกระทบนิดนึงก็จะร้องไห้ หรือบางคนก็จะหยุดนิ่งเฉยๆ สามารถที่จะหยุดนั่งนิ่งๆ เฉยๆ เป็นเวลานาน ไม่อยากทำอะไรเลยทั้งสิ้น จะขาดความมั่นใจในตัวเอง สูญเสียความสามารถในการตัดสินใจ

อาการรื่นเริง คึกคัก จนเกินไป บ่งบอกได้ว่าอาจเป็นโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว

ส่วนในภาวะคึกคัก หรือ Mania ในอาการ mania นี้มีได้หลายอย่าง เช่น อาการรื่นเริงเกินเหตุ พูดจาฉะฉาน สร้างความเฮฮาให้หมู่พวกเพื่อนฝูง
คิดเร็ว ทำเร็ว คิดข้ามขั้นตอน โครงการเก่ายังไม่เสร็จก็ไปคิดโครงการใหม่ขึ้นมาอีก เป็นคนลักษณะพลังงานเหลือเฟือ นอนไม่ค่อยหลับเพราะมัวแต่คิดโครงการนู้นนี่ และที่สำคัญคือขาดความยับยั้งชั่งใจ เช่น พอคิดโครงการออกก็โทรศัพท์ไปหาหัวหน้าตอนตี 1 ตี 2 เป็นต้น อาการ mania นี้ บางครั้งเราจะดูไม่ออก

อาการเหล่านี้บางคนเป็นทั้งสัปดาห์ บางคนเป็นเดือนก็มี ตอนที่เป็นซึมเศร้าเจ้าตัวเขาจะรู้ตัว แต่ตอนที่เป็น mania ข้อเสียคือ เขาจะไม่รู้ตัวเองเลย เพราะเขาจะมองว่าตอนนี้ตัวเองอารมณ์ดี มีความคิดแจ่มใสไม่รู้ตัว
อาการ Bilolar จริงๆ แล้ว เป็นโรคที่เกิดจากอาการสารเคมีในสมองเสียการสมดุล คือภาวะที่สารเซโรโตนิน Serotonin ถูกใช้ไปจนเหลือน้อยเหลือแต่สารนอร์อิพิเนฟรินอยู่ในสมองมากเกินไป เพราะฉะนั้นโรค Bipolar เกิดจากสารเคมีในสมองแปรปรวน

เหตุกระตุ้นที่ทำให้สารเคมีในสมองแปรปรวนคือ

1. ความเครียด เช่น เครียดจากงาน เครียดจากปัญหาเศรษฐกิจ เครียดต่างๆ นาๆ และเครียดในความสัมพันธ์ เช่นการสูญเสียคนที่ตัวเองรัก ซึ่งข้อนี้คนรอบข้างจะต้องคอยเป็นกำลังใจให้

2. การอดนอน เพราะการอดนอนทำให้สารเซโรโตนิน ถูกเผาไป การอดนอนมีหลายสาเหตุ เช่น หมกมุ่นสนใจอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป

3. การใช้ยา อย่างเช่น บางคนอยากลดน้ำหนักจึงต้องใช้ยา โดยยานั้นกลับไปส่งผลต่อระบบประสาทจนเป็นโรค Bipolar

การวินิจฉัยโรค

โรค Bipolar วินิจฉัยไม่ยาก จากการพูดคุย สอบถามญาติมิตร คนสนิท ถ้ามีอาการต่างๆ เหล่านี้ก็ให้ไปปรึกษาหมอโดยด่วนเลย
เพราะโรคนี้ไม่ใช่เป็นภาวะทางอารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นโรคที่ต้องแก้ไขด้วยยาพอแพทย์วินิจฉัยเสร็จ ก็จะให้ยาเพื่อปรับสารเคมีในสมองในกลับมาสมดุล ถ้าทานยาโดยต่อเนื่องอาการก็จะกลับมาปกติเหมือนเดิม แพทย์อาจจะให้ยาให้มาทานเพิ่มเติมต่อเนื่องอีก 6 เดือน เพื่อควบคุมโรคให้นิ่งสนิทเสียก่อน

โรค bipolar สามารถรักษาให้หายด้วยการทานยาปรับสมดุลเคมีในสมอง

อาการ Bipolar นี้อาจไม่หายขาด บางทีการขาดยาอาจกระตุ้นให้โรคนี้กลับคืนมาใหม่ ทางที่ดีคือเมื่อทานยาจนอาการดีขึ้นแล้วก็ควรฝึกสมาธิ(Meditation) เพื่อจะได้มีกำลังใจมากพอ
เพื่อจะได้แยกแยะออกว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดี จะได้ไม่เครียดจนเกิดภาวะซึมเศร้าอีก

