Wednesday Night Life Style
KTOne
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Users Online: ... Lovely Visitors :
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add KTOne's blog to your web]
Links
 

 
พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์



เป็นพระพุทธรูปในอิริยาบถประทับนั่งบัลลังก์
หย่อนพระบาททั้งสองทอดลงมาเหยียบบนพื้น
พระพาหา (แขน) ทั้งสองข้างวางบนพระเพลา (เข่า)
หงายพระหัตถ์ขวาเป็นกิริยารับหม้อน้ำจากพญาช้างปาลิไลยกะ
ซึ่งเป็นช้างอยู่ในป่าหลีกเลี่ยงขากโขลงมาคอยปรนนิบัติพระพุทธองค์
พระหัตถ์ซ้ายคว่ำลงแสดงกิริยาไม่รับรวงผึ้งจากลิง
เนื่องจากรวงผึ้งมีแมลงผึ้งอยู่
ลิงต้องกลับไปเอาแมลงผึ้งและตัวอ่อนออกหมดก่อน
แล้วจึงนำไปถวายใหม่ พระองค์จึงทรงรับประเคน

พระปางนี้มีเรื่องราวประวัติความเป็นมาว่า
สมัยหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่เมืองโกสัมพี
พระภิกษุชาวเมืองโกสัมพี 2 พวก คือ
กลุ่มพระธรรมถึกที่เคร่งครัดในธรรมตามพระสูตร
และกลุ่มพระวินัยผู้ยึดถือเอาพระวินัยเป็นหลักในกรประพฤติ
เกิดการทะเลาเบาะแว้งกันในเรื่องอาบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ
แม้พระพุทธองค์ทรงตรัสห้ามถึง 3 วาระก็ไม่มีพระภิกษุรูปไหนยอมเชื่อฟัง
เพื่อจะกำราบ จึงเสด็จหลีกไปจำพรรษาในป่ารักขิตวัน ใกล้หมู่บ้านปาลิไลยกะ

และในป่านั้นเองมีพญาช้างสารเชือกหนึ่งซึ่งเป็นช้างฉลาดรู้ภาษามนุษย์
มีบริวารมาก บรรดาช้างพังต่างคอยเบียดเสียแย่งอาหาร
เวลาจะดื่มน้ำก็ได้ดื่มแต่น้ำที่ขุ่น ๆ จึงเกิดความเบื่อหน่ายโขลงช้าง
หลีกหนีไปอยู่ราวป่าและไปเจอพระพุทธองค์ ได้เข้าไปงอเข่าถวายบังคม
และคอยปรนนิบัติรับใช้ทุกอย่าง ยากที่บุคคลสามัญจะทำได้

เมื่อเข้าไปถึงแล้วก็มองว่าไม่พบอะไร จึงกระทืบควงไม้สาละขนาดใหญ่
ถากให้เรียบ ใช้งวงจับหม้อน้ำตักน้ำฉันน้ำใช้ไปตั้งไว้
ถ้าพระองค์ประสงค์น้ำร้อน อีกทั้งหาผลไม้นานาชนิดก็นำมาถวายเป็นประจำ
แม้คนธรรมดาสามัญมิอาจทำได้เสมอเหมือน

จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งได้มีพญาวานรตัวหนึ่งเป็นกริยาอาการของพญาช้าง
จึงอยากจะปรนนิบัติบ้าง เหลือบไปเห็นรวงผึ้งบนกึ่งไม้จึงหักมาถวาย
แต่พระพุทธองค์ก็มิทรงรับประเคน พญาวานรก็แปลกใจพิจารณาดูรวงผึ้ง
เห็นว่ารวงผึ้งมีแมลงผึ้งอยู่ จึงถอยออกมาเก็บออกหมดแล้วนำเข้าไปถวายใหม่

พระพุทธองค์ทรงรับประเคน พญาวานรก็ดีใจอย่างยิ่งกระโดดโลดเต้น
โผนจับกิ่งไว้ต้นโน้นต้นนี้ด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ
บังเอิญถึงคราวเคราะห์เผลอไปคว้ากิ่งไม้ผุกิ่งหนึ่ง
จึงพลัดตกลงมาถึงแก่ความตาย ด้วยผลานิสงส์แห่งการถวายรวงผึ้ง
แด่พระพุทธองค์ ก็ได้ไปจุติเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพีต่างยอมรับผิด
จึงเข้าไปหาพระอานนท์เถระ เพื่อให้พาเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อ
ขอให้พระพุทธองค์ทรงยกโทษให้ ชาวบ้านชาวเมืองต่างก็มีความประสงค์
จะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ด้วย

พระอานนท์เถระซึ่งเป็นพระอุปัฎฐากจึงเดินทางพร้อมกับภิกษุเข้าไปเฝ้า
พระพุทธเจ้า เมื่อไปถึงช้างปาลิไลยกะเห็นเข้าก็วิ่งจะเข้าไปทำร้าย
ด้วยความเข้าใจว่าเป็นศัตรู พอพระพุทธเจ้าตรัสห้าม
และให้ทราบว่านั่นเป็นพระพุทธอุปัฎฐากจึงทิ้งท่อนไม้เข้าไปรับบาตร-จีวร
แต่พระอานนท์มิได้ให้ประการใด หลังจากนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงชี้โทษ
แห่งความแตกสามัคคีแก่ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

จากนั้นก็เสด็จกลับเข้าสู่เมืองโกสัมพี ช้างปาลิไลยกะตามเสด็จไปถึงชายบ้าน
พระพุทธองค์ตรัสกับพญาช้างว่า พระองค์จะไม่เสด็จกลับมาอีกแล้ว
และมรรคผลนิพพานก็ไม่เกิดขึ้นแก่ช้างได้ ขอให้ช้างอยู่ในป่าต่อไป
ถ้าเข้าเขตมนุษย์แล้วจะเป็นอันตรายได้

พญาช้างได้สดับพระดำรัสเช่นนั้นแล้ว ก็สอดงวงแสดงความเสียใจ
จนพระพุทธองค์เสด็จลับตาก็กลั้นลมหายใจตาย ณ ที่นั้นเอง
และได้ไปจุติบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ด้วยเหตุนี้เอง พระพุทธจริยาตอนพญาช้างและพญาวานรปรนนิบัติ
ได้กลายเป็นตำนานพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์
ต่อมาท่านโหราจารย์ได้กำหนดให้เป็นพระประจำวันสำหรับผู้เกิดวันพุธกลางคืน


Create Date : 16 ตุลาคม 2550
Last Update : 16 ตุลาคม 2550 14:28:52 น. 5 comments
Counter : Pageviews.

 
แต็งกิ้วหลาย


โดย: nuna IP: 119.42.71.49 วันที่: 1 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:18:45 น.  

 
thank you

so mush...



โดย: greenny IP: 125.26.229.205 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:16:20:06 น.  

 
ชอบมากๆเลยครับ :)
มากมายเลยล่ะนะ555 5.


โดย: เด็กดีในสังคม IP: 125.27.42.110 วันที่: 13 เมษายน 2555 เวลา:20:25:43 น.  

 
ขอบคุณมวากกกคร๊~


โดย: ตำนานที่ยังหายใจ IP: 1.2.135.79 วันที่: 29 พฤษภาคม 2555 เวลา:18:09:21 น.  

 
ขอบคุณมวากกกคร๊~ที่ให้ความรู้


โดย: นัด IP: 171.7.177.48 วันที่: 5 กรกฎาคม 2555 เวลา:20:53:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.