หลักการเพื่อให้ไม่เกิดโรคนี้ขึ้นคือ

1. เรื่องการพักผ่อน นอนให้พอ กำหนดเวลานอนและเวลาตื่นไว้เลย แล้วทำตามนั้นให้ได้ นอนให้ได้ 8 ชั่วโมงเป็นดี

2. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วันขึ้นไป ครั้งหนึ่งก็ประมาณ 3 ชั่วโมง เพราะเมื่อเราแข็งแรงแล้ว บุคลิกก็ดี มีความว่องไว

3. อาหาร เพราะคุณจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับที่คุณกิน กินให้ถูกสุขลักษณะ กินให้พอดี แล้วอะไรที่ทำลายสุขภาพ เช่น แอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ ไวน์ อาหารหมักดอง อาหารมันจัดจนเกินไป ควรหลีกเลี่ยง

4. การรักษาอารมณ์ อารมณ์ของใจกับสุขภาพส่งผลต่อกันอย่างชัดเจน เช่น บางทีเราทำท่าอาการไม่ดีเหมือนจะเป็นหวัด คั้นเนื้อคั้นตัว เป็นต้น
ถ้าเกิดเราทำใจนิ่งๆ จะรู้สึกว่าเราสามารถคุมอาการนั้นได้จน ไม่เจ็บไม่ป่วยเลย แต่ถ้าเกิดใจหงุดหงิดในช่วงนั้นก็จะป่วยไปเลย ให้ลองสังเกตดู รักษาใจได้เมื่อไหร่ อาการป่วยนี้เราจะคุมอาการได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์เลย หนักจะเป็นเบา เบาก็จะได้หาย

5. ไม่ดื้อหมอ เมื่อไม่สบายไปหาหมอ หมอบอกอะไรก็ให้ปฏิบัติตามที่เขาแนะนำ จะได้หายจากอาการป่วยได้เร็ว

ร่างกายจะแข็งแรงได้ก็ต้องออกกำลังกาย จิตใจจะเข็มแข็งได้ก็ต้องทำสมาธิ ทำจิตให้หยุดนิ่ง ก็จะส่งผลให้เราผ่านวิกฤตต่างๆ ได้อย่างง่ายๆ








ขอบคุณที่มาจาก..http://www.dmc.tv



Create Date : 02 มิถุนายน 2554
Last Update : 2 มิถุนายน 2554 9:40:56 น.
Counter : 388 Pageviews.

0 comment
เคล็ดลับการชะลอความแก่...
วีดีโอเคล็ดลับชะลอความแก่ค่ะ...








ใครสนใจลิ้งค์ไปดูวีดีโออื่นๆก็ตามไปดูได้ที่
http://video.dmc.tv/



Create Date : 08 เมษายน 2554
Last Update : 8 เมษายน 2554 9:15:50 น.
Counter : 216 Pageviews.

2 comment
อาหาร คือ ยาหลัก
จาก....หนังสือสุขภาพนักสร้างบารมี

อาหาร คือ ยาหลัก

มีบางคนป่วยพร้อมๆกันกับเพื่อน โรคเดียวกัน แต่หายป่่วยเร็วกว่า เช่น นอนหลับซักตื่นเดี๋ยวก็หาย ขณะที่เพื่อนบางคนยังต้องนอนอีกสามวันห้าวันจึงหายป่วย หรือเป็นๆ หายๆ หลวงพ่อเคยสังเกตดู ก็ได้พบว่า คนไหนก็ตาม ที่เป็นคนประเภทถ้าป่วยขึ้นมาแล้วก็จะนอนซมอย่างเดียว ไม่ยอมกินข้าวไม่ยอมดื่มน้ำ ไม่ยอมลุกขึ้นเดิน ไม่ยอมลุกขึ้นนั่ง แถมอั้นปัสสาวะ อั้นอุจจาระอีกต่างหาก ในศูนย์พยาบาลของวัดเรา หลวงพ่อพบบ่อยๆ เวลาเจ้าหน้าที่เอาอาหารมาส่งที่เตียงคนไข้ คนไข้บางคนก็ไม่สนใจที่จะกิน ปล่อยตั้งทิ้งไว้อย่างนั้นไม่ยอมเตะต้องเลยคนไข้ประเภทนี้จะป่วยเรื้อรังหายยาก เพราะป่วยทั้งกายและใจ

แต่ใครก็ตามที่ป่วยไข้แล้ว อดทนปฏิบัติถูกต้องอย่างเหมาะสม เช่น เมื่อถึงเวลากินก็กิน จะกินได้มากน้อยก็ฝืนกินเข้าไป เวลาปวดปัสสาวะหรืออุจจาระก็ไม่อั้นเอาไว้ฝืนเดินเข้าไปในห้องน้ำ ถึงเวลานอนก็นอน หลับไม่หลับก็ฝืนหลับตานอน คนไข้ประเภทดูแลตัวเองเป็นอย่างนี้จะหายเร็วเป็นบุญของหลวงพ่อเอง ที่ตั้งแต่เล็กมาไม่เคยถูกตามใจขณะป่วยไข้เลย

โยมพ่อเอาวินัยทหารมาอบรมให้ป่วยแสนป่วยเพียงใดก็ตาม พอได้เวลากินข้าว บางทีก็โยมพี่สาวบ้าง จัดข้าวปลาอาหารมาให้ เมื่อไม่อยากกินก็ปล่อยวางเอาไว้เฉยๆ เหมือนอย่างที่คนอื่นเขาเป็นกัน
แต่เมื่อโยมพ่อเห็นเข้า ก็เอ็ดลั่นบ้านเลยว่า “ถึงเวลาทำไมไม่กิน” ก็ตอบท่านไปว่า “ไม่หิวและก็ไม่อยากกิน” ท่านก็จะประกาศิตออกมาทันทีว่า “จะหิวหรือไม่หิว จะอยากหรือไม่อยาก เมื่อถึงเวลาแล้ว ต้องกิน”


ทำไม!!

ก็เพราะว่าจะป่วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อถึงมื้ออาหารร่างกายก็จะขับน้ำย่อยออกมา อาจจะมากหรือจะน้อยโดยอัตโนมัติถ้าเราไม่ใช้น้ำย่อยนั้น นอกจากมันจะกัดกระเพาะอาหารของเราแล้วมันก็จะเสียกลายเป็นลมตีขึ้นมา ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนเอิ๊กอ๊ากๆในที่สุดก็จะกลายเป็นว่า เริ่มต้นป่วยด้วยโรคหนึ่ง แล้วยังมีโรคแทรกซ้อนอันเกิดจากการกินอาหารผิดเวลาเพิ่มขึ้นอีกโรคหนึ่งด้วย


ยิ่งกว่า....นั้นหลวงพ่อยังจำคำของโยมพ่อตั้งแต่ยังเด็กได้ ท่านพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ยาที่ดีที่สุดในโลก ไม่มีอะไรเกินข้าวปลาอาหารที่กินเข้าไป สิ่งนี้คือยาหลัก ยาอะไรๆที่มีในโลกนี้เป็นยาเสริมช่วยในการหายป่วยหายใช้แต่ยาหลักก็คือข้าวปลาอาหารที่เรากินอยู่ทุกวันนั่นเองเพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะกินยาอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่ได้กินข้าวปลาอาหารแล้วฟื้นยาก แม้ป่วยหนักท่านก็จะบอกว่าให้ฝืนใจกินเข้าไปเถอะลูก อย่างน้อยก็เอาไปรองท้องไว้ไม่ให้น้ำย่อยกัดกระเพาะ ไม่ให้น้ำย่อยเสียเปล่า และที่สำคัญก็คือ เพื่อไม่ให้ระบบย่อยอาหารรวน ทั้งนี้เพราะเมื่อน้ำย่อยหลั่งออกมาแล้วไม่ถูกใช้ วันหลังก็จะไม่หลั่งออกมาหรือหลั่งผิดเวลา” ซึ่งจะมีผลเสียตามมา อีกเยอะ


เมื่อเล็กเราไม่เข้าใจ แต่ก็ต้องฝืนกิน ไม่กินเดี๋ยวโดนดุ หลวงพ่อจึงถูกฝึกไม่ให้ตามใจตัวเองตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเจ็บป่วยเพียงใดก็ตาม ถึงเวลาก็ต้องกิน แล้วก็เลยได้อานิสงส์ คือ ไม่ว่าจะป่วยมากน้อยเพียงไหน อย่างมากก็นอน ไม่เคยเกินวันสองวัน โรคภัยไข้เจ็บก็เผ่นหนีไปหมด เพราะหลวงพ่อ ป่วยเฉพาะกาย แต่ใจไม่ได้ป่วยตาม

ดังนั้น คนประเภทที่ป่วยแล้วตกใจ ท้อแท้ นอนซมไม่พยายามกระดุกกระดิก ทำตัวเหมือนคนใกล้ตาย คนประเภทนี้อย่าว่าแต่เวลาป่วย แม้เวลาทำงานตามปกติก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ แต่ใครถ้าถึงเวลากิน แม้ไม่หิวก็ต้องกิน เพียงแค่นึกให้อยากกิน เดี๋ยวก็กินได้ ถึงเวลานอนไม่ง่วงก็ข่มตานอนได้คนประเภทนี้กำลังใจ กำลังสติปัญญามหาศาลเพียงไหนลองคิดดูแล้วจะมีอะไรอีกที่เขาทำไม่สำเร็จ



Create Date : 14 มีนาคม 2554
Last Update : 14 มีนาคม 2554 16:51:28 น.
Counter : 329 Pageviews.

1 comment

kithe
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